. . . ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต่างก็มีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ในนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะเผยตัวออกมา ก็ต่อเมื่อว่า ใจของเรานิ่งพอ เท่านั้น !!

           ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงอเมริกา หลังจากใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินและที่สนามบินรวมกันทั้งสิ้น 23 ชั่วโมง (บินจากกรุงเทพถึงญี่ปุ่น 5 ชั่วโมง 40 นาที รอเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น 2 ชั่วโมง บินจากญี่ปุ่นถึงชิคาโก 11 ชม 30 นาที รอเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก 1 ชม 35 นาที บินจากชิคาโกถึงนิวยอร์ค 1 ชม 40 นาที) ที่สนามบินชิคาโกต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) และศุลกากร ทำให้ขึ้นเครื่องเกือบไม่ทัน เพราะเขาเข้มงวดเรื่องการตรวจตราค่อนข้างมาก เข้าเครื่องเป็นคนสุดท้าย พอไปถึงนิวยอร์คจึงได้ทราบว่าคนมาเข้าเครื่องทัน แต่กระเป๋าที่ load ลงใต้ท้องนั้นไม่ได้มาด้วยกัน ต้องรอมากับเครื่องบินเที่ยวถัดไป ทำให้ต้องเสียเวลารอกระเป๋าที่สนามบินอีกเกือบสองชั่วโมง 

ผมเองไม่ได้บินไกลๆ แบบนี้มานานแล้ว ครั้งล่าสุดก็คือตอนที่ไปเนเธอร์แลนด์ แต่ตอนนั้นจำได้ว่าใช้เวลาแค่ 12-13 ชั่วโมง ลืมบอกไปครับว่าการเดินทางครั้งนี้เรามากัน 3 คน มีผม ภรรยา และพีท (ปิติพงษ์) ลูกชายคนโต พีทจะมาเข้ามาร่วม Workshop ของ Bobby Mcferrin ที่คาเนกี้ฮอลล์ ช่วงวันที่ 28 เม.ย. ถึง 2 พ.ค. ผมและภรรยาถือโอกาสมาพักผ่อนหนีร้อนเมืองไทย โดยตั้งใจว่าจะใช้เวลาเยี่ยมญาติและเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบหน้าพบตากันมานาน เพราะเป็นเวลา 17 ปีเต็มที่ผมและภรรยาไม่ได้เดินทางกลับมาอเมริกาอีกเลย

. . . เป็นเวลา 17 ปีที่ผ่านไปรวดเร็วมาก แม้สิ่งต่างๆ ที่พบเห็นระหว่างการเดินทางจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือรู้สึกว่าสมัยก่อนเครื่องบินไปอเมริกาไม่ค่อยจะแน่น (ผู้โดยสารเต็มลำ) เหมือนกับสมัยนี้ ผมว่านี่น่าจะเป็นผลพวงอันเนื่องมาจากการร่วมมือกันของพันธมิตรสายการบินต่างๆ คือมีการทำ Alliance กัน แทนที่แต่ละสายการบินจะบินโดยมีผู้โดยสารไม่เต็มลำ ก็หันมาจับมือกัน นำผู้โดยสารมารวมกัน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว นี่แหล่ะครับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมมือกันทำให้เกิด “win-win situation” กับทุกฝ่าย

สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแตกต่างอย่างมากๆ ในการเดินทางครั้งนี้ก็คือเรื่องความเข้มงวดในการตรวจตราผู้โดยสาร ซี่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade ทำให้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกผมเกือบขึ้นเครื่องบินไม่ทันตอนเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก เพราะมีเวลาเพียงแค่ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งต้องผ่านทั้งกระบวนการ ต.ม. ศุลกากร และการตรวจตราที่เข้มงวด ระหว่างทางจากสนามบินมายังบ้านเพื่อน (รุ่นพี่) ที่นิวเจอร์ซี่ ผมสังเกตว่าสิ่งต่างๆ ทั่วไปไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากนัก แต่สิ่งที่ประทับใจผมมากที่สุดก็คือตอนที่ไปถึงนั้นอากาศดีมาก อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส แดดยังค่อนข้างจ้า ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว สังเกตว่ากว่าดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม 

ตอนที่นั่งเครื่องบินมาจากชิคาโกผมและภรรยาได้ที่นั่งแถวหลังสุด (ผู้โดยสารเต็มลำ) ทำให้ปรับที่นั่งให้เอนไม่ได้เลย ในตอนแรกก็รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดใหม่ว่าใช้เวลาบินไม่ถึงสองชั่วโมง ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน ลองฝึกใช้เทคนิค ยอมรับแล้วกลับมาดูที่ใจ นั่งไปนั่งมาก็ทำให้ได้เห็น ข้อดี ของการนั่งแถวหลังสุดนี้หลายอย่างเหมือนกัน เช่น ตอนเสริฟน้ำ ก็เป็นคนแรกที่ได้รับน้ำ นอกจากนั้นก็ยังอยู่ใกล้ห้องน้ำ ทำให้ไม่ต้องเดินไกล เป็นต้น . . . เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกระจ่างในใจว่า . . . ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต่างก็มีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ในนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะเผยตัวออกมา ก็ต่อเมื่อว่า ใจของเรานิ่งพอ เท่านั้น !!

นำรูปดอกไม้มาฝากครับ เข้าใจว่าน่าจะเป็น "ซากุระ" พันธุ์หนึ่ง (หรือเปล่า?)