ทุกคนควรตายเพราะคนเดียวหรือ ?

ตอนนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคโดนใบแดง ซึ่งมีกฎหมายรัฐธรรมนูญทำนองว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคโดนใบแดง ก็จะต้องถูกยุบพรรค... และเมื่อครู่ก็ดูนักกฎหมายออกมาพูดทำนองว่า กฎหมายที่เอาผิดพ่วงไปถึงคนที่ไม่ได้ทำลักษณะนี้ เริ่มเป็นที่นิยมใช้ในประเทศต่างๆ ซึ่งนอกจากกรณียุบพรรคที่ว่านี้แล้ว ก็ยังมีกรณีอื่น กล่าวคือ

เด็กวัยรุ่นเช่นเด็กแว้น ซึ่งออกมาขับขี่รถจักรยานยนต์โลดโผนและแข่งขันกันตามถนนหลวง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไปแล้ว บางครั้งก็ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่นถึงแก่ชีวิต... กฎหมายเดียวนี้ จึงเอาผิดผู้ปกครองคือพ่อแม่ด้วย ในฐานไม่อบรมดูแลลูกให้ออกมาก่อเรื่องทำนองนี้...

บางคนเมาแล้วขับ ซึ่งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุกลางถนนอยู่บ่อยครั้ง... กฎหมายบางประเทศจึงเอาผิดต่อคนนั่งร่วมภายในรถด้วย ในฐานว่าไม่ห้ามปรามคนขับซึ่งเมาอยู่ และการที่ร่วมนั่งมาด้วย ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้คนเมาขับรถได้ทำนองนี้....

ผู้เขียนฟังๆ ดูแล้ว ก็เอาเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมเข้าไปจับ แล้วก็สรุปว่า อ๋อ ! กฎหมายทำนองนี้ ใช้หลักประโยชน์นิยม ซึ่งมีหลักการอยู่ว่า

  • กฎหมายที่ดีที่สุด คือ กฎหมายที่ก่อประโยชน์สูงสุด ต่อคนจำนวนมากที่สุด
  • กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เพราะยังไม่มีกฎหมายอื่นที่ก่อประโยชน์สูงกว่ากฎหมายนี้

นั่นคือ กฎหมายตามแนวคิดประโยชน์นิยม หวังผลสำเร็จที่จะพึงเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากที่สุด... แต่แนวคิดประโยชน์นิยมนี้มี ความชั่วร้ายแฝงอยู่

............

  • คนเดียวควรตาย เพื่อทุกคนหรือ ?

ข้อความนี้ค่อนข้างจะโด่งดังในการอธิบายถึงความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ของประโยชน์นิยม... เล่าเรื่องว่า  เรามีคุณปู่อายุเกือบร้อย ซึ่งนอนเป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน... บรรดาลูกๆ หลานๆ ก็ต้องผลัดเปลี่ยนกันไปคอยดูแลรับใช้ บ้างก็ลงขันจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลเป็นรายเดือน... ถ้าว่าใครคนหนึ่งอาศัยหลักประโยชน์นิยมที่ว่า...

  • การกระทำที่ดีที่สุด คือ การกระทำที่ก่อประโยชน์สูงสุด ต่อคนจำนวนมากที่สุด

โดยการวางยาพิษให้คุณปู่นี้กลับบ้านเก่าไป เพราะเมื่อคุณปู่ตายแล้ว ลูกๆ หลานๆ ก็ไม่จำเป็นต้องปลีกเวลามาคอยดูแล เงินประจำเดือนที่ต้องช่วยกันจ่ายเพื่อจ้างพยาบาลก็ไม่จำเป็น อีกทั้งมรดกเล็กน้อยของคุณปู่ที่เหลืออยู่บ้างหลังจากทำศพ ก็จะได้นำมาแบ่งปันกัน...

เมื่อพิจารณาตามหลักการของประโยชน์นิยม จะเห็นได้ว่าถูกต้อง... แต่ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่ว่า

  • คนเดียวควรตาย เพื่อทุกคน !

 

 

แต่กรณีกฎหมายที่จะยุบพรรค เอาโทษผู้ปกครองเด็กแว้น และเอาโทษผู้โดยสารรถที่คนเมาขับ... แม้จะอาศัยประโยชน์นิยมเช่นเดียวกัน... แต่ข้อความตั้งคำถามถึงความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ว่า คนเดียวควรตาย เพื่อทุกคนหรือ ? ผู้เขียนว่าใช้ไม่ได้กับกรณีนี้ นั่นคือ ต้องตั้งคำถามว่า

  • ทุกคนควรตาย เพราะคนเดียวหรือ ?

............

เมื่อปัญหานี้เกิดขึ้น ฝ่ายรัฐบาลก็เริ่มเรียกร้องจะให้มีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาจุดนี้... ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ร้องถามว่า เป็นการแก้เพื่อประชาชนหรือเพื่อตนเอง ? .... ซึ่งจากประเด็นนี้ นำไปสู่เกณฑ์ตัดสินจริยธรรมของ สำนักอัตนิยมเชิงจริยะ ซึ่งมีหลักการทำนองว่า

  • กฎหมายที่ดีที่สุด ก็คือ กฎหมายที่ก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องมากที่สุด
  • กฎหมายประเด็นนี้ควรแก้ เพราะยังไม่มีวิธีการอื่นที่ก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องมากกว่าวิธีการนี้

เมื่อถือเอาทำนองนี้ ก็มีปัญหาตามมาว่าคนทั่วไป เช่น พ่อค้าแม่ขาย ชาวประมง ชาวป่า ชาวนา ชาวสวน คนขับแท๊กซี่ กรรมกร... ก็คงจะร้องขอว่า ยังมีกฎหมายประเด็นอื่นๆ เช่นกันที่ไม่สนองประโยชน์ต่อพวกเขาซึ่งพวกเขาต้องการจะแก้... หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษในเรือนจำ ก็คงต้องการจะแก้กฏหมายที่กำลังลงโทษพวกเขาอยู่... 

แต่คนเหล่านั้น ไม่มีโอกาสที่จะมานั่งในสภาเพื่อแก้กฎหมายที่กำลังปิดกั้นความต้องการของพวกเขา.... ดังนั้น การที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังเรียกร้องจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเข้าข่ายว่าอาศัยหลักการของสำนักอัตนิยมเชิงจริยะหรือไม่ ?

................

อนึ่ง สำหรับกฎหมาย ถ้าต้องการให้ยุติธรรม ต้องเป็นสากลคือมีอำนาจบังคับทั่วไปต่อคนทุกๆ คน ก็ต้องอาศัยแนวคิดของ ลัทธิคานต์ ซึ่งมีหลักการว่า

  • กฎหมายที่ดีที่สุด ก็คือ กฎหมายที่มีผลบังคับทั่วไปต่อคนทุกคนเท่าเทียมกัน
  • กฎหมายที่ดีที่สุด ก็คือ กฎหมายที่ต้องคำนึงถึงคนเป็นจุดหมายเสมอ มิใช่ถือว่าคนเป็นเพียงเครื่องมือ
  • กฎหมายที่ดีที่สุด ก็คือ กฎหมายที่ดำเนินการอย่างอิสระ โดยไม่มีอิทธิพลอย่างหนึ่งอย่างใดเข้ามาครอบงำ

แต่ฝ่ายที่คัดค้านแนวคิดของลัทธิคานต์ ก็เยาะเย้ยทำนองว่า มีพิมพ์เขียวของรถที่ออกแบบมาอย่างดีที่สุดอยู่ชุดหนึ่ง แต่ก็ยังสร้างไม่ได้ ยังคงเป็นพิมพ์เขียวอยู่กระทั้งปัจจุบัน ซึ่งลัทธิคานต์ก็คือพิมพ์เขียวของรถชุดนี้ ... นั่นคือ ลัทธิคานต์ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโลกของความเป็นจริงได้...

...................

ผู้เขียนมิได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพียงฟังข่าวแล้วก็เอาทฤษฎีไปจับ แล้วก็นำมาเล่าเล่นๆ...

อนึ่ง ทั้งประโยชน์นิยม อัตนิยมเชิงจริยะ และลัทธิคานต์ ถึงว่าเป็น ทฤษฎีหลักการ ซึ่งพยายามวางกฎเข้าไปควบคุมพฤติกรรมของคน... ยังมี ทฤษฎีคุณธรรม ซึ่งบอกว่า ต้องแก้ที่อุปนิสัย พฤติกรรม (หรือสันดาน) ของคน มิใช่การวางกฎเข้าไปควบคุม เพราะจะมีปัญหาตลอด

ทฤษฎีคุณธรรมใช้ แนวคิด ตัวแทนทางศีลธรรม  คือผู้ที่ควรเอาแบบอย่าง ซึ่งสังคมไทยตอนนี้ มีแบบอย่างของตัวแทนในสังคมเป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนก็อาจสังเกตและตอบคำถามของตนเองได้

 

หมายเหตุ : เรื่อง เกณฑ์ตัดสินจริยธรรม ผู้เขียนเล่าไว้เยอะซึ่งกระจายอยู่ในบันทึกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บล็อกเรื่อง การกระทำเหนือหน้าที่ ซึ่งผู้สนใจอาจเข้าไปอ่านเล่นๆ เพิ่มเติมได้