รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 303 (2) ได้บัญญัติให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือการกำหนดให้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิทยาลัยชุมชน ภายใน 1 ปี แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองที่แปรปรวน ทำให้พระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชนล่าช้ากว่าที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไปบ้าง ซึ่งขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชนก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว ความเข้มแข็งของวิทยาลัยชุมชนจึงใกล้เข้ามาทุกที หลายคนคงตั้งคำถามว่า จะมีอะไรใหม่ในพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชน
หากฉายภาพให้เห็นกันชัดๆ สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนในปัจจุบันจะถูกยกระดับขึ้นเป็นสถาบันวิทยาลัยชุมชน มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (มาตรา 4) มีอธิการเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบันวิทยาลัยชุมชน มีวาระคราวละ 4 ปี ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการสภาสถาบัน จะทำให้การบริหารงานของวิทยาลัยชุมชนมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นมาก สถาบันวิทยาลัยชุมชนจะมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย แผนพัฒนา กำกับมาตรฐาน การอนุมัติการจัดตั้งงบประมาณ ออกข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ ของสถาบัน เพื่อเอื้อต่อการบริหารงานของวิทยาลัยชุมชน
ด้านวิชาการก็จะถูกกำกับโดยสภาวิชาการสถาบัน มีหน้าที่กลั่นกรองและเสนอแนะการวางนโยบายและแผนพัฒนาวิชาการ พิจารณาเกณฑ์มาตรฐานการจัดการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะการพัฒนาหลักสูตร การเปิดสอน การปรับปรุง ยกเลิกหลักสูตร ซึ่งจะช่วยวิทยาลัยชุมชนมีความคล่องตัวสูงมากในการบริหารจัดการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการจากชุมชนได้อย่างรวดเร็ว
สถานะของบุคลากรทั้งระบบวิทยาลัยชุมชนไม่มีผลกระทบใดๆ งบประมาณของวิทยาลัยชุมชนก็ได้รับการจัดสรรจากรัฐภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเช่นเดิมจึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ เช่นกัน วิทยาลัยชุมชนทั่วประเทศจะมีสถานะเช่นเดิม เพราะมีสถาบันวิทยาลัยชุมชนที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลกำกับอยู่แล้ว เพียงแต่สัดส่วนของกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนจะเปลี่ยนไป คือจะเป็นกรรมการที่มาจากผู้แทนองค์กรเพียง 5 คน รวมผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน ที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คน รวมเป็น 11 คน เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้สภาวิทยาลัยชุมชนสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวขึ้นมาก
สภาสถาบันจะประกอบด้วย 1) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 1 คน 2) เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นอุปนายกสภาสถาบันโดยตำแหน่ง 3) อธิการเป็นกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง 4) ผู้แทนจากภาครัฐ 2 คน 5) ผู้แทนภาคเอกชน 2 คน 6) ผู้แทนจากประธานสภาวิทยาลัยชุมชนต่างๆ จำนวน 2 คน 7) ผู้แทนจากผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนต่างๆ จำนวน 2 คน 8) ผู้แทนสมาคมวิทยาลัยชุมชน 1 คน 9) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ในสัดส่วนของกรรมการสภาสถาบันได้เปลี่ยนแปลงลดลงไปมาก ซึ่งจะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานสูงขึ้นมาก และสำหรับตำแหน่งอธิการสถาบัน จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งด้วยเช่นกัน จึงจะช่วยให้เกิดความรับผิดชอบสูงขึ้นมากเช่นกัน
เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมีพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชนแล้ว ก็ไม่ได้มีผลกระทบในเชิงงบประมาณ หรือการสร้างหน่วยงานใหม่แต่อย่างได เพราะเป้าประสงค์สำคัญคือทำให้ระบบวิทยาลัยชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถดำเนินการจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น ที่นับวันจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11460 มติชนรายวัน
ต้องขอบคุณมากที่ให้กำลังวิททยาลัยชุมชน
เพราะเป็นสถานบันอุดมศึกษาที่ตอบสนองความต้องการ
ของคนขาดโอกาสในชุมชนอย่างแท้จริง
ชาว วิทยาลัยชุมชน
วิทยาลัยชุมชน สถาบันการศึกษาของชุมชน เป็นการเปิดโอกาสทั้งการเข้าเรียน และการจัดการศึกษา โดยชุมชนเป็นเจ้าของ บนพื้นฐานของการสนองตอบความต้องการและการแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่ออุดช่องว่างของการจัดการศึกษาของประเทศ ที่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าของการศึกษาตลอกมา คนอื่นจัดการศึกษาไม่ได้ หรือได้ไม่ดีเท่าที่ผู้คนทางสายการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ (แต่มีนักการศึกษาไม่น้อย ที่มาจากสาขาอื่นๆ)
จากบทความข้างต้น มีหลายครั้งที่กล่าวถึงว่า พ.ร.บ. จะนำไปสู่ความคล่องตัว เข้มแข็ง คิดว่า อาจเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึง และไม่ได้ถูกกำหนดไว้คือ ความเข้มแข็งและความคล่องตัวของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดห่างไกล จังหวัดที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษา มีบริบทของตนเอง ที่แตกต่างกัน เป้าหมายการพัฒนาที่มีความหลากหลาย ถูกกำหนดด้วยศักยภาพและปัจจัยเอื้อต่างๆที่มีอยู่ในจังหวัดนั้นๆ แต่ละจังหวัดมีทิศทางของตนเอง ดังนั้น การพัฒนาในทุกๆด้าน ส่วนกลาง ไม่มีข้อมูลและความเข้าใจเพียงพอต่อการตัดสินใจใดๆที่จะมีผลต่อการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนในระดับจังหวัด
หากเป็นดังกล่่าว ไม่มั่นใจว่า วิทยาลัยชุมชน จะสามารถตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขปัญหาของชุมชนของตนเองได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วได้อย่างไร เพราะอำนาจการตัดสินใจ ทั้งสภาสถาบัน/สภาวิชาการ อยู่ในส่วนกลางทั้งนั้น เห็นว่า การร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มิได้ร่างบนพื้นฐานของการเอาวิทยาลัยชุมชนในระดับจังหวัดเป็นตัวตั้ง ซึ่งคิดว่า เมื่อมี พ.ร.บ.แล้วจะไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะต้องอาศัยการตัดสินใจเพื่อแก้ไขและสนองตอบความต้องการของชุมชน โดยอำนาจการตัดสินใจของส่วนกลาง ทั้งการอนุมัติหลักสูตร งบประมาณ หรือประเด็นอื่นๆ ที่ส่วนกลาง เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นหรือระดับวิทยาลัยชุมชนในจังหวัด ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการได้(ด้วยความไม่ไว้วางใจ และคิดว่า คนในส่วนกลางมีองค์ความรู้และเข้าใจปัญหามากกว่า ....ซึ่งไม่จริง)
น่าเสียดายที่ พ.ร.บ. ที่เกิดขึ้น มิได้เกิดขึ้นจากแรงจูงใจ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ที่ทำงานอยู่กับวิทยาลัยชุมชนแต่อย่างใด บุคลากรภายใน ไม่ทราบความเป็นไปเป็นมา รายละเอียดของ พ.ร.บ. ว่ามีลักษณะอย่างไร จนกระทั่งบัดนี้ ทั้งผู้บริหารในระดับวิทยาลัยชุมชน กรรมการสภาของแต่ละแห่ง ข้าราชการครู ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองแต่อย่างใด ทำให้ พ.ร.บ. ขาดกำลังผลักดันจากวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งโดยสิ้นเชิง กลับกลาย เป็นการมัดมือชกที่บุคลากรภายในต้องจำยอม เมื่อ พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาของสภาฯ
หากจะทำให้วิทยาลัยชุมชน ก้าวหน้า และเข้มแข็ง ต้องวางใจและไว้ใจคนบ้านนอก คนท้องถิ่นในการบริหารจัดการวิทยาลัยชุมชนโดยตัวเขาเอง โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นพีเลี้ยง มิใช่การควบคุม เพราะคนท้องถิ่น เขารักบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง หากเห็นคนในจังหวัดของตนเองมีความรู้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากเห็นวิทยาลัยชุมชนของเขาเจริญก้าวหน้า เป็นกลไกในการพัฒนาจังหวัดในทุกๆด้าน ซึ่งสามารถทำได้ เพราะเขาเข้าใจ รู้ปัญหา รู้ความต้องการของเขาเอง อย่างชัดเจนที่สุด และหาก พ.ร.บ. เปิดโอกาสเช่นนี้ คิดว่า ความคล่องตัว ความเข้มแข็ง และความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นกับ "วิทยาัลัยชุมชน" อย่างแน่นอน
พรบ.วิทยาลัยชุมชน ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันแล้ว...แต่... ถ้าจะให้เป็นความหวังของการปฏิรูประบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง พรบ.วิทยาลัยชุมชน...จะต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ รวมถึงอำนาจในการบริหารงบประมาณของ วิทยาลัยชุมชนไปยัง บอรด์วิทยาลัยประจำจังหวัด หรือสภาวิทยาลัยชุมชนจังหวัด...
พรบ.วิทยาลัยชุมชน ถ้ายังไม่กระจายอำนาจ จากส่วนกลางไปยังวิทยาลัยประจำจังหวัด ก็ไม่มีความหมายใดๆเพราะว่า...ก็เป็นเพียงการรวบอำนาจไว้ทีส่วนกลางในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น?.
ประเทศเรามีคนขาดโอกาสทางการศึกษามากมายในทุกซอกหลึบของสังคม ..สังคมแห่งการเรียนรุ้ตลอดชีวิตเป็นความจำเป็นที่จะต้องทำ .แต่มิได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาที่มุ่งเป้าไปสู่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย...เพราะขณะนี้สังคมไทยมีคนจบปริญญาตรีมากมายแล้วแต่ ก็ไม่สามารถสนองความต้องการแรงงานให้กับผู้ประกอบการในชุมชนได้ ดังนั้นการจัดการศึกษาหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาชีพ การศึกษาต่อยอดในทุกสาขาวิชา หรือหลักสูตรระยะสั้นเป็นความจำเป็น และเป็นภาระกิจทีสำคัญของวิทยาลัยชุมชนจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ของชุมชนแต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้ทำเท่าที่ควร เนื่องจากนโยบายของส่วนกลางที่มุ่งเน้นเรื่องของการเรียนระดับอนุปริญญามากกว่า ด้านการฝึกอบรมด้านการอาชีพ หรือหลักสูตรระยะสั้น อาจจะเป็นเพราะการจัดการศึกษาแบบการเอาหลักสูตรอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า...มีรูปแบบที่เป็นระบบมากกว่า เราคุ้นชินมากกว่า...? คิดว่า ระบบราชการที่ครอบงำกิจการวิทยาลัยชุมชนเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้วิทยาลัยชุมชนยังขาดแคลนปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างที่ จะทำให้วิทยาลัยชุมชน เป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน...ตามปรัชญาพื้นฐานของการเป็นวิทยาลัยชุมชน
พรบ.วิทยาลัยชุมชน ต้องกระจายอำนาจไปยังวิทยาลัยแต่ละแห่ง ให้สามารถบริหารจัดการ ตามความต้องการของชุมชน...มีงบประมาณที่เพียงพอ..จึงจะเป็นไปตามปรัชญาของการจัดการศึกษารูปแบบวิทยาลัยชุมชน ..กล่าวคือเป็นการจัดการศึกษา ของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน..