- หลายประเทศมีหลักสูตร ป.โท ที่สามารถเรียนจบได้ในเวลาเพียง 1 ปี เขาทำได้อย่างไร ? เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจยิ่ง
- บางท่านอาจจะแย้งว่า เรียนปีเดียวจะมีคุณภาพได้อย่างไร ? ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจยิ่งครับว่า จัดหลักสูตรอย่างไร จะทำให้เรียนปีเดียวได้คุณภาพเช่นเดียวกับเรียน 2 ปี
- มองนอกกรอบออกไป ถ้าสามารถจัดการเรียนการสอน 1 ปีให้ได้คุณภาพเทียบเท่าเรียน 2 ปีแล้ว ทำไมต้องคิดมาก ทำไมต้องเสียเวลา เสียเงินกับกรอบเดิม ๆ อยู่ล่ะครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากที่อวยพรให้ครูอ้อย
แต่ครูอ้อย ทำงานด้วย สงสัย จะจบยากน่ะค่ะ
แต่ก็สู้ค่ะ
สวัสดีอีกครั้งครับ
สวัสดีค่ะ
ดิฉันเคยทราบมาว่าที่ประเทศอังกฤษมีแผนการเรียน ป.โท ที่ใช้เวลา 1 ปีเท่านั้นค่ะ อยากทราบเหมือนกันว่าความเข้มข้นของหลักสูตรเป็นอย่างไร
อีกอย่างดิฉันคิดว่าถ้าสามารถทำหลักสูตร 1 ปีอย่างเข้มข้นได้ ก็จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายค่าเรียนได้ดีเหมือนกันนะคะ
สวัสดีครับ
ผมคิดว่า เวลา กับการเรียนนั้น อาจเปรียบกันตรงๆก็คงยากที่จะบอกว่าเรียน ป.โท ก็ปี ถึง จะดีหากการเรียนการสอนยังเน้นเชิงพาณิชย์ เน้นปริมาณ ยังไงก็ก็ถามหามาตรฐานยาก ...
ผมพอได้ไปสัมผัสกระบวนเรียนการสอนบางมหาวิทยาลัยแล้ว น่าเป็นห่วง แม้ว่า ป.โท จะสัก ๕ ปี
ผมคิดว่า โจทย์ที่คิดต่อ ควรจะเป็นว่า เราจะจัดกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร ให้เกิดปัญญา เกิดพลังความคิด การสังเคราะห์ รวมถึงการบูรณาการความคิดจากศาสตร์ที่หลากหลาย
คำถามนี้น่าท้าทายกว่า ตามความคิดผมนะครับ
สวัสดีครับ
แล้วค่อยเล่าใหม่นะคะ
ผมมีโอกาสได้เรียน ป โท ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหลักสูตรปีเดียว แต่ผมใช้เวลาแค่ประมาณสิบเดือน พอทำการบ้านหมดทุกวิชาก็จบสิ้นแพคกระเป๋ากลับเมืองไทยได้เลย
ถามว่า แตกต่างจาก การเรียนโทแบบสองปีในเมืองไทย อย่างไร
จากประสบการณ์ ผมมองว่า ระบบการศึกษาจะมีสองค่าย คือ ค่ายอเมริกา และค่ายอังกฤษ (ออสเตรเลียจัดอยู่ค่ายอังกฤษ)
ค่ายอเมริกา จะเน้นการเรียนพื้นฐาน และจบด้วยการทำวิทยานิพนธ์ (เมืองไทยก็ใ้ช้ระบบนี้อยู่)
ค่ายอังกฤษ ออสเตรเลีย จะมีการทำหลักสตูรหลายแบบ แบบเรียนอย่างเดียว (หนึี่งปี) เรียน + ทำวิจัยเล็ก (หรือทำโปรเจค) และ แบบวิจัยตลอดหลักสูตร โดยทั้งสามแบบตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกันออกไป ผู้เรียนต้องรู้ตัวเองว่าจะเรียนไปเป็น นักปฏิบัติ นักวิจัย หรือ นักวิชาการ
ถามว่า มีคุณภาพหรือไม่ สำหรับการเรียนโทแบบ ปีเดียว
ในหลักสูตรที่ผมเรียน ผมมองว่า มีคุณภาพและส่งเสริมกระบวนการคิดได้มากทีเดียว โดยเฉพาะ การบ้านที่เรียกว่า literature review กับ Reflection (ซึี่่งในทุกรายวิชาจะมีการบ้านชนิดนี้อย่างน้อยหนึี่งครั้ง เพือมุ่งให้ผุ้เรียนได้ทำการศึกษาเชิงลึกในเรืองที่สนใจ)
Literature review เป็นการศึกษาในประเด็นที่เราสนใจ แต่จะศึกษาเปรียบเทียบ เช่น ศึกษาประสิทธิภาพของการเรียนแบบ PBL (Problem based learning) เราก็จะไปค้นคว้า งานวิจัยที่เกี่ยวกับ PBL แล้วมาเปรียบเทียบกันว่า แต่ละที่ทำอย่างไร มีแนวคิดอะไรเป็นพื้นฐาน มีกระบวนการทำอย่างไร ผลออกมาเป็นอย่างไร จากนั้นเปรียบเที่ยบข้อดี ข้อเสีย คือกว่าจะทำรายงานประเภทนี้ได้ ต้องอ่านงานวิจัยเกือบยี่สิบเรือง แล้วมาสรุปเป้นรายงานแค่สิบหน้ากระดาษ
ในการให้คะแนน จะไม่ได้คำนึงถึงความรู้ แต่คะแนนจะให้สำหรับกระบวนการค้นคว้า การคิดวิเคราะห์ ซึ่งไม่มีถูก ไม่มีผิด สำคัญอยู่ที่ใครคิดได้ลึก กว้าง ครอบคลุม และมีหลักฐานมาอ้างอิง จะได้คะแนนดีกว่า คนที่ไปลอกๆ เขามา (อ้อ ถ้าพบว่ามีการลอก หรืออ้างของคนอื่นมากกว่า สามสิบเปอร์เซ็นต็ของงานเขียน จะปรับเป็นศูนย์หรือว่าตก) อย่างที่บอกว่า กว่าเราจะเขียนงานออกมาได้ทำการศึกษา กลั่นกรองจากเอกสารมากกว่ายี่สิบชิ้น ดังนั้นเราจึงรู้ดีกว่าผุ้ตรวจให้คะแนนแน่นอน ดังนั้นแนวทางการให้คะแนนจึงเน้น กระบวนการคิด มากกว่า เน้นการจำความรู้
พอมองเห็นหรือยังว่า คุณภาพของการเรียนแบบปีเดียว มาจากตรงไหน (ผมว่า ถ้าเอารายงานของไทยมาตรวจโดยใช้มาตรฐานที่เขากำหนด คิดว่า ตกหมดแหงๆ อิอิ เพราะรายงานไทยเป็นแบบตัดแปะ อ้างอิงเต็มไปหมด แต่ไม่มีส่วนไหนที่เป็นความคิดของคนเขียนเลย
ข้อเสีย ของการเีรียนแบบ coursework ก็คือ ความสามารถในการทำวิจัยจะด้อยกว่า เพราะไม่ได้ทำวิจัย แต่เรืองการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด ไม่ว่าจะเรียนแบบไหนก็ได้เหมือนกัน ถ้าคนเรียนเรียนเป็น
จะเลือกแบบไหน ปีเดียว ปีครึ่ง สองปี แบบ coursework research based learning หรือแบบผสมผสาน ก็แล้วแต่ผู้เรียนจะตัดสินใจว่าแบบไหนที่จะเหมาะกับอนาคตการทำงานของตัวเองครับ
ส่วนการเรียนโท ของอเมริกา ผมขอไม่พูดเพราะจะคล้ายก้บเรียนโทในเมืองไทย เพราะเราใช้ระบบเดียวกัน ครับ
อันนี้เป็นมุมมองของผมซึ่งผ่านการเรียน ทั้งในระบบ เรียนทางไกล โทแบบสองปี (ในไทย) แบบหนึี่งปี (ต่างประเทศ)
คงพอให้แนวคิดกว้างๆ เกียวกับการศึกษาในแบบหลากหลาย
สวัสดีครับ
อ่านความคิดบวกประสบการณ์ของ คุณ recovery แล้วน่าสนใจครับ เห็นด้วยว่ามาตรฐานการเรียนรู้ มีหลายๆองค์ประกอบอยู่ด้วยกันที่สำคัญอยู่ที่ผู้เรียนด้วยว่าเขาเริ่มต้นด้วยทุนเดิมอย่างไร เขาพัฒนาตัวเองอย่างไร รวมถึงเขาพัฒนาตัวเองอย่างไร
แม้คนที่จบจากสาขาเดียวกัน สถาบันเดียวกัน ศักยภาพ Competency ก็ยังต่างกัน
ปัญหาที่ผมเห็นก็คือ อาจารย์ที่สอนยังขาดประสบการณ์ ในการทำงาน ในพื้นที่ ในสถานการณ์จริงๆ ที่เปลี่ยนไป เพราะอะไรก็แล้วแต่นะครับ ยึดตำราเป็นที่ตั้ง... การสอนเลยไม่ได้ตอบสนองการแก้ไขโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่ออาจารย์ช้า ศิษย์ก็ช้าพอกัน..เตี้ย อุ้ม ค่อม สุดท้ายก็เจ้ง..มาตรฐานแทบวัดไม่ได้ แต่ต้อวงให้จบ เพราะต้องรับ นศ.ใหม่ เลี้ยง มหาวิทยาลัยต่อ
ผมเรียนแบบ coursework และ ทำวิจัยด้วย วิจัยที่ทำในการเรียน ป.โท เป็นการเริ่มต้นเรียนรู้มากกว่าในความคิดผม โชคดีที่ได้ครูบาอาจารย์คอยแนะนำในช่วงที่เรียน และงานวิจัยที่ทำหลังจากที่จบออกมาแล้ว ตรงนั้นคือสนามประลองฝีมือจริงๆ
ผมเป็นคนหัวดื้อ และชอบถกเถียง(แบบมีเหตุผล)กับอาจารย์บ่อยครั้ง ในประเด็นการเรียน ความดื้อของผมทำให้ผมแตกประเด็นความคิดได้ ขยายความคิดเป็น...
ดังนั้นเสริมต่อว่า ไม่ว่าจะเรียน ป.โท สักกี่ปี ไม่สำคัญสำคัญตรงที่กระบวนการเรียนการสอน รวมถึง "ตัวผู้เรียน" ด้วยครับ
ได้เรียน น้อยดี ไง สมองบ่มเพาะน้อย เสียเงินน้อย ได้แต่ปริมาณ
สวัสดีครับ
ขออนุญาตเพิ่มเติม
ในค่ายของ อังกฤษกับออสเตรเีลีย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรืองระยะเวลาในการเีรียนมากนัก แต่เน้นที่ศักยภาพของผู้เรียนมากกว่า เช่น
ถ้าผุ้เรียนมีความสามารถสามารถโอนหน่อยกิตจากโท ไปเอกได้เลย โดยจะมีเด็กไทยหลายคนไปเรียน หลักสูตรที่เรียกว่า Master of Philosophy พอเรียนไปมีหลายตัวที่ต้องไปเรียนกับ ป เอก แล้วเราสามารถรเรียนได้ดี ก็ขออาจารย์่ว่า ขอกระโดดเป้น PhD ได้ไหม แล้วถ้าคณะกรรมการเห้นว่าเด็กไปได้ ก็เข้าไปเรียน PhD เลย
หรือคนที่เรียนแบบทำวิจัย ทำไปทำมา โครงร่างวิจัยมีใหญ่ สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ สำคัญๆ ได้ ก็ขอให้ประเมินงานวิจัยเป็น ป เอก ถ้าผ่าน ก็จบโดยได้วุฒิ ปริญญาเอก
จะเห็นว่า เรืองเวลาไม่ใช่เืรืองสำคํญ ถ้าผู้เีรียน มีศึกยภาพ และมีคุณสมบัตเหมาะสมที่จะเป็น ว่าที่ ดร. ก็สามารถขอรับการประเมิน ปรับวุฒิไปเลย
ต่างจากของ อเมริกา และบ้านเรา
วิชาที่เรียน จะใช้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนให้ครบหน่วยกิต จึงนับว่าเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา แต่ในค่ายอังกฤษและออส ผู้เรียนจะไปเรียนตามวิชาีที่ตัวเองสนใจและจะใช้ในงานวิจัย ก็เพียงพอ
ขออนุญาตเพิ่มเติม
ในค่ายของ อังกฤษกับออสเตรเีลีย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรืองระยะเวลาในการเีรียนมากนัก แต่เน้นที่ศักยภาพของผู้เรียนมากกว่า เช่น
ถ้าผุ้เรียนมีความสามารถสามารถโอนหน่อยกิตจากโท ไปเอกได้เลย โดยจะมีเด็กไทยหลายคนไปเรียน หลักสูตรที่เรียกว่า Master of Philosophy พอเรียนไปมีหลายตัวที่ต้องไปเรียนกับ ป เอก แล้วเราสามารถรเรียนได้ดี ก็ขออาจารย์่ว่า ขอกระโดดเป้น PhD ได้ไหม แล้วถ้าคณะกรรมการเห้นว่าเด็กไปได้ ก็เข้าไปเรียน PhD เลย
หรือคนที่เรียนแบบทำวิจัย ทำไปทำมา โครงร่างวิจัยมีใหญ่ สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ สำคัญๆ ได้ ก็ขอให้ประเมินงานวิจัยเป็น ป เอก ถ้าผ่าน ก็จบโดยได้วุฒิ ปริญญาเอก
จะเห็นว่า เรืองเวลาไม่ใช่เืรืองสำคํญ ถ้าผู้เีรียน มีศึกยภาพ และมีคุณสมบัตเหมาะสมที่จะเป็น ว่าที่ ดร. ก็สามารถขอรับการประเมิน ปรับวุฒิไปเลย
ต่างจากของ อเมริกา และบ้านเรา
วิชาที่เรียน จะใช้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนให้ครบหน่วยกิต จึงนับว่าเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา แต่ในค่ายอังกฤษและออส ผู้เรียนจะไปเรียนตามวิชาีที่ตัวเองสนใจและจะใช้ในงานวิจัย ก็เพียงพอ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ