หลายวันก่อนได้ดูรายการสุริวิภา เห็นคู่แฝดที่ดูหน้าตาไม่เหมือนกัน (แต่ความจริงเป็นแฝดจากไข่ใบเดียวกัน ตอนเด็กๆ หน้าตาเหมือนกัน พออายุมากเข้าคุณบุญชัยไปทำหน้าใหม่ หน้าตาเลยต่างจากคุณบุญเกียรติ) คุณบุญเกียรติกับคุณบุญชัย โชควัฒนา มาออกรายการ เห็นหน้าตายิ้มแย้มทั้งคู่ไม่มีความเครียด
คุณบุญเกียรติออกหนังสือเล่มหนึ่ง (จากหลายเล่ม) เรื่อง "ชีวิตคิดบวก" ซึ่งพอผมเห็น (แต่ไม่ได้ไปซื้อ) ก็ชอบใจ เพราะคนที่เขียนหนังสือต้องปฏิบัติได้ และผมก็กำลังสนใจและฝึกปฏิบัติและสอนเกี่ยวกับเรื่อง การคิดบวกหรือ Positive thinking อยู่พอดี
ผมเข้าไปอ่านประวัติ บทความ เพื่อทราบเกี่ยวกับวิธีคิดของท่าน และสกัดส่วนที่เป็นการคิดบวกมาเล่าสู่การอ่านดังต่อไปนี้
คุณบุญเกียรติ ไม่ได้เริ่มคิดบวกตั้งแต่แรก แต่เริ่มคิดบวกเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ตอนหลังมาเชื่อมโยงกับเรื่องธรรมะเรื่องกฎแห่งกรรมเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ซึ่งมีหลักคิดหรือวิธีคิดที่ใช้สอนตัวเองและถ่ายทอดหลักคิดนั้นให้กับคนอื่นด้วย
- เรื่องกฏแห่งกรรม ถึงแม้เราแก้กรรมได้ไม่หมด แต่ก็ลดทอนได้
- เจ้ากรรมนายเวร เป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร คือ ในชีวิตของเราแต่ละคนย่อมสร้างความดีที่เรียกว่าบุญ และสร้างสิ่งที่ไม่ดีที่เรียกว่าบาป ถ้าเราไปทำสิ่งที่ไม่ดีกับสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อตายไปเป็นวิญญาณเขาก็มีความแค้น เขาก็คอยมาจองเวรกับเรา เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร รอเราอ่อนแอ เขาก็จะซ้ำเติมเรา เจ้ากรรมนายเวรอาจเกิดในชาตินี้ หรือตามมาจากชาติที่แล้วก็ได้ ถ้าเราได้ชดใชกรรมบางส่วนแล้ว และได้ทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้เขา เมื่อเขาพอใจ ก็จะหมดเวรต่อกัน
- ในเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ถ้าคิดบวก ใครมาทำเวรต่อเรา เราจะไม่จองเวร และอโหสิกรรมให้เขา ถ้าเราไม่อโหสิกรรม ความแค้นจะฝังลงในจิต แม้เราจะจำไม่ได้แล้วก็ตาม เมื่อตายไปเป็นวิญญาณ ซึ่งจะต้องไปเกิดใหม่ มี ๒ ทางให้เลือก คือ ไปสวรรค์เพราะความดีของเรา กับไปเกิดเป็นเปรตเพื่อไปรอชำระแค้นกับคู่เวรของเรา ถึงตอนนั้นถ้าเรามีความแค้นฝังอยู่ ก็ต้องไปเป็นเปรตก่อน นี่ตัดทางไปสวรรค์ก่อนเลย ดังนั้นต้องอโหสิกรรมในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นวิญญาณแล้วทำไม่ได้
- การไม่คิดแค้นอาฆาตต่อใครเป็นการคิดเชิงบวก
- เริ่มคิดเชิงบวก ให้เริ่มจากตัวเราก่อน มานั่งคิด นั่งสังเกตว่า คิดเชิงบวกมันดีตรงไหน มันจะดีสำหรับจิตใจของเรา ทำให้จิตใจดีขึ้นและเริ่มมีความสุข ส่งผลให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย
- ตัวอย่างการคิดบวก ถ้าเราจะเริ่มออกกำลังกาย แต่เราคิดลบว่า อายุขนาดนี้ถ้าไปออกกำลังกายแล้วเข่าจะเสื่อม เข่าเราก็จะเสื่อมจริงๆ เพราะสิ่งที่เราคิดมันเข้าไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกแล้วมันก็จะสั่งร่างกายของเราให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ
- แต่พอเราเปลี่ยนวิธีคิด คิดว่าการออกกำลังกายนี้ดี มีผลต่อสมอง ต่อการทำงานของเรา การออกกำลังกายที่พอดี ไม่มีอันตราย คิดบ่อยๆ ให้ฝังไปในจิตใต้สำนึก แล้วจิตใต้สำนึกก็จะสั่งเรา ให้ขยันไปออกกำลังกาย และไม่เป็นอันตรายใดๆ สุขภาพแข็งแรงดี
- ตอนมีคนบอกว่าออกกำลังกายแล้วเข่าจะเสีย (คิดลบ) เรากำหนดจิตของเราใหม่ว่า ออกกำลังกายแล้วเข่าไม่เสีย (คิดบวก) เข่าก็ไม่เสียจริงๆ เพราะเรามีความเชื่อเช่นนั้น
- อย่างจะจัดคอนเสิร์ต ตั๋ว ๗๐๐ ใบ ต้องคิดว่าขายได้ ขายหมด เพราะเป็นการกุศลเอาเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แล้วก็ไปกำหนดวิธีการ ถ้าไปคิดว่าขายไม่ได้ ขายไม่หมดก็จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
- ตอนเรียนหนังสือ เราต้องกำหนดจิต (คิดบวก) ว่า จะมาฟัง จะมาเรียน เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง ต้องตั้งใจฟัง ไม่คุยกัน พร้อมทั้งคิดตามไปด้วย (ฝึกคิด) ดังนี้ก็จะเกิดประโยชน์จริงๆ
- ในการเรียนนั้น ต้องกำหนดขั้นตอนเป็น ๓ ขั้นตอน คือ
- รับรู้ คือ สิ่งต่างๆ ที่เราฟังมา เรียนมา เห็นมา อ่านมา
- เรียนรู้ คือ การนำสิ่งที่เรารับรู้ มาคิดทบทวนพิจารณาว่า สิ่งไหนมีประโยชน์
- รับเรียนรู้ คือ การนำสิ่งที่มีประโยชน์ ที่เราเรียนรู้มาแล้ว มาบันทึกลงไปในจิตใต้สำนึก ทำให้เราสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมได้
- ในการเรียน ต้องคิดตาม ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้ การตั้งคำถาม เป็นการฝึกให้เรียนแบบคิดตาม
- การที่นักเรียนไทย ไม่ค่อยตั้งคำถาม เพราะไม่ค่อยได้คิดตาม ถ้าคิดตามจะมีคำถามเกิดขึ้นเสมอ
- ดังนั้นต้องคิดบวกว่า "การตั้งคำถามเป็นการพัฒนาตัวเอง" ให้ฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม แล้วเราก็จะคิดเป็น สิ่งเหล่านี้จะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อถึงเหตุการณ์ที่จะต้องนำมาปรับใช้ มันก็จะคิดได้เองเป็นอัตโนมัติ
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

ส่วนของผมก็พยายามคิดบวกอยู่ตลอดครับ แต่มักเจอพวกประเภทคิดลบมากระทบเสียบ่อย บางทีจากบวกมันติดลบครับ ก็เลยใส่เครื่องหมายเท่ากับให้เสียบ้าง แล้วก็มาคิดบวกใหม่ครับ
เยี่ยมเลยครับ จะนำไปปฎิบัติ
อยากถามท่านอาจารย์หน่อยครับ ว่าถ้าเอา การดำรงชีพ ของผึ้ง ที่ท่านอาจารย์เลี้ยงอยู่มาเป็นแนวคิดดีๆ จะมีแนวคิดอะไรบ้างครับ รบกวนท่านอาจารย์หน่อยครับ
ใช้เลยครับ ท่านอาจารย์