เวทีเสนอบทเรียนน่าสนใจมาก เพราะผู้เสนอเป็นจอมยุทธของคนสวัสดิการระดับเซียน

  

"งานสมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ" ในวันอาทิตย์ที่ 2 สค. ณ.  ห้องประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   ก็บอกปฎิเสธไปเพราะในวันที่ 2 สค. นัดทีมงานป.โท ลงพื้นที่เก็บข้อมูลความดัน เบาหวานเพิ่มเติมที่เกาะแต้วตำบลที่เจริญมากที่สุดในประเทศไทย"

  กำหนดการ"สมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ"ในวันี่ 2 สิงหาคม2552 ที่ผ่านมา ทางกรรมการสวัสดิการชุมชนได้เตรียมการล่างหน้ามานานวันแล้ว เพื่อประกาศตัวตนให้รัฐบาลได้เห็นในการจัดทัพของภาคประชาชน ในการดูแลพี่น้องของตนเอง และได้ยื่นข้อเสนอต่อระดับนโยบาย ในการมาเป็นหุ้นส่วนกับชาวบ้านเป็นการสมทบ ในลักษณะ 1 ต่อ1 ต่อ1(ภาคประชาชน  1 บาท  อบต/อปท  1และรัฐบาล 1บาท) ตามแนวคิดของครู ชบ ยอดแก้วผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนมาแล้วหลายรัฐบาล จึงได้กำหนดรวมพลคนสวัสดิการ สมัชชาสวัดิการชุมชนแห่งชาติ เพื่อรับนโยบายของรัฐในการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน  โดยฯพณฯนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียติ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

  เวทีเสนอบทเรียนน่าสนใจมากเพราะผู้นำเสนอเป็นจอมยุทธของคนสวัสดิการระดับเซียนของประเทศ 

 มีนาย อุดม แก้วประดิษฐ์ นายยกสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา 

 นายสามารถ  พุทธา กรรมการสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ

นายศิวโรฒ จิตนิยม คณะทำงานสวัสดิการชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี

 และมีผู้ให้ความเห็น

 รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

นายวัลลภตังคณานุรักษ์

ดร. ปัทมาวดี ซูซูกิ

 ดำเนินรายการโดย

นายประพจน์ ภู่ทองคำ(เสียดายไม่ได้ไปฟังเอง) 

   ช่วงบ่ายหัวใจของงานรายงานภาพรวมการพัฒนาสวัสดิการ และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยครูชบ ยอดแก้ว ผู้แทนเครือข่ายสวัสิการชุมชน

  นายยกรัฐมนตรีมอบนโยบายของรัฐในการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน  สรุปความได้ดังนี้ 

  ในระดับ"รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนในหลักการสมทบสามฝ่ายคือองค์กรชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาล โดยในปี 2553 รัฐบาลจะสมทบกองทุนสวัสดิการที่จัดตั้งแล้ว3156  ตำบลและส่งเสริมให้มีการจัดสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ใหม่อีก 2000 ตำบล รวมงบประมาณที่รัฐบาลพร้อมสนับสนุน  727. 3 ล้านบาทและจะสนับสนุนให้เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2555 รวมทั้งการสนับสนุนการจัดกลไกการขับเคลื่อนการจัดสวัสดิการชุมชนโดยภาคประชาชนเป็นหลัก ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้หนุนเสริมให้เกิดสวัสดิการชุมชนทั้งที่เป็นกลไกชาติ ระดับจังหวัด และระดับตำบล"

   อานิสงฆ์ในการทำบุญ เพื่อพี่น้องส่งผลบุญแผ่ไพศาลทั่วประเทศ จากหลักคิดแห่งธรรมที่ต้องการให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในสวัสดิการ" รับอย่างมีศักดิ์ศรี ให้อย่างมีคุณค่า"