พึ่งสังเกตจาก TrueHits.net ว่าตอนนี้เว็บด้านการศึกษาที่เคยแข่งขันกันมาในอันดับหนึ่ง สอง สาม (Vchakarn.com, GotoKnow.org, ThaiGoodView.com) ในอดีต ตกอันดับไปอยู่อันดับที่เท่าไหร่กันหมดก็ไม่รู้แล้ว

มี วิชาการ.คอม รายเดียวที่ติดอันดับร้อยอยู่ (แต่ก็หมิ่นแหม่มจะตกอันดับ) ส่วน GotoKnow.org นั้นลงไปอันดับ 244 เชียวครับ

ในขณะที่เว็บของสื่อมวลชนขึ้นมาอยู่อันดับที่ GotoKnow เคยอยู่ในอดีต

คิดแล้วน้อยใจหน่อยๆ เหมือนกันครับ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของ GotoKnow คือตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อพลเมืองไว้ถ่วงอำนาจกับสื่อมวลชน แต่เราขาดซึ่งทุนทรัพย์ที่จะต่อสู้กับสื่อมวลชน เราไม่เคยได้โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์อย่างเขา แต่อยู่ด้วยเงินบริจาคด้วยซ้ำ โชคดีได้แต่อาศัยความสงสารจากคนที่เข้าใจก็พออยู่ได้ไม่ถึงขั้นหืดขึ้นคอมากนักครับ

ผมซาบซึ้งใจในพระคุณของทุกท่านที่บริจาคให้แก่ GotoKnow เพราะท่านยินดียืนหยัดกับ GotoKnow จริงๆ

จนวันนี้ผมจะยังไม่ได้ใช้เงินบริจาคนะครับ ผมใช้เงินส่วนตัวออกไปก่อน แต่ก็อุ่นใจว่าถ้าเงินผมหมดเมื่อไหร่ เงินบริจาคก็ยังมี แต่อีกไม่นานเราจะได้ทุนสนับสนุนจาก สสส. ก็คงพอสู้ต่อได้อีกยก

นี่ล่ะวิถีชีวิตของเว็บไซต์อย่าง GotoKnow ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเว็บของสื่อมวลชน

ทำให้พอเห็นผู้ใช้ย้ายไปใช้เว็บของสื่อมวลชนสักคนนี่ผมเศร้ามากจริงๆ ครับ ถ้าผู้ใช้ย้ายไปใช้ Exteen.com หรือ BlogGang.com นี่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย เพราถือว่าเป็นสื่อพลเมืองเหมือนกันครับ

หรือไป WordPress.com หรือ BlogSpot.com นี่ผมก็ยินดีมากครับ เพราะกลุ่มเหล่านี้คือสื่อพลเมืองและมีฐานอยู่ในต่างประเทศอีกด้วย หมายความว่าอำนาจสื่อมวลชนไทยก้าวไปไม่ถึงครับ

แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ ผมเข้าใจว่าเว็บของสื่อมวลชนเขามีการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงมากกว่าครับ เปิดทีวีเจอเขาทุกวัน ก็ย่อมจะโน้มเอียงไปหาทางเขาได้เป็นธรรมดา

ในตอนนี้สื่อพลเมืองกำลังพยายามรวมตัวกันอยู่ แต่เราก็กำลังด้อยเหลือเกิน ได้แต่อาศัยจิตวิญญาณเป็นตัวขับเคลื่อนครับ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น เราสู้เท่าที่เราสู้ได้ citizen journalism ในต่างประเทศเขาเข้มแข็งแต่ในประเทศไทยเราไปไม่ถึงไหนเพราะคนไทยไม่ได้รู้จัก citizen journalism อย่างที่ควรเป็น

ที่จริงแล้วสื่อมวลชนเขาก็เก่งน่าดู เพราะ citizen journalism ในต่างประเทศคือคู่แข่งที่น่ากลัวของ mainstream journalism แต่ปรากฎว่าพอเข้ามาในประเทศไทย สื่อมวลชนมาดัดแปลงกลายเป็นว่า citizen journalism คือ สื่อมวลชน "ชั้นรอง" จากนักเขียนของเครือเอง ดังนั้นใครอยากเป็นนักเขียนของเครือต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการเป็นดาวล้อมเดือนให้แก่สื่อมวลชนก่อน

ถ้าผมเป็นคนเขียนบล็อกปกติ ผมก็คงรู้สึกอะไรบางอย่างว่าผมไปทำงานฟรีให้กับสื่อมวลชนทำไม สิ่งที่ผมเขียนเขาสามารถเอาโฆษณาติดหราข้างบนได้เลย เรียกว่าผมเขียนฟรีส่วนเขาได้ค่าโฆษณา ในขณะที่เว็บเจ้าอื่นที่เป็นสื่อพลเมืองไม่ว่าเพื่อกำไรหรือไม่ใช่เพื่อกำไรไม่กล้าเอาโฆษณามาอยู่ในเนื้อหาที่ผู้ใช้เขียน แสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนเขามั่นใจในตัวเองแค่ไหนว่าผู้ใช้คงไม่กล้ามีปากมีเสียงกับเขา

แต่หลายคนก็หลายความคิดครับ เรื่องนี้เป็นความคิดส่วนบุคคล คงห้ามกันไม่ได้ จะเป็นสื่อมวลชนชั้นรองหรือสื่อพลเมืองเราก็ไม่สามารถห้ามใครได้

น่าสนุกดีที่เรื่องราวของการเคลื่อนไหวด้าน journalism ที่ดีๆ ในต่างประเทศที่ถือว่าเป็นมิติใหม่ด้าน journalism มีแววว่าจะมาตกม้าตายในประเทศไทยอีกแล้วครับ ประเทศเราซวยในหลายๆ เรื่อง พอมาเรื่อง citizen journalism นี่ก็คงเป็นอีกประเด็นที่กลายเป็นแบบ "ไทย ไทย" ไปอีกแล้ว เฮ้อ...

ในประเทศนี้กำลังใจสู้กำลังทุนไม่ได้ครับ เพราะกำลังทุนมีอำนาจเหนือความคิดของคนได้ง่ายเหลือเกิน ทำไมคนไทยถึงเชื่อสิ่งที่นายทุนสื่อมวลชนพูดได้อย่างสนิทใจก็ไม่รู้นะครับ

ปัญหาในประเทศไทยที่เราเจอกันทุกวันนี้ก็เพราะเราเชื่อสื่อมวลชนนี่ล่ะ ถ้าเมื่อไหร่คนไทยมองสื่อมวลชนด้วยสายตาหวาดระแวงปัญหาทุกอย่างจะลดความรุนแรงไปได้กว่าครึ่งครับ

เฮ้อ... แต่...

เอาเถอะ บ่นแค่นี้ก็พอได้ทำใจครับ ชีวิตคนจะเอาอะไรมากมายนักหนา

การเปรียบเทียบระหว่างชีวิตของเว็บสื่อพลเมืองเมื่อเทียบกับเว็บของสื่อมวลชนไทยก็มีได้เพียงนี้