เตี่ยมาทำงานโรงสี ที่ปากคลองบางไพร มีตำแหน่งเป็น "เสมียน"

    (เรื่องเล่าจากแม่

    เตี่ย (นายกีชุน แซ่โง้ว : โง้วกีชุน) มาจากเมืองจีนประมาณปลายปี ๒๔๗๓ ถึงต้นปี ๒๔๗๔ (จากการเทียบเคียง) เข้าใจว่าเตี่ยเป็นลูกคนที่ ๔ ของครอบครัว มีพี่สาว ๒ คน และพี่ชาย ๑ คน แม่บอกว่าบางทีเตี่ยอาจเป็นลูกคนสุดท้อง เตี่ยเกิดปีพ.ศ. ๒๔๕๑ (จากการเทียบเคียง) 

   เตี่ยเดินทางมาจากเมืองจีน (ตอนหลังผมยังเห็นสมุดคนต่างด้าวอยู่เลย) เพื่อมาหางานทำในเมืองไทย มาอาศัยญาติห่างๆ อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่หางานทำที่กรุงเทพฯ ไม่ได้....

    ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ มีการสร้างโรงสีใกล้ๆ บ้านอาม้า แม่เล่าว่า "มีอี้เง็กแล้วถึงมีโรงสี" อี๊เง็กนี้เกิดปี พ.ศ. ๒๔๗๐
    โรงสีอยู่ทางด้านใต้ของบ้านอาม้า เดินไป ๒-๓ คันนาก็ถึง พอมีโรงสีแม่ก็ไปซื้อรำข้าวมาผสมทำข้าวหมู ให้หมูกิน

    ที่โรงสีมี "หลงจู๊" คนหนึ่งชื่อ "คิมเม้งเป็นหลงจู๊คนที่สองของโรงสี แกมีภรรยาเป็นคนไทย ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ครอบครัวแกอาศัยโรงสีอยู่ ทีนี้โรงสีเดินเครื่องทั้งวันทั้งคืน เสียงดังรบกวนคนท้อง แกก็เลยมาหาที่อยู่ใหม่ มาเห็นยุ้งข้าวของอากงว่างอยู่ (ไม่ได้เก็บข้าว)  ก็เลยมาขออาศัยอยู่ อากงก็ให้มาพักที่นี่ได้โดยไม่คิดอะไร จนภรรยาแกคลอดลูกเป็นผู้ชายแล้ว ก็ยังอาศัยอยู่ที่ยุ้งข้าวนี้ (ตรงนี้เข้าใจว่า แกคงได้เห็นนิสัยใจคอแม่ดี จึงมีส่วนในการผลักดันให้เตียมาขอแม่ในภายหลัง)

   เตี่ยอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ก็มีพวกญาติคนรู้จักชักชวนให้มาทำงานโรงสี ที่ปากคลองบางไพร มีตำแหน่งเป็น "เสมียน" เป็นลูกน้องของ หลงจู๊คิมเม้ง อีกทอดหนึ่ง  เสมียนนี้ทำหน้าที่ลงบัญชี และทำตั๋วซื้อขายข้าว

   เตี่ยคงเคยเห็นแม่อยู่บ้าง เพราะแม่ไปซื้อรำข้าวที่โรงสีประจำ แม่หาบปีบ ๒ ใบ ไปหาบรำข้าวกลับมาบ้าน เตี่ยยังเคยบอกว่าจะให้ "จับกัง" หาบมาส่งที่บ้านเลย แต่แม่ของหาบเองดีกว่า

   เตี่ยมาอยู่ที่โรงสีนี้ได้ไม่นาน ก็มีจดหมายจากทางเมืองจีน มาเรียกตัวให้กลับ เพื่อจะไปแต่งงานกับคนที่ทางโน้นหาไว้ให้

    ทางโรงสี และญาติๆ ทราบเรื่อง ก็ไม่ยอมให้เตี่ยกลับเมืองจีน บอกว่า "ถ้าจะไปแต่งงาน หาคนที่นี่แต่งก็ได้ ไม่ต้องกลับไปแต่งเมืองจีน"

     คนแถวตลาดใกล้โรงสี ที่เป็นหญิงอายุพอไล่เรี่ยกับเตี่ย มีอยู่ ๕ คน ใน ๕ คนนั้นมีแม่อยู่ด้วย แต่ว่าทำไมเตี่ยถึงเลือกแม่ก็ไม่รู้ ทีนี้เตี่ยก็ส่งเถ้าแก่มาคุยกับอากง อาม้า เกิดแบ่งฝักฝ่ายเป็น ๒ พวก คือ พวกอากงและพวกอากู๋นั้นชอบและเชียร์เตี่ย เพราะว่าเตี่ยเป็นคนหนุ่มที่มีความรู้ดี (แถมหน้าตาก็ดีด้วย) ภาษาจีนก็ดี แถมเขียนหนังสือสวยอีกด้วย (ผมเคยเห็นแท่นฝนหมึก ภู่กันเหมาปี่ และตัวอักษรจีน) ส่วนอาม้านั้นคิดว่าแม่ยังเด็ก ถ้าให้แต่งไปเดี๋ยวจะไม่มีคนช่วยงานบ้าน เลยไม่อยากยกแม่ให้เตี่ย

     อาม้าถ่วงเวลา โดยบอกว่ารอให้ญาติผู้ใหญ่คือ อากิ๋ม ซึ่งไปเยี่ยมลูกสาวที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) กลับมาก่อน แต่อาม้าก็ถ่วงเวลาไม่สำเร็จ เพราะฝ่ายจัดการของเตี่ยส่งคนมาเร่งแทบทุกวันอาม้าจึงปรึกษากับแม่แล้ว แม่ก็ไม่อยากแต่งเหมือนกัน เลยออกอุบายเรียกสินสอดแพง

     สินสอด ประกอบด้วย

  • เงิน ๒ ชั่ง (ธนบัตร)  (หนึ่งชั่งเท่ากับ ๘๐ บาท)
  • ทอง ๑๒ บาท         (ทองสมัยนั้นแม่บอกว่าราคาบาทละ ไม่ถึง ๕๐ บาท)
  • เชี่ยนหมากเงิน ๑ สำรับ (เดี๋ยวนี้แม่ยังเก็บไว้อยู่)

    ความจริงเตี่ยเพิ่งมาจากเมืองจีน มีสมบัติคือกระเป๋าแค่ใบเดียว และเพิ่งทำงานไม่นาน จึงไม่มีสมบัติอะไร แต่พวกเถ้าแก่เขาก็หาสินสอดมาให้ได้ แม่จึงต้องตกลงแต่งงาน

    แม่เล่าว่า แต่งงานกับเตี่ยปีมะแม ปลายปี ๒๔๗๔ ก่อนตรุษจีน แม่จำได้ว่าผ่านหน้าหนาวมาแล้ว (ถ้านับสมัยนี้น่าจะเป็นต้นปี ๒๔๗๕) ตอนเตี่ยและแม่แต่งงานกันนั้น แม่อายุ ๑๕ ย่าง ๑๖ ปี ส่วนเตี่ยอายุ ๒๓ ปี (จากการเทียบเคียงแม่ต้องเกิดปีมะโรง ปี ๒๔๕๙ และเมื่อแม่แต่งงานแล้ว จึงจะฉลองวันเกิดซึ่งอยู่หลังวันตรุษจีน) 

    วันแต่งงาน พวกโรงสีตั้งขบวนใหญ่แห่ขันหมากมา แม่บอกว่าคนเยอะมาก แต่แม่ไม่เห็นขบวนขันหมาก เพราะว่ารออยู่ในบ้าน มีญาติของแม่ไปทำหน้าที่กั้นประตูเงิน, ประตูทอง และเตี่ยคงต้องแจก "อั่งเปา" ไปไม่น้อยเลยทีเดียว....

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)