ยังคงอยู่ในบรรยากาศแห่งความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเรา สำหรับตัวเองรู้สึกลึกๆว่า มีผลอย่างมากต่อความศรัทธาในเพื่อนร่วมชาติของเรา แม้จะยังคงเชื่อมั่นว่า มีคนมากมายที่มีเหตุผล เคารพในความแตกต่าง ให้โอกาสคนอื่นพิสูจน์ตนเองในแนวทางของเขา ตัดสินคนและเรื่องราวต่างๆด้วยการคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่เขาทำไม่ใช่ด้วยความเชื่อตามๆกันหรือความชื่มชมแบบไม่มีเหตุผล ตัดสินผิดถูกด้วยเหตุด้วยผลเป็นกรณีๆไป ไม่คิดว่าใครจะผิดเสมอหรือถูกเสมอในทุกๆเรื่อง แต่เมื่อได้ดูข่าวเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพ สิ่งที่หลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทำใจให้เข้าใจไม่ได้เอาเสียเลยว่า จะมีใครทำแบบนี้กับบ้านเมืองของเราเองได้อย่างไร
เราเรียกร้องให้ ความสุข ความรัก ความสามัคคีกลับมา เราเรียกร้องจากคนที่พร้อมจะให้กันอยู่แล้วโดยไม่ต้องเรียกร้อง แต่คนทั้งหลายที่สร้างความเสียหาย ผู้ที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย ความพินาศย่อยยับเหล่านี้ เสียงที่เราส่งกันอยู่นี้ถึงกลุ่มคนเหล่านั้นหรือไม่ เราจะช่วยให้กลุ่มคนเหล่านั้นเปิดหูเปิดตา กลับตัวกลับใจได้หรือไม่ บอกตามตรงค่ะว่า ยังไม่เชื่อว่าสังคมเราทำได้ เห็นภาพ ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น นอกจากที่กรุงเทพแล้ว ก็ยังมีสถานที่ราชการในอีกหลายๆจังหวัด ก็ยังทำใจให้เข้าใจได้ยากเหลือเกิน
เขียนบันทึกนี้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง เพราะรู้สึกว่า ใจลึกๆยังคงทำใจให้เข้าใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ ยังคงต้องเตือนตัวเองด้วยความคิดที่ตั้งเป็นชื่อบันทึกนี้อยู่เรื่อยๆค่ะ
ธรรมะสวัสดี นักศึกษาเทคนิคการแพทย์
"สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดีเสมอ"
คนไทยเรามีอัธยาศัยดี เป็นห่วง สงสาร เห็นใจ ซึ่งกันและกัน
เผื่อแผ่ แบ่งปัน ความดีและรอยยิ้ม
หาความดี จากความสิ่งที่เลวร้าย
ขอให้สยามประเทศจงสงบสุข
ด้วยกรุณาแห่งจิต
สวัสดีค่ะ
ฅ ฅนดี ทำดี ต่อไปครับ
พี่โอ๋ครัับ
ผมเองคิดว่า "ตรรกะ" หรือเหตุผลไม่สามารถอธิบายได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พฤติกรรมมนุษย์" นั้น นอกเหนือจากเหตุผล (สมองซีกซ้าย) แล้ว ตัวกำหนดที่สำคัญกว่า มีอิทธิพลมากกว่าคือ "อารมณ์" (limbic system) ถ้าหากเราทุ่มเทไพ่ทั้งหมดไว้ที่เหตุผล หรือ logic ในที่สุดเราจะถึงทางตันอย่างรวดเร็ว
ศรัทธา ความเชื่อ ปรากฏการณ์ทางศาสนา จิตวิญญาณ ฯลฯ ไม่ได้ผ่านมาทาง frontal lobe หรือ higher cortex เท่านั้น แต่มีส่วนผ่านมาทางสมองส่วนอื่นๆทั้งหมด และถ้าเราจะพอมีทาง cope กับเรืี่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่เราใช้ศักยภาพทั้งหมดที่เรามี มากกว่าเพียงส่วนเสี้ยวเดียว
ดังนั้น ก้าวต่อไปของพวกเรา ผมคิดว่าบางเรื่องเราอาจจะยังไม่ต้อง "เข้าใจ" (สมองซีกซ้าย) แต่กลับไปใช้ mode ศรัทธาและความเชื่อในเรื่องของทำดีได้ดี หน้าที่ความรับผิดชอบ ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ (limbic system, สมองซีกขวา) ถึงจะมีพลัง ความมุ่งมั่น ที่จะสานต่อจากสิ่งที่เรามีเหลืออยู่ และฝากความหวังไว้กับการสร้าง generations ใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม จิตใหญ่กว่าเดิม นี่อาจจะเป็นหน้าที่ของเรา ณ ขณะนี้ที่พอจะทำได้เท่านั้น