วันนี้ขอนำเรื่องราวการผสมพันธุ์ของน้องผึ้งมาเล่าให้ฟัง (อ่าน) กันนะครับ...(ค่อนข้างเป็น Lecture เสียหน่อย เป็น lecture ของท่านอาจารย์วันดี วัฒนชัยยิ่งเจริญ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้)
![]() |
![]() |
- พื้นฐานเรื่องการผสมพันธุ์คือ Spermatozoa (n) + Egg (n) เกิดการปฏิสนธิ หรือ Fertilization มีการรวมกันของ โครโมโซมเป็น 2n (diploid) ได้ Fetilized egg (ไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว) หรือ zygote (ไซโกต)
- เมื่อ sperm+egg ได้ Fertilized egg (2n) ลูกที่ได้จะเป็นเพศเมียเสมอ...(พบในพวกแมลงโดยเฉพาะน้องผึ้งของเราครับ) หมายความว่าเมื่อผึ้งนางพญาวางไข่และนำน้ำเชื้อที่เก็บไว้ใน spermatheca (ถุงเก็บน้ำเชื้อตัวผู้) ลูกที่เกิดมาจะเป็น เพศเมียเสมอ (เป็นผึ้งงานหรือผึ้งนางพญา)
- Arrhenotoky เป็น Parthenogenesis แบบหนึ่ง ซึ่ง Unfertilized egg จะ develop ไปเป็น Haploid male...
- ผึ้งตัวผู้ (Drone) เกิดจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสมหรือไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ (Unfertilized egg) หรือเกิดจาก "ไข่ลม" ของผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้จึงมีโครโมโซมที่ได้รับจากแม่เป็นแบบ Haploid (n) เราเรียกการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual Reproduction) แบบนี้ว่า Parthenogenesis (Greek, parthenos = virgin บริสุทธิ์/พรหมจรรย์, genesis = birth การเกิด)
-
แต่ผึ้งตัวผู้ก็สามารถเกิดจากการไข่ของผึ้งงานได้เช่นกัน
แม้ว่าผึ้งงานจะไม่เคยบินไปผสมพันธุ์เลยก็ตาม (ภาพล่างขวา เป็นภาพรังไข่ของ Laying
worker ที่สามารถวางไข่ได้ เมื่อขาด Queen Pheromone
จากผึ้งนางพญาเป็นตัวควบคุม...Queen Pheromone จะควบคุมให้รังไข่ของ
worker ฝ่อ หรือ ทำให้ worker เป็นหมันชั่วคราว
เปรียบเสมือนผึ้งงานกินยาคุมกำเนิดนั่นเอง-ภาพบนสุด)

- อีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันเป็นเรื่องของอาหารที่ให้ ตัวหนอนผึ้งนางพญาจะได้รับอาหารแบบที่เรียว่า Heavy Feeding คือได้รับหรือกิน Royal jelly มาก เปรียบเสมือนกินอาหารแบบโต๊ะจีน ตลอดช่วงชีวิตตัวหนอน
- ส่วนหนอนของผึ้งงาน จะได้รับอาหารแบบที่เรียกว่า Light Feeding คือ ได้รับ Royal jelly เพียง 3 วันเท่านั้น เปรียบเสมือนได้รับอาหารแบบยาจก คือ ได้พอกินแต่ไม่อิ่ม
- ความจริงผึ้งภายในรังนั้นมี 3
วรรณะ ดังภาพด้านล่าง
-

ภาพที่สมาชิกในรังผึ้ง ประกอบด้วย
ผึ้งนางพญา, ผึ้งงาน และผึ้งตัวผู้ภาพจาก http://ag.arizona.edu/pubs/insects - ผึ้งตัวผู้
(Drone) จะมีตาที่ใหญ่ ส่วนปลายท้องมนๆ...
การที่ผึ้งตัวผู้มีตารวม (compound eye) ที่ใหญ่
เพราะจะต้องมีสายตาที่ดี แข็งแรง ว่องไว
เพื่อที่จะบินตามผึ้งนางพญาไปผสมพันธุ์กันกลางอากาศ
ดังภาพการผสมพันธุ์ของผึ้งพันธุ์
-

- ภาพแรกผึ้งตัวผู้บินตามทันผึ้งนางพญา และบินเข้าจับเพื่อผสมพันธุ์ เมื่อผึ้งตัวผู้สอดอวัยวะสืบพันธุ์เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งนางพญาพรหมจรรย์ (Virgin Queen) แล้วก็จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าไป เสร็จแล้วผึ้งตัวผู้ก็จะตื่นเต้นสุดขีด ปล่อยขาที่เกาะผึ้งนางพญาออกมา และร่วงลงไปตาย ส่วนอวัยวะสืบพันธุ์ Drone sign/Mating sign ยังคงติดอยู่กับผึ้งนางพญา
- ผึ้งตัวผู้มีหน้าที่บินไปผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญาภายนอกรังเท่านั้น โดยผึ้งตัวผู้ตัองเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อการผสมพันธุ์หรือดำรงเผ่าพันธุ์ เมื่อเกิดการทิ้งรัง (absconding) ผึ้งตัวผู้จะถูกทิ้งให้ตายอยู่ในรัง..
- ผึ้งตัวผู้หาอาหารกินเองไม่เป็น เพราะส่วนของลิ้นสั้น ต้องคอยให้ผึ้งงานมาป้อนอาหารให้เท่านั้น
- ผึ้งตัวผู้จะพบมากในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนในบ้านเรา (ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน)
- ผึ้งตัวผู้ที่มีอายุพร้อมที่จะผสมพันธุ์ (อายุ 10 วันขึ้นไป) จะบินออกไปรออยู่บริเวณที่เรียกว่า DCA หรือ Drone Congregation Area = บริเวณที่มีการรวมกลุ่มกันของผึ้งตัวผู้
-


- ผึ้งเพศเมีย (Female) ได้แก่ ผึ้งนางพญา (Queen) และผึ้งงาน (worker) เกิดจากไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ (Fertilized egg) เมื่อตอนที่เป็นไข่นั้น ไม่มีอะไรแตกต่างกันทางด้านพันธุกรรม แต่ที่มีความแตกต่างกันเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ตำแหน่งและขนาดของ Queen cell ที่อยู่ด้านล่างของรวงรังในตำแหน่งห้อยหัวลงและมีขนาดใหญ่ ส่วน worker cell อยู่บริเวณทั่วๆ ไป และตำแหน่งของหลอดรวงขนานกับพื้นโลก
-
|
|
- ผึ้งนางพญา (Queen) มีอายุเฉลี่ย 1-3 ปี เมื่อได้รับการผสมพันธุ์จากผึ้งตัวผู้แล้ว (อาจบินไปผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้ 1-3 วัน) ก็จะเก็บ Sperm ไว้ใน Spermatheca ซึ่งสามารถนับได้ไม่ต่ำกว่า 6-10 ล้านเซลล์ (spermatozoa) และผึ้งนางพญาสามารถวางไข่ ได้ตั้งแต่ 100-2,000 ฟองต่อวัน...
-
เมื่อผึ้งนางพญาวางไข่จะบีบ Sperm ออกจาก
Spermatheca มาผสมกับไข่ที่ Oviduct ซึ่งตรงนี้มีความเชื่ออยู่ 2
ทฤษฎี...คือ
- Queen สามารถควบคุม Spermatheca Valve หรือ
- ขนาดของ cell เป็นตัวควบคุมการปล่อย sperm คือ ถ้าเป็น cell ของ worker ซึ่งมีขนาดเล็ก Queen จะปล่อย Sperm ให้ผสมกับไข่ แต่ถ้าเป็นหลอดรวง (cell) ของ Drone ซึ่งมีขนาดใหญ่ Queen ก็จะไม่ปล่อย Sperm เข้าผสม
| |
- เมื่อมีการแยกรัง (กรณีเกิด Swarming Queen Cell) หรือ ที่เรียกว่า ผึ้ง Swarm ผึ้งนางพญาตัวเก่าจะแยกรังออกไปพร้อมกับสมาชิกอีกส่วนหนึ่งเพื่อสร้างรังใหม่..Queen ตัวหนึ่งสามารถต่อยได้หลายครั้งเพราะว่าเหล็กในไม่มีเงี่ยง
พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของน้องผึ้ง
ช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ในวันที่อากาศแจ่มใส ผึ้งตัวผู้จะบินไปรวมตัวกันที่ DCA โดยก่อนหน้านั้นผึ้งตัวผู้จะมีการบินสำรวจแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ เรียกการบินแบบนี้ว่า Orientation flight..
มีคำถามที่น่าสนใจว่า "เพราะเหตุใดผึ้งตัวผู้จึงต้องไปรวมตัวกันที่ DCA?" เหตุผลจริงๆ นั้นเราไม่ทราบ เพราะเราไม่ได้เป็นผึ้ง...แต่ถ้าให้เราคิดหาคำตอบโดยประมวลจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น...
สิ่งมีชีวิตต้องการดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้..ดังนั้นจึงต้องมีการสืบพันธุ์ในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ซึ่งผึ้งเป็นแมลงและเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติอันหนึ่งของสิ่งมีชีวิต คือ "การสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้"นั่นเอง...การที่ผึ้งตัวผู้ไปรวมตัวกันที่ DCA ก็เพื่อหาที่อุดมสมบูรณ์อันหนึ่ง เหมือนมีอาณาเขต ที่ผึ้งตัวผู้จะรอคอยผึ้งนางพญา...เมื่อผึ้งนางพญาผ่านมาก็จะแย่งชิงกันเข้าผสมพันธุ์ เพื่อเป็นการคัดเลือกพันธุ์ (natural selection) ตามธรรมชาติด้วย ให้ผึ้งตัวผู้ที่แข็งแรงและฉลาดที่สุดได้มีโอกาสผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญา (มีคำถามว่าแล้วผึ้งนางพญามีการคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติหรือไม่?..อิอิ)
-
DCA มี Species specific คือ มีความเฉพาะเจาะจงของ species ผึ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์.. เช่น
-
DCA ของผึ้งหลวงอยู่ใต้ทรงพุ่มของต้นไม้ใหญ่ สูง 10-35 เมตร เฉลี่ย 25 เมตร
-
DCA ของผึ้งโพรงอยู่ต่ำลงมาอยู่ด้านข้างของต้นไม้
-
DCA ของผึ้งมิ้มอยู่ใต้ต้นไม้เตี้ยๆ
-
DCA ของผึ้งพันธุ์ อยู่ในพื้นที่โล่งเปิดโล่งแถวบริเวณต้นไม้ ที่บริเวณความสูง 5-40 เมตร
-
-
DCA มีพื้นที่ตั้งแต่ 30-200 ตารางเมตร แล้วแต่ชนิดของผึ้ง มากสุดคือ 1,200 ตารางเมตร
-
DCA ห่างจากรังผึ้งแค่ไหน ส่วนมากอยู่ใกล้ๆ แต่อาจจะอยู่ห่างไปถึง 8 กิโลเมตร
-
DCA บางแห่ง ใช้มานานถึง 197 ปี, แต่บางแห่งก็ใช้มานานถึง 30 ปี
-
มีคำถามว่า แล้วผึ้งตัวผู้รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องไปที่ตรงนั้น ?
ผึ้งตัวผู้ไปรอผึ้งนางพญาอยู่ก่อน พอถึงวันที่เหมาะ ผึ้งนางพญาพรหมจรรย์หรือ Virgin Queen ก็จะบินไปในเขต DCA
-
การที่ผึ้งนางพญาบินเข้าไปในเขต DCA เราเรียกว่า Nuptial Flight (Nuptial มีความหมายว่ามีของกำนัลไปให้) ผึ้งนางพญาพรหมจรรย์จะปล่อย Queen pheromone ดึงดูดให้ผึ้งตัวผู้เข้ามาผสมพันธุ์ ผึ้งตัวผู้จะบินตามและผสมพันธุ์กันกลางอากาศ เรียกว่า Copulation on Wing แล้วอวัยวะตัวผู้หรือ Genitalia จะขาดหลุดติดผึ้งนางพญาไป ผึ้งตัวผู้จึงตายก่อนที่จะตกลงมายังพื้นดิน
|
|
-
อวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งตัวผู้ที่ติดอยู่กับผึ้งนางพญาเรียกว่า Mating Sign (Drone sign ก็เรียก)
|
|
-
ผึ้งตัวผู้ตัวอื่นๆ จะบินตามเข้าผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญา โดยจะต้องเอาอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเองที่มีลักษณะเป็นเงี่ยง เขี่ยเอา Mating Sign อันเดิมออกมาก่อน
-
ผึ้งนางพญาจะผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้หลายตัว เพื่อความอยู่รอดของ Species
-
ในการผสมพันธุ์แต่ละครั้ง ผึ้งนางพญาจะเก็บ Sperm ไว้ใน Spermatheca และจะบีบเอาบางส่วนทิ้งไป เพื่อรับ Sperm จากผึ้งตัวผู้ตัวใหม่...การที่ผึ้งนางพญาจะผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้กี่ตัว อยู่ที่การตัดสินของผึ้งนางพญาตัวนั้น
-
นอกจากนั้น ยังพบว่า ผึ้งนางพญาของผึ้งต่างชนิดกัน มีการผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้ที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างการศึกษาดังต่อไปนี้
ชนิดของผึ้ง |
จำนวนผึ้งตัวผู้ที่ผึ้งนางพญาผสมพันธุ์ด้วย |
| A. andreniformis | 10 |
| A. florea | 7.9+3.3 |
| A. dorsata | 44+27 |
| A. laboriosa | 19.9+5.0 |
| A. cerana | 14+3.9 |
| A. kochevnikovi | 13+10.4 |
| A. nigrocincta | 40.3+23.4 |
| A. mellifera | 11.6+7.9 |
มีคำถามใหญ่อันหนึ่ง ที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง มีผึ้งอยู่ในเมืองไทยถึง 5 ชนิด ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งมิ้ม ผึ้งมิ้มเล็ก ผึ้งโพรง และผึ้งพันธุ์ ผึ้งเหล่านี้มีการผสมข้ามพันธุ์หรือไม่...ถ้ามีทำไมเราถึงไม่เห็นผึ้งพันธุ์ผสมของผึ้งเหล่านี้....
คำตอบตือ ผึ้งไม่มีการผสมข้ามพันธุ์หรือข้ามชนิด...เพราะธรรมชาติมีการป้องกันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้ (ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป)
- บริเวณ DCA อาจเป็นบริเวณเดียวกัน แต่ตำแหน่งอยู่ต่างกัน
- ขนาดตัวของผึ้งไม่เท่ากัน ทำให้ขนาดของอวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งต่างชนิดกันไม่ Fit กันพอดี โดยเฉพาะจากการศึกษา Genitalia หรืออวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งตัวผู้พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ในผึ้งต่างชนิดกัน...
- ช่วงเวลาออกผสมพันธุ์ของผึ้งต่างชนิดกันจะแตกต่างกันออกไปในช่วงเวลาของวันหนึ่งๆ (ซึ่งจะได้ขยายความต่อไป)
- ฤดูกาลของการผสมพันธุ์ของผึ้งต่างชนิดกันจะเป็นคนละฤดู หรือช่วงเดือนที่แตกต่างกัน
- โครโมโซมของผึ้งต่างชนิดกัน จับคู่กันไม่ได้
- Queen Pheromone ซึ่งเป็น sex attractant ของผึ้งต่างชนิดกัน มีความแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย
จากการศึกษา Timing = ช่วงเวลาออกบินออกผสมพันธุ์ของผึ้งตัวผู้ หรือ Drone Flight พบ ผึ้ง 5 ชนิด ออกบินผสมพันธุ์ในช่วงเวลาของวันแตกต่างกันดังนี้ (เป็นข้อมูลการศึกษาแบบคร่าวๆ ไม่สามารถอ้างอิงทางวิชาการได้)
ชนิดของผึ้ง |
ช่วงเวลาที่ Drone
บินออกผสมพันธุ์
|
| A. andreniformis | 12.15-13.30 (13.30) |
| A. florea | 14.15-14.45 (14.45) |
| A. mellifera | ~ 13.00-15.00 |
| A. cerana | 16.00-17.15 (17.15) |
| A. dorsata | 18.00-18.30 (18.30) |
คำถามต่อมา ในเมื่อมี Drone Flight ช่วงเวลาที่ผึ้งตัวผู้บินออกผสมพันธุ์แล้ว ไม่มี Queen Flight ช่วงเวลาที่ผึ้งนางพญาออกผสมพันธุ์บ้างหรือ...คำตอบคือ ศึกษาได้ยากมาก เพราะว่าจำนวน Queen ที่บินออกผสมพันธุ์ จะน้อยกว่า Drone มาก
ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ได้เคยศึกษา ช่วงเวลาที่ผึ้งนางพญา (Apis mellifera) บินออกผสมพันธุ์ พบว่าเวลาออกบินผสมพันธุ์จะค่อนข้างเป็นเวลาที่แน่นอน
-
ช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ผึ้งนางพญาจะบินออกผสมพันธุ์ ในเวลา 15.30 น.และกลับมาในเวลาประมาณ 16.00 น.
-
ในช่วงฤดูหนาว พฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ผึ้งนางพญาจะบินออกผสมพันธุ์ ในเวลา 14.30 น. และกลับมาในเวลาประมาณ 15.00 น.
ผึ้งนางพญาพรหมจรรย์ (Virgin Queen)ที่บินไปผสมพันธุ์ จะปล่อย Queen Pheromone ซึ่งสร้างออกมาจากต่อมที่กราม (Mandibular gland) มีชื่อทางเคมีว่า (E)-9-oxo-2-decenoic acid หรือ เรียกย่อๆ ว่า 9-ODA มีผลเป็น Sex attractant ดึงดูดให้ผึ้งตัวผู้เข้ามาผสมพันธุ์ เมื่อผึ้งนางพญา Nuptial Flight เข้าไปในบริเวณ DCA ของผึ้งตัวผู้
ผึ้งนางพญาตัวหนึ่งผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้ได้หลายตัว
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
การที่ผึ้งนางพญาผสมกับผึ้งตัวผู้หลายตัว
มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า Polyandry (Zoology : A mating pattern
in which a female mates with more than one male in a single
breeding season.) แต่พวกชันโรง (Stingless bee) นั้นเป็นพวก
ผัวเดียวเมียเดียวหรือ Monandry
นะครับ..
คงต้องขอจบเพียงเท่านี้เพราะหน้าบันทึกหมด
โปรดติดตามตอนที่สองต่อไปครับ <Link>...
มาเรียนรู้ การแพร่พันธ์ของผึ้งครับ
ขอบพระคุณครับท่านอาจารยื Beeman
พรุ่งนี้จะสอบแล้ว.......
อ่านมาหลายวัน วันนี้ต้องอ่านแบบฉบับของอาจารย์บ้างดีกว่า
ขอบคุรมากค่ะอาจารย์ที่ช่วยสรุปเนื้อหาในส่วนของอ.วันดีให้ อ่านแล้วทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น เนื้อหาเข้าใจดีมาก
เรียน นิสิตวิชา Apiculture
มีภาพการ์ตูน ผึ้งนางพญากับลูกชายมาให้ชมกันคร๊าบ
ขอบคุณได้รู้เรื่องผึ้งแยะเลย
ขอบคุณนะค่ะ ที่อาจารย์สรุปเนื้อหาให้พวกเรา เข้าใจขึ้นเยอะเลย เพราะได้ดูรูปด้วย
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีดีนะค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
บริษัทเมล็ดพันธุ์บางแห่งก็ใช้น้องผึ้งช่วยในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดต้นทุนแรงงานผสมเกสรด้วยครับ เมื่อเทียบผลงานของน้องผึ้งกับคนจาก seed yield ปรากฏว่าน้องผึ้งฝีมือดีกว่าคนครับ เพราะเขาทำงานแบบประณีต เบาๆ และผสมเกสรได้ทั่วถึงครับ
แตงโม 3n เป็นแตงโมไร้เมล็ด แล้วถ้าผึ้ง 3n ผลจะเป็นอย่างไรครับอาจารย์
ขอบคุณครับ
ดีค่ะมาสาระต่างๆของผึ้ง
ขอบคุนครับตอนนี้ผมกำลังทำ หนังสือภาพเกี่ยวกับผึ่งอยู๋พอดีครับเนื้อหาของอาจารย์ น่าสนใจมากครับ ขอบคุนครับ