นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะทำงานโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ด้านสาธารณสุข ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เพิ่มวงเงินโครงการลงทุนระหว่างปีงบประมาณ 52-55 เป็น 103,362 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 83,310 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการให้บริการสาธารณสุขอย่างเป็นระบบครบวงจรทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังไปพิจารณารายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนระหว่างโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข, มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหมในแต่ละจังหวัด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ด้านสาธารณสุข ที่นายกฯ เป็นประธานและเสนอ ครม.พิจารณาเดือน ก.ย.นี้ “การที่รัฐบาลผลักดันโครงการลงทุนให้เกิดขึ้นเพราะต้องการให้เห็นว่าประเทศ ต้องเดินหน้าต่อไปแม้จะมีกลุ่มพันธมิตรฯ มายึดทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่มีผลต่อการดำเนินนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศแต่อย่างใด ทำเนียบรัฐบาลแม้จะเป็นเชิงสัญลักษณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่สารัตถะ จึงได้พยายามบริหารงานและทำให้ประชาชนได้เห็นว่าเราสามารถบริหารงานได้จากทุกที่ไม่ว่าที่ใดก็ตาม จึงเห็นได้ว่าขณะนี้ยังมีการประชุมสำคัญ ๆ เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมบัญชีกลางหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดทำแผนระบบค่าตอบแทนและแรงจูงใจของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขเพื่อลดช่องว่างระหว่างโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนให้น้อยลงซึ่งช่วยแก้ปัญหาสมองไหลไปสู่ภาคเอกชน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอย่างหนักในโรงพยาบาลต่างจังหวัดและโรงพยาบาลอำเภอ เช่น อาจให้จัดทำค่าตอบแทนแบบแปรผันตามเนื้องานและปรับอัตราค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชน แต่ยอมรับว่าไม่เท่ากับภาคเอกชน โดยปัจจุบันรายได้จากโรงพยาบาลเอกชนเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทเศษต่อเดือน แต่โรงพยาบาลของรัฐอยู่ที่เดือนละ 30,000 บาทเศษเท่านั้น และยังได้มอบหมายให้ สศช.ไปจัดทำแผนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขในภูมิภาคด้วย
ไทยรัฐ 8 กันยายน 2551