Appreciative Inquiry เพื่อการวิจัยการเรียนการสอนภาษาไทย (ตอน 4)

เขียนสำหรับผู้สนใจทำวิจัยภาษาไทยนะครับ ที่ถามผมมา

Discovery

เมื่อเสาร์เช้าที่ผ่านมามีโอกาสถามลูกของพี่เลี้ยงลูกสาวของผม น้องคนนี้เรียนอยู่ม.1 ชอบร้องเพลง ประกวดได้รางวัลมาแล้ว ผมถามสาวน้อยคนนี้ว่า "ชอบเรียบนภาษาไทย ไหมลูก" สาวน้อยตอบว่า "ไม่ค่ะ" ผมเลยซักต่อ "เอาตอนที่ชอบสักนิดหนึ่ง ก็ยังดี" เธอนึกหน่อย เธอจึงตอบว่า "ชอบตอนที่ครูให้ทำแผนผังมโนทัศน์เพื่อสรุปค่ะ" ผมซักต่อ "แล้วลูกชอบวิชาอะไรที่สุด" สาวน้อยตอบว่า "ชอบภาษาอังกฤษค่ะ" ผมถามต่ออีก "ชอบตรงไหน" สาวน้อยตอบว่า "ชอบตรงที่เวลาส่งการบ้าน ครูจะตรวจแล้วบอกว่าผิดตรงไหน" เอาหล่ะได้ร่องรอยแล้ว เลยถามต่ออีก "แล้วไม่เหมือนคุณครูภาษาไทยตรงไหน" หนูน้อยตอบว่า "ถ้าผิดก็ให้ไปแก้ใหม่ ไม่อธิบายค่ะ" คำถามต่อไปที่ซักต่อ "ในห้องมีคนอ่านหนังสือไม่ออกไหม" สาวน้อยตอบ "มีค่ะ" แล้วครูทำไง "ครูก็พยายามช่วยค่ะ"

ตัดภาพมาตรงนี้นะครับ

สรุปได้ว่าคือ

1.  สาวน้อยชอบกิจกรรมในภาษาไทยคือ "การเขียนแผนผังมโนทัศน์"

2. ชอบภาษาอังกฤษ เพราะครูตรวจแล้วอธิบายว่า ถูกผิดตรงไหน

3. ในห้องมีเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

Dream

เด็กมีความสุขในการเรียนภาษาไทยมากขึ้น และแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกได้

Design

1. ลองตรวจการบ้านแบบมี Feedback

2. ให้เด็กเขียนแผนผังมโนทัศน์

3. สืบหาในเว็บพันธ์ทิพย์ หรือเพื่อนครูว่าใครเคยสอนเด็กม. 1 จากอ่านไม่ออกเป็นออกบ้าง (เราเรียกว่า Snow Ball Sampling ครับ) ทดลองเอาเทคนิคของเขามาขยายผลครับ

Destiny

ทดลองตั้งแต่ม.ค.-มี.ค. แล้ววัดผล

ทำ AAR ทุกวัน

Note:

1. สำหรับผู้สนใจทฤษฎี AI และกรณีศึกษาตัวอย่าง สามารถเข้าไปดูและดาวน์โหลดได้ที่ www.aithailand.org ครับ

2. เวลาถามเด็กเขาจะกลัวเราครับ อาจขอให้คนที่เด็กคุ้นเช่นหัวหน้าห้อง หรือครูที่เด็กสนิทช่วยอยู่เป็นเพื่อนครับ ผมเองคุณแม่ของเด็กก็ช่วยถามด้วยครับ เด็กเขากลัวเราครับ