ถอดบทเรียนFocus Group สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การสนทนากลุ่มเกี่ยวกับ

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเกี่ยวกับการเรียนรู้

วันอังคารที่ 28  กรกฎาคม  2552  เวลา 11.30 น.

ณ ห้องประชุมสสีฯ  คณะเภสัชศาสตร์ 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

***************************

 

ผู้ดำเนินรายงาน  รศ.นพ.จิตเจริญ  ไชยาคำ

ผู้บันทึก ชาดา  ศักดิ์รุ่งพงศากุล

คำถาม  Focus Gr. KM_LO มี  9 ข้อดังนี้

 

  1. แนวคิดของ KM_LO ในหน่วยงานเป็นอย่างไร
  2. เป้าหมายในการนำ KM มาใช้ในหน่วยงาน คือ อะไร
  3. ค่านิยม และ/หรือ วัฒนธรรม ของหน่วยงานเพื่อเสริมสู่ LO คืออะไร
  4. การสนับสนุนส่งเสริมในการสร้างเวที เพื่อใช้เครื่องมือ KM_LO
  5. ความเข้าใจ ทักษะ และ ประสบการณ์ เครื่องมือที่ใช้เสริม KM_LO
  6. ผลทางตรง ทางอ้อม ที่เห็นจากการนำ KM มาเสริมงานประจำ
  7. ความต่อเนื่องของ การนำ KM มาใช้ในหน่วยงาน ควรทำอย่างไร
  8. ความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ
  9. ปัญหาอุปสรรค ความอึดอัดใจ และ ข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนา

 

 

ท่านแรก...เล่าให้ฟังว่าคณะฯ เริ่มแรกอยากให้มีการจัดการความรู้ใน หน่วยงาน  มีการจัดอบรม เริ่มจากให้ความรู้ด้านการจัดการความรู้  แล้วก็เริ่มให้ความรู้ facilitator  แล้วผมก็ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมอบรมด้วย  หลังจากได้เข้าร่วมผลักดันการจัดการความรู้ของคณะ  ในเป้าหมายของผมคือ เพื่อให้หน่วยงานมีการเรียนรู้ร่วมกัน และบุคลากรต้องมีความสุข  มองในมุมของคณะ  ผมว่าคณะก็มีการผลักดัน สนับสนุนหลายครั้ง  ทั้งด้านงบประมาณ และการอบรมต่างๆ  เครื่องมือที่มี กระบวนการที่ใช้คือ สุนทรียสนทนา เกิดจากให้บุคลากรแต่ละกลุ่มได้พูดคุยความในใจของตัวเอง  ผลที่มองจากที่ได้ฟังมาโดยรวมก็เกิดการจัดการความรู้ บุคลากรเกิดการเรียนรู้ นี่คือ KM  เข้าใจว่าบุคลากรก็จะรู้ว่านี่คือ KM  แต่จริงๆ แล้วในกระบวนการการทำงานของ แต่ละหน่วยงานก็จะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่การสกัดความรู้ออกมานั้น อาจไม่ชัดเจน  ต้องมาคุยกันว่าทำยังไงให้มีการจัดการความรู้และสกัดออกมาอย่างชัดเจน  ในกลุ่มพยายามที่จะแชร์ความรู้ และให้เกิดการเรียนรู้ภายในแต่ละหน่วยงาน ซึ่งทำยาก เราก็พยายามขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 

 

ท่านที่สอง......แนวคิด  เอาเครื่องมือนี้เข้ามาชัดหรือไม่  มีเป้าหมายหรือไม่

น้าอึ่ง  มองว่าแนวคิด  ไม่ชัดเจน  ตัวเองเห็นว่าปี 2547 สภาฯ มีนโยบายให้สร้างองค์กรมาสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน  พอปี  2548 ก็เริ่มเอา KM มาใช้  แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่ชัดเจน  ตัวเองเข้าไปใน G2K  ก็ทำงานเป็นทีม  ใช่ KM   ตอบโจทย์มหาวิทยาลัยและคณะคือ ทำงาน KM ในงานประจำเราได้อย่างไร  ตอนนั้นคณะก็ไม่ชัดเจน  พอดี ปี 48 เรามีเลขานุการใหม่  เราก็ไม่รู้เป้าหมายว่าจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้อย่างไร  เราไม่เห็นเป้าใหญ่  มีแต่เป้าน้อยๆ  แต่เลขานุการของ คณะฯ รับผิดชอบทั้งหมด เอานโยบายลงมาว่าแต่ละส่วนทำอย่างไรๆ

หลังๆ คณะสนับสนุน  ตอนนั้นไปเรียนรู้กัน เราเชิญ อ.จิตลดา  มาแต่ก็ไม่ชัดเจน  แต่ก็มาให้ความรู้ ว่าการจะเข้าไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไร  แล้วก็แบ่งกลุ่ม สายสนับสนุนทั้งหมด ประมาณ 9 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน  ให้ตั้งเองว่ามีปัญหาอะไร  วิธีการแก้ไข อะไร มาประชุมกันมีทั้งหมด 4 ครั้ง แล้วก็เปลี่ยนบทบาทของเลขานุการ  ประธาน แล้วสุดท้ายประมวลผล หนึ่งเดือนก็มาประชุม  กลุ่มแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร  ปัญหาอะไร  มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร 

ต่อมาก็วางแผนว่าจะให้ขับเคลื่อนอย่างไร  มีแนวคิดว่าจะไปถึงเป้าอย่างไร  แต่ไม่บอกว่าคือ Km ให้เป็นธรรมชาติ  แล้วแต่กลุ่ม แล้วแต่จะเป็นห้องไหน  สุดท้ายก็มี KM เข้ามาจริงๆ  กพร.  บังคับ จริงๆ  คณะก็ทำไป  คณะเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร  ก็มีการอบรมให้ความรู้ แต่ตอนนั้นมหาวิทยาลัยมอง IT  ใช้ IT เข้ามาจัดการความรู้  เราก็เลยมองว่ามันไปไม่ถึงไหน  เรามองเห็นว่าใช้ IT จัดการหลักสูตร  แต่ไม่ได้มองว่าจะไปสู่เป้าหมายยังไง

ต่อมาก็ปรับเรื่อง CKO  มีการปรับกระบวนวิธี  ปี  2551 มีโอกาสเจออาจารย์หมอ JJ  ได้มีโอกาสปรับแนวคิด แต่ต้องตอบโจทย์คณะให้ได้  

ตอนหลังใช้กระบวนการ สุนทรียสนทนา และใช้วิธี BAR  AAR  กันตลอด  แต่วิธีการไม่ชัดเพราะไม่ได้เรียนมา  สำหรับ blog ก็ไม่ชัดเจน  จะใช้คุยกันซะมากกว่า  เกิดผลอะไรหรือไม่  ซึ่งตรงนี้ยังไม่ได้ประมวลผลในภาพรวม  แต่ทุกครั้งที่มี BAR  AAR  ได้พบว่าเขามีความสุข  เขามีเวที  มีความสุข ได้พัฒนางานอย่างไร  อีกส่วนหนึ่งคือมีการปรับงาน นวัตกรรม ในงานตัวเอง

และถามว่าต่อเนื่องหรือไม่ ก็ต่อเนื่องเพราะว่ามีทีมกระบวนกร 

และตอนนี้มีข้อต้องมาปรับคือ ระดับที่ทำคือระดับปฏิบัติ  แต่ในระดับคณะไปกันได้หรือป่าว  เราเคยเชิญระดับ CKO  เข้ามาฟัง แล้วถามว่าเราทำถูกหรือไม่  ตอบโจทย์ได้หรือป่าว เราทำแต่ยังไม่ครบยังไม่มีเครือข่ายฯ  เราทำจริงๆ  ในสายสนับสนุน  ผลที่เกิดเป็นการเรียนรู้ที่มีความสุข  ถึงแม้บางครั้งจะ force ด้วยงานอื่นๆ  ก็จะถามว่าทำแล้วมีความสุขหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องทำ

 

ท่านที่สาม.....จะบอกว่าคณะสนับสนุนไม่ทั้งหมด จะให้ในส่วนหนึ่ง  ในส่วนของ KM ยังน้อยอยู่ เหมือนกับว่าต่างคนต่างหันประตูที่จะเปิดเข้าไปหา KM ของตัวเอง  แต่ส่วนที่เราได้รับโดยไม่รู้ตัวคือ เรารู้สึกว่าเราเดินทางใกล้ถึง เพราะว่าเสียงข้างนอกที่เข้ามา เป็นตัวชี้วัดว่านั่นคือ KM ที่เราทำโดยไม่รู้ตัวจริงๆ ในกลุ่มของเรา แต่ถ้ามี CKO  คนใหม่เข้ามา  เราก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปได้สะดวกแบบนี้หรือป่าว แล้วใครจะมาเป็นผู้ผลักดันเราต่อไป  เราก็ไม่รู้ทิศทางว่าจะเดินไปได้หรือไม่  และที่บ้าน เราก็อยากกระจายวงออกไป  อยากให้คนอื่นมาเรียนรู้ร่วมกับเราว่า KM คืออะไร แล้ว มีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ตอบตัวชี้วัดตอบ กพร.  มหาวิทยาลัย   แต่เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา  กลุ่มคนของเรา สังคมของเรา เพราะว่าที่ผ่านมาใช้ KM เป็นเครื่องมือ เป็นการดำเนินงาน สร้างวัฒนธรรม องค์กรสร้างสังคมของเรา  เหมือนกับที่อาจารย์จิตเจริญเคยมาบรรยายที่พายัพว่า  KM  เป็นตัวจัดการความรู้สึก/ความสุขให้เกิดขึ้นในการทำงาน มากกว่าที่จะไปตอบโจทย์บน IT   ซึ่งผู้บริหารตั้งใจอย่างนั้น แต่สำหรับเราส่วนที่เราได้ทำ เราเอา KM มาเพื่อใช้ในการสร้างความรู้สึกดี สร้างความสุขแก่การทำงาน คือ ส่วนที่ทำงานสารบรรณ  ทุกครั้งที่มีปัญหาจะไม่ใช้วิธีแตกหัก จะใช้เปิดวง dialogue คุยกัน  รับฟังความคิดเห็นของกัน  ช่วยเหลือกัน แบ่งเบาภาระซึ่งกัน  ซึ่งปัญหาแต่ละอย่างที่ผ่านเข้ามาก็ลุล่วงไปได้  ซึ่งถ้าเป็นผู้บริหารก็มองว่า ถ้าคนนี้มีปัญหาก็ทำบันทึก  ถ้าทำอีกก็ลงโทษทางวินัยซึ่งมองเห็นว่าทำแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ และมองว่าเราโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในวงนี้  เรามีเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน ใช้ในการแก้ไขปัญหาของเรา

 

อาจารย์ JJ  ....... เสริมว่า มันเป็นเครื่องมือ ทำแล้วมีความสุข  ในสมัยก่อนมีคำว่า QCC ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคน  ไม่มีเจ้านาย ในกลุ่มเป็นเพื่อนกันหมด  ทุกคนจะมีความคิดต่างๆ ทำงานด้วยกัน มีเป้าหมายคือ นโยบายของหน่วยงาน เป็นตัวชี้ ก็จะง่ายขึ้น  อาจารย์หมอวิจารณ์ก็ใช้หลักการนี้ เมื่อปี 46-47  QCC ทุกคนได้มีความเป็นคน ได้มาแชร์ ความเชี่ยวชาญของตน มาเล่าสู่กันฟังเพื่อจะมาต่อยอด  ฟังมากกว่าพูด แล้วคิด แล้ววางแผนกันพัฒนาต่อ 

แต่ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า กพร. สั่งมา สกอ 7.3  สั่งมา หรือ ....สั่งมา 

 

ท่านที่สี่......ในความคาดหวังของหนู จากที่อาจารย์พูดเรื่อง QCC และการให้เกียรติคน   คิดว่าตรงนี้น่าจะจุดประเด็นที่ทุกคนน่าจะนำมาใช้และเป็นแนวทางในการคิด ตัดสินใจ ว่าคนทุกคนมีเกียรติเหมือนกัน  อย่าไปตั้งบรรทัดฐานของคนว่า ตอนนี้อยู่ในตำแหน่ง   หัวหน้า หรือ อยู่ในตำแหน่ง ผู้บริหาร  แต่ในขณะเดียวกัน ในระดับผู้อยู่ในตำแหน่งผ่านพ้นไปไม่มีคุณค่าของความเป็นคน ตรงนี้ไม่เห็นด้วย อยากให้แนวคิดนี้ผลักดันไปสู่ทุกๆคน  ให้เกียรติคนอื่น   ยอมรับความคิดเห็นคนอื่นและเห็นว่าคนอื่นมีความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวเหมือนๆ กัน  ซึ่งเขาอาจมีมากกว่าเราด้วยซ้ำไป 

 

 

ท่านที่ห้า.......ทีมเราจะพยายามต่อยอด  และพยายามจะถ่ายทอดองค์ความรู้ไปทางอินเตอร์เนท จึงมีปัญหาคือ ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์   แค่เกิดการเรียนรู้  ไม่ใช่ทำไม่ได้แต่มันยาก

 

อาจารย์ JJ……. เสริมว่า  ถ้ารู้เกณฑ์ของ  สกอ.  เกณฑ์ที่ระดับสูงสุด มันคือมาตรฐานขั้นต่ำ  จริงๆ แล้ว สกอ. ตั้งใจให้หน่วยงานหา best practice เพื่อต่อยอดขึ้นไปอีก คือให้ครบตามเกณฑ์   ถามว่าตอบโจทย์ KPI ว่าเราจะฉลาดขึ้นหรือไม่  ก็จะตอบได้มากกว่าเป็นความรู้ตอบให้ครบ ต้องตอบให้ได้ ตัวนี้เราทำตาม format ของ สกอ  กพร  TQA  หรือว่าเราตอบโจทย์ตัวผู้ประเมิน  แต่ถามว่าตอบโจทย์ที่ว่า ทำให้มีความสุข สนุกกับงาน มีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ เราอยากที่จะอยู่กับงานหรือไม่  หรือเราแค่มาทำงาน แค่ 8.30 น.  แล้วเลิกงาน  16.30 น. หลายๆ คนตอบโจทย์ที่ผู้ประเมินมาเติมแล้วมาดูให้เต็มกระดาษ  แม้แต่ IT ทำแล้ว  ถามว่ามีใครมาเปิดหรือไม่ มีใครมาเรียนรู้หรือไม่  มีใครมาเติมต่อยอดหรือไม่  ถามว่ามีใครเอาไปใช้จริงหรือเปล่า  หรือเราเพียงแค่มีประดับไว้เท่านั้น 

ตัวอย่างเช่น ถามว่า Learn and Growth (ป้ายที่ติดอยู่ที่ผนังห้องประชุม) ถามว่าจบ PHD เอาความรู้นั้นเก็บเฉพาะใน paper  แต่ไม่เคยถ่ายทอดอะไรให้กับสังคม  ถามว่าเจ้าตัว learn หรือว่าองค์กร learn   คนๆหนึ่งที่ไปนอก 6-7 ปี  กลับมาเขามาเล่าให้เราฟังหรือไม่ว่า การจะทำงานวิจัยจากขั้นหนึ่งไปอีกขึ้นหนึ่งทำยังไง เคยมาเล่าให้เราฟังหรือไม่   และถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมบ้าง  ดังที่พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าเชื่อแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเอง  เพราะว่าตัวตนเราไม่มี 

กลับมาถามคำถามแรกว่าเป้าหมายมีจริงหรือไม่  มันจริงหรือไม่  เกิด impact ต่อสังคมหรือไม่  เหมือนกันเอา KM มาใช้เกิดความสุขหรือไม่ที่เข้าห้องสุนทรียสนทนา  ความรู้สึกนี้บางทีมันเขียนไม่ได้  แต่การที่มานั่งด้วยกันแบบนี้ ความรู้สึกบรรยายไม่ได้แต่รู้สึกประทับใจในการมาคุยกัน   ต้องตอบตรงนี้ให้ได้

เหมือนกับถามว่า ไม่มี KPI  ได้หรือไม่

จะเหมือนกับการขับรถ หากเราบอกว่าเราจะไป กทม.  ถ้ารถไม่มีเกย์วัด  จะถึงเมื่อไหร่ ถ้าเราขับด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ถึงเหมือนกัน  แต่อาจถึงปีหน้า  ถ้าเราขับด้วยความเร็ว 80 พอดีถึง  แต่ถ้า ขับ 120 ก็จะถึงเร็วอีกหน่อย  ดังนั้นตัว KPI จะบอกเฉยๆ  ว่าอยู่ในลู่ทางหรือไม่  ไปในความเร็วที่คนเขาไปกันได้หรือไม่   เพราะการตั้ง KPI เจ้าของตั้งเอง  ถ้าไม่ถึงเราก็ต้องมาคุยกันว่าต่อไปเราจะพัฒนายังไง  ต่อไปเราจะทำอย่างไรในปีการศึกษาหน้า หรือเทอมหน้า

ช่วงเวลาเที่ยง....ใช้เวลาพักทานอาหารกลางวันแบบทานไปคุยกันไป (ร้านศรีสุแพรว หน้าคณะเภสัชศาสตร์ มช. อร่อยมากค่ะ)

กำลังคุยว่าตอบ KPI หรือ ตอบอะไร  ตอบใจเจ้าของหรือป่าว  หรือเพียงแต่ว่ามีเฉยๆ  ติดไว้สวยๆ  เท่ดี

ทำแล้วมีความสุขหรือไม่  สนุกหรือไม่  หรือแค่ทำๆ  ไป  ก็จะทุกข์ไปอีกแบบ

ท่านอื่นคุยนอกเรื่องบ้างก็ได้  (กินไปบ่นไป)

อ่านต่อตอนที่ ๒ ที่นี่ค่ะ( http://gotoknow.org/blog/aing/290608  )