ที่มา : http://www.en.mahidol.ac.th/forum/viewtopic.php?id=766

"ยูคาลิปตัส"ไม้เศรษฐกิจที่ผลิตทั้งน้ำมันและกระดาษอย่างที่เราคุ้นเคยเมื่อใดที่มีประเด็นรณรงค์ส่งเสริมให้ปลูกไม้ชนิดนี้ผุดขึ้นมาเมื่อใดย่อมมีเสียงคัดค้านถึงผลเสียที่โดดเด่นไม่แพ้ผลประโยชน์และล่าสุดกับแนวคิดของรมว.วิทยาศาสตร์คนใหม่ยกมาเป็นนโยบายสร้างความฮือฮาด้วยหวังจะผลิตไบโอออยล์จากยูคาแก้วิกฤติพร้อมกับข้อแย้งใหม่ว่าไม้ชนิดนี้หาได้เลวร้ายอย่างที่กังวลกันไม่"ยูคาลิปตัส" ครั้งนี้จึงถูกแปลงกายจาก "ไม้ปิศาจ" กลายเป็น "ไม้เทวดา" ขึ้นมาในทันใด !!
       
       “ยูคา”ถิ่นกำเนิดออสเตรเลีย เข้าไทยเมื่อ 50 ปีก่อน
       
       ยูคาลิปตัส (eucalyptus)เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลักอยู่ในประเทศออสเตรเลีย มีกว่า 700สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่บ้างในรอยต่อแถบนิวกีนี อินโดนีเซียและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้มีการนำไปปลูกในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา บราซิล เอธิโอเปีย อุรุกวัย มาดากัสการ์และในทวีปแอฟริกาแต่ความเหมาะสมของการปลูกยูคาก็ยังเป็นที่ถกเถียงและไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด
       
      ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดีและเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดิน ตั้งแต่ดินทราย ดินเค็ม ดินเปรี้ยวแต่ไม่ทนดินที่มีหินปูนสูง โดยประเทศไทยนำเข้ายูคามาปลูกในปี 2493เป็นครั้งแรก แต่มีการปลูกอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา
       
       ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และจากกรมป่าไม้ ชี้ว่ายูคาลิปตัสที่ปลูกมากในไทยคือ "คามาลดูเลนซิส" (Eucalyptus camaldulensisDehnh.) ในวงศ์ไม้ชมพู่ (Myrtaceae) มีชื่อการค้าว่า "เรดกัม" (red gum)
       
       ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิสเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ มีความสูง 24-30 ม. และอาจสูงได้ถึง 50 ม.มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1-2 เมตรหรือมากกว่านั้นอีกทั้งเป็นไม้โตเร็วไม่ผลัดใบ เกษตรกรสามารถตัดใช้ได้ตั้งแต่อายุ 3-5ปี แตกหน่อใหม่ดีจึงไม่ต้องปลูกใหม่และด้วยความสามารถในเจริญเติบโตดีในแทบทุกพื้นที่จึงไม่แปลกที่มันจะเป็นที่นิยมปลูกมากที่สุด
       
       ถ้าปลูกในไทย ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิสจะมีรูปทรงสูงเพรียว ลำต้นเปล้าตรงมีกิ่งก้านน้อยมีเรือนยอดรูปทรงกรวยสูง ใบเดี่ยวเรียงเขียนสลับใบรูปหอกหรือรูปขอบขนานแกมหอกขนาด 2.5–12 x 0.3–0.8 นิ้ว ก้านใบยาวใบสีเขียวอ่อนทั้งสองด้าน บางครั้งมีสีเทา ใบบางห้อยลงเส้นใบมองเห็นได้ชัด ดอกมีสีขาว ออกช่อขนาดเล็กตลอดปีปีละ 7 -8 เดือนดอกจะออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง แต่แม้จะมีเกสรเหมาะแก่การเลี้ยงผึ้งทว่าดอกของยูคากลับไม่มีกลิ่นอย่างที่หลายคนคิด
       
       ลักษณะเนื้อไม้ยูคา มีแก่นสีน้ำตาลกระพี้สีน้ำตาลอ่อน กระพี้และแก่นสีแตกต่างเห็นได้ชัดไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิสที่มีอายุมากขึ้นจะมีสีน้ำตาลแดงเข้มกว่าไม้อายุน้อยเนื้อไม้มีลักษณะค่อนข้างละเอียด เสี้ยนสน บางครั้งบิดไปตามแนวลำต้นเนื้อไม้มีความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 0.6–0.9ในสภาพแห้งแล้งซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของไม้เนื้อไม้แตกง่ายหลังจากตัดฟันตามแนวยาวขนานลำต้นแต่ถ้าทำให้ถูกหลักวิธีก็สามารถนำมาเลื่อยทำเครื่องเรือนและก่อสร้างได้
       
       ผลยูคามีลักษณะครึ่งวงกลม หรือรูปถ้วยมีขนาด 0.2–0.3 x 0.2–0.3 นิ้ว ผิวนอกแข็ง ให้ผลได้ตลอดปีเมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ที่ปลายผลจะแยกออกทำให้เมล็ดที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มม.ร่วงออกมาโดยการขยายพันธุ์ยูคาทำได้โดยการเพาะเมล็ด ซึ่งเมล็ดยูคา 1กก.จะประกอบไปด้วยเมล็ดยูคาตั้งแต่ 100,000 -200,000 เมล็ด
       
       การเพาะเมล็ดยูคาลิปตัสควรทำในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะสะดวกและได้ผลดีเนื่องจากหมดหน้าฝน และอากาศไม่ร้อนจนเกินไปการย้ายชำจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง เมื่อกล้างอกมีอายุ 18วันให้เลี้ยงไว้ในถุงชำอย่างน้อย 2 –3 เดือนลำต้นจะมีความสูงประมาณ 25ซม.ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้ปลูกในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม
       
       ประโยชน์มากมายของ“ไม้เทวดา”
       
       ทั้งนี้ประโยชน์ของไม้ยูคาลิปตัสถือเป็นจุดเย้ายวนใจของเหล่าเกษตรกรมากที่สุดเพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางตรงได้หลายอย่าง ได้แก่
       
       1.การทำไม้ใช้สอย เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน ทำรั้ว ทำคอกปศุสัตว์ ทำเสาหรือใช้ในการก่อสร้างต่างๆ
       
       2.การทำฟืน เผาถ่านโดยถ่านไม้ยูคาลิปตัสใช้เป็นเชื้อเพลิงติดไฟได้ดีและมีขี้เถ้าน้อยไม้ฟืนยูคาให้พลังงานความร้อน 4,800 แคลอรีต่อกรัมส่วนถ่านไม้ยูคาให้พลังงานความร้อน 7,400 แคลอรีต่อกรัมจัดว่าให้ความร้อนใกล้เคียงกับถ่านไม้โกงกางซึ่งเป็นถ่านไม้ที่ดีที่สุด
       
       3.การทำชิ้นไม้สับไม้ยูคาลิปตัสเมื่อแปรรูปและสับทำชิ้นไม้สับสามารถนำไปผลิตแผ่นชิ้นไม้อัด แผ่นใยไม้อัด แผ่นปาร์ติเกิลและแผ่นไม้อัดซีเมนต์ที่มีมูลค่าสูง
       
       4.การทำเยื่อไม้ไม้ยูคาลิปตัสสามารถแปรรูปทำเยื่อไม้ยูคาที่ประกอบด้วยเซลลูโลสนำไปใช้ทำเส้นใยเรยอนและทำผ้าแทนเส้นใยฝ้าย และปุยนุ่น
       
       และ 5. การทำกระดาษ เยื่อไม้ยูคาลิปตัส 1ตันสามารถผลิตเยื่อกระดาษได้ประมาณ 1 ตันโดยเยื่อไม้ยูคามีคุณสมบัติเด่น คือ มีความฟูสูง และมีความทึบแสงประกอบกับไฟเบอร์มีความแข็งแรงเหมาะต่อการใช้ทำกระดาษพิมพ์เขียวประเภทต่างๆ
       
       นอกจากนั้นแล้วข้อมูลบางแหล่งยังชื่นชมไม้ยูคาในด้านการเพาะเลี้ยงเห็ดมากโดยระบบรากของไม้ยูคาลิปตัสจะมีเชื้อราไมคอร์ไรซาชนิดต่างๆ อาศัยอยู่เป็นตัวช่วยดูดธาตุฟอสฟอรัสให้กับต้นยูคาได้มากขึ้นช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี และปรับปรุงดินเสื่อมให้มีคุณภาพดีขึ้นเช่น เห็ดเสม็ด เห็ดไข่ และเห็ดระโงกขาว
       
      อีกทั้งดอกยูคาลิปตัสมีน้ำหวานล่อแมลงมาผสมเกสรและดูดเอาน้ำหวานไปสร้างรวงผึ้งโดยเฉพาะการที่มันออกดอกปีละ 7 – 8 เดือนหรือเกือบตลอดปีผิดกับพันธุ์ไม้ชนิดอื่นๆ ที่มักออกดอก 1 – 2 เดือน/ปีจึงดีมากสำหรับการเลี้ยงผึ้ง น้ำผึ้งที่ได้มีรสและคุณภาพดีรวมทั้งน้ำมันใบยูคายังมีสรรพคุณทางยา โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
       
       ที่สำคัญประโยชน์ใหม่ที่ถูกนำเสนอเป็นข้ออ้างสำหรับการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสรอบใหม่ที่รัฐบาลกล่าวถึงคือเพื่อผลิตไบโอออยล์หรือเชื้อเพลิงเหลวที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซลซึ่งอ้างว่าอาจมีราคาถูกเพียง 15 บาท/ลิตร
       
       วิเคราะห์โทษมากมีของ“ไม้ปิศาจ”
       
       อย่างไรก็ตามแม้คุณประโยชน์ของยูคาจะมีมากอนันต์ทว่าข้อมูลจากการวิจัยหลายชิ้นและจากปากคำของเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ปลูกยูคาต่างก็ชี้ว่าก็มีโทษมหันต์เช่นกัน
       
       ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สูงมากโดยเฉพาะต่อดิน น้ำ สัตว์ขนาดใหญ่และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น มดแดงหรือแมลงต่างๆ จะถูกทำลายและไร้ที่อยู่อาศัยการปลูกยูคาจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นพืชที่ทำลายธรรมชาติได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุดตัวหนึ่งจนถูกเรียกว่าต้นไม้ปีศาจหรือบางรายเรียกว่าไม้ผีปอบ ดังที่มีคำพูดคุ้นหูกันว่า“ดินที่มีคุณภาพเลวที่สุดคือดินที่ปลูกยูคาแล้ว”
       
      ขณะเดียวกันยังพบผลกระทบที่เกิดต่อโครงสร้างของดินโดยเฉพาะดินในเขตภาคอีสานซึ่งเป็นดินปนทรายว่าเมื่อผ่านการปลูกป่ายูคาลิปตัสไปประมาณ 4-5 ปีดินบริเวณนั้นจะมีสภาพแห้งแล้งมากและเนื่องจากในบริเวณป่ายูคาลิปตัสจะไม่มีพืชต่างๆสามารถเกิดขึ้นแซมได้เลยเพราะยูคาจะปล่อยสารเคมีที่มีพิษออกมายับยั้งการเจริญเติบโตของพืชข้างเคียงดังนั้น เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดการชะล้างหน้าดินสูง
       
       นอกจากนั้น ยูคาลิปตัสยังเป็นพืชโตเร็วรากจึงดูดซับปุ๋ยและธาตุอาหารต่างๆ ได้ดีมากรากแผ่ขยายลงในดินได้ลึกมากถึง 15 ม. ยากแก่การกำจัดทำลายหลังการปลูกไม่น่าแปลกใจที่พืชชนิดอื่นไม่สามารถจะแย่งแร่ธาตุสู้มันได้
       
       อารีรัตน์ กิตติศิริชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน (RRAFA) ได้กล่าวถึงผลกระทบของการปลูกยูคาเป็นพืชเชิงเดี่ยวในประเทศไทยในรายงานของเธอโดยยกตัวอย่างที่น่าตื่นตกใจจากพื้นที่ปลูกยูคาของสวนป่าสมเด็จจ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเมื่อปี 2528 เคยมีพื้นที่ปลูกยูคาถึง 8,575ไร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินาจารย์ -ดงขวางว่าครั้งหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก่อนสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งบริษัทค้าไม้เข้ามายังพื้นที่ในปี 2500 -2510ต้นไม้ที่เคยมีอยู่ก็อันตรธานหายไปหมด
       
       จากนั้นเมื่อชาวบ้านเริ่มโยกย้ายเข้ามาทำกินในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นพื้นที่กสิกรรมตั้งแต่ปี2510 จนถึงปี 2517องค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้ก็ได้เข้ามาชักชวนให้ชาวบ้านเข้าเป็นสมาชิกและแรงงานในเครือข่ายการปลูกป่ายูคาลิปตัสโดยสัญญาจะให้พื้นที่ทำกินฟรี 7 ไร่พร้อมออกเอกสารสิทธิ์อีกทั้งยังสัญญาว่าจะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน ไฟฟ้าและศูนย์สุขภาพให้ ซึ่งใน 2ปีแรกพวกเขายังได้รับอนุญาตให้ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังแซมระหว่างแถวต้นยูคาได้ทว่าหลังจากนั้นแล้วกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่อีกเลย
       
       ที่สำคัญผลร้ายต่อระบบนิเวศที่หลงเหลือจากการปลูกยูคาก็สร้างความเดือดร้อนมากมายดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นดินที่มีเกลืออยู่มากสีของดินเปลี่ยนเป็นสีขาว ผลผลิตข้าวในพื้นที่ใกล้เคียงลดลงกว่า 10เท่า และแหล่งน้ำบาดาลที่เคยมีถึง 5บ่อกลับเหือดหายเหลือเพียงบ่อเดียวจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งโดยน้ำบาดาลมีระดับลดลงถึง 10 -15 เมตร และหลังจาก 20ปีแรกของโครงการแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิ์ใช้ที่ดินอีก
       
       ขณะที่ตัวอย่างอื่นๆนอกจากกรณีของป่าสมเด็จแล้ว ในรายงานของอารีรัตน์ยังยกตัวอย่างของบ้านน้อยตลาดเมือง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ดและสวนป่าสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2แห่งติดต่อกันคือป่าสงวนฝั่งขวาสำราญและป่าสงวนฝั่งขวาห้วยเสนว่าต่างก็ได้รับบทเรียนจากการปลูกยูคาไม่แตกต่างกัน
       
       ในปี 2528จึงถือเป็นปีหนึ่งที่เกษตรกรลุกฮือขึ้นต่อต้านการปลูกยูคาอย่างมากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่รวมตัวต่อต้านและแม้กระทั่งบุกทำลายยูคาลิปตัสในสวนป่าหลายต่อหลายครั้งยกตัวอย่างชาวบ้าน ต.เสียว อ.อุทุมพิสัย จ.ศรีสะเกษที่บุกทำลายต้นยูคาและเรือนพยาบาลในป่าโนนลางในปีนั้น
       
       ปลุกผี“ยูคา” กลับมาเป็นเทวดาอีกครั้ง
      
       ทว่าเมื่อยูคาได้รับการปลุกกระแสอีกครั้งในปี พ.ศ.นี้ฝ่ายสนับสนุนยูคาได้ปฏิเสธข้อเสียของไม้ยูคาทั้งหมด โดยนายวุฒิพงศ์เจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะผู้จุดกระแสการสนับสนุน ชี้ว่าภาพผลกระทบร้ายแรงของยูคาในอดีตได้เลือนหายไปหมดแล้ว
       
      เพราะเมื่อมีการนำเข้ายูคามาปลูกเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ได้มีการพัฒนาพันธุ์ยูคาลิปตัสจนปรับตัวได้อย่างกลมกลืนกับระบบนิเวศของไทยและลดผลเสียที่เคยมีต่อสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมดจนเป็นพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์โบราณเมื่อ 20ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง
       
       ข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ถูกปฏิเสธทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาว่ายูคาใช้ธาตุอาหารในดินมาก เขาชี้ว่าแต่เปลือกของยูคาซึ่งกักเก็บธาตุอาหารไว้มากกว่าส่วนอื่นๆของต้นก็สามารถหมุนเวียนมาผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูงหนำซ้ำปมรากของยูคายังดึงธาตุอาหารจากอากาศลงมายังพื้นดินเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่พื้นดินได้อีกด้วย
       
       เขาย้ำด้วยว่าเขาจะส่งเสริมปลูกยูคาตามคันนาที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำเท่านั้นเพราะยอมรับว่ายูคาเป็นพืชที่ใช้น้ำมากจริงแต่ปฏิเสธชัดเจนว่าการส่งเสริมปลูกยูคานี้จะไม่เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพราะเป็นการปลูกข้าวและยูคาอยู่ร่วมกัน โดยสิ่งมีชีวิตรอบไม้ยูคาทั้งมดแดง แมลง นกหรือแม้แต่ปูปลาในนาข้าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากยูคาแต่อย่างใดและในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20ก.พ.ที่ผ่านมา นายสมัครสุนทรเวชนายกรัฐมนตรีก็ให้ความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลของเขาจะสนับสนุนปลูกยูคาแน่นอน
       
       ส่วนยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิสสายพันธุ์ใหม่ที่ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พูดถึง ดร.เริงชัย เผ่าสัจจ อดีตรองผอ.โครงการอนุรักษ์และจัดการแหล่งพันธุกรรมไม้ป่ากรมป่าไม้หนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการปลูกยูคาลิปตัสให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คือสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมเกสรของยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส กับเกสรของยูคาลิปตัสสายพันธุ์อื่นๆเพื่อให้ได้คุณสมบัติโตไว ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรคและแมลงมากขึ้น
       
       “แต่การพัฒนาพันธุ์เหล่านี้ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปลูกยูคาพันธุ์เก่าๆอย่างที่ว่ากัน เพราะข้อเสียพวกนั้นมันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว”ดร.เริงชัยย้ำ
       
      เขายังบอกอีกว่าในประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธ์ลูกผสมเหล่านี้มาอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี2512 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีกว่า 10 สายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมโดยการพัฒนาของภาคเอกชน 2 -3 รายที่มีทุนมากพอจะพัฒนาสายพันธุ์ได้เองรวมถึงบางส่วนที่พัฒนาพันธุ์โดยภาครัฐ เช่น สายพันธุ์ D1, D2, K7,K51, K58, S24, S32 และ T 5
       
       อย่างไรก็ตามแต่แม้ฝ่ายสนับสนุนซึ่งมีรัฐบาลเป็นแกนนำจะรับประกันว่ายูคาไม่มีผลเสียที่น่าวิตกกันแต่ความกังวลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปลูกยูคาตามที่ปรากฏในกระดานแสดงความคิดเห็นและตามสื่อต่างๆก็ยังคงยืนยันเช่นเคยว่ายูคามีผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอนและผลร้ายของมันอาจรุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนประเทศไทยไปเป็นทะเลทรายทีเดียว
       
      “สมัยเคยฝึกเป็นทหารแถวป่า อ.สนามไชยเขตฉะเชิงเทรา แถวนั้นเป็นป่ายูคาทั้งนั้น พูดแล้วเป็นเรื่องตลกร้ายเดินอยู่ในป่าทั้งวันเป็นสิบกิโลแต่ไม่เจอนกสักตัว เพราะว่าต้นยูคาไม่มีหนอน ทำให้ทั้งป่าไม่มีอาหารนกตามธรรมชาติ นกไม่หากินถือเป็นดินแดนต้องคำสาปของมันนกตัวไหนหลงเข้ามาเป็นอดตายถึงรู้ว่าป่ายูคาทำให้ธรรมชาติเสียไม่เฉพาะแต่ดินที่กลายเป็นดินทรายแต่สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติก็สูญหายไปด้วย
       
       หนึ่งความคิดเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า“ทหารเก่า”แสดงความคิดเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างน่าคิด
       
      ข้อเสนอของพวกเขาที่ผุดขึ้นมาระหว่างยังไม่มีการลงมือปลูกนี้จึงเป็นการพิจารณาพืชโตเร็วตัวอื่นอย่างกระถินยักษ์กระถินเทพา และกระถินณรงค์ทดแทนยูคา
       
      อีกข้อเรียกร้องหนึ่งที่น่ารับฟังเป็นการที่ภาครัฐควรส่งเสริมให้เร่งศึกษาวิจัยผลดีและผลเสียของยูคาลิปตัสอย่างชัดเจนก่อนซึ่งคงไม่ทำให้สายเกินไปที่จะตัดสินใจไปได้ว่าเกษตรกรไทยในพ.ศ.นี้ควรจับจอบจับเสียมเตรียมปลูกยูคาตามคันนากันหรือไม่ ?
_________________________________________________

ที่มา: Manager Online