นึกถึงความรู้สึกตอนที่ฉันไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ฉันเป็นผู้หญิง(และเป็นพยาบาลด้วยค่ะ)รู้ถึงประโยชน์ ขั้นตอนวิธีการตรวจทุกอย่าง แต่ก็ยังผลัดวันประกันพรุ่ง เลือกวัน เลือกหมอ พอวันจะไปจริง ๆ อ้าวประจำเดือนมา ต้องเลื่อนออกไปอีก
ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าฉันเข้าใจผู้หญิง และเห็นใจมาก ๆ ด้วยค่ะ ฉันจึงรวบรวมคำถามที่เคยถูกถามเมื่อฉันไปสอนและแนะนำในชุมชนมาเล่าให้ฟัง (สูตินรีแพทย์ที่ปรึกษา 2 คน นพ.วิโรจน์ วรรณภิระ ,นพ.พัลลภ พงษ์สุทธิรักษ์)เพราะโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นโรคมีความรุนแรงมากจริง ๆ ฉันเคยคิดว่าเป็นโรคที่ไกลตัว แต่เมื่อมาทำงานเป็น project managerมะเร็งปากมดลูกอำเภอเมืองพิษณุโลก และพูดได้อย่างภูมิใจว่า 4 ปี กับการทำงานฉันและทีมงานช่วยผู้หญิงได้มากจริง ๆ และได้พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอีก จำนวนมากที่ไม่เปิดเผยตัวเอง
ที่เล่ามาทั้งหมดเพียงแต่จะบอกว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจาก เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง(human papilla virus) สามรถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ และปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิด คือ
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหูดหงอนไก่
- กรรมพันธ์
- มีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะคนที่มีคู่นอนหลายคน
- ผ่านการคลอดทางช่องคลอด โดยเฉพาะคนที่เคยคลอดมากกว่า 2 คน
- ความอ้วน
- อาหาร
- ไม่ทราบจริง ๆ
เรามาดูอาการก่อน มีตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลย จนถึงมีเลือดออกทางช่องคลอด
การตรวจ ตรวจอะไร ทำอย่างไร เจ็บใหม มีเลือดออกใหม ตรวจนานใหม หมอใหนดี
- ตอบแบบกำปั้นทุบดินต้องบอกว่า "ตรวจมะเร็งปากมดลูกก็ต้องตรวจที่มดลูกสิ "
- จริง ๆ แล้วก็คือ ใช่ค่ะ ตรวจที่มดลูก ซึ่งอยู่ในช่องคลอด เรามาดูลักษณะทางกายภาพกันค่ะ


vagina คือ บริเวณช่องคลอด Cervic คือ บริเวณปากมดลูก
Uterus คือ มดลูก Ovaries คือ รังไข่
Fallopian Tubes คือ ท่อนำไข่
ขั้นตอนการตรวจ มี 2 ขั้นตอน คือ
- การป้ายเซลล์ไปตรวจ ดูรูปนะค่ะ


2. การตรวจภายใน เพื่อ

- ปากมดลูกขรุขระใหม
- มดลูกโตกว่าปกติหรือไม่
- มีการอักเสบของมดลูกใหม
แล้วต้องเตรียมตัวอย่างไร
- ตรวจช่วงที่ไม่เป็นประจำเดือนค่ะ ภายหลังมีประจำเดือน 3-5 วัน ก็ได้ค่ะ เพราะเลือดประจำเดือนจะป็นอุปสรรคในการป้ายเซลล์ และอาจทำให้การอ่านผลไม่แม่นยำได้
- ถ้าหมดประจำเดือนแล้วตรวจได้ทุกวันค่ะ
- ถ้าตัดมดลูกแล้วต้องมาตรวจใหม ต้องตรวจค่ะ ถ้าการตัดมดลูกเกิดจากการมีเนื้องอกหรือสงสัยเป็นมะเร็ง เพราะการตรวจจะป้ายเซลล์ที่รอยโรคหรือรอยแผลเป็นเดิมที่ตัดมดลูกออกไปตรวจเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- งดการมีเพศสัมพันธ์ 2-3 วัน เพราะจะมีอสุจิค้างอยู่ในช่องคลอดและติดไปกับสไลด์ ทำให้เป็นอุปสรรคในการอ่านผล
- หลังการเหน็บยาทางช่องคลอด 7-10 วัน เพราะการเหน็บยารักษาจะทำให้เซลล์หลุดลอกออก
เมื่อพร้อมแล้ว "ต้องตัดผม ปะแป้งน้องใหม" ขอตอบว่า ไม่จำเป็นค่ะ" ให้อาบน้ำรักษาความสะอาดตามปกติ
เจ็บใหม เป็นบ้าง จะรู้สึกเจ็บนิดหน่อยตอนใส่เครื่องมือ ตึง ๆ หน่วง ๆ และรู้สึกถึงการขูดหรือป้ายเซลล์
- การฟังผล โดยปกติจะทราบผลการอ่านเซลล์ภายใน 1-4 สัปดาห์ค่ะ
ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงและความอายแล้วละค่ะ ว่าจะตรวจหรือไม่
ขอให้ผู้หญิงทุกคนโชคดีค่ะ


เมนูของ cacxbuddhachin





เมื่อ ศ. 13 ต.ค. 2549 @ 19:42
84087 [ลบ]
หายไปนานเลยนะอ้อย กลับมาให้ความรู้หัวหน้าแบบนี้ดีมากๆ อธิบายได้เข้าใจดีนะ ได้ประโยชน์มากเลย เราจะคอยอ่านต่อนะ
เมื่อ ศ. 13 ต.ค. 2549 @ 22:14
84146 [ลบ]
เมื่อ ส. 14 ต.ค. 2549 @ 12:18
84229 [ลบ]
เมื่อ ส. 14 ต.ค. 2549 @ 12:22
84232 [ลบ]
เมื่อ ส. 14 ต.ค. 2549 @ 20:51
84352 [ลบ]
เมื่อ อ. 24 ก.ค. 2550 @ 20:05
329436 [ลบ]
ไม่เคยตรวจเหมือนกันค่ะ รู้สึกกลัวค่ะ มีวิธีที่จะไม่ให้กลัวได้ไหมค่ะ แล้วถ้าเป็นจะทำอย่างไร มีวิธีแก้ไขหรือเปล่า
เมื่อ ศ. 09 พฤษภาคม 2551 @ 11:18
645272 [ลบ]
แล้วตรวจมะเร็งปากมดลูกต้องตรวจที่โรงพยาบาลหรือว่าตรวจตามคลินิกได้มั๊ยค่ะ แล้วแพงมั๊ยค่ะ
เมื่อ จ. 04 ส.ค. 2551 @ 23:17
773092 [ลบ]
มะเร็งปากมดลูก มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (ชนิดความเสี่ยงสูง) ซึ่งมี 13 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 พบบ่อยที่สุดประมาณ 70%
สถิติของผู้หญิงไทยพบผู้ป่วยรายใหม่กว่าปีละ 6,000 ราย เสียชีวิต 3,000 ราย หรือประมาณ 9 รายต่อวัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ มะเร็งเต้านม
ไวรัสเอชพีวีเป็น ไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย ทางการสัมผัส หรือการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิง 8 ใน 10 คนมีโอกาสติดเชื้อนี้ ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่มากกว่า 90% ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง เรียกว่าเป็นการติดเชื้อแบบชั่วคราว
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ประมาณ 10% ที่เป็นการติดเชื้อแบบฝังแน่น ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ทำให้มีการดำเนินไปเป็นโรคมะเร็งในที่สุด
ระยะฟักตัวหลังจากติดเชื้อก่อนจะกลายเป็นมะเร็งใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ดังนั้น ถ้าเราไปตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปเสมียร์เป็นประจำทุกปี ก็สามารถที่จะทำการรักษาก่อนที่ดำเนินไปเป็นมะเร็งนั่นเอง ซึ่งแนวทางการตรวจมีดังนี้
1. หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก 3 ปี ให้เริ่มตรวจได้เลย
2. หรือ อายุครบ 21 ปี (แต่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์) ก็เริ่มตรวจได้แล้วนะจ๊ะ
เมื่อ จ. 04 ส.ค. 2551 @ 23:20
773096 [ลบ]
3. มีข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวีเพิ่มเติม ร่วมกับการตรวจแปปเสมียร์ (เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยแล้วว่า ถ้าอายุ 30 ปี ยังให้ผลบวกต่อเชื้อไวรัสเอชพีวี ชนิดความเสี่ยงสูง เป็นสัญญาณเตือนว่าเป็นการติดเชื้อแบบฝังแน่น ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้เอง)
****ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลการตรวจเป็นลบทั้งคู่ สามารถเว้นการตรวจได้ 3 ปี
เมื่อ จ. 04 ส.ค. 2551 @ 23:30
773105 [ลบ]
ความรู้เพิ่มเติม
การตรวจแปปเสมียร์ หรือเรียกอีกอย่างว่า "การตรวจทางเซลล์วิทยา" คือ การเก็บเซลล์เยื่อบุปากมดลูก นำมาป้ายบนกระจกสไลด์ จากนั้นนำไปย้อมสี แล้วส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมามากกว่า 50 ปี ความแม่นยำต่ำมากแค่ 50% เนื่องจากบนกระจกสไลด์จะมี มูก เลือด ต่างๆ มาบดบังเซลล์ทำให้แพทย์อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจน นอกจากนั้นพบว่าเซลล์ที่เก็บมาได้นั้น ถูกป้ายลงบนแผ่นกระจกแค่ 20% ที่เหลือ 80% ทิ้งลงขยะไปกับไม้ป้าย (โห!!!อุตส่าห์เจ็บตัว)
จึงได้มีการพัฒนาวิธีใหม่เรียกว่า Liquid based cytology คือเมื่อเก็บเซลล์มาแล้ว คุณหมอจะนำอุปกรณ์เก็บเซลล์แกว่งในกระป๋องน้ำยา มั่นใจได้ว่าเซลล์ทั้งหมดถูกนำไปตรวจแน่นอน แถมยังเตรียมกระจกสไลด์ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ทำให้สไลด์เป็นแผ่นบาง ส่องดูแล้วมองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย ชัดเจน ในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำต่างๆ ใช้วิธีนี้กันหมดแล้ว โดยยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา คือ "ตินเพร็พ" วิธีนี้มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเป็น 88% จ่ายแพงกว่าแต่คุ้ม (หมายเหตุ แต่ยังมีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเรียกเก็บเงินคนไข้ในราคาแพงเท่ากับวิธีตินเพร็พ แต่ใช้สินค้าที่คุณภาพต่ำมาก และไม่ได้รับการรับรองมาใช้กับคนไข้ เนื่องจากได้กำไรมากกว่า)
***ถ้าไม่กลัวเรื่องเสียเวลา และบรรยากาศไม่ไฮโซ โรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่งก็มีให้บริการวิธี "ตินเพร็พ" แล้วนะค่ะ (ราคาแพงกว่าแปปเสมียร์แบบเดิม แต่ก็ยังถูกกว่าเอกชน)