การทำงานคือการพักผ่อน การเดินทางคือการพักผ่อน และจะพักผ่อนแบบหายใจในปี่

        ผู้เขียนชอบเดินทางสัญจร    มากกว่าการพักผ่อนโดยการนอน  ในกิจวัตรประจำวัน  ประจำเดือน และประจำปี    มีภาระงานที่โรงพยาบาลคือ    งานอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน  โดยปฎิบัติการทำงานนอกเวลาราชการ เรียกกันว่า "เวรแปด"  คือเข้าปฎิบัติงานให้ครบแปดชั่วโมงนอกเวลาราชการ

 มีเวรเช้า เริ่มเวลา 08.00น. ถึงเวลา 16.30น.

เวรบ่าย 16.30น.ถึงเวลา 24.00น.

และเวรดึก 24.00น.  ถึง08.00น วนเวียนกันตลอด

   แต่ ผู้เขียน อาสาอยู่เฉพาะบ่ายกับดึก โดยเวรดึกจะมากกว่าเวรบ่าย   ออกจากเวรก็ไปทำงานชุมชน  หลายองค์กร เฉพาะการประชุมขององค์กรชุมชนที่ไปเคลื่อนงาน    ในฐานะกรรมการหลายที่  โดยยึดหลักว่าการทำงานคือการพักผ่อน  การเดินทางคือการพักผ่อน และจะพักผ่อนแบบ"หายใจในปี่"มาตลอด

     ตั้งแต่เริ่มรับหน้าที่ ประธานแผนชีวิตชุมชนเทศบาล เมื่อปี 2548   ซึ่งการทำงานดังกล่าว  ลูกและภรรยาไม่เคยว่ากล่าวตักเตือน  เพียงแต่เสนอให้ออกจากงานโรงพยาบาลเท่านั้น     แต่ผู้เขียนไม่สามารถลาออกได้ เพราะงานชุมชนในหลายตำแหน่งที่ทำอยู่    เป็นงานอาสาไม่มีค่าตอบแทน ต้องใช้ งบประมาณจากงานโรงพยาบาลในการเดินทางไปประชุมเคลื่อนงานชุมชน  

      เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์2553 มีญาติทางฝ่ายภรรยามาบอกงานแต่งงานลูกชาย ผู้เขียน ในฐานะเจ้าของบ้านจัดการต้อนรับ  โดยการไปสอยมะพร้าวน้ำหอมข้างบ้านมาเลี้ยงแขก 

      ผลจากการสอยมะพร้าวเกิดผิดท่าในการก้มๆเงยๆ ทำให้ปวดบั้นเอว  ต้องนอนพักด้วยความปวด  

    คืนวันที่1 มีนาคมไปอยู่บุญดึก เกิดอาการเสียวๆชาๆที่น่องทั้งสองข้าง เดินมากปวดมาก ต้องให้น้องพยาบาลที่อยู่บุญด้วยกัน ฉีดยาคลายกล้ามเนื้อให้ ออกจากบุญดึกก็เรียนหนังสือ นั่งนานๆก็จะชาปลายเท้า  กลับถึงบ้านเปลี่ยนชุดออกกำลังกาย วิ่ง(เคยออกล่ารางวัลวิ่งมาราธอนหลายแห่งมาก่อน)  อาการชาดีขึ้น แต่ปวดบั้นเอวมากขึ้น 

ไปขึ้นบุญดึกวันที่ 2 มีนาคม เจอคนไข้หนักหลายรายเดินตลอดเวร เกิดเป็นตะคริว ต้องอยู่กับที่ น้องพยาบาล ฉีดยาให้อีกเข็มแล้วให้ไปพักผ่อนที่บ้าน 

ลูกสาวที่เป็นพยาบาลอยู่คนละโรงพยาบาลกับผู้เขียน พาไปหาหมอที่คลินิก หมอตรวจอาการให้ยาคลายก้ามเนื้อ ให้ยาแก้ปวดให้ยาทา แล้วบอกว่า สงสัยสองอย่างคือเส้นอุดตันและกระดูกทับเส้นประสาท ...ให้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน ตอนนี้อาการมากขึ้นได้แต่นอนกับนั่ง เดินไม่ได้ เกิดอาการชาเป็นพักๆ  หลับไปตื่นหนึ่ง 

    พอตื่นขึ้นมาเจอจดหมายน้อยเขียนติดแปะไว้ที่หัวเตียง ลายมือลูกสาวพยาบาล ความว่า  "หยุดคิด  พิจารณา" 

กินให้น้อยลง    และ เคี้ยวให้มากขึ้น 

ขี่น้อยลง         และวิ่งให้มากขึ้น  

ขับน้อยลง       และเดินให้มากขึ้น 

พูดน้อยลง      และทำงานให้มากขึ้น 

นั่งให้น้อยลง   และเคลื่อนไหวให้มากขึ้น 

อ่านน้อยลง     และเขียนให้มากขึ้น 

เฉื่อยน้อยลง    และสดใสให้มากขึ้น 

 วิตกน้อยลง    และหัวเราะให้มากขึ้น 

บ่นน้อยลง       และยิ้มให้มากขึ้น 

 เกลียดน้อยลง   และรักให้มากขึ้น   

สิ้นเปลืองน้อยลง  และประหยัดให้มากขึ้น 

เอ้อระเหยน้อยลง  และทำงานให้มากขึ้น   

แล้วลงท้ายว่าจาก  โมเสส อิลิเลียส 

    ก็ยังไม่ไม่ได้หยุดคิด และพิจารณา เพราะ ฉงนและสนเทห์  ฤาเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากพยาบาลคนไกล้ตัว ที่น่ากลัวกว่าการพูด......