หากได้อ่าน "ลิลิตพระลอ" สักเที่ยวหนึ่ง แล้วมาอ่าน "วิถีไทยในลิลิตพระลอ" ท่านจะเข้าใจเรื่องได้อย่างแจ่มชัด เหมือนมองก้นทะเลสาบที่มีน้ำใสเป็นกระจก

   พลิกแล้วพลิกอีก ตั้งแต่ปีที่แล้ว รั้งๆ รอๆ ในที่สุดก็ได้ซื้อมาอ่าน ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะมีอะไรใหม่ๆ ให้อ่านมากนัก เพราะหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องพระลอได้สนุก ถูกใจ อีกทั้งลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วอ่านอีกหลายครั้ง ระบุจำนวนครั้งไม่ได้ อ่านเพราะใช้งาน อ่านเพราะค้นข้อความ อ่านเพราะอยากอ่าน ฯลฯ เรียกว่าเป็นวรรณคดีที่มีติดชั้นหนังสือ เข้าตู้ 1 ชั้น 1 (บนสุด) หมายความว่า ใครมายืมก็ไม่ให้ อิๆ




(พระเพื่อนพระแพง ภาพวาดฝีมือ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ)


   ลิลิตพระลอ เป็นวรรณคดีร้อยกรอง ประเภทลิลิต อุดมด้วยโคลงสี่สุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสองสุภาพ สลับด้วยร่ายสุภาพ และร่ายสอดสร้อยเป็นบางแห่ง ถ้อยคำสำนวนเป็นที่ยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ให้เป็นยอดแห่งลิลิต เคยมีบางท่าน กล่าวว่าลิลิตพระลอน่าจะแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ (จำได้ว่าอ่านจากคอลัมน์ของคุณสุจิตต์ วงเทศ ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด หลายปีมาแล้ว ถ้าจำผิดก็ขออภัย อาจารย์สุมาลีได้อ้างถึงเรื่องนี้ด้วย แต่ท่านไม่ได้ระบุรายละเอียด) แต่ยังไม่ยืนยันแน่ชัด

เรื่องพระลอเป็นนิยายรักสามเส้า (ความจริงแค่สองต่อสอง แต่บังเอิญมีหญิงสองคน เท่านั้นเอง) เล่าว่าเดิมนั้น เมืองสรอง กับเมืองสรวง เป็นศัตรูกัน เจ้าเมืองสรวงฆ่าเจ้าเมืองสรองตาย ทั้งสองต่างมีลูก เจ้าเมืองสรวงมีลูกชาย คือพระลอ รูปงาม ส่วนเจ้าเมืองสรอง มีธิดาสองคน งามเช่นกัน ชื่อพระเพื่อนพระแพง เมื่อพระบิดาตายแล้ว พระลอก็ขึ้นเป็นเจ้าสืบแทน

ความงามของพระลอ นั้นเป็นที่ลือเลื่องไปทั่ว มีช่างซอไปขับซอถึงเมืองสรอง จนพระเพื่อนพระแพงได้ยินกิตติศัพท์ความงาม แล้วก็ลุ่มหลง (เคยได้ยินเพลง "ยอยศพระลอ" ไหมครับ) มีคำยอพระลอ "รอยอินทร์รูปหยาดฟ้า มาอ่าองค์ในหล้า แหล่งให้คนชม แลฤๅ" นั่นแหละ พระเพื่อนพระแพงจึงกล่าวกับพระพี่เลี้ยง นางรื่นนางโรย ว่า เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง อันใด, เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า" พระนางอดรนทนไม่ได้ให้พี่เลี้ยงหาวิธีนำพระลอมาหา

นางรื่นนางโรยไปหาหมอผีหลายคน เพื่อทำเสน่ห์ แต่ฝ่ายพระลอก็แก้ได้ แต่สุดท้าย นางไปหาปู่เจ้าสมิงพราย สุดยอดปรมาจารย์แห่งเวทศาสตร์ ท่านเล็งญาณ แล้วรู้ว่า "ด้วยผลกรรม์เขาแต่ก่อน ทำหย่อนหย่อนตึงตึง ส่วนจะถึงบมิหยุด เท่าว่าจะพลัดสุดพลันม้วย ด้วยผลกรรมเขาเอง" และใช้เทคนิคไสยศาสตร์อย่างสุดความสามารถ โดยที่ต้องสู้กับการแก้คุณไสยของฝ่ายเมืองสรวง สุดท้ายจึงลงเอยที่ ไก่แก้ว "สร้อยแสงแดงพพราย ขนเขียวลายยยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายหงส์สิบบาท" พระลอก็ตามไก่ ก็ตอนนี้เอง จนพระลอ พร้อมองครักษ์ นายแก้วนายขวัญลอบเข้าเขตอุทยานพบพระเพื่อนพระแพงจนได้

ทั้งพระเพื่อนและพระแพงก็รักพระลอ ทั้งสามจึงอยู่ด้วยกันหลายราตรี จุดนี้เป็นที่โจมตีของนักวิจารณ์หัวก้าวหน้าว่าเป็นเรื่องเละเทะในราชสำนัก ที่เล่าเรื่องเพศอย่างไม่อาย เอาเป็นว่า สุดท้าย เจ้าเมืองสรองทราบข่าว ก็ไม่ว่าอะไร เห็นชอบจะให้อภิเษกสมรสกัน แต่เจ้าย่า พระมารดาเลี้ยงของเจ้าเมืองสรองไม่ชอบ เพราะพระบิดาพระลอฆ่าพระสวามีของนางในกาลก่อน เจ้าย่าจึงสั่งทหารมาจับพระลอและคนอื่นๆ พระลอและพระพี่เลี้ยงต่อสู้กันถึงที่สุด แต่สุดท้ายก็ตายหมดทุกองค์ทุกคน เหมือนในภาพที่คุณ naree นำมาฝากในความเห็นข้างล่างนะครับ


   อาจารย์สุมาลี วีระวงศ์ (นามสกุลเหมือนปราชญ์ลุ่มน้ำของ มหาสิลา วีระวงศ์ ที่คนรักภาษา วรรณคดี ไทย-ลาว ต้องรู้จัก) เป็นที่คุ้นเคยกันดีในหมู่คนอ่านวรรณคดีไทย มีผลงานการวิเคราะห์ วิจารณ์ เล่าเรื่อง วรรณคดีไทยมานักต่อนักแล้ว คงไม่ต้องอารัมภบทอีกยืดยาว ว่ากันถึงหนังสือเล่มนี้เลยดีกว่า


วิถีไทยในลิลิตพระลอ


   ขึ้นปกว่า “วิถีไทยในลิลิตพระลอ” มีชื่อผู้เขียน “น.ท. สุมาลี วีระวงศ์” และ ข้อความโปรยด้านล่าง
วิเคราะห์อย่างรู้ซึ้งถึงงานวรรณคดีที่ได้รับยกย่องว่าเป็น ยอดของวรรณคดีประเภทลิลิต ” ซึ่งคงไม่ใช่ข้อความของอาจารย์สุมาลี ท่านออกจะถ่อมตัว พิมพ์ครั้งแรกเมื่อมิถุนายน พ.ศ. 2549 ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก 256 หน้า สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์

   อ่านคำนำสักหน่อย ได้ความว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวบเนื้อหาจากที่ท่านได้บรรยายออกอากาศวิทยุศึกษา “รายการวรรณคดีสโมสร” เมื่อ พ.ศ. 2541 นานพอดู แต่ก็ไม่ได้ล้าสมัยแต่อย่างใด

   หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 11 ตอน ไม่มีชื่อตอน มีดัชนีค้นคำให้ด้วย ซึ่งพบได้น้อยในหนังสือบ้านเรา

   อาจารย์สุมาลีท่านเล่าเหมือนเรากำลังฟัง ไม่เหมือนการอ่าน ก็อย่างที่บอก เป็นหนังสือรวมบทรายการวิทยุ ที่ไม่เคร่งเครียด เนื้อหาหลักเน้นการเล่าเรื่องให้เข้าใจ แทรกบทร้อยกรองเป็นช่วง มีการวิเคราะห์คำศัพท์ยาก ความไพเราะในเชิงสำนวนโวหาร และยังเล่าถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมด้วย แม้มีบทเข้าพระเข้านางที่หลายคนเสียวไส้ แต่เด็กก็อ่านได้สนุกดี ไม่มีโป๊ อาจารย์ท่านมีเทคนิคการเล่า ไม่ให้ครูสาวที่สอนวรรณคดีต้องหน้าแดง

   เมื่อถึงตอนที่ไพเราะ สวยงาม อาจารย์จะเน้นเป็นพิเศษ และชักชวนให้คนอ่านติดตามอย่างจดจ่อ ทำให้อ่านได้เพลิน สนุก แม้จะรู้เรื่องของนิยายดีแล้ว แต่ก็ยังอยากรู้เกร็ดต่างๆ ที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง


บางตอนจากหนังสือ

 ...มีโคลงบทหนึ่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งไพเราะมากทีเดียว แต่มีตกทอดมาเป็นสองสำนวน ดิฉันขออ่านเป็นสำนวนที่คิดว่าถูกก็แล้วกัน บทนี้ค่ะ...

     ลมพัดเชิญท่านท้าว    เสด็จมา หนึ่งรา

    ลมแล่นเวหาหา           ท่านไท้

    ดาราบดีดา                 รักเร่ พระรา

    ดาวดาษเดือนต่างไต้    ส่องท้าวเสด็จดล

   โคลงบทนี้ ถ้าเป็นตามนัยที่ดิฉันอ่าน จะเห็นว่าบาทที่หนึ่งเป็นคำขอร้อง ขอให้ลมพัดไปเชิญพระลอมาหน่อยเถอะ บาทที่สองก็เป็นอาการของลม คือลมนั้นก็พัดไปโดยเร็ว เพื่อจะไปพบพระลอ บาทที่สามเป็นคำสั่งอีก "ดาราบดีดา รักเร่ง พระรา" ดาราบดี ก็คือพระจันทร์ "ดารัก" หรือ "ดารก" ก็คือ ดาว บาทนี้เป็นคำขอจากนางพี่เลี้ยงว่า ขอให้ทั้งดาวเดือนไปเร่งให้พระลอมาด้วยเถอะ ข้อความสำคัญหรือความเก๋ที่สุดก็อยู่ตรงที่ว่า "รักเร่ง พระรา" จริงๆ แล้ว "รัก" นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "ดารก" หรือ "ดารกะ" แต่เสียงของมันชวนให้นึกถึงความรัก เพราะฉะนั้น มันก็เลยมีความหมายสองคำซ้อนกันอยู่ตรงนี้ ก็คือทั้งเดือนดาวนั้น ถ้ารักพระเพื่อนพระแพง ก็ขอให้ไปเร่งให้พระลอมา และบาทที่สี่ คือทั้งดาวเดือนนั้นก็สำแดงอาการให้เห็น "ดาวดาษเดือนต่างไต้" ดาวก็พร่างทั่วไป คือเดือนก็สุกโพลงสว่างเหมือนกับไต้ เหมือนกับไฟที่จะส่องให้พระลอเสด็จมา...


   หากได้อ่านลิลิตพระลอ สักเที่ยวหนึ่ง แล้วมาอ่าน วิถีไทยในลิลิตพระลอ ท่านจะเข้าใจเรื่องได้อย่างแจ่มชัด เหมือนมองก้นทะเลสาบที่มีน้ำใสเป็นกระจก

ส่งท้าย

   อยากให้ท่านที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้ ได้ลองหาอ่านหนังสือเล่มนี้ และอ่านลิลิตพระลอ ที่เป็นฉบับร้อยกรองด้วย จะได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ท่านจะสนุกกับการเชื่อมโยงความหมายและการใช้คำ ตื่นเต้นกับลีลาการประพันธ์ และค้นพบสิ่งแปลกใหม่มากมาย ทุกครั้งที่เปิดหนังสือ สายตาเพ่งไปที่อักษรตัวแรก ความตื่นเต้นก็มาเยือนอย่างน่าประหลาด!