สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ขอเชิญสมาชิกทุกท่านร่วมโหวตผู้ผ่านการคัดเลือกรางวัลสุดคะนึงประจำเดือน มิ.ย.2552 ค่ะ และปิดรับการโหวตวันที่ 9 ก.ค. 2552 เวลา 24.00 น.
Chira Academy
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 14618
การจัดการทุนมนุษย์..กับการเรียนปริญญาเอกที่สวนสุนันทา
การเรียนรู้เรื่องทรัพยากรมนุษย์จะต้องเรียนรู้จาก Macro ไปสู่ Micro
 19 สิงหาคม 2550

ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog

 

เนื่องจาก Blog เดิมนี้ มีข้อมูลมากอาจจะทำให้ระบบขัดข้อง ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ โปรดร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.gotoknow.org/blog/chiraacademy

                                                            จีระ  หงส์ลดารมภ์

...................................................................................

 
สวัสดีครับลูกศิษย์ปริญญาเอกที่สวนสุนันทา และชาว Blog           

ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นห้องเรียนปริญญาเอก วิชาการจัดการทุนมนุษย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในวันพรุ่งนี้ คงมีหลายเรื่องที่ผมและลูกศิษย์จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนกัน และผมก็เช่นเคยครับ ผมขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเราครับ                                                                 

                                                        จีระ  หงส์ลดารมภ์

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: phd. สวนสุนันทา
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: ศ. 15 มิ.ย. 2550 @ 21:38   แก้ไข: อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:26   ขนาด: 4472 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
181. นายพนม ปีย์เจริญ [IP: 124.121.139.63]
เมื่อ พฤ. 16 ส.ค. 2550 @ 16:37
351540 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 7

เรียนวันที่ 11 สิงหาคม 2550

กับ อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

นายพนม ปีย์เจริญ

 

Competency

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. Core Competency

2. Managerial Competency

3. Functional Competency

4. Individual Competency

ซึ่ง Competency นั้นต้องประกอบด้วย

- Skill (ทักษะ)

- Knowledge (ความรู้)

- Behavior (พฤติกรรม)

ในที่นี้ คุณซาร่าได้นำเสนอทฤษฎี ABC Theory ซึ่งผู้บริหารจากต่างประเทศนำมาให้

Baker Mcancy ในประเทศไทยคือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน คือ

A = Attitude

B = Behavior

C = Consequences

ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดกันค่อนข้างหลากหลาย แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใดก็ตาม ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของไทยของเรา

Boyatzis ได้กล่าวถึงความหมายของ Competency ว่าเป็น

คุณสมบัติที่มีความเป็นเหตุเป็นผล นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า

อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบัน เราให้ความสำคัญเรื่อง Competency มากขึ้น เพราเราเชื่อว่า

ในอนาคต Competency จะเป็นตัวกำหนดอนาคตขององค์กร มากกว่าตัวสินค้าและบริการ และเชื่อว่า Competency Based ดีกว่า Technical Knowledge Based ” เพราะเรายังเชื่ออีกว่า Core Competency เป็นเอกลักษณ์ ที่แสดงถึง Know – How ขององค์กร อันเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปสินค้าและบริการ และยังยากต่อการเลียนแบบอีกด้วยคำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรเล่าที่เป็น

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด Competency

1.Share Mind Set การมีทัศนคติร่วมกัน แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ

ภายใน ที่เราต้องเข้าใจ

- เป้าหมาย

- Vision

- Mission และ

- Strategy ขององค์กร

ภายนอก เป็นส่วนที่เราต้องเข้าใจ

- Costumer

- Supplier

- etc.

2. Management and Human Resources Practices

เป็นเรื่องของกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในทุกกระบวนการตั้งแต่

- กระบวนการ Recruit - Select

- การบวนการ Human Resource Development

- กระบวนการ Evaluation และ Compensation ไปจนถึง

- กระบวนการ Career Planning , Career Management

ตลอดจนกระบวนการของ Communication

3.Capacity for Change

ความสามารถในการปรับปลี่ยนพฤติกรรมและคนในองค์กร เช่น ต้องให้มี Empowerment ในองค์กร

4.Leadership

การพัฒนาภาวะผู้นำ ต้องให้เกิดมีในทุกระดับองค์ประกอบเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด Competency ซึ่งการเกิด Competency ในทุกด้านจะทำให้องค์กร เป็นองค์กรที่เป็น High Performance Organization อันเป็นสิ่งที่ผู้บริหารในทุกองค์กรต้องการ

 

เหตุที่ต้องการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงก็เนื่องมาจาก

- ความล้มเหลวในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมพนักงานด้วยการ Training และ Education

- สภาพการแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้ต้องช่วงชิง Market Share และเพื่อให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)

    เหนือสิ่งอื่นใดผู้บริหารมีความต้องการ Unique Assets อันเป็นสิทรัพย์ขององค์กรที่มีความแตกต่างไปจาก Generic Assets อันเป็นสินค้าและบริการทั่วไปที่ลอกเลียนแบบได้ไม่ยาก

   แต่ Competency ของคนในองค์กรที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ที่เป็น Unique Assets นั้น ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว  อันเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิด Core Competency ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึง know – How ขององค์กรเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปของสินค้า และบริการอันถือว่าเป็น Competency Advantage ที่ยากต่อการเลียนแบบ

   โดยมีองค์กรประกอบ 3 ด้านใหญ่ๆคือ

1. ทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพ  โดยต้องอาศัยกระบวนการทุกกระบวนการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ ตั้งแต่

- กระบวนการสรรหา,คัดเลือก

- กระบวนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์

- กระบวนการวัดผล ประเมินผลและให้ผลตอบแทน

- กระบวนการ Career Planning และ Career Management

- ตลอดจนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

2. องค์กร ที่ต้องพัฒนาให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ ( New Public Management )โดยต้องมีโครงสร้าง ( Structure ) ขององค์กรที่

- มีความเป็นทางการต่ำ ( Formalization )

- มีความซับซ้อนต่ำ ( Complexity )

- มีการกระจายอำนาจที่เหมาะสม ( Centralization )

โดยเฉพาะถ้าเป็นองค์กรภาครัฐก็ต้องยึดหลักปฏิบัติที่ถือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางกล่าวคือ

1. ต้องสนองตอบประชาชนมากกว่าองค์กร ( Social Equity )

2. ไม่เลือกปฏิบัติ ( Equality )

3. มุ่งสู่การบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล ( Value – Based )

4. แสวงหารูปแบบโครงสร้างที่ Flexible ( Change )

ซึ่งอาจารย์ ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ได้พูดถึงสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการในขณะนี้คือ

1. ความรู้ใหม่ๆ ( New knowledge )

2. ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ ( Effective / Competency )

3. ทัศนคติที่ดี ( Positive Attitude )

4. การทำงานที่มีระบบที่ดี ( Systematic Approach )

5. ความสามารถในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )

6. ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ( Change Management )

7. ภาวะความเป็นผู้นำ

3. วัฒนธรรมองค์กร  เช่น การทำงานเป็นทีม   การเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง   โดยมีผู้นำเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าเป็นผู้กำหนดแนวทางทั้งหมด

 

การจัดทำ Competency สำหรับองค์กร

- กำหนดวิสัยทัศน์ ( Vision ) ภารกิจ ( Mission )

- กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ( Business Strategy & Process )

- วิเคราะห์ประเมินจุดเด่น , จุดด้อย , โอกาสและอุปสรรคขององค์กร ( Swot Analysis )

- วิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย ของพนักงานในองค์กรในแต่ละระดับ ตามทิศทางกลยุทธ์การ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

- วิเคราะห์และจัดทำความสามารถหลักของบริษัทฯ ( Core Competencies ) และทักษะ ความสามารถที่จำเป็นที่จำเป็นต้องปฏิบัติงาน ( Professional or Technical Competencies )

- กำหนดแนวทางการประเมินทักษะความรู้และความสามารถหลัก

- นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากร การสรรหาจ้างงาน การประเมินผลงาน ตลอดจนการบริหารค่าตอบแทน ดังที่กล่าวไว้

โดยต้องมองให้ออกว่า เราต้องการคนเช่นไร ถึงจะทำให้องค์กรของเราประสบความสำเร็จ  และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน( CompetitiveAdvantage )

 

ซึ่งความสำเร็จในการจัดทำ Competencies จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

1. ต้องเชื่อมโยง Competencies กับเป้าหมายขององค์กรและเป้าหมายของธุรกิจตลอดเวลา

2. โดยเริ่มจากร่าง Competencies ที่ใช้กันโดยทั่วไปก่อน

3. พร้อมทั้งคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นทีมในการจัดทำ Competency

4. ต้องเน้นเรื่องการนำไปใช้ได้ ไม่ใช่แค่สร้าง Model ขึ้นมา

5. ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกฝ่าย

6. ต้องมีการแจ้งให้พนักงานทราบอยู่บ่อยๆ

7. มีการจัดทำการประเมิน Competency ที่ง่ายและไม่ซับซ้อนเกินไป

8. จัดให้มีการฝึกอบรมและการสื่อสารสำหรับผู้จัดการและพนักงาน

9. มีการทดลองใช้ Competencies กับบางแผนกก่อน

10. ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

   อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่จะทำองค์กรเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ( High Performance Organization ) อันจะทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )

   คนทุกคนในองค์กรจะต้องมีศักยภาพที่เพียงพออันเนื่องมาจากทุกกระบวนการที่ช่วยพัฒนา ให้มีความพร้อม จนทุกคนในองค์กรเป็นสินทรัพย์ประเภท Unique Asset ที่องค์กรอื่น ก็ยากที่จะลอกเลียนแบบได้.

นายพนม ปีย์เจริญ

Mr.Panom Peecharoen

16.8.2007

ไม่มีรูป
182. นายพนม ปีย์เจริญ [IP: 124.121.139.63]
เมื่อ พฤ. 16 ส.ค. 2550 @ 16:50
351559 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 7

เรียนวันที่ 11 สิงหาคม 2550

กับ อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

นายพนม ปีย์เจริญ

ทดสอบ front Cordia New 14

Mr.  Pamom Peecharoen

 

ไม่มีรูป
183. หรรษา คล้านจันทร์พงษ์ [IP: 192.246.22.250]
เมื่อ พฤ. 16 ส.ค. 2550 @ 16:58
351570 [ลบ] [แจ้งลบ]

สรุปการบรรยายวันที่ 11 สิงหาคม 2550 โดย อาจารย์ ศิริลักษณ์  เมฆสังข์เรื่อง Competency – Bared Management(ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยึดความสามารถในการบริหารจัดการ)            ขอบเขตเนื้อหาที่เรียน
  1. Overview
  2.  Competency คืออะไร
  3. ความสำคัญและประโยชน์ของ Competency ต่อการบริหาร
  4. ความสามารถหลักที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายและกลยุทธ์ธุรกิจ
  5. ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำ Competency
  6. องค์ประกอบสำคัญต่อการเรียน Competency
Competency ประกอบด้วย ทักษะ (Skill) ความรู้ (Knowledge) พฤติกรรม (Behaviour) ความสามารถ (Competency)
  1. CORE  Competency
  2. Functional  Competency
  3. Leadership  Competency
  4. Managepial Competency
CORE  Competency เป็นเครื่องมือที่จะทำให้องค์กรจัดเป็นขององค์กรตามรูปแบบขององค์กรนั้นๆ เช่น คนที่อยู่ในฝ่ายบัญชี ควรมีทักษะหรือรู้อะไรบ้าง            Competency หมายถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถและพฤติกรรม (skill knowledge and atlributer) ของบุคลากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่งนั้นคือ ในการทำงานอย่างหนึ่งๆ เราต้องรู้อะไร เสมอมีความรู้หรือข้อมูลแล้วเราต้องรู้ว่าจะทำงานนั้นๆอย่างไรและเราควรมีพฤติกรรมหรือคุณลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งสามารถกำกับดูแลได้ สังเกตได้ และวัดได้สิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการ·       ความรู้ใหม่ๆ ( New Knowledge )·       ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ ( Effective Skills / Competency )·       ทัศนคติที่ดี ( positive Attitude )·       การทำงานที่มีระบบที่ดี ( Systematic Approach )·       ความสามรถในการแข่งขัน ( competitiveness )·       ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ( Change Management )·       ภาวะความเป็นผู้นำ ( Leadership)คุณลักษณะของผู้บริหารยุคใหม่1.      คิดอย่างมีระบบ (Systematic Thinking )·       มีความเข้าใจและสังเคราะห์เรื่องต่างๆได้ สามารถเชื่อมโยงแนวคิด / ภารกิจต่างๆเข้าด้วยกันและมองไปในอนาคตได้2.      สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมได้ดี ( Intercultural Competence )·       ความสามารถด้านภาษา  ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในประวัติศาสตร์  ศาสนา  และศิลปกรรม จะช่วยปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ดี3.      ฝึกฝนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ( Extensive and continuous Training )·       ต้องเปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจ4.      มีมาตรฐานและพฤติกรรมที่เหมาะสม ( Personal Standard and Standard of behavior )·       ผู้บริหารต้องมีมาตรฐานความรู้  ความสามารถสูง  มีความรับผิดชอบ  และมุ่งที่ทำให้เกิดผลสำเร็จของงานที่รับผิดชอบ (  Standard of Excellence)ตัวที่ชี้วัดที่ไม่ใช่ด้านการเงินที่นักลงทุน /  นักวิเคราะห์ทางด้านการเงินให้ความสำคัญ1.      การปฏิบัติตามกลยุทธ์ขององค์กร ( Execution of Corporate Strategies)2.      ความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร ( Management Credibility)3.      คุณภาพกลยุทธ์ ( Quality of Strategy)4.      ความสามารถในด้านนวัตกรรม ( Ability to Innovate)5.      ความสามารถในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ (Ability to Attract Talented people  )6.      ส่วนแบ่งการตลาด (  Market Share )7.      การดำเนินงานในกระบวนการที่สำคัญ  ( Quality of  Management Business Processes )  8.      การเป็นผู้นำด้านการค้นคว้าและด้านการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ( Research  Leadership )ในยุค New Economy การเป็นผู้ชนะในเชิงธุรกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ความสามรถขององค์กรจะประกอบด้วยปัจจัยหลักคือ คนและวิธีการดำเนินธุรกิจ คน คะต้องเป็นคนที่มีความสามารถและมีวิธีการดำเนินงานธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยหลักของการแข่งขันจะประกอบด้วยความสามารถขององค์กร  ความสามารถที่จะทำให้องค์กรมีความสามารถได้นั้นจะมี
  1. ความสามารถทางด้านการเงิน
  2. ความสามารถทางก้านเทคโนโลยี
  3. ความสามารถด้านการบริหารคน
  4. ความสามารถด้านการตลาด
  5. ความสามารถด้านการผลิต
สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จและสามารถต่อสู้กับคู้แข่งขันได้ปัจจัยหลักของการแข่งขัน            ความสำเร็จของกระบวนการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงาน  การดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มพลผลิตและคุณภาพ  สร้างความพึ่งพอใจให้กับลูกค้า  ลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความเป็นต่อในการแข่งขันขึ้นอยู่กับ
            1. การพัฒนาผู้นำในองค์กรให้สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง  ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อหน่วยงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ในขณะที่ยังคงต้องดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อไปตามปกติ            2. การพัฒนาคนในองค์กรให้สามรถคิดและปฏิบัติโดยมองผลกระทบที่มีต่อองค์กรในภาพรวมมากกว่าการมองเฉพาะในหน่วยงานของตนเอง            3. ความสามรถในการสร้างความเข้าใจ   ลดความกลัว  ลดการต่อต้านในระหว่างที่องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง            4.  การพัฒนาระบบการพัฒนาบุคลากร  ให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง  อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล            5. การพัฒนาระบบการทดสอบ  การพิจารณาผลงาน  รวมถึงการให้รางวัลผลงานที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายทางธุรกิจที่องค์กรกำหนดไว้กุญแจแห่งความสำเร็จในการปรับเปลี่ยน คือ พฤติกรรมของคนลำดับขั้นของ Competency ตามที่นิยมใช้กัน·       ระดับองค์กร ( Organization Level ) คือ ความสามารถหลักขององค์กร ( Core Competency) ซึ่งพนักงานทุกคนต้องมี·       ระดับฟังก์ชั่นงาน (  Function Level / Functional Competency )  ได้แก่  การเงิน, การตลาด, ฝ่ายขาย, ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฯลฯ·       ระดับตำแหน่งงาน  ( Specific Job Level )เช่น นักวิเคราะห์การเงิน ทำไมต้องมี Competency·       ภาวะแข่งขันที่เข้มข้น ( ต้องสามารถบุก มากกว่าตั้งรับ )·       ต้องการบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถที่นำไปใช้ได้จริงเกิดผลประโยชน์·       ต้องการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลความสำคัญของ Competency ต่อองค์กร·       วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการวิเคราะห์ทักษะความรู้ความสามารถของบุคคล·       ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินศักยภาพของการปฏิบัติงาน·       เพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ขององค์กรความสำคัญของ Competency ต่อองค์กร            วิสัยทัศน์  หมายถึง การมองไปข้างหน้าของผู้บริหารว่าต้องการเห็นองค์กรเป็นอย่างไรในอนาคต            บริหารควรพิจารณาว่าความสามารถหลักขององค์กร  ทักษะความรู้ความสามรถขององค์กร  อะไรบ้างที่มีความจำเป็นต่อความสำเร็จขององค์กรในอนาคต            ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและประยุกต์สิ่งเหล่านั้นในการบริหารงานทรัพยากรบุคคล  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของวิสันทัศน์ที่ได้กำหนดไว้            การวิเคราะห์และจัดทำ Competency สำหรับองค์กรจะเน้นคนจากการศึกษา แผนกกลยุทธ์ (Strategic Intents)             วิสัยทัศน์ (Vision) ความสามารถขององค์กรแล้วเราต้องทราบทิศทางในการดำเนินธุรกิจและจุดเด่นขององค์กรการวิเคราะห์และจัดทำ Competency สำหรับองค์กร ผู้บริหารควรวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆดังนี้·       องค์กรมีแผนกลยุทธ์และแผนงานสำคัญอะไรบ้าง ( Corporate Strategy & Master Plan )·       วัฒนธรรมขององค์กรหรือค่านิยมที่บุคลากรมีร่วมกัน มีอะไรบ้าง (Corporate Culture / Core Values) ซึ่งพิจารณาถึงปรัชญาในการบริหารองค์กรและภาพลักษณะขององค์กร·       ความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรในเรื่องความสามารถหลักขององค์กร( Core Competencies ) รวมถึง ทักษะ ความรู้  ความสารถ  คุณสมบัติและพฤติกรรมที่ดีของบุคลากรในองค์กรCompetencyu            ศึกษาคุณสมบัติและพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรที่มีศักยภาพสูงหรือมีผลการปฏิบัติงานดีกว่าบุคลากรเหล่านี้มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ดีเด่น ที่สำคัญอะไรบ้าง             ศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะความรับผิดชอบที่สำคัญๆของแต่ละขั้น ( Jop content Analysis )   การจัดทำ Competency  สำหรับองค์กร  แนวทางการจัดทำ Competency1.      กำหนดวิสัยทัศน์  (Vision )      ภารกิจ  (Mission)2.      กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ (Business Strategy & Process)3.      การวิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย โอกาส และอุปสรรคขององค์กร ( SWOT Analysis)4.      การวิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย ของพนักงานในองค์กรในแต่ละระดับตามทิศทางกลยุทธ์การดำเนินกิจการบริษัท5.      การวิเคราะห์และจัดทำความสามารถหลักของบริษัท ( Core Competencies)และทักษะความสามารถที่จำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงาน6.      การกำหนดแนวทางการประเมินทักษะความรู้ความสามารถหลัก7.      นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากร  การสรรหาจ้างงาน   การประเมินผลงานตลอดจนการบริหารค่าตอบแทนคุณลักษณะของ  Competencies  ที่ดี1.      พฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นว่า  รู้อะไรบ้าง  ทำอะไรบ้าง และเป็นคนอย่างไร2.      จำเป็นต่อการปฏิบัติงานซึ่งได้ผลดีกว่ามาตรฐานทั่วไป3.      วัดและประเมินได้4.      พัฒนาได้5.      สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กรตัวอย่าง   ความสามารถที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายและกลยุทธ์            ทีมงานที่แข็งแกร่ง   มุ่งผลลัพธ์   ความพอใจลูกค้า  ภาวะผู้นำ   การสื่อสาร  นวัตกรรมความชำนาญด้านเทคนิค         คุณภาพตามมาตรฐาน รูปแบบของการกำหนด Competency1.      หัวข้อ Competency 2.      คำอธิบายความหมาย Definition3.      เครื่องบ่งชี้พฤติกรรมที่ต้องการ Key Behavior 4.      ระดับของ Competency  (  proficiency Level )ตัวอย่างที่ 1 Competency            : การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องคำอธิบาย                :  แสวงหาช่องทางที่จะปรับปรุงผลงาน  และวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเครื่องบ่งชี้พฤติกรรม : ใส่ใจในกระบวนการปฏิบัติงาน                                   มองหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพ ( ดีกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า )                                    มองหาจุดที่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้แม้แต่เรื่องเล็กน้อยโดยไม่คอยว่าต้องมีใครบอก                                   เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงระบบงานอุปสรรค1.      จัดทำ Competency โดยไม่มีแนวคิด / ภาพขององค์กรที่ชัดเจน2.      พยายามออกแบบ Competency ให้สมบูรณ์แบบ ( Perfect ) โดยใช้เวลาในการออกแบบมากเกินไป3.      จัดทำและประเมิน Competency ไม่ชัดเจน4.      การฝึกอบรมผู้จัดการและพนักงานในเรื่องนี้ไม่เพียงพอขีดความสามารถมีประโยชน์ต่อ 1.      พนักงาน คือ พนักงานสามารถทราบขีดความสามารถของตนที่แท้จริง2.      องค์กร สามารถประเมินผลกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากร การปฏิบัติงานและผลงานของหน่วยงานและช่วงในการเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานและองค์กรมีความคล่องตัว3.      อุตสาหกรรม ทำให้มีการพัฒนาทักษะ ความชำนาญในเชิงกว้างที่มีประโยชน์และเชื่อมโยงกับการพัฒนาในอนาคต4.      เศรษฐกิจระดับประเทศ สามารถต่อสู้กับคู่แข่งขันในตลาดโลกได้  
P
184. อาจารย์พนม
เมื่อ พฤ. 16 ส.ค. 2550 @ 17:24
351605 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 7

เรียนวันที่ 11 สิงหาคม 2550

กับ อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

นายพนม ปีย์เจริญ

Competency

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. Core Competency

2. Managerial Competency

3. Functional Competency

4. Individual Competency

ซึ่ง Competency นั้นต้องประกอบด้วย

- Skill (ทักษะ)

- Knowledge (ความรู้)

- Behavior (พฤติกรรม)

ในที่นี้ คุณซาร่าได้นำเสนอทฤษฎี ABC Theory ซึ่งผู้บริหารจากต่างประเทศนำมาให้

Baker Mcancy ในประเทศไทยคือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน คือ

A = Attitude

B = Behavior

C = Consequences

ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดกันค่อนข้างหลากหลาย แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใดก็ตาม ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของไทยของเรา

Boyatzis ได้กล่าวถึงความหมายของ Competency ว่าเป็น

คุณสมบัติที่มีความเป็นเหตุเป็นผล นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า

อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบัน เราให้ความสำคัญเรื่อง Competency มากขึ้น เพราเราเชื่อว่า

ในอนาคต Competency จะเป็นตัวกำหนดอนาคตขององค์กร มากกว่าตัวสินค้าและบริการ และเชื่อว่า Competency Based ดีกว่า Technical Knowledge Based ” เพราะเรายังเชื่ออีกว่า Core Competency เป็นเอกลักษณ์ ที่แสดงถึง Know – How ขององค์กร อันเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปสินค้าและบริการ และยังยากต่อการเลียนแบบอีกด้วยคำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรเล่าที่เป็น

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด Competency

1.Share Mind Set การมีทัศนคติร่วมกัน แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ

ภายใน ที่เราต้องเข้าใจ

- เป้าหมาย

- Vision

- Mission และ

- Strategy ขององค์กร

ภายนอก เป็นส่วนที่เราต้องเข้าใจ

- Costumer

- Supplier

- etc.

2. Management and Human Resources Practices

เป็นเรื่องของกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในทุกกระบวนการตั้งแต่

- กระบวนการ Recruit - Select

- การบวนการ Human Resource Development

- กระบวนการ Evaluation และ Compensation ไปจนถึง

- กระบวนการ Career Planning , Career Management

ตลอดจนกระบวนการของ Communication

3.Capacity for Change

ความสามารถในการปรับปลี่ยน พฤติกรรมและคนในองค์กร เช่น  ต้องให้มี Empowerment ในองค์กร

4.Leadership

การพัฒนาภาวะผู้นำ ต้องให้เกิดมีในทุกระดับองค์ประกอบเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด Competency ซึ่งการเกิด Competency ในทุกด้านจะทำให้องค์กร เป็นองค์กรที่เป็น High Performance Organization อันเป็นสิ่งที่ผู้บริหารในทุกองค์กรต้องการ

เหตุที่ต้องการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงก็เนื่องมาจาก

- ความล้มเหลวในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมพนักงานด้วยการ Training และ Education

- สภาพการแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้ต้องช่วงชิง Market Share และเพื่อให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)

เหนือสิ่งอื่นใดผู้บริหารมีความต้องการ Unique Assets อันเป็นสิทรัพย์ขององค์กรที่มีความแตกต่างไปจาก Generic Assets อันเป็นสินค้าและบริการทั่วไปที่ลอกเลียนแบบได้ไม่ยาก

แต่ Competency ของคนในองค์กรที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ที่เป็น Unique Assets นั้น ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

อันเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิด Core Competency ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึง know – How ขององค์กรเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปของสินค้า และบริการอันถือว่าเป็น Competency Advantage ที่ยากต่อการเลียนแบบ

โดยมีองค์กรประกอบ 3 ด้านใหญ่ๆคือ

     1. ทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพ

    โดยต้องอาศัยกระบวนการทุกกระบวนการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ ตั้งแต่

    - กระบวนการสรรหา,คัดเลือก

    - กระบวนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์

    - กระบวนการวัดผล ประเมินผลและให้ผลตอบแทน

    - กระบวนการ Career Planning และ Career Management

    - ตลอดจนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

    2. องค์กร ที่ต้องพัฒนาให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ ( New Public Management )

    โดยต้องมีโครงสร้าง ( Structure ) ขององค์กรที่

    - มีความเป็นทางการต่ำ ( Formalization )

    - มีความซับซ้อนต่ำ ( Complexity )

    - มีการกระจายอำนาจที่เหมาะสม ( Centralization )

    โดยเฉพาะถ้าเป็นองค์กรภาครัฐก็ต้องยึดหลักปฏิบัติที่ถือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางกล่าวคือ

    1. ต้องสนองตอบประชาชนมากกว่kองค์กร ( Social Equity )

    2. ไม่เลือกปฏิบัติ ( Equality )

    3. มุ่งสู่การบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล ( Value – Based )

    4. แสวงหารูปแบบโครงสร้างที่ Flexible ( Change )

    ซึ่งอาจารย์ ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ได้พูดถึงสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการในขณะนี้คือ

    1. ความรู้ใหม่ๆ ( New knowledge )

    2. ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ ( Effective / Competency )

    3. ทัศนคติที่ดี ( Positive Attitude )

    4. การทำงานที่มีระบบที่ดี ( Systematic Approach )

    5. ความสามารถในการแข่งขัน( Competitive Advantage )

    6. ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ( Change Management )

    7. ภาวะความเป็นผู้นำ

    3. วัฒนธรรมองค์กร

    เช่น การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง โดยมีผู้นำเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าเป็นผู้กำหนดแนวทางทั้งหมด

     

    การจัดทำ Competency สำหรับองค์กร

    - กำหนดวิสัยทัศน์ ( Vision ) ภารกิจ ( Mission )

    - กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ( Business Strategy & Process )

    - วิเคราะห์ประเมินจุดเด่น , จุดด้อย , โอกาสและอุปสรรคขององค์กร ( Swot Analysis )

    - วิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย ของพนักงานในองค์กรในแต่ละระดับ ตามทิศทางกลยุทธ์การ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

    - วิเคราะห์และจัดทำความสามารถหลักของบริษัทฯ ( Core Competencies ) และทักษะ ความสามารถที่จำเป็นที่จำเป็นต้องปฏิบัติงาน ( Professional or Technical Competencies )

    - กำหนดแนวทางการประเมินทักษะความรู้และความสามารถหลัก

    - นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากร การสรรหาจ้างงาน การประเมินผลงาน ตลอดจนการบริหารค่าตอบแทน ดังที่กล่าวไว้  โดยต้องมองให้ออกว่า เราต้องการคนเช่นไรถึงจะทำให้องค์กรของเราประสบความสำเร็จและมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )ซึ่งความสำเร็จในการจัดทำ Competencies จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

    1. ต้องเชื่อมโยง Competencies กับเป้าหมายขององค์กรและเป้าหมายของธุรกิจตลอดเวลา

    2. โดยเริ่มจากร่าง Competencies ที่ใช้กันโดยทั่วไปก่อน

    3. พร้อมทั้งคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นทีมในการจัดทำ Competency

    4. ต้องเน้นเรื่องการนำไปใช้ได้ ไม่ใช่แค่สร้าง Model ขึ้นมา

    5. ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกฝ่าย

    6. ต้องมีการแจ้งให้พนักงานทราบอยู่บ่อยๆ

    7. มีการจัดทำการประเมิน Competency ที่ง่ายและไม่ซับซ้อนเกินไป

    8. จัดให้มีการฝึกอบรมและการสื่อสารสำหรับผู้จัดการและพนักงาน

    9. มีการทดลองใช้ Competencies กับบางแผนกก่อน

    10. ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่จะทำองค์กรเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ( High Performance Organization ) อันจะทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )

    คนทุกคนในองค์กรจะต้องมีศักยภาพที่เพียงพออันเนื่องมาจากทุกกระบวนการที่ช่วยพัฒนา ให้มีความพร้อม จนทุกคนในองค์กรเป็นสินทรัพย์ประเภท Unique Asset ที่องค์กรอื่น ก็ยากที่จะลอกเลียนแบบได้.

    นายพนม ปีย์เจริญ

    Mr.Panom Peecharoen

    16.8.2007

ไม่มีรูป
185. ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา [IP: 202.91.19.200]
เมื่อ พฤ. 16 ส.ค. 2550 @ 22:26
351999 [ลบ] [แจ้งลบ]

 

การบ้านครั้งที่ 5 จากการบรรยายพิเศษของ ท่านอาจารย์อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์   (Thailand)  วันที่ 11 สิงหาคม 2550 ในเรื่อง Competency การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย  Competency                    แนวคิดและหลักการเรื่องขีดความสามารถ (Competency) ที่กล่าวว่าเป็นบุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปัจเจกบุคคล ที่สามารถผลักดันให้บุคคลนั้น สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดในงานที่ตนรับผิดชอบ การที่บุคคลมีเพียงความฉลาดในการเรียนรู้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นแต่จำเป็นต้องมีแรงผลักดันเบื้องลึก คุณลักษณะส่วนบุคคล แนวคิดในตนเองและการแสดงออกที่เหมาะสมจะทำให้เขาเป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่น              โดยขีดความสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ขีดความสามารถหลัก (Core Competency)  คือ บุคลิกลักษณะการแสดงออกของพฤติกรรมของพนักงานทุกคนในองค์การที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวม ขีดความสามารถด้านการบริหาร (Managerial Competency) คือ ความรู้ ความสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นขีดความสามารถทีมีได้ทั้งในระดับผู้บริหารและระดับพนักงานโดยจะแตกต่างกันตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบขีดความสามารถตามตำแหน่งงาน (Functional Competency)  คือ ความรู้ ความสามารถในงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะและคุณลักษณะเฉพาะของงานต่าง ๆ             David C. McClelland ที่กล่าวว่า Competency  คือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้น สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบ ความสามารถตามกรอบแนวคิดเรื่องขีดความสามารถ ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามแผนภาพโมเดลภูเขาน้ำแข็ง  แสดงเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการของ Competency        ประเภทของ Competency  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้1. ขีดความสามารถหลัก (Core Competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะหรือการแสดงออกของพฤติกรรมของพนักงานทุกคนในองค์การ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวม2. ขีดความสามารถด้านการบริหาร (Managerial  Competency)  คือ ความรู้ ความสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นขีดความสามารถที่มีได้ทั้งในระดับผู้บริหารและระดับพนักงานโดยจะแตกต่างกันตามบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ (Role – Based) แตกต่างตามตำแหน่งทางการบริหาร งานที่รับผิดชอบ3. ขีดความสามารถตามตำแหน่งงาน (Functional  Competency ) คือ ความรู้ ความ สามารถในงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเฉพาะของงานต่าง ๆ (Job – Based)ผลการประเมินระดับของ Competency รายบุคคลจะถูกต้องและน่าเชื่อถือจริงหรือไม่?  เมื่อประเมินระดับ Competency ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะถามใครว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่น่าเชื่อถือหรือไม่แน่ใจ เพราะการประเมินเกิดจากความรู้สึกส่วนบุคคลเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น (คือเวลา 5-10 นาที ที่กำลังทำแบบประเมิน) ถึงแม้จะประเมินแบบ 360 องศา ถ้าตัวผู้ประเมินขาดมาตรฐานรับรองได้ว่าต่อให้ประเมินแบบ 1000 องศาก็ไม่น่าเชื่อถือ หรือลองให้ผู้ประเมินคนเดิมประเมินใหม่หลังจากประเมินครั้งแรกไปแล้วสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ รับรองได้ว่าผลการประเมินแตกต่างกัน ทั้งๆที่ผู้ถูกประเมินยังไม่ได้พัฒนาตนเองหรือไม่ได้ทำอะไรให้แย่ไปกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานการประเมินทั้งแบบการประเมินและผู้ประเมินยังไม่ดีพอ อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะลองนำมาตรวจสอบผลการประเมินคือ ให้เลือกคนที่ได้คะแนนประเมิน Competency สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ไปเปรียบเทียบกับผลการปฏิบัติงานจริงว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ อาจจะพบว่าคนบางคนที่ได้คะแนนประเมินระดับ Competency สูง แต่ผลการปฏิบัติงานจริงต่ำกว่ามาตรฐานก็ได้ อย่างนี้บอกได้ว่า Competency ที่นำมาประเมินคนๆนั้นไม่สัมพันธ์กับงานที่ทำ หรือไม่ก็รูปแบบหรือวิธีการการประเมิน Competency ยังไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

            การประเมินเรื่องบางเรื่องไม่ควรประเมินว่าอยู่ระดับไหน เช่น ความซื่อสัตย์ จริยธรรม มโนธรรม ฯลฯ เพราะประเมินออกมาไม่รู้จะบอกคนถูกประเมินว่าอย่างไร เช่น ผลการประเมินออกมาอยู่ระดับ 2 เต็ม 5 จะบอกว่าความซื่อสัตย์ของคุณมีเล็กน้อยหรือค่อนข้างน้อย ก็ฟังดูแปลกๆอยู่นะคะ เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเหมือนสวิทซ์ไฟที่เป็นแบบ
ON กับ OFF คือปิดกับเปิด หรือมีกับไม่มีเท่านั้น ไม่ต้องไปประเมินว่าไม่มีระดับไหน   (อ้างอิง : ณรงค์วิทย์  แสนทอง .2547. มารู้จัก COMPETENCY กันเถอะ. กรุงเทพ ฯ : เอช  อาร์  เซ็นเตอร์)นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา yananda_nam@hotmail.com“A LEADING QUALITY UNIVERSITY FOR ALL”
ไม่มีรูป
186. นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา [IP: 202.151.41.2]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 10:35
352404 [ลบ] [แจ้งลบ]

 

การบ้านครั้งที่ 5 จากการบรรยายพิเศษของ ท่านอาจารย์อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์   (Thailand)  วันที่ 11 สิงหาคม 2550 ในเรื่อง Competency นักศึกษาชื่อนางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา (ส่งซ้ำเนื่องจากไม่ปรากฏชื่อผู้ส่งค่ะ....)การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย  Competency                    แนวคิดและหลักการเรื่องขีดความสามารถ (Competency) ที่กล่าวว่าเป็นบุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปัจเจกบุคคล ที่สามารถผลักดันให้บุคคลนั้น สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดในงานที่ตนรับผิดชอบ การที่บุคคลมีเพียงความฉลาดในการเรียนรู้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นแต่จำเป็นต้องมีแรงผลักดันเบื้องลึก คุณลักษณะส่วนบุคคล แนวคิดในตนเองและการแสดงออกที่เหมาะสมจะทำให้เขาเป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่น              โดยขีดความสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ขีดความสามารถหลัก (Core Competency)  คือ บุคลิกลักษณะการแสดงออกของพฤติกรรมของพนักงานทุกคนในองค์การที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวม ขีดความสามารถด้านการบริหาร (Managerial Competency) คือ ความรู้ ความสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นขีดความสามารถทีมีได้ทั้งในระดับผู้บริหารและระดับพนักงานโดยจะแตกต่างกันตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบขีดความสามารถตามตำแหน่งงาน (Functional Competency)  คือ ความรู้ ความสามารถในงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะและคุณลักษณะเฉพาะของงานต่าง ๆ             David C. McClelland ที่กล่าวว่า Competency  คือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้น สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบ ความสามารถตามกรอบแนวคิดเรื่องขีดความสามารถ ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามแผนภาพโมเดลภูเขาน้ำแข็ง  แสดงเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการของ Competency        ประเภทของ Competency  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้1. ขีดความสามารถหลัก (Core Competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะหรือการแสดงออกของพฤติกรรมของพนักงานทุกคนในองค์การ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวม2. ขีดความสามารถด้านการบริหาร (Managerial  Competency)  คือ ความรู้ ความสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นขีดความสามารถที่มีได้ทั้งในระดับผู้บริหารและระดับพนักงานโดยจะแตกต่างกันตามบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ (Role – Based) แตกต่างตามตำแหน่งทางการบริหาร งานที่รับผิดชอบ3. ขีดความสามารถตามตำแหน่งงาน (Functional  Competency ) คือ ความรู้ ความ สามารถในงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเฉพาะของงานต่าง ๆ (Job – Based)ผลการประเมินระดับของ Competency รายบุคคลจะถูกต้องและน่าเชื่อถือจริงหรือไม่?  เมื่อประเมินระดับ Competency ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะถามใครว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่น่าเชื่อถือหรือไม่แน่ใจ เพราะการประเมินเกิดจากความรู้สึกส่วนบุคคลเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น (คือเวลา 5-10 นาที ที่กำลังทำแบบประเมิน) ถึงแม้จะประเมินแบบ 360 องศา ถ้าตัวผู้ประเมินขาดมาตรฐานรับรองได้ว่าต่อให้ประเมินแบบ 1000 องศาก็ไม่น่าเชื่อถือ หรือลองให้ผู้ประเมินคนเดิมประเมินใหม่หลังจากประเมินครั้งแรกไปแล้วสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ รับรองได้ว่าผลการประเมินแตกต่างกัน ทั้งๆที่ผู้ถูกประเมินยังไม่ได้พัฒนาตนเองหรือไม่ได้ทำอะไรให้แย่ไปกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานการประเมินทั้งแบบการประเมินและผู้ประเมินยังไม่ดีพอ อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะลองนำมาตรวจสอบผลการประเมินคือ ให้เลือกคนที่ได้คะแนนประเมิน Competency สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ไปเปรียบเทียบกับผลการปฏิบัติงานจริงว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ อาจจะพบว่าคนบางคนที่ได้คะแนนประเมินระดับ Competency สูง แต่ผลการปฏิบัติงานจริงต่ำกว่ามาตรฐานก็ได้ อย่างนี้บอกได้ว่า Competency ที่นำมาประเมินคนๆนั้นไม่สัมพันธ์กับงานที่ทำ หรือไม่ก็รูปแบบหรือวิธีการการประเมิน Competency ยังไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

            การประเมินเรื่องบางเรื่องไม่ควรประเมินว่าอยู่ระดับไหน เช่น ความซื่อสัตย์ จริยธรรม มโนธรรม ฯลฯ เพราะประเมินออกมาไม่รู้จะบอกคนถูกประเมินว่าอย่างไร เช่น ผลการประเมินออกมาอยู่ระดับ 2 เต็ม 5 จะบอกว่าความซื่อสัตย์ของคุณมีเล็กน้อยหรือค่อนข้างน้อย ก็ฟังดูแปลกๆอยู่นะคะ เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเหมือนสวิทซ์ไฟที่เป็นแบบ
ON กับ OFF คือปิดกับเปิด หรือมีกับไม่มีเท่านั้น ไม่ต้องไปประเมินว่าไม่มีระดับไหน   (อ้างอิง : ณรงค์วิทย์  แสนทอง .2547. มารู้จัก COMPETENCY กันเถอะ. กรุงเทพ ฯ : เอช  อาร์  เซ็นเตอร์)นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา yananda_nam@hotmail.com“A LEADING QUALITY UNIVERSITY FOR ALL”
ไม่มีรูป
187. Duangsamorn Faksang [IP: 203.155.54.249]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 11:36
352457 [ลบ] [แจ้งลบ]

Competency-Based Management (วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2550 กับท่านอาจารย์ศิริลักษณ์.. จากน.ส.ดวงสมร  ฟักสังข์)  สมรรถนะ (Competency) หมายถึง ทักษะ (Skills) ความรู้ (Knowledge) และพฤติกรรม (Behavior) ของบุคลากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง นั่นคือ ในการทำงานอย่างหนึ่งๆ เราต้องรู้อะไร เมื่อมีความรู้หรือข้อมูลแล้ว เราต้องรู้ว่าจะทำงานนั้นๆ อย่างไร และ เราควรมีพฤติกรรมหรือคุณลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งสามารถกำกับดูแลได้ สังเกตได้ และวัดได้ (ทักษะ ความรู้ และความสามารถที่ดี จะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแผนกลยุทธ์ และเป้าหมายเชิงธุรกิจขององค์กรอย่างชัดเจน)ลำดับขั้นของ Competency          1. ระดับองค์กร (Organization Level) คือ ความสามารถหลักขององค์กร (Core Competency) ซึ่งพนักงานทุกคนต้องมี          2. ระดับฟังก์ชั่นงาน (Function Level/Functional Competency) ได้แก่ การเงิน การตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ          3. ระดับตำแหน่งงาน (Specific Job Level) เช่น นักวิเคราะห์การเงิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เป็นต้นอาจารย์กล่าวว่าความสามารถ (Capability) เกิดจากการปฏิบัติ โดยองค์กรต้องกำหนดคุณลักษณะของคนในองค์กร อันประกอบด้วย           1. Core Competency          2. Functional Competency          3. Leadership Competency          4. Managerial Competency          ด้าน Core Competency ปัจจุบัน Integrity กลายเป็นตัววัดความสำเร็จขององค์กรไปแล้ว และตามมาด้วย CSR ซึ่งองค์กรจะทำให้เกิด Integrity ได้นั้นมีปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ Compliance Committee (คณะกรรมการดูแลความประพฤติด้านจริยธรรม) Code of Conduct และ Ethicsสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการ          1. ความรู้ใหม่ๆ (New Knowledge)          2. ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ (Effective Skills / Competency)          3. ทัศนคติที่ดี (Positive Attitude)          4. การทำงานที่มีระบบที่ดี (Systematic Approach)          5. ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)          6. ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)          7. ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership)           เพื่อนๆ ในห้องได้นำเสนอ ABC Theory ถือเป็นพื้นฐานของ HR ได้แก่          1. Attitude           2. Behavior          3. Consequence           ทุกองค์กรได้นำ Attitude มาใส่ในองค์กรกันเป็นส่วนมาก ซึ่งท่านอาจารย์มองว่า Attitude เป็นพื้นฐานในตัวคนอยู่แล้ว ดังนั้นในองค์กรต้องมีคนที่มีทัศนคติที่ดี ส่วนความสามารถ (Ability) สามารถพัฒนาได้คุณลักษณะของผู้บริหารยุคใหม่ (by C.K Prahalad)          1. คิดอย่างมีระบบ (Systematic Thinking)           2. สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ (Intercultural Competence)          3. ฝึกฝนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง (Extensive and Continuous Training)          4. มีมาตรฐานและพฤติกรรมที่เหมาะสม (Personal Standard and Standard of Behavior) ** Prof. Dipak C.Jain คณบดีวิทยาลัยการจัดการ Kellogg ได้เสนอแนวคิดของผู้บริหารมืออาชีพไว้ดังนี้ 1. การบริหารคือการขับเคลื่อนโดยใช้กลไกตลาด ผู้บริหารต้องเข้าใจว่าลูกค้าคือใคร/ ใครคือคู่แข่ง/ เราเก่งอะไร/ เราจะขายอะไร2. ต้องสร้างภาพลักษณ์และกำหนดจุดยืนในตลาด เช่น มีคุณลักษณะเฉพาะ และคุณภาพเทียบได้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล3. บุคลิกนักบริหาร ผู้จะก้าวหน้าในอันดับหัวแถวต้องสร้างคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่
คิดใหญ่ฝันใหญ่ ต้องการสร้างชิ้นงานหรือโครงการที่สำคัญ ใช้สัญชาติญาณ ใช้ข้อมูล ใช้องค์ความรู้จนสามารถสร้างชิ้นงาน หรือนวัตกรรมใหม่ ขับเคลื่อนความฝันอย่างมีเป้าหมาย มีทิศทางที่มีโอกาสสู่ความสำเร็จ มีกลยุทธ์ และมีมิติวัดผลสำเร็จ ทำงานอย่างมีกระบวนการวางแผนรัดกุมรอบคอบทำงานไปแล้วติดตามวัดผลสำเร็จได้ สร้างทีมร่วมผลักดัน รู้จักทำเป็นแบบอย่าง ใช้ขีดความสามารถของแต่ละคนมาร่วมกันสร้างสรรค์งานใหญ่ โดยผู้บริหารมาร่วมคิดช่วย ชี้แนะ เป็นต้นแบบของการทำงานหนักเอาเบาสู้ สร้างแรงจูงใจ รวมทั้งการ มอบอำนาจ ผู้บริหารต้อง ให้กำลังใจสร้างขวัญในการทำงานและรู้จักกระจายอำนาจความรับผิดชอบให้ผู้บริหารระดับรองลงไป ช่วยแบ่งเบางานที่ต้องตัดสินใจ
4. การนำการเปลี่ยนแปลงของนักบริหาร คือการจัดการภารกิจเหล่านี้ให้เกิดผลดีการ คิดเชิงธุรกิจ (โอกาส + กำไร) คำนึงถึงความคุ้มทุนและคุ้มค่า โดยเฉพาะการทำงานราชการมักไม่คำนวณต้นทุนเนื่องจากเป็นงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาให้ ทัศนคติเชิงบวก มองวิกฤติให้เป็นโอกาส แม้เผชิญปัญหาอุปสรรคก็มิได้ย่อท้อ ความสามารถนำทีม นำคณะไปสู่การสร้างความสำเร็จการทำงานเชิงรุก บุกเข้าไปไม่ท้อถอย ป้องกันก่อนเกิดปัญหาจริง การสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างทีมงานที่แข็งแกร่งรู้จักประสานสมานฉันท์คุณลักษณะของ Competencies ที่ดี          1. พฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นว่ารู้อะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง และเป็นคนอย่างไร          2. จำเป็นต่อการปฏิบัติงานซึ่งได้ผลดีกว่ามาตรฐานทั่วไป          3. วัด และประเมินได้          4. พัฒนาได้          5. สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กรOrganization Health Check ประกอบด้วย          1. Strategy กลยุทธ์องค์กร          2. Structure โครงสร้างองค์กร เพราะมีผลต่องาน          3. System ระบบการพัฒนาคน          4. Process/Practices กระบวนการ/วิธีการทำงาน : การลงรายละเอียดการปฏิบัติงานโดยสอดคล้องกับ System          ถ้าทั้ง 4 ส่วนไม่ประสานกัน สาเหตุมาจากการขาด Communication ส่งผลต่อภาวะผู้นำHR Value Preposition ของ Dave Ulrich ท่านอาจารย์ได้แนะนำแนวทางในการวางบทบาทของ HR ในอนาคต ซึ่งจากแนวคิดของ Dave Ulrich  (Dave Ulrich,1997) มีดังนี้           1. บทบาทที่ “Administrative Expert”          2. บทบาทที่เป็น  “Employee Champion”          3. บทบาทที่เป็น “Change Agent”          4. บทบาทที่เป็น “Strategic Partner”          เริ่มจากบทบาทแรก บทบาทผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานธุรการ หรือ “Administrative Expert”  ในบทบาทนี้ HR ต้องสามารถทำงานธุรการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง การใช้ต้นทุนให้น้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น HR สมัยใหม่อาจจะต้องทบทวนกระบวนการ เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น (Non – Value added) เพื่อให้งานมีความคล่องตัวมากขึ้น กลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ คือ การ Outsource งานบางอย่างออกไป ในบทบาทนี้ HR จะมุ่งเน้นเรื่องของกระบวนการทำงาน (Process)ปัจจุบัน (Present)          บทบาทที่สอง “Employee Champion” ในบทบาทนี้ HR จะต้องสร้างองค์กรให้พนักงานมีความพึงพอใจทั้งในด้านสภาพการทำงานและสภาพการจ้างงาน สิ่งที่เป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ คือ Job Satisfaction มิติการมองของ HR จะอยู่ที่เรื่องของคน (People) และปัจจุบัน (Present).          บทบาทที่สาม “Change Agent” นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของ HR ที่จะต้องเป็นผู้นำ หรือกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ต้องไม่ลืมว่าองค์กรไม่ได้อยู่ในสภาพสุญญากาศ องค์กรจะต้องมีการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมว่าจะเป็น ตลาด ระบบเศรษฐกิจ คู่แข่ง ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถแข่งขันได้ จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทที่ HR จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการเปลี่ยนแปลงคนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต           และบทบาทสุดท้าย “Strategic Partner” ซึ่งเป็นบทบาทที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับ HR เนื่องจาก HR จะต้องเข้าใจในธุรกิจและปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับคน เช่น จะต้องเตรียมบุคลากรสายพันธ์ใหม่ที่จะสามารถสร้างอำนาจในการแข่งขัน การนำเครื่องมือที่จะทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น Balanced Scorecard, Six Sigma, Competency Base, Strength Base และอื่นๆอีกมากมาย  เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาองค์กร ที่เรียกว่า บทแทรก (Intervention) ของ OD หรือ Organization Development โดย HR จะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารจากทุกๆ หน่วยงาน           ท่านอาจารย์ได้เสนอ Potential Matrix อยู่ในเครื่องมือการบริหารจัดการคนเก่ง (Talent Management) ระบบบริหารจัดการคนเก่ง (Talent Management System)      วาสิตา ฤทธิ์บำรุง (2548 อ้างถึงใน สุพรหม, 2549) กล่าวว่า ระบบการบริหารจัดการคนเก่ง (Talent Management System) แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การระบุคนเก่ง (Identification Talent)     เป็นจุดเริ่มต้นของระบบการบริหารคนเก่ง องค์การต้องเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายขององค์การว่า เป้าหมายสูงสุดขององค์การคืออะไร จากนั้นต้องแปลงเป้าหมายขององค์การมาสู่เป้าหมายของส่วนงานแต่ละส่วนงาน ซึ่งจะช่วยให้เป้าหมายของส่วนงานสอดคล้องและสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จากนั้นจึงจะสามารถกำหนดและระบุถึงคุณสมบัติและคุณลักษณะของคนเก่งตามที่แต่ละส่วนงานและองค์การต้องการ 2. การฝึกอบรมและพัฒนาคนเก่ง (Training and Development Talents)      กระบวนการในการฝึกอบรมและพัฒนาคนเก่ง แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้1. การประเมินทักษะ (Assess) เป็นการรวบรวม Feedback จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย2. การวิเคราะห์ (Analyze) เป็นการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ ประเมินข้อมูล และกำหนดผลกระทบที่องค์การได้รับจากการพัฒนาทักษะ พิจารณาความสนใจของพนักงาน โอกาสในการใช้ทักษะในการปฏิบัติงาน เลือกทักษะสองหรือสามทักษะ มาวางแผนในการพัฒนา3. การวางแผน (Plan) เป็นการอธิบายทักษะที่เลือกออกมาในรูปของพฤติกรรม และอธิบายว่าพนักงานจะสามารถทำอะไรได้บ้างภายหลังจากการได้รับการพัฒนาทักษะ รวมถึงการออกแบบกิจกรรมที่จะใช้เพื่อการพัฒนาทักษะ และกำหนดว่าต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในแต่ละกิจกรรม ทั้งในเรื่องของงบประมาณ เวลา และผู้สอน รวมถึงการกำหนดวิธีการที่จะใช้ในการติดตามความก้าวหน้าในการพัฒนา4. การดำเนินการ (Act) เป็นการนำแผนงานที่ได้กำหนดไว้ในขั้นต้นมาดำเนินการและติดตามความก้าวหน้าในการพัฒนา 5. การประเมินความก้าวหน้า (Evaluate Progress) เป็นการประเมินผล และการให้ผลสะท้อนกลับแก่พนักงาน 3. การจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลคนเก่ง (Compensation and Rewarding Talent)      คนเก่งขององค์การคือ คนที่มีผลการปฏิบัติงานดีและมีศักยภาพในการสร้างคุณค่าและผลงานให้กับองค์การได้ในระดับสูงกว่าพนักงานทั่วไป ดังนั้น การพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลแก่คนเก่ง จึงควรได้รับการออกแบบที่มีความแตกต่างและมีความยุติธรรม  4. การรักษาคนเก่ง (Retention Talent)      การรักษาคนเก่งที่มีอยู่ในองค์การให้อยู่กับองค์การนานที่สุด และมีความจงรักภักดีและยึดมั่นต่อองค์การนั้น นับว่าเป็นงานที่มีความท้าทายและยากกว่าการรักษาพนักงานทั่วไปไว้กับองค์การ เพราะทุกองค์การต่างก็ต้องการคนเก่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว หากเป็นองค์การที่มีลักษณะงานคล้ายกัน ย่อมต้องแข่งขันในการแย่งชิงคนเก่งให้มาอยู่กับองค์การของตน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในการจะรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์การก็คือ ต้องเข้าใจว่าคนเก่งต้องการอะไร
ไม่มีรูป
188. ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ [IP: 61.91.172.248]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 12:00
352474 [ลบ] [แจ้งลบ]

                                ผมนายชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการบรรยายของอาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ในเรื่องของ การบริหารจัดการคนนั้น ความรู้ความสามารถการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจุดใหญ่ใจความแล้วก็จะเน้นในเรื่องของการให้ความรู้ ในเรื่องต่าง ๆ ในองค์กร เพื่อเข้าใจและปฏิบัติได้ สร้างทัศนคติที่ดีต่อหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และระบบงาน ในทางบวกอันจะเป็นแรงเสริมในการทำงานที่ทุ่มเทต่อไป สร้างสรรค์พัฒนาทักษะความรู้ในจุดที่พนักงานเป็นหรือต้องการ และองค์กรก็จะสนับสนุนให้ทำทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในห้วงสุดท้ายก็คงจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมและปลูกฝังทัศนคติที่ดีมีความเข้าใจในระบบคนและสิ่งแวดล้อม ก็จะส่งผลทำให้มีพฤติกรรมอันพึงปรารถนาในองค์กร                                 HR จึงต้องมองมุมใหม่ ๆ ในที่หลากหลายโดยจะต้องคอยสอดส่องสรรหาว่าอะไรใหม่อะไรดีอะไรเหมาะสม และอะไรจำเป็น สำหรับ ทุนมนุษย์ ในองค์กร  ที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ให้เพิ่มศักยภาพและทักษะ ที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีคุณภาพ จะเห็นได้ว่าองค์กรที่ยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จล้วนแล้วแต่มี คน ที่มีคุณภาพ บริษัท ซีพี ฯ นับว่าเป็นบริษัทที่มีคนคุณภาพเต็มไปหมด ทั้งสมอง วิสัยทัศน์ ทัศนคติ พฤติกรรม    และความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว บริษัทจะรับคนเข้ามาในเกรดการศึกษาสูง มีการสัมภาษณ์ ดูวิสัยทัศน์ และทัศนคติ และยังมีการดูโหวงเฮ้งรวมอยู่ด้วย คนของซีพีจึงเต็มไปด้วย คนระดับหัวกะทิ ในการทำงาน ซึ่งชัดเจน เป็นระบบ มีพันธกิจ ในงาน และโอกาสความก้าวหน้าที่ชัดเจน รวมถึงค่าตอบแทนที่จูงใจยิ่ง สำหรับคนที่มีคุณภาพ ไม่ต้องต่อคิวรอ ขอให้ดีมีฝีมือ สร้างงาน สร้างระบบ สร้างตลาด สร้างเงิน และสร้างผลกำไรได้สูงเยี่ยมก็จะได้รับการสนับสนุนยิ่งใช้ไปแต่เมื่อใดการทำงานไม่ท้าทายแล้วคนเหล่านนี้ก็ไม่รอที่จะให้ถูกบีบออก เขาก็จะบอกลาเพื่อไปหางานที่ท้าทายต่อไปนั่น คือวิสัยของ คน ที่มีความสามารถ                ในองค์การจึงมีการสร้างคนรุ่นใหม่ตลอดเวลาที่คนรุ่นก่อน ๆ เติบโตไปในสายงานผู้บริหารจึงต้องมองโลกอย่างมีวิสัยทัศน์มองกว้างไกลระดับโลก รู้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น เช่นกรณีต้มยำกุ้งของไทยรู้ก่อนก็เสียหายน้อย เพราะรองรับทันสำหรับเรื่องปัจจุบันก็เช่นปัญหา Sub-Prime และ CDO ซึ่งเกิดขึ้นนานแล้วกระทบมาถึงทุกส่วนในโลกแน่นอนเพราะอเมริกามีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีนักลงทุนวิ่งเข้าไปลงทุนในกองทุน และตราสารหนี้ที่ด้อยคุณภาพโดยถ้วนทั่วก็คงเป็นได้ว่า ตลาดหุ้นไทย 13 วัน เปิดทำการดัชนีลดลง 150 จุดแล้ว ถ้ารู้ทันรู้ก่อน ความเสียหายก็บรรเทาลงแน่นอน สภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจระบบบริหารจัดการ วัฒนธรรม ก็ เช่นกันจะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อองค์การได้สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริหารต้องคิดอย่างเป็นระบบ  ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมรอบข้าง  ทั้งยังต้องฝึกฝนตลอดเวลาเพื่อหาความรู้ใหม่  แนวทางใหม่ในการกำหนดมาตรฐานการทำงานและพฤติกรรมในทุกองค์กรจึงมีการกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อให้เห็นทิศทางร่วมกันว่าจะไปจะทำอะไรสร้างกลยุทธ์ในการทำงานโดยหาจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเรา  องค์กร  สิ่งแวดล้อมเพื่อจะให้สอดคล้องกับเป้าหมายซึ่งต้องทำเฉพาะธุรกิจที่ชำนาญทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  คนในองค์กรซึ่งจะเป็นตัวชี้จะและจะมีทีมที่เข้มแข็งทำงานมุ่งผลลัพธ์มีการสื่อสารที่ดีสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีคุณภาพมาตรฐานสร้างภาวะผู้นำและความชำนาญเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการ  ความพึงพอใจของลูกค้า                                การจัดการทุนมนุษย์ในยุคปัจจุบันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจัดการ คน ที่ SMART ตอบสนองทั้งส่วนตัว องค์กร และลูกค้า อย่างสมดุล ระบบการศึกษา ระบบกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ระบบการอบรม ระบบคิด ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติทางบวก และสร้างพฤติกรรมอันพึงปรารถนา คงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษา ซึ่งประเทศไทยก็ต้องบอกว่า ล้มเหลวในระบบการจัดการศึกษายิ่ง เพราะสอนคนให้มีสมองคิดเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ขอให้ชนะเป็นพอโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น องค์การ สังคม จะเป็นอย่างไรก็ช่าง  จากกีฬามหาวิทยาลัยโลก    ที่ทีมฟุตบอลไทยตะลุมบอลกับทีมแมคซิโก กันอย่างนัวเนียไม่พอผู้ช่วยโคชก็โดดลงสนาม ร่วมลงมือด้วย นี่แหละคำยืนยันว่าจัดการศึกษาล้มเหลว  แค่เพียงขอให้ชนะ ชาติ บ้านเมือง สังคมจะเป็นเช่นไรก็ช่าง น่าสงสารประเทศไทยวันนี้ ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อ คน จบการศึกษาออกไปก็คงมีหลายส่วนที่เป็นทั้ง คนดี คนเก่ง องค์กรคงต้องทำหน้าที่ในการบริหารจัดการคนเหล่านี้ ให้เหมาะสม เพื่อการพัฒนาส่วนตัว ส่วนองค์กร และชาติบ้านเมืองในท้ายสุดผู้บริหาร HR จึงต้องมีคุณสมบัติดังข้างต้นที่นำเสนอไม่เช่นนั้นคนที่มี TALENT   สูงก็จะหมดคุณค่าไปอย่างแน่นอน     ดังระบบราชการกำลังทำอยู่  ขอบคุณครับ

 

ไม่มีรูป
189. สรณิต พุ่มพฤกษ์ [IP: 58.9.35.117]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 13:22
352519 [ลบ] [แจ้งลบ]

    ทดสอบ
ไม่มีรูป
190. สรณิต พุ่มพฤกษ์ [IP: 58.9.35.117]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 13:51
352549 [ลบ] [แจ้งลบ]

                   การเรียนกับอาจารย์ศิริลักษณ์ เมื่อวันเสาร์ที่11 สค2550 ผมนายสรณิต พุ่มพฤกษ์ขอแลกเปลี่ยนความคิดดังนี้จากการที่อาจารย์บรรยายในวันนี้ทำให้ได้นึกถึงภาพองค์กรชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า การพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องเริ่มที่คนและคนเท่านั้นที่สำคัญที่สุด การที่จะพัฒนาคนให้เป็นผู้นำที่มีศักยภาพ เป็นผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และแก้ไขเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทั้งตนเองและองค์กรเป็นเรื่องที่บุคลต้องผ่านการหล่อหลอมด้วยประสบการณ์บวกทัศนคติในการคิดดี พูดดี ทำดี สอดคล้องกับทฤษฏี ของBAKER ทฤษฎี ABC

  1 attitude  ทัศนคติที่ดี

  2 behavior  พฤติกรรมที่ดี

  3. consequnce  ผลที่ก็ตามมาจะดี

     จะสังเกตุเห็นได้ว่าทัศนคติมาจากสภาพแวดล้อมบวกประสบการณ์บุคคลแม้จะอยูในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันประสบการณ์ที่แตกต่างกันหากมีพืนฐานของการปรับทัศนคติเพื่อให้เกิดความ balance สร้างทัศนคติที่ดีเป็นบ่อเกิดแห่งความสำเร็จ จะเป็นผู้นำที่สามารถและเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทักษะและยุทธวิธีนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จได้และไม่เพียงผู้นำคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้หากแต่ต้องประกอบด้วยแนวคิดที่ว่า ความสำเร็จไม่ใช่เกิดที่จุดเดียวแต่ต้องร่วมกันทำแล้วกระจายความสำเร็จออกไป        

                                  นายสรณิต  พุ่มพฤกษ์

ไม่มีรูป
191. รักษ์เกชา แฉ่ฉาย [IP: 123.242.151.243]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 16:57
352729 [ลบ] [แจ้งลบ]

Competency Based Management  คือ หัวข้อที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งบรรยากาศในห้องเรียนดีมาก เป็นการสะท้อน action training ที่ช่วยเสริมสร้าง competency ให้กับผู้เรียนและผู้สอนได้อย่างเป็นรูปธรรม            ในเชิงทฤษฎีนั้น อาจารย์ศิริลักษณ์บอกว่า competency หรือ สมรรถนะ หมายถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรม (skill, knowledge, attributes and behavior) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแผนกลยุทธ์ และเป้าหมายเชิงธรกิจขององค์อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นมุมมองตามลำดับขั้นของ competency ตามที่นิยมกัน ได้แก่-          ระดับองค์กร (Organizational Level) คือความสามารถหลักขององค์กร (Core competency) ซึ่งพนักงานทุกคนต้องมี-          ระดับฟังก์ชั่นงาน (Function Level/ Functional Competency) ได้แก่ การเงิน การตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฯลฯ-          ระดับตำแหน่งงาน (Specific Job Level) เช่น นักวิเคราะห์การเงิน สมรรถนะ หรือ competency เป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ ต้องมีและต้องสร้างเพราะในภาวะที่มีการแข่งขันที่เข้มข้น เราจะต้องสามารถบุกงานหรือรุกคู่แข่งได้ ไม่ใช่ตั้งรับอย่างเดียว  คนขององค์กรจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถรังสรรค์งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว   องค์กรสมัยใหม่จึงต้องการสิ่งต่าง ๆ หลายประการ ประกอบด้วย-          ความรู้ใหม่ ๆ (New knowledge)-          ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ (Effective skills/competency)-          ทัศนคติที่ดี (Positive attitude)-          การทำงานที่มีระบบที่ดี (Systematic approach)-          ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)-          ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change management)-          ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) ผู้บริหารองค์กรยุคใหม่นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำพาองค์กรให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ ดังนั้น อย่างน้อยจะต้องมีคุณลักษณะ ดังนี้-          คิดอย่างมีระบบ (Systematic thinking)-          สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ (Intercultural competence)-          ฝึกฝนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง (Extensive and continuous training)-          มีมาตรฐานและพฤติกรรมที่เหมาะสม (Personal standard and standard of behavior) หลักการข้างต้นได้มีการอภิปรายกันอย่างมากในห้องเรียน โดยยกประสบการณ์ของแต่ละคนและแต่ละหน่วยงานมาแลกเปลี่ยน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพัฒนาคนและการเลื่อนตำแหน่งซึ่งในวัฒนธรรมไทยมักจะสนับสนุนคนที่มีอาวุโสมากกว่าความสามารถ ความจริงอาวุโสไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ก็ไม่ชาคำตอบของทุกเรื่อง ดังนั้นควรจะต้องมีการผสมผสานกันไป อีกทั้งต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการคิดดีหรือการมีทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับความเก่ง ในเรื่องนี้ เพื่อนนักศึกษาคนหนึ่ง (ซาร่าห์) ได้เล่าให้ฟังว่าบริษัทที่เธอทำงานอย่ได้มีการนำเอาทฤษฎี ABC Theory มาใช้ โดย ABC คือ Attitude, Behavior และ Consequence ตามลำดับ โดยทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าจะต้องสร้างทัศนคติ (Attitude) ที่ดีก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดีก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรม (Behavior) ที่ดี และเมื่อทั้งทัศนคติรวมทั้งพฤติกรรมดี ก็ย่อมจะก่อให้เกิดผลตามมา (Consequence) ที่ดี ซึ่งทฤษฎีนี้ทกคนค่อนข้างจะเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนการดำเนินการในเรื่องใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อองค์กร ก็จะต้องไม่ลืมที่จะต้องทำ SWOT ด้วย ซึ่งการบริหารสมัยใหม่เรียก SWOT ว่า Organizational Health Check โดยการดูที่ Strategy, Structure, System และ Process/Practices ว่าเป็นอย่างไร โดยพิจารณาเรื่อง Communication และ Leadership ประกอบด้วย

   

                          รักษ์เกชา แฉ่ฉาย

 
ไม่มีรูป
192. นายปลื้มใจ สินอากร [IP: 61.91.172.245]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 17:47
352782 [ลบ] [แจ้งลบ]

วันที่  11  สิงหาคม  2550            การจัดการทุนมนุษย์ Human Capital Management บรรยายโดย อ.  ศิริลักษณ์  เมฆสังข์  ให้หัวข้อเรื่อง  Competency – Base Management            -  Overview            -  Competency คืออะไร            -  ความสำคัญและประโยชน์ของ Competency ต่อการบริหาร            -  ความสามารถหลักที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายและกลยุทธ์ธุรกิจ            -  ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำ  Competency            -  องค์ประกอบสำคัญของการเขียน Competency สิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการ            -  ความรู้ใหม่ๆ (New Knowledge)            -  ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ (Effective Skills/Competency)            -  ทัศนคติที่ดี (Positive Altitude)            -  การทำงานที่มีระบบที่ดี (Systematic Approach)            -  ความสามารถในการแข่งขัน  (Competitiveness)            -  ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)            -  ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) คุณลักษณะของผู้บริหารยุคใหม่1.      คิดอย่างมีระบบ  (Systematic Thinking)มีความเข้าใจและสังเคราะห์เรื่องต่างๆ ได้ สามารถเชื่อมโยงแนวความคิด/กิจกรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน และมองไปในอนาคตได้2.      สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ (Intercultural Competence)ความสามารถด้านภาษา ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในประวัติศาสตร์  ศาสนา  และศิลปกรรม จะช่วยให้การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ดี3.      ฝึกฝนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง (Extensive and continuous Training)ต้องเปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจ          4.  มีมาตรฐาน และพฤติกรรมที่เหมาะสม (Personal Standard and standard of Behavior)
                 ผู้บริหารต้องมีความรู้ความสามารถสูง มีความรับผิดชอบและมุ่งที่ทำให้เกิดผลสำเร็จของงานที่รับผิดชอบ (
Standard of Excellence)ตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ด้านการเงินที่นักลงทุน/นักวิเคราะห์ทางด้านการเงินให้ความสำคัญ1.      การปฏิบัติตามกลยุทธ์ขององค์กร (Execution of corporate strategies)2.      ความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร (Management Credibility)3.      คุณภาพของกลยุทธ์ (Quality of Strategy)4.      ความสามารถในด้านนวัตกรรม (Ability to Innovate)5.      ความสามารถในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ (Alsility to Attract Talented people)6.      ส่วนแบ่งการตลาด (Market share)7.      การดำเนินงานในกระบวนการที่สำคัญ (Quality of Management Business Processes)8.      การเป็นผู้นำด้านการค้นคว้าและด้านการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ (Research Leadership) ปัจจัยหลักของการแข่งขัน            ความสำเร็จของกระบวนการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานการการดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความเป็นต่อในการแข่งขันขึ้นอยู่กับ            1.  การพัฒนาผู้นำในองค์กรให้สามารถจัดการกับเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อหน่วยงานของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่บางคนต้องดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อไปตามปกติ            2.  การพัฒนาในองค์กรให้สามารถคิดและปฏิบัติโดยมองผลกระทบที่มีต่อองค์กรในภาพรวมมากกว่าการมองเฉพาะในหน่วยงานของตนเอง            3.  ความสามารถในการสร้างความเข้าใจลดความกลัว ลดการต่อต้านในระหว่างที่องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง            4.  การพัฒนาระบบการพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล            5.  การพัฒนาระบบการทดสอบ การพิจารณาผลงาน รวมถึงการให้รางวัลผลงานที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายทางธุรกิจที่องค์กรกำหนดไว้   Competency คืออะไร            Competency หมายถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถและพฤติกรรม (Skill Knowledge and attributes/behavior) ของบุคลากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง นั่นคือ ในการทำงานอย่างหนึ่งๆ เราต้องรู้อะไร เมื่อมีความรู้หรือข้อมูลแล้ว เราต้องรู้ว่าจะทำงานนั้นๆ อย่างไร  และ เราควรมีพฤติกรรมหรือคุณลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งสามารถกำกับดูแลได้ สังเกตได้และวัดได้            ทักษะ ความรู้และความสามารถที่ดี จะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแผนกลยุทธ์และเป้าหมาย เชิงธุรกิจขององค์กรอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นมุมมองตาม ลำดับขั้นของ Competency            ตามที่นิยมใช้กัน-  ระดับองค์กร (Organization Level) คือความสามารถหลักขององค์กร (Core Competency) ซึ่งพนักงานทุกคนต้องมี-  ระดับฟังก์ชั่นงาน (Function level/ Function competency) ได้แก่ การเงิน, การตลาด, ฝ่ายขาย, ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฯลฯ-  ระดับตำแหน่งงาน  (Specific Job level) เช่น นักวิเคราะห์การเงินทำไมต้องมี  Competency-  ภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น (ต้องสามารถบุกมากกว่าตั้งรับ)-  ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่จะนำไปใช้ได้จริง เกิดผลสำเร็จ-  ต้องการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสำคัญของ Competency ต่อองค์กร            วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการวิเคราะห์  ทักษะ  ความรู้ความสามารถของบุคคลากร-  ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินศักยภาพของการปฏิบัติงาน-  เพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ขององค์กร-  วิสัยทัศน์  หมายถึง การมองไปข้างหน้าของผู้บริหารว่าต้องการเห็นองค์กรเป็นอย่างไรในอนาคต-  ผู้บริหารควรพิจารณาว่าความสามารถหลักขององค์กร ทักษะ  ความรู้ความสามารถขององค์กร อะไรบ้างที่จำเป็นต่อความสำเร็จขององค์กรในอนาคต-  ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและประยุกต์สิ่งเหล่านั้นในการบริหารงานทรัพยากรบุคคล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้  การวิเคราะห์และจัดทำ Competency สำหรับองค์กร            เริ่มต้นจากการศึกษาแผนกลยุทธ์ (Strategic Intents) วิสัยทัศน์ (Vision) ความสามารถหลักขององค์กร (Organization Core Capabilities)            วัตถุประสงค์ เพื่อทราบทิศทางการดำเนินธุรกิจและจุดเด่นขององค์กรผู้บริหารควรวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆ ดังนี้-  องค์กรแผนกลยุทธ์และแผนงานที่สำคัญอะไรบ้าง (Corporate Strategy & Master Plan)-  วัฒนธรรมขององค์กรหรือค่านิยมที่บุคคลากรในองค์กรมีร่วมกัน มีอะไรบ้าง (Corporate Culture/Core Value) ซึ่งสามารถพิจารณาถึงปรัชญาในการบริหารองค์กรและภาพลักษณ์ขององค์กร-  ความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ในเรื่องความสามารถหลักขององค์กร (Core Competencies) รวมถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ดีของบุคคลากรในองค์กร-  ศึกษาคุณสมบัติและพฤติกรรมการทำงานของบุคคลากรที่มีศักยภาพสูงหรือที่มีผลการปฏิบัติงานดีกว่า บุคคลากรเหล่านี้มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เด่น ที่สำคัญอะไรบ้าง-  ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะความรับผิดชอบที่สำคัญๆ ของงานแต่ละขั้น (Job Content Analysis) แนวทางการจัดทำ Competency            -  กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ภารกิจ (Mission)            -  กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ (Business Strategy & Process)            -  วิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย โอกาสและอุปสรรคขององค์กร (SWOT Analysis)            -  วิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อยของพนักงานในองค์กรแต่ละระดับตามทิศทาง
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท
            -  วิเคราะห์และจัดทำความสามารถหลักของบริษัท (Core Competencies) และทักษะความสามารถที่จำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงาน (Professional or Technical Competencies)            -  กำหนดแนวทางการประเมินทักษะความรู้และความสามารถหลัก            -  นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคคลากร การสรรหาจ้างงาน
การประเมินผลงาน ตลอดจนการบริการค่าตอบแทน
   ลักษณะของ Competencies ที่ดี            -  พฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นว่า รู้อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง และเป็นคนอย่างไร            -  จำเป็นต่อการปฏิบัติงานซึ่งได้ผลกว่ามาตรฐานทั่วไป            -  วัด และประเมินได้            -  พัฒนาได้            -  สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร    
ไม่มีรูป
193. อุษา เทียนทอง [IP: 125.26.38.77]
เมื่อ ศ. 17 ส.ค. 2550 @ 18:27
352835 [ลบ] [แจ้งลบ]

การเรียนในวันที่  11  สิงหาคม  2550                เรื่อง  competency-based Management  โดยอาจารย์ศิริลักษณ์ Competency  หมายถึง  ทักษะความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของบุคคลที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่ง  ซึ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องนำมาสร้างเป็นตัวชีวัดในการปฏิบัติงานของคนในองค์กรในองค์กรหนึ่งองค์กรใดคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ  แต่ละคนมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันแต่พฤติกรรมของคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้เพื่อได้มีการพัฒนาและพฤติกรรมของคนจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ  ที่พฤติกกรมของคนในองค์กรนั้นต้องแสดงออกให้เห็นว่าพร้อมที่จะเป็นผู้มีทักษะ  มีความรู้  มีความสามารถในบทบาทหน้าที่  นั่นคือต้องเป็นคนที่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน  EQ และ IQ  คือคนฉลาดทำงานร่วมกับคนในองค์กรได้อย่างมีความสุขมีความเป็นทีม  มีคุณภาพจริยธรรมในการอยู่ร่วมในสังคมด้วยเพื่อให้องค์กรบุกไปข้างหน้ามากกว่าตั้งรับได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรขององค์กรผู้นำองค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ กับการพัฒนาคนในองค์กรต้องมีการวิเคราะห์ทักษะความรู้ความสามารถของบุคลากรโดยมีมาตรฐานในการประเมินศักยภาพของการปฏิบัติงาน  มีแผนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ขององค์กรนั่นคือองค์กรมีวิสัยทัศน์เป็นเป้าหมายให้คนในองค์กรเดินไปร่วมกัน  วิสัยทัศน์ที่มีพลังต้องมาจากการมีส่วนร่วมคิดของบุคคลในองค์กรเพื่อให้เกิดค่านิยมในองค์กรร่วมกัน  เพื่อการพัฒนาจัดการบุคคลกรจะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งเพราะได้มีการวิเคราะห์ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่จะไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้การเรียนรู้มรวันที่ข้าพเจ้าศึกษาองค์กรของชุมชนที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง  competency  กลุ่มองค์กรจึงยังไม่เข้มแข็งยังมีจุดอ่อนในเรื่องการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม  การมีผู้นำที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูง  ยังคิดเรื่องที่เป็นกิจกรรมใหม่ๆ ไม่ค่อยได้  ข้าพเจ้าจะนำหลักการจัดทำ    competency  ไปเสริมในกระบวนการ พัฒนาองค์กรที่ข้าพเจ้าเป็นที่ปรึกษาและดูแลอยู่  โดยการจะเริ่มต้นจากการนำกลุ่มให้มาจัดเวทีเรียนรู้ให้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน  ให้เป็นวิสัยทัศน์ที่มาจากการคิดร่วมกัน  การมีข้อมูลของตนเองทำมุมของโลกยุคโลกาภิวัตน์มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อฝึกการคิดเป็นระบบให้คนในชุมชนด้วย  เมื่อได้วิสัยทัศน์แล้วจะให้วิเคราะห์สถานภาพปัจจุบันในองค์กรเป็นอย่างไรต้องมีภารกิจอะไรจึงจะทำให้องค์กรของเราสำเร็จดังเป็นในวิสัยทัศน์ได้  ก็แล้วร่วมกันกำหนดภารกิจ  กำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน  ร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพ ความถนัด ความสามารถของคนในกลุ่มองค์กรจัดการคนให้เหมาะสมกับงาน  และมีแผนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้เพิ่มศักยภาพให้มากขึ้น  โดยคำนึงถึงเรื่องบุคลากรต้องรู้อะไรต้องมีค่านิยมต่อองค์กรอย่างไรต้องมีทักษะในเรื่องอะไรซึ่งการดำเนินการเรียนรู้ข้าพเจ้าคิดว่าท่าจะทำให้องค์กรของชุมชนที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นแข็งแกร่งขึ้นแต่จะเป็นการค่อยๆ  ทำเพราะปัญหาคือคนในชุมชนไม่ได้ผ่านการเรียนรู้ที่เป็นการคิดวิเคราะห์มาจากในการเรียนเพราะบุคคลเหล่านั้นส่วนมากจะเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากการศึกษานอกโรงเรียน  ส่วนคนที่จบการศึกษาสูงๆ  มักจะไม่ค่อยกลับมาทำงานในท้องถิ่น  การพัฒนาคนในระดับนี้จึงสำคัญมากเพราะเป็นฐานล่างของประเทศที่มีอยู่จำนวนมาก  และข้าพเจ้ามีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มองค์กรเหล่านี้อยู่แล้ว คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างมากต่อไป                                                                                 อุษา    เทียนทอง                                                                                 
ไม่มีรูป
194. ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา [IP: 202.91.18.200]
เมื่อ อา. 19 ส.ค. 2550 @ 02:29
354382 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 7  :  วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ : เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เรื่อง : เรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ภาพเล็ก (Micro) นักศึกษา : นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา วันนี้ท่านอาจารย์เน้นแนวคิดของ Peter Senge เรื่อง The Fifth Disciplineว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก   ทุนคืออะไรและมีที่มาอย่างไรทุนเกิดจากการบริโภค (Consumption) และการลงทุน (Investment) เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป การมอง Human Capital ต้องมองภาค Hr Political Economic Sociology ต้องใฝ่รู้ ข้ามศาสตร์  และการมองทุนมนุษย์ให้เป็น Global Citizen ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาให้มาก เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ  คุณภาพการศึกษาไทย เพื่อนำคนไปสู่การเป็นประชาชนที่ดี (Good Citizen)  และเป็น Global Citizen ในสังคมที่ยั่งยืนและการเรียนรู้ในที่สุด  ทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานของ ทรัพยากรมนุษย์ Human Capital     ทุนมนุษย์Intellectual Capital       ทุนทางปัญญาEthical Capital     ทุนทางจริยธรรมHappiness Capital         ทุนแห่งความสุขSocial Capital                 ทุนทางสังคมSustainability Capital    ทุนแห่งความยั่งยืนDigital Capital               ทุนทาง IT         Talented Capital  ทุนทาง Knowledge, Skill และ Mindset(ท่านอาจารย์บอกว่า ทุนทั้งหมดเป็น Sub Set ของ  Human Capital ทุนมนุษย์ )เน้นที่การสะสมทุนทางปัญญาต้อง  ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง   ในยุค 21st Century อาวุธที่สู้กันมากที่สุดคือปัญญา การมีปัญญาอย่างเดียวก็คงไม่พอ ก็มีอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง เช่น คนมีความสุข มีความพอใจในการทำงาน ซึ่งต้องคำนึงถึงลูกค้าได้ประโยชน์ และสังคมได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความสมดุล เพื่อให้มีความสุข มีความยั่งยืน  ทฤษฎี 5 K’s ใหม่เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์ Creativity Capital                   ทุนแห่งการสร้างสรรค์Knowledge Capital        ทุนทางความรู้Innovation Capital        ทุนทางนวัตกรรมCultural  Capital            ทุนทางวัฒนธรรมEmotional Capital                   ทุนทางอารมณ์ (เรื่อง Intellectual Capital (IC) ก็เป็นที่มาของ 8K’s และ 5K’s เรียกทฤษฎี IC ได้อีกอย่างหนึ่งว่า The Theory of Intangible. IC ให้ได้ผล ยังต้องไปเชื่อมกับ Social Capital  คือบูรณาการเชื่อมโยงเข้าหากลุ่มอื่น ๆ) วิธีคิด 4 แนวของพระเจ้าอยู่หัวฯก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้
 1) ทำอะไร
 2) ทำอย่างไร

 3) ทำเพื่อใคร
 4) ทำแล้วได้อะไร
 ทุนทางความสุข  (Happiness Capital) เป็นทุนที่สำคัญมากในการทำงานสำหรับยุคแห่งการแข่งขันนี้ ซึ่งการทำงานให้มีความสุขได้จะต้อง           รู้จุดมุ่งหมายของงาน และรู้ว่าผู้รับบริการต้องการอะไร          รู้ว่าเรามีความสามารถในการนำเสนอ พอเพียงหรือไม่          ต้องเตรียมตัวดี มีเวลาเพียงพอ           พักผ่อนเพียงพอ          มีทีมที่ดี การปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยยังล้าหลัง ในหลายเรื่องที่ต้องทำคือ การปรับ mindset ทัศนคติของผู้บริหารให้มองการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน และอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็วได้ คือ เน้น ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ( Networking ) และเน้นทุนแห่งความยั่งยืน   สังคมการเรียนรู้ ใฝ่รู้ตลอดเวลา นอกจากมีคุณธรรมแล้ว ยังต้องคิดเป็น ทำเป็น มี Head Heart และ Hand อย่างที่คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์แนะนำไว้ สำคัญที่สุดและยังจำเป็นที่จะต้องมีความคิดที่นอกกรอบ เช่น Creativity ความคิดสร้างสรรค์ และนำ Creativity ไปสู่ Innovation นวัตกรรม แต่ต้องมีคุณธรรมและมีความรู้ที่แน่น ไม่ใช่พอเพียงแค่อยู่รอด หากรอดแล้ว ต้องไม่ประมาท หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา การขยายตัวอย่างมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์ต้องการความก้าวหน้า ( Progress ) ที่ยั่งยืน
       การที่จะเปลี่ยน mindset ได้ จะต้องหาความรู้ให้ทันโลกและสดใหม่อยู่เสมอ ข้ามศาสตร์ และวิเคราะห์แบบโป๊ะเชะ วิธีการหาความรู้ต้องเป็นวิธีที่ตัวเรามีส่วนร่วม ความรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ (Anywhere Learning / Study Tour / Tea Time .etc..) ไม่ใช่ฟังข้างเดียว ท่านอาจารย์บอกว่านักศึกษาต้องวิเคราะห์ให้เป็น และวิเคราะห์แบบทฤษฎี 2 R's คือ
      - Reality มองความจริง
      - และ Relevance ตรงประเด็น

ท่านอาจารย์มอบหมายให้นักศึกษาอ่านหนังสือที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเรื่อง  Leveraging The New Human Capital1People, The Engine of Success  ได้ความรู้พอสังเขปดังนี้ หากองค์กรมองกำไรเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมาในอันดับแรแล้วให้ความสำคัญกับ คน เป็นอันดับรองแล้ว นั่นคือสัญญาณอันตราย เพราะองค์กรนั้นกำลังมองความความสำคัญของทุนมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดขององค์กรเสียแล้วเรื่องความสำคัญของคนกลายมาเป็นประเด็นที่องค์กรต่างๆนำมากล่าวถึง ความสามารถของคนที่จะนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และแน่นอน ทุนมนุษย์เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ทุนมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญา ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม เป็นตัวผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน และการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ ก็คือความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการนั่นเอง สิ่งที่สำคัญ....เมื่อทุนมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง1.     เกิดผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกัน2.     เห็นคุณค่าและใส่ใจพนักงานมากขึ้น3.     มีความเชื่อว่าองค์การแบ่งปันคุณค่าให้มากขึ้นผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้ เกิดขึ้นระหว่างพนักงานกับลูกค้าหรือองค์กร ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ กลายมาเป็น คุณค่า ทักษะทางเทคนิค และความรู้ ทักษะในการสื่อสาร : ประสิทธิภาพของการสื่อสารที่ดีคือการได้สื่อสารโต้ตอบกัน การฟัง การสื่อสารหลายรูปแบบ อาทิ วัจนภาษา อวัจนภาษา สื่ออิเล็กทรอนิคส์  เพศ  อายุ วัฒนธรรม ทำให้เรามองเห็นคุณค่า ความจำเป็นที่จะสามารถจัดการกับสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันได้   ทักษะการติดต่อ : ต้องมีความเข้าใจที่จะเรียนรู้จากผู้คนในวงกว้างเพื่อสร้างมิตรภาพ ความสัมพันธ์ ให้เกิดความไว้วางใจ  ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความจำเป็นต่อการทำงานให้ประสบความสำเร็จและความร่วมมือที่ดีต่อกัน คนชอบที่จะร่วมมือทำงานกันเพื่อผลงานที่ดี ผู้นำจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีมากกว่าการสั่งการ ตลอดจนการประเมินผลที่ถูกต้อง    ในขณะที่พนักงานเองก็ต้องทำงานภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน ความซับซ้อน ทำงานด้วยความรับผิดชอบและมีคุณธรรม เรียนรู้ที่จะให้และรับความไว้วางใจ  สร้างแรงจูงใจ    การตัดสินใจ   เป็นผู้ที่รับความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้พนักงานก็ต้องมีความเข้าใจ ความผูกพันในองค์กร พนักงานเห็นคุณค่าขององค์กร องค์กรก็เห็นคุณค่าของพนักงาน  หากพนักงานไม่มีความเบื่อหน่าย  กระตือรือร้น ไม่ขาดศีลธรรม มีความฉลาดทางอารมณ์  ก็จะนำไปสู่บรรยากาศการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แรงจูงใจ ความผูกพัน และสร้างสรรค์นวัตกรรมคือทุนมนุษย์ในที่สุด สรุป : องค์กรต้องนำเอาศักยภาพทางแนวคิดของพนักงานนั่นคือทุนมนุษย์ออกมา ด้วยการสร้างสัมพันธภาพและความผูกพันที่ดี  การสนับสนุน  การเชื่อในคุณค่าขององค์กรซึ่งต่างจากการจัดการทุนทางกายภาพ ทุนทางการเงินเพราะมนุษย์มีความสลับซับซ้อน แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจไม่ใช่เครื่องจักร Leveraging The New Human Capital ให้แนวคิดที่ไม่ได้แตกต่างจากท่านอาจารย์จีระ  เพราะให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดขององค์กร แต่หนังสือเล่มนี้เน้นในเรื่องของ Engagement / Creativity / Interpersonal Skill / Relationship เน้นความเป็นผู้นำ จากการวิเคราะห์ความหมายของภาวะผู้นำข้างต้น จะเห็นได้ว่า แนวคิดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคน และสมาชิกของกลุ่มมีความสัมพันธ์ภายในต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ในการนี้จะมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือมากกว่าถูกกำหนดหรือยอมรับให้เป็นผู้นำ (Leader) เนื่องจากมีความแตกต่างในด้านต่าง ๆ จากบุคคลอื่น ๆ ของกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นผู้ตาม (Followers) หรือผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้อง(Subordinates) หรือผู้ปฏิบัติส่วนท่านอาจารย์จีระนั้น มองทุนมนุษย์อย่าง Macro มีการบูรณาการ เชื่อมโยง Brain Lingkage ข้ามศาสตร์ ทำให้เห็นภาพ Big Picture  นำไปสู่Creativity ความคิดสร้างสรรค์ และนำ Creativity ไปสู่ Innovation นวัตกรรม  ภาวะผู้นำ (Leadership) หรือความเป็นผู้นำ คำนิยามของคำว่า ผู้นำตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ให้ความหมายของผู้นำว่า เป็นนามหมายถึง หัวหน้า แต่ความหมายของคำว่า ความสามารถในการนำ (The American Heritage Dictionary, 1985 : 719) จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับความสำเร็จของผู้นำ ภาวะผู้นำได้รับความสนใจ และมีการศึกษามาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นองค์ประกอบที่ จะช่วยให้ผู้นำมีความสามารถในการนำ หรือมีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
           การศึกษานั้นได้ศึกษาตั้ง แต่คุณลักษณะ (Traits) ของผู้นำ อำนาจ (Power) ของผู้นำ พฤติกรรม (Behavior) ของผู้นำแบบต่าง ๆ และอื่น ๆ ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการศึกษาภาวะผู้นำอยู่ตลอดเวลา และพยายามจะหาภาวะผู้นำที่มี ประสิทธิภาพในแต่ละองค์การและในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน
ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่บุคคลหนึ่ง(ผู้นำ)ใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคลอื่น(ผู้ตาม) มีความกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่งที่เขาต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายปลายทาง  (พยอม วงศ์สารศรี, 2534:196) ความท้าทายของผู้นำในวันนี้·        ลักษณะงานเปลี่ยนไปหลาย ๆ คนขาดทักษะและความรู้ในการทำงานแบบใหม่·         การต่อต้านจากวัฒนธรรม วิธีปฏิบัติ แนวคิด แบบเดิม·         ความเครียดของลูกน้อง ที่เกรงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง·         ลูกน้องที่รับเข้ามาใหม่ ๆ มีการศึกษาสูงขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองสูง·         ลูกน้องต้องการทำงานที่มีความท้าทายมากขึ้น·         ลูกน้องต้องการมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะวิทยาการจัดการ “ A Leading University Quality for All ”   
P
195. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:22
355049 [ลบ] [แจ้งลบ]

ถึงลูกศิษย์ที่รักทุกท่าน

เนื่องจากเกิดความขัดข้องบางประการใน Blog นี้ อาจเพราะข้อมูลเริ่มมากเกินไปดังนั้น ผมได้เปิด Blog ปริญญาเอก ม.ราชภัฏสวนสุนันทา (2) สำหรับทุกท่านครับ www.gotoknow.org/blog/chiraacademy

                            

ไม่มีรูป
196. อุษา เทียนทอง [IP: 125.26.38.167]
เมื่อ ส. 01 ก.ย. 2550 @ 01:14
367914 [ลบ] [แจ้งลบ]

มนุษย์กับการสร้างนวัตกรรม                 โลกใบนี้ มีประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติเช่นในจีเรียมีน้ำมัน  อินโดนิเซียมีป่าไม้แอฟริกาใต้ มีเพชรและทองคำ  บราซิลมีป่าไม้และแร่ธาตุ  เม็กซิโกมีเงินและน้ามัน  แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีรายได้  เฉลี่ยมวลรวม  น้อยกว่าประเทศที่มีขนาดเล็กและไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ  เช่นประเทศสิงคโปร์  ฮ่องกง  อิสราเอล  เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น  ถ้าไม่ใช่มาจากการที่ประเทศที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ที่มีปัญญาในการคิดสร้างสรรค์  สิ่งนี้เป็นการเพิ่มมูลค่า  ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ นั่นคือการเป็นนักคิดนวัตกรรม  ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  ให้เป็นประเทศที่เรียกว่าประเทศพัฒนา                 ถ้าพิจารณาถึงคุณลักษณะของคนในประเทศพัฒนาแล้ว  ส่วนมากคนในประเทศเหล่านั้นจะมีจริยธรรม  มีความซื่อสัตย์  (คือมีข่าวเรื่องคอรัปชั่นน้อยมากถึงไม่มีเลย)  มีความรับผิดชอบเคารพกฎหมาย  เคารพสิทธิของผู้อื่น  รักการทำงาน  รักการเรียนรู้  ใฝ่รู้  (ชอบอ่าน)  รู้จักการออมและลงทุนตั้งใจทำสิ่งที่ใหญ่มีความแม่นยำและตรงต่อเวลา  แปลกหรือไม่ว่าประเทศที่ยังไม่พัฒนากลับพบว่าคนในประเทศจะมีปัญหาในเรื่องที่ตรงข้ามกับคุณลักษณะเช่นนี้  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าคนที่ได้รับการพัฒนาให้ความรู้  มีความคิดสร้างสรรค์ให้มีปัญญานั้นจะได้รับการพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย  คนที่มีความรู้มีปัญญาจึงเป็นนักคิดสร้างสรรค์  สร้างนวัตกรรมได้มาก  ประเทศที่มีผลผลิต  ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมได้มากเพราะเกี่ยวกับคุณลักษณะของคนในชาติเป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจของสังคม  ของประเทศและของโลกด้วย                วันนี้โลกเข้าสู่ยุคของความรู้  ข้ามพ้นยุคอุตสาหกรรมมาแล้วแต่คนในประเทศไทยยังมีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ในระดับแค่รับจ้างผลิตในกับผู้ว่าจ้างที่มียี่ห้อมาให้อยู่เป็นส่วนมา  เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยขาดการกำหนดเป้าหมายประเทศในอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร  เราจะยังขาดคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้เองหรือกำหนดตลาดได้เองอยู่น้อยมาก  ประเทศไทยยังขาดเรื่องของการทดลอง  วิจัย  การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาที่ทำให้เกิดเป็นนวัตกรรม  นวัตกรรมคือสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจต่อสังคม  คือ  สิ่งใหม่เพื่อการใช้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างอะไรขึ้นมาแต่ไม่ถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์   ทั้งการสร้างนวัตกรรมแน่จะเกี่ยวกับการวิจัยแต่ไม่ใช่เรื่องการวิจัยที่รู้ผลการวิจัยแล้วจบแต่ต้องนำผลวิจัยให้เกิดประโยชน์      

การวิจัยใช่เงิน

    

สร้างความรู้

นำไปใช้เปลี่ยนความรู้เป็นเงิน
    

นวัตกรรม

    
และถ้าจะสร้างนวัตกรรมในผลผลิตที่ต่อยอดไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดวงจรนี้ต่อ ๆ ไป                 การสร้างนวัตกรรมทำได้ในทุกระดับโดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มมูลค่าและสร้างคุณค่า  ทางด้านเศรษฐกิจสังคมการคิดนวัตกรรมจะมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่เรื่องของ Paradigm  การคิดนอกกรอบเรื่องการใช้สมองของมนุษย์การรู้จักบริบทของตนเอง  บริบทของโลกจะต้องเป็นคนมีความรู้  มีการเรียนรู้  การคิดนวัตกรรมปัจจุบันมักจะเป็นนวัตกรรมแบบผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างกัน  ผลิตภัณฑ์แตกต่างกันแต่นำมาผสมผสานกันได้ไม่จำเป็นต้องใช่ความเชี่ยวชาญเท่านวัตกรรมเฉพาะทาง  แต่อาศัยความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา  คนที่เป็นนักคิดสร้างนวัตกรรมจะต้องได้รับการพัฒนาให้ความรู้ข้ามสาขากันได้วันนี้การเรียนจะต้องเป็นการเรียนทับศาสตร์ ทับสาขาเป็นการเรียนที่มีการทดลอง  วิจัย  ปฏิบัติการ  ประมวลผลความรู้ใหม่ ๆ  นั้นคือการจัดการความรู้ที่กำลังเป็นเรื่องฮิตขององค์กรต่าง ๆ ในวันนี้ที่พูดกันมาเรื่อง  K.M.  ความสำเร็จของ  K.M.  ในองค์กรก็น่าจะวัดกันว่า  เกิดนวัตกรรมอะไรทำให้องศ์กร เช่น  รายการทำงาน  ระบบฐานข้อมูล  ระบบการฝึกงานในองศ์กร  มีรูปแบบวิธีการ  เทคนิค อุปกรณ์ ใหม่ ๆ เกิดขึ้น  ดังนั้นนวัตกรรม ทุกคนสร้างได้เริ่มตั้งแต่ในเรื่องที่ใกล้ตัวก่อน  แต่การสร้างนวัตกรรมจะต่อยอด  จะพัฒนาจากสิ่งเล็ก ๆ ไปเรื่องใหญ่ๆ ได้  ต้องมีเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ  การเสริมแรง  ให้กับคนในองค์กรด้วย  มีการยกย่องชมเชย  ประชาสัมพันธ์ผลงานมีการพัฒนาฝึกอบรมในเรื่องระบบการคิดให้เห็นเรื่องที่คนมองไม่เห็น  หรือเห็นก่อนคนอื่นองค์กรจะต้องมีกระบวนทัศน์ พัฒนาใหม่ที่ให้ความสำคัญ กับ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร  สร้างให้คนในองค์กรมีความตื่นตัวในการเรียนรู้เปลี่ยน  Paradigm  จาก อำนาจบนลงล่าง เป็นการทำงานแบบรายความคิดทุกคนมีคุณค่าไม่ฆ่าความคิดใคร  แต่จะส่งเสริมสนับสนุนปรับโครงสร้างการทำงานที่เอื้อต่อการทำงาน  แบบมีส่วนร่วมในการคิดปฏิบัติ  การปรับเปลี่ยนกรอบการทำงานที่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์เป็นการทำงานที่สร้างให้คนทุกคนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะความสุขทำให้คนมีความคิดสร้างสรรค์                สรุปวันนี้ประเทศไทย  อยู่ในประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาซึ่งก็อยู่ในกลุ่มนี้มาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่  1  จนถึงแผนพัฒนาฉบับที่  10  ก็ยังไปไม่ถึงขั้นประเทศพัฒนาสักทีทั้ง ๆที่มีทรัพยากรมากมาย  เป็นเพราะคนของเราขาดคุณลักษณะของการเป็นนักคิด  นักจัดการ  นักสร้างนวัตกรรม  การที่พัฒนาในประเทศจะต้องมีการปรับกระบวนการพัฒนาใหม่หรือจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปเลยก็น่าจะได้  เพราะบางทีประเทศส่วนมากแข่งขันสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตนเอง  แต่ไทยยังอยู่ในขั้นลอกเลียนแบบหรือรอให้คนอื่นทำแบรนด์มาจ้างผลิต  ถ้าไม่ปฏิรูปประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศอยู่ในกลุ่มด้อยพัฒนาตลอดไปก็เป็นไปได้                                                                                                                                อุษา    เทียน                                                                                                       
ไม่มีรูป
197. นายสิทธิชัย ธรรมเสน่ห์ [IP: 203.155.54.245]
เมื่อ พ. 05 ก.ย. 2550 @ 17:35
373127 [ลบ] [แจ้งลบ]

เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์    (Homework 10)

          จากการศึกษา เรื่อง การบริหารผลการปฏิบัติงาน(Performance Management = PM) กับ อ.พจนารถ ซีบังเกิด เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2550 สรุปได้ดังนี้

 

          ในการสอนวันนี้ อาจารย์ได้มีการนำเข้าสู่บทเรียนด้วยสื่อที่น่าสนใจนั่นคือให้ชมบางตอนของภาพยนตร์ ซึ่งสื่อถึง การปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรที่มีทั้งองค์กรที่ใช้หลักของการบริหารทุนมนุษย์ที่ถูกต้อง และองค์กรที่ไม่ได้นำหลักของการบริหารทุนมนุษย์มาประยุกต์ใช้ ทำให้ไม่สามารถซื้อใจของพนักงานได้ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมจากสื่อดังกล่าวได้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบันไม่ว่าในประเทศใดก็ตาม

 

          องค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าใดก็ตาม ยิ่งจำเป็นต้องมี Performance Management มิฉะนั้นวันไหนที่หัวหน้าไม่อยู่ ลูกน้องก็จะทำงานไม่ได้ เพราะหัวหน้าไม่ได้มีการสั่งงานไว้ก่อนล่วงหน้า

 

          ความสำเร็จขององค์กร จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นจากทิศทางของบริษัท (Vision , Mission) ทุกองค์กร ถ้าจ้างคนมาแล้วคนๆนั้นรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ก็จะทำงานตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายไว้ได้

  • Vision ต้องกว้างและนิ่ง
  • แผนกลยุทธ์ ต้องทำทุกปี
  • องค์กรบางองค์กร อาจจะกำหนดMissionก่อนแล้วค่อยสรุปออกมาเป็น Vision ก็ได้
  •  ในส่วนของกลยุทธ์ (Strategies) หลายองค์กรวางกลยุทธ์ไว้สวยหรูแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
  • ทุกองค์กรจะต้องทำตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ และสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กรของตนเอง

          การบริหารผลการปฏิบัติงาน หมายถึง กระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ HR. ที่จะให้องค์กรมีผลการปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร

  1. ทางแนวดิ่ง > เป็นการเชื่อมโยง Vision Mission Goal ขององค์กร และพนักงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  2. ทางแนวราบ > เป็นการนำผลการปฏิบัติงานของพนักงานไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น training of Development

          นั่นคือเมื่อองค์กรนำ Performance Management System ไปใช้จะก่อให้เกิดการบูรณาการผลการปฏิบัติงานในทุกส่วนงาน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และนี่แหละคือเป้าหมายสูงสุดขององค์กร 

           กระบวนการของ Performance Management (PM Process) ประกอบด้วย

  1. Performance Planning/Goal – Setting เป็นการวางแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้พนักงานรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างชักเจน โดยวิธีฝึกอบรมและพัฒนา (Training & Development)
  2.  Continuous Coaching and Feedback การพิจารณาถึงความสามารถของพนักงาน โดยใช้วิธีการเป็นที่ปรึกษาให้แก่พนักงาน (Mentoring/Counseling)
  3.  Performance Review and Evaluation การทบทวนการปฏิบัติงานและการประเมินผล โดยการพิจารณาให้รางวัล/ค่าตอบแทน (Pay & Recognition)
  4. Corrective and Adaptive Action การแก้ไขและปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน โดยการพุ่งเป้าไปที่การปรังปรุงเพื่อให้สำเร็จตามกลยุทธ์ที่วางไว้ (Career Development)

          ทั้งนี้การบริหารผลการปฏิบัติงานต้องมีการตั้งเป้าหมาย ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ดี(Smart Goal) จะประกอบด้วย

    Specific   เฉพาะเจาะจง

    Measurable   สามารถวัดได้ > เป็นตัวเลข

    Attainable   สามารถทำให้สำเร็จได้

    Relevant   สอดคล้องกับความเป็นจริง

    Time bound   กำหนดระยะเวลา

          และนอกเหนือจากการตั้งเป้าหมายที่ดีแล้วการ PM จะต้องมีการวัดคุณภาพ (Dashboard Metrics) ซึ่งต้องวัด/ประเมินในสิ่งต่างๆดังนี้

    • Quantity

    • Quality

    • Cost

    • Speed

    • Compliance

          ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวข้างต้นถือเป็น Best Practices in Performance Measurement (วิธีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด)

          Architecture – Mixed Models  
VALUESR & RCOMPETENCIESPERFORMANCE
คนดีคนเก่งมีผลดี
SALARYBONUS

Culture

 

&

 Brand

Present

 

Job

 

 Roles

    • Core

 

 • Leadership

     • Technical
-Market

 Benchmark

 -Value to

 Organization

 

-Strategy

 Alignment

SALARY

          Model ดังกล่าวใช้ประกอบการพิจารณาการปฏิบัติงานของพนักงาน และการพิจารณาคำตอบแทนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร

                                     - ขอบคุณครับ-

                                  สิทธิชัย   ธรรมเสน่ห์

ไม่มีรูป
198. ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ [IP: 61.91.172.249]
เมื่อ พ. 05 ก.ย. 2550 @ 19:19
373221 [ลบ] [แจ้งลบ]

งาน HRM  :  PERFORMANCE  MANAGEMENT  SYSTEM  For  Successful Manager  โดย  อาจารย์  พจนารถ ซีบังเกิด   เมื่อวันที่  1  กันยายน  2550                 การจัดการทุนมนุษย์ที่เป็นรูปแบบที่รู้จักโดยทั่วไปก็จะเป็นการมองหาคน การรับคน                การใช้คน การพัฒนาคน เพื่อให้ความสุข ความก้าวหน้า ความเป็นมืออาชีพของทรัพยากรมนุษย์  จะได้เป็นสินทรัพย์ขององค์กร  ที่นับวันจะเพิ่มมูลค่ายิ่ง ๆ ขึ้นไปจึงเห็นได้เสมอว่าโลกที่พัฒนาแล้วจะใช้งบประมาณทางด้านการศึกษาแก่พลเมืองที่มีสัดส่วนค่อนข้างมากกว่างบประมาณทางทหารหรือความมั่นคง ด้วยการศึกษาเหมือนการลงทุนมนุษย์กว่าจะผลิตดอกออกผล ต้องใช้เวลายาวนาน  และต่อเนื่องเมื่อสังคมได้มีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพแล้ว การสร้างนวัตกรรมการดำรงชีวิต การมองเห็นสังคมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและสงบ เป็นสิ่งดีจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก ด้วยทุนมนุษย์  ได้ปลูกฝังคุณค่าทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ความรับผิดชอบ ความรู้ไว้ในส่วนลึกของความเป็นมนุษย์อย่างถาวร                ทุนมนุษย์ในโลกที่เจริญแล้วจึงมีคุณภาพ ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ หลายคนมองโลกตะวันตกเห็นแก่ตัวเป็นแก่ได้ ไม่เอื้อเฟื้อ เอาวัตถุจึงนิยมมองได้แต่อีกมุมหนึ่งก็จะเห็นได้ว่าทุนมนุษย์ส่วนใหญ่จะรับผิดชอบ ยอมรับสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองอย่างมีมาตรฐาน รับงาน รับเงิน  รับโอกาส รับรางวัล รับเทคโนโลยีตามหน้าที่ หรือสิทธิ หรือโอกาสที่สมควรจะได้หรือมี                      ทุนมนุษย์พวกนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เก่งมากได้มาก เก่งน้อยได้น้อย  เก่งมากกว่าก็ก้าวหน้ามากกว่า ผมว่าเป็นธรรมดี คนเหล่านี้จึงเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของทุนมนุษย์ในองค์กรทุก ๆ หน่วยงานต้องการยิ่ง จึงเป็นได้เสมอว่าระบบการศึกษา หลักสูตร หนังสือ ตำราและอาจารย์มักจะพร้อมและมีคุณภาพชั้นดีเยี่ยม การผลิตทุนมนุษย์ที่ได้จึงมีมาตรฐานและมีคุณภาพเป็นส่วนใหญ่เมื่อก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทุกคนก็จะทำงานและสร้างผลผลิตให้แก่องค์กรอย่างคุณค่า  คุ้มทุนจึงเป็นได้เสมอว่าระบบจ้างงานในประเทศเหล่านี้จะจ้างเป็นรายชั่วโมง ผิดกับประเทศที่ทุนมนุษย์ยังล้าหลัง ก็จะจ้างเป็นรายวัน ซึ่งค่าจ้างทั้งวันบางครั้งยังน้อยกว่าทุนมนุษย์ในประเทศ                      ที่จ้างเพียงหนึ่งชั่วโมง เมื่อคุณภาพทุนมนุษย์สูง ระบบการมองหาคนเข้ามาสู่ระบบก็จะเป็นประสิทธิภาพ ประสิทธิผลชัด ๆ โดยมองว่าทุนมนุษย์แต่ละคนที่เข้ามาทำงานได้คุ้มค่าเงินที่จ้างเพียงไร จึงทำให้ระบบการคัดเลือกคนต้อง เน้นระบบคุณธรรมค่อนข้างสูงมาก ผิดกับระบบประเทศด้วยพัฒนาจะเน้นพวกพ้อง ประเทศที่ทุนมนุษย์มีระบบเข้มแข็งและมีคุณภาพจะไม่เน้นการได้ปริญญา (กระดาษใบหนึ่ง)  เป็นสำคัญก็ต่างกับประเทศที่ด้อยพัฒนาที่คนต้องมีปริญญาจึงจะมีคุณภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่ามีปริญญาแล้วจะเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าและคุณภาพ            จริง ๆ หรือเปล่า                เมื่อทุนมนุษย์ได้ก้าวสู่ระบบเป็นสมาชิกในองค์กรแล้วก็คงเน้นเรื่องของระบบที่จะทำหน้าที่คัดทุนมนุษย์ที่ทำงานอยู่ว่ามีผลิตภาพมากน้อยแค่ไหนในระบบสากลที่มีตำแหน่งงาน  หน้าที่  ความรับผิดชอบ ทักษะประสบการณ์ ความคิด การตัดสินใจ เป็นรายละเอียดจากการทำงาน โดยสภาพที่ระบบมีคุณภาพและเป็นสากลก็จะมีการประเมินผลงานของทุนมนุษย์ในทุก ๆ หน้าที่และภารกิจ เป็นระยะ ๆ เพื่อให้สัญญาณว่าผลิตภาพของทุนมนุษย์ได้สร้างผลผลิตที่ตอบสนองต่อเป้าหมายมากน้อยเพียงไร  โดยจักได้ปรับสภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น  เป็นวงจรเมื่อผลิตภาพต่ำก็จะได้พัฒนามาก  ฝึกอบรมและศึกษาเพิ่มเติมความรู้ทักษะให้สอดคล้องกับภารกิจ ทั้งผลของการประเมินก็จะนำสู่การก้าวหน้าสู่ตำแหน่งที่สูง ๆ ขึ้นไปในสาขา                ฝ่ายบริหารจึงต้องสร้างระบบการบริหารความสำเร็จให้มีระบบที่ดียิ่งขึ้น  ทั้งระดับองค์กร  ระดับทีมงาน  และระดับบุคคลโดยวางระบบให้มีการวางกรอบเป้าหมาย  และมาตรฐานการทำงานและการประเมินให้ชัดเจน  โดยการวางแผนสู่ผลิตภาพและเป้าหมาย  หากทุนมนุษย์อ่อนแอหรือไม่สามารถตอบสนองได้ก็จะนำไปพัฒนาอบรม  เพิ่มความรู้  ทักษะ  ประสบการณ์  และทัศนคติใหม่ ๆ ให้เกิดพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายและแผนที่วางไว้ภายหลังจากการพัฒนาฝึกอบรมแล้วต้องมีการแนะนำแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และมีข้อมูลป้อนกลับเพื่อปรับปรุงคุณภาพงานให้ได้ตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้ ขั้นต่อไปก็จะมีการประเมินและตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการบริหารจัดการโดยใช้ระบบการแนะนำ แนะแนว และโมนิเตอร์ผลิตภาพ เพื่อการประเมินที่ถูกต้อง ถ้าผลผลิตได้ตามแผนและเป้าหมายก็จะมีให้รางวัลและให้โอกาสในความสำเร็จที่จะพัฒนาตนเองและกระบวนการต่อมาก็จะเป็นการแก้ไขและปรับปรุงผลิตภาพให้สอดคล้องกับแผนและเป้าหมาย เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้เข้าสู่ลู่ทางภารกิจในงานซึ่งต้องพัฒนาตลอดเวลาซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้จะมีกระบวนการต่อเนื่องและซ้ำไปอีกเป็นวงจร การทำให้องค์กรมีผลิตภาพสูงผู้บริหารจึงต้องวางวิสัยทัศน์และพันธกิจให้สอดคล้องกับคุณค่าของทุนมนุษย์                การจัดการความสำเร็จให้มีผลิตภาพสูงจะต้องหาคุณค่าเพื่อสร้างวิวัฒนาการทำงานที่ดีและตราสัญลักษณ์ ที่ยอมรับได้ โดยมีความสอดคล้องกับภาระและหน้าที่ในงาน อันจะส่งผลถึงความสามารถหลัก ภาวะผู้นำและทักษะการทำงานที่สอดคล้องโดยเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่มาตรฐานมีค่านิยมขององค์กรและวางกลยุทธ์ที่สอดคล้อง ทั้งนี้จะส่งผลถึงค่าตอบแทนที่จะมีมากหรือน้อยตามองค์ประกอบที่ได้กล่าวมาแล้ว                การจัดการความสำเร็จในทุนมนุษย์ซึ่งมุ่งเน้นคนดี คนเก่ง และมีผลิตภาพ ซึ่งจะเกิดได้โดยการวางระบบ มีการจัดการที่ดีผู้บริหารมีภาวะผู้นำและจูงใจที่เหมาะ อันจะตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรและส่วนตัว ทำให้ทุนมนุษย์เกิดความสุขในการทำงานอย่างทุ่มเทความรู้ ความสามรถทั้งมวลแก่องค์กรด้วยความรักและความเต็มใจ สร้างความเติบโตให้แก่องค์กรได้ในที่สุด อันเป็นผลสัมฤทธิ์ของการบริหารจัดการความสำเร็จนั่นเอง                ขอบคุณครับ                นายชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ
ไม่มีรูป
199. กฤษณา ปลั่งเจริญศรี [IP: 124.121.219.67]
เมื่อ พฤ. 06 ก.ย. 2550 @ 21:24
375062 [ลบ] [แจ้งลบ]

การฟังบรรยาย ในวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2550 จาก อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด

ดิฉัน นางสาวกฤษณา ปลั่งเจริญศรี ได้รับความเข้าใจจากการฟังและการอ่านเอกสาร ของอาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิดดังนี้

 

การบริหารผลการปฎิบัติงาน (Performance Management) หมายถึง การพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ในการปฎิบัติงานจนมีผลการปฎิบัติงานในอนาคตบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        กระบวนการบริหารผลการปฎิบัติงานของพนักงาน
  1. มีการบูรณาการเป้าหมายขององค์กร มาสู่เป้า-หมายของหน่วยงาน และพนักงาน
  2. มุ่งเน้นที่กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  3. มุ้งเน้นการปรับปรุงการปฎิบัติงานของพนักงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
  4. สร้างความร่วมมือ การยอมรับ และเห็นพ้องต้องกันมากกว่าการควบคุม
  5. การยอมรับในสาเหตุของการบกพร่องในการปฎิบัติงานของพนักงาน สามารถบ่งชี้ได้ว่าจะแก้ปัญหาความบกพร่องนั้นด้วยวิธีการอย่างไร
  6. รู้จักการบริหารการปฎิบัติงานของตนเอง
  7. บริหารงานแบบการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
  8. ข้อมูลย้อนกลับระหว่างพนักงาน และผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  9. ประเมิณผลปฎิบัติงานต่อเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้
  10. การบริหารผลการปฎิบัติงานจะไม่ใช่เน้นเป็นวัตถุประสงค์หลักในการขึ้นค่าจ้างประจำปี
 
    • วัตถุประสงค์ของการบริหารผลการปฎิบัติงาน

1.      เพื่อปรับปรุง และพัฒนาผลการปฎิบัติงานขององค์กร ทีม และพนักงาน

2.      เพื่อให้เป้าหมายในการปฎิบัติงานขององค์กร ทีม และ พนักงานเป็นไปในแนวเดียวกัน

3.      เพื่อพัฒนาความสามารถ และทักษะในการปฎิบัติงานของพนักงาน

4.      เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชา และพนักงานบนพื้นฐานของการเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาพนักงาน การให้คำปรึกษา และการให้ข้อมูลย้อนกลับ

5.      เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถจัดการผลการปฎิบัติงานและการเรียนรู้ด้วยตนเอง

 ·        กระบวนการบริหารผลการปฎิบัติงาน

       ขั้นตอนที่ 1   การวางแผนการปฎิบัติงาน

       ขั้นตอนที่ 2   การปฎิบัติงาน

       ขั้นตอนที่ 3  การประเมิณผลและการปฎิบัติงาน

       ขั้นตอนที่ 4  การทบทวนผลการปฎิบัติงาน

 ·        สรุป การบริหารผลการปฎิบัติงานจะมีส่วนไปช่วยเหลือและปรับปรุงให้พนักงานแต่ละคนปฎิบัติงานบรรลุ เป้าหมาย ซึ่งในการกำหนดเป้าหมาย และดัชนีชี้วัดในการปฎิบัติงานของพนักงานจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย และดัชนีชี้วัดของหน่วยงานและองค์กร การบริหารผลการปฎิบัติงานจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานที่จะต้องมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และเน้นการปฎิบัติงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างผู้บังคับบัญชา และพนักงานด้วยการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างจริงจังและจริงใจ ถ้ามีการประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนอย่างมากในการบูรณาการเป้าหมายในการปฎิบัตืงานของพนักงาน หน่วยงาน องค์กร ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือ เป้าหมายสูงสุดขององค์กรในการที่จะตอบสนองถึงความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้เสียขององค์กร อันจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรได้ในอนาคต

ไม่มีรูป
200. อุษา เทียนทอง [IP: 125.26.38.180]
เมื่อ ศ. 07 ก.ย. 2550 @ 23:43
376705 [ลบ] [แจ้งลบ]

ระบบการบริหารการปฏิบัติงานบุคคลเพื่อความสำเร็จขององค์กร             ในองค์กรความสำเร็จขององค์กรเป็นเป้าหมายที่ทุกคนในองค์กรต้องมีจุดร่วมกัน ซึ่งต้องมาจากการที่องค์กรมี Vision ร่วมกัน เป็น Vision ที่สั้น มีพลังเข้าใจ จดจำได้ เมื่อคนในองค์กรมีเป้าหมายร่วมกันแล้วการบริหารการปฏิบัติงานในองค์กรก็เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในแผนการพัฒนาขององค์กรนั้นด้วยเพื่อให้ผลการปฏิบัติงานของพนักงานมีการบูรณาการซึ่งกันและกันสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร            การพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายองค์กรประสบความสำเร็จ แต่บางองค์กรก็ไม่  สามารถในการตัดสินใจในการออกแบบการปฏิบัติงานที่สร้างสรรค์ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม การบริหารงานของหัวหน้างาน หัวหน้าองค์กรด้วย ยกตัวอย่าง เช่น บางองค์กรหัวหน้างานขาดความไว้ วางใจในการตัดสินใจของลูกน้อง จะสั่งการทุกอย่าง จนทำให้ลูกน้องค่อยๆลดความเชื่อมั่นในตนเองลดลงเรื่อยๆ เมื่อวันใดไม่มีหัวหน้าลูกน้องจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพราะไม่มีใบสั่งการทำงาน ตรงกันข้ามกับบางองค์กรที่ผู้บริหารมียุทธศาสตร์การบริหารมุ่งเป้าหมายขององค์กรให้เป็นเป้าหมายร่วม มอบหมายให้แต่ละแผนกได้มีการคิดสร้างสรรค์งานเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ผู้บริหารไม่ต้องลงลึกเรื่องการสั่งการ กระจายความรับผิดชอบไปตามงานต่างๆ ทำให้บุคลากรมีอิสระในการคิดอย่างสร้างสรรค์ เกิดงานใหม่ๆ ได้มากมาย ไม่มีหัวหน้าไม่มีผู้บริหารอยู่ในสำนักงานงานก็สามารถสำเร็จลุล่วงได้ เพราะงานไม่ได้อยู่ขึ้นอยู่กับคนแต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายขององค์กร            การดำเนินงานขององค์กรจึงจะทำอย่างไรให้คนในองค์กรมีเป้าหมายร่วมกันให้ได้ การบริหารการปฏิบัติงานบุคลากรจึงต้องมีการดำเนินการสร้างค่านิยมให้กับองค์กร เกิดวัฒนธรรมขององค์กรร่วมกันองค์กรต้องมี Vision และ Mission ก่อน แล้วกำหนดเป้าหมายขององค์กร กำหนดวัตถุประสงค์ กลยุทธ์การดำเนินงาน เทคนิคการดำเนินงาน การสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน การสร้างวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร อาจจะมาจากผู้บริหารระดับต่างๆคิดร่วมกันตามเทคนิคของการคิดวิสัยทัศน์ที่นำไปแปลงเป็นการปฏิบัติงานได้ เมื่อได้วิสัยทัศน์แล้วต้องทำให้ทุกคนในองค์กรจำวิสัยทัศน์ให้ได้ ต้องนำมาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน การมีเป้าหมายร่วมกันมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานร่วมกัน มีกลยุทธ์การทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มีหลักการในเรื่องการประสานงาน ทำงานร่วมกัน องค์กรต้องถ่ายทอด  กลยุทธ์สู่การปฏิบัติให้กับคนในองค์กร เพราะปัญหาอยู่มี่ว่าถ้าคนในองค์กรไม่เข้าใจกลยุทธ์ ไม่เห็นอนาคตร่วมกันก็ไปสู่ความสำเร็จได้ยาก นักพัฒนาองค์กรจึงต้องมีเทคนิค มีกลยุทธ์ มีจุดเริ่มต้นที่สำคัญนักพัฒนาองค์กรจึงต้องเป็นผู้ที่มีจิตวิทยามีความเข้าใจมนุษย์ มีกลยุทธ์ในการบริหารบุคลากร ตั้งเป้าหมายการพัฒนาบริหารงานบุคลากรที่เฉพาะเจาะจงมีกำหนดมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน กำหนดตัวชี้วัดได้ สามารถทำให้สำเร็จได้โชว์ได้ สอดคล้องกับความเป็นจริงในเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับกาลเวลา โดยนักพัฒนาบุคลากรองค์กรต้องมีแผนการำเนินงานที่ชัดเจนมีการโค้ชชิ่งตลอดระยะเวลาของเส้นทางการดำเนินงาน มีการสะท้อนผลงานให้บุคลากรได้ทราบก่อนสิ้นสุดโครงการที่จะแก้ไขก็ไม่ได้แล้ว เพราะถึงขั้นสุดท้ายแล้ว  การสะท้อนผลให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบเพื่อทำให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น มีการทบทวนผลงานเติมเต็มความรู้ประสบการณ์การปฏิบัติงานเมื่อทำสำเร็จแล้วมีรางวัลให้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เงินแต่เป็นการชมเชยยกย่องพูดถึงในทางที่ยินดี ก็เป็นการพัฒนาบุคลากรที่ยั่งยืนสำหรับองค์กร การบริหารผลการปฏิบัติงาน      ในการปฏิบัติงานของบุคคลในองค์กรต้องมีการติดตามผลประเมินผลเป็นระยะต่อเนื่องนั้นนอกจากเป็นการปรับปรุงและพัฒนางานขององค์กร ของทีมงาน ของพนักงาน ให้ไปสู่เป้าหมายในทิศทางเดียวกันแล้วยังเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้วย เพราะวันนี้เป็นสังคมความรู้พนักงานต้องเข้าใจเรื่องของการเปลี่ยนแปลงต้องมีความรู้ มีข้อมูลเพื่อการพัฒนาองค์กร พัฒนางาน การบริหารงานบุคลากรจึงต้องดำเนินถึงการสร้างการเรียนรู้ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต้องมีกระบวนการในการถอดบทเรียนการดำเนินงานของพนักงานด้วย โดยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในองค์กร จัดเวทีให้กับคนในองค์กรได้ทบทวนการดำเนินงานด้วยการให้บุคลากรได้นำวิสัยทัศน์พันธกิจมาเป็นตัวตั้ง แล้วช่วยกันหาคำตอบวาวันนี้ได้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้อย่างไร ถึงขั้นตอนใดในเส้นทางเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกันนั้น ที่ประสบความสำเร็จเพราะมีปัจจัยอะไร ที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีปัญหาอะไร เราจะหาทางแก้ปัญหานั้นร่วมกันได้อย่างไร เราจะช่วยกันทำให้สิ่งที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราดีขึ้นได้อย่างไร วิธีการเช่นนี้คนในองค์กรจะได้เรียนรู้จักตนเอง รู้จักเพื่อน เกิดผลงานดีเด่นแลกเปลี่ยนกับคนในองค์กรด้วย ทำเช่นนี้อยู่เสมอความเป็นหนึ่งเดียวของคนในองค์กรจะมีความแข็งแรง คนในองค์กรจะเป็นนักจัดการความรู้ องค์กรเข้มแข็งและสำเร็จอย่างยั่งยืน กระบวนการเช่นนี้นำไปใช้ได้กับทุกองค์กรรวมทั้งองค์กรเล็กๆ ในกลุ่มชาวบ้าน ในชุมชน จนถึงกลุ่มองค์กรใหญ่ๆ เช่น บริษัทต่างๆ เพราะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในองค์กร  อุษา   เทียนทอง
ไม่มีรูป
201. อุษา เทียนทอง [IP: 125.26.39.185]
เมื่อ อา. 16 ก.ย. 2550 @ 12:43
387344 [ลบ] [แจ้งลบ]

การสร้างคุณธรรมจริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์                                                            สอนโดย  ดร.อรพินท์  สพโชคชัย---------------------------------------------            การอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์โดยธรรมชาตินั้นจะเกิดการปรับตัวตามบริบทที่แวดล้อมกลุ่มคนภายนอก  เช่น สภาพของทรัพยากรธรรมชาติ  สภาพดินน้ำอากาศ  สภาวะภายนอก เช่น สภาพของทรัพยากรธรรมชาติ สภาพดินน้ำ อากาศ สภาวะภายนอกนี้ไม่แน่นอนเกิดการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได้บางครั้งทำให้เกิดความกล้า ต่อภัยทางธรรมชาติทำให้เกิดความกลัวจากสภาวะภายนอกส่งผลไปยังสภาวะภายในคือ จิตใจ การคิด การปฏิบัติ จากส่วนบุคคลมารวมกันเป็นของส่วนร่วม ทำให้เกิดกำหนดกฎกติกา ของการอยู่ร่วมกัน มีนที่มีบุคลิกความเป็นผู้นำเกิดขึ้นจากภาวะทางธรรมชาตินั้น จึงมีคนเลือกเป็นผู้นำ ทำหน้าที่ปกครองดูแลผู้อยู่ร่วมกันในกลุ่มตามกฎกติกาที่กำหนดนั้นบทบาทผู้นำมีอำนาจมาก ก็จะกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน ทำให้ไม่เกิดความเป็นธรรมแก่กลุ่มอื่น เมื่อสังคมโลกเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกมีผลต่อการปกครองของผู้นำในแต่ละกลุ่ม เกิดการรวมตัวกันเป็นรัฐ เป็นประเทศ กฎกติกาการอยู่ร่วมกันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมภายนอก เมื่อโลกเป็นยุคทุนนิยมการเอารัดเอาเปรียบ เอาชนะธรรมชาติ ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมของคนกับสิ่งแวดล้อมที่ระบบการคิดการปฏิบัติเปลี่ยนไปเป็นเมื่อผลประโยชน์ของตนเองของกลุ่มตนของประเทศตนการอยู่ร่วมกันขาดคุณธรรมและจริยธรรมส่งผลต่อปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แสดงให้เห็นอยู่ทั่วไปทั่วโลก จะหันมาสนใจเรื่องการมีคุณธรรม จริยธรรม การมีธรรมาภิบาล และเริ่มดำเนินการให้เป็นจริงหลังปี 2540 ที่เกิดวิกฤตฟองสบู่            โลกยุคโลกาภิวัฒน์ ทั่วโลกมีการติดต่อสัมพันธ์เข้ากันอย่างไร้พรมแดนเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกโลกหนึ่ง อีกซีกโลกหนึ่งมีผลกระทบเกิดขึ้น “  เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว” วันนี้ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจเสรี เกิดกรรวมกลุ่มเศรษฐกิจของโลก เช่น กลุ่ม APAC กลุ่มยูโร เกิดการเปิดตัวเสรีทางการค้า (FTA) ประเทศค้ามีผลต่อคนในประเทศ การทำสัญญาต่อกันจะต้องอาศัยความมีคุณธรรมจริยธรรมความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบกัน ซึ่งจริงๆแล้วคือการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการนั่นเอง ดังนั้นสังคมต้องเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เกิดการยอมรับในผลผลิตที่ไม่ทำร้ายกัน คือ ไม่ทำร้ายสุขภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องสัมพันกับการเมืองการปกครองที่จะออกกฎระเบียบที่ปฏิบัติร่วมกัน และทำตามข้อตกลงที่ทำร่วมกัน และต้องเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไม่เอารัดเอาเปรียบกน เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ให้ดังนั้นซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำให้สิ่งที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่น การผลักดันให้คนในสังคมมีคุณธรรม จริยธรรม จะเป็นเรื่องที่เป็นกระแสที่สำคัญในขณะนี้และในอนาคต การให้องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนเป็นองค์กร ที่มีหลักธรรมภิบาลก็เป็นเรื่องทีอยู่ในข้อกำหนดทำงานร่วมกันขององค์กรต่างๆ ในองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งก็มีผลต่อการเป็น Good Governmence ขององค์กรในประเทศไทย            แต่สถานการณ์ปัจจุบันขององค์กรภาคราชการในประเทศไทยยังมีภาพรวมที่สะเทือนความไม่มีความโปร่งใสตั้งแต่ระดับเล็กไปถึงระดับใหญ่ ทั้งด้านวัฒนธรรมไทยเป็นสังคมระบบ อุปถัมภ์ การขอร้องให้ช่วยเหลือ การมีสินไหมค่าตอบแทนให้แก่กันเป็นที่มาของคอคอรัปชั่นได้ ถึงแม้ว่าในวันนี้การประเมินผลการปฏิบัติราชการขององค์กรภาคราชการจะประเมินในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การธรรมาภิบาลแต่เนื่องจากยังมีกระบวนทัศน์แบบเดิมๆ คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผิดเป็นถูกผิดมากเป็นผิดน้อยกันอยู่ก็ไม่สามารถทำให้คนในองค์กรแก้ใขปรับปรุงอย่างถอนรากถอนโคนได้ แต่กลัวจะเห็นตัวอย่างที่ทำผิดแล้วถูกอีกด้วยซ้ำไปอย่างเช่นการประเมินผลเลื่อนลำดับตำแหน่งต้องมีการประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม แต่ผู้ประเมินผลงานเป็นคนในหน่วยงานเดียวกันก็ไม่ประเมินผลตามความเป็นจริงให้คะแนนแต่ละข้อโดยไม่ได้ดูพฤติกรรมที่เป็นจริงให้คะแนนตามความรู้สึก ที่เห็นชัดเจนคือผู้ได้รับการประเมิน เมาเหล้าในเวลาราชการแท้ๆพาคนประเมินไปกินอาหารกลางวันพร้อมน้ำดื่มทีมีแอลกอฮอร์ อีกต่างหาก แต่คะแนนด้านคุณธรรมจริยธรรมก็ผ่านข้าพเจ้านึกในใจว่าให้มีการประเมินข้อนี้กันทำไม นี่คือปัญหาของการที่ไม่สามารถทำให้เรื่องคุณภาพจริยธรรมเป็นจริงได้เพราะเรื่องของการประเมินที่ผิดพลาดไม่เอาจริง          ไม่ได้แก้ไขทั้งระบบ คิดดีแต่ทำไม่ถูก   ซึ่งจะเห็นเช่นนี้อยู่เสมอๆ ในวงราชการ การจะทำให้คนในหน่วยงานราชการมีความคิดจิตสำนึกและปฏิบัติตนเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยรรมนั้นขณะนี้หน่วยงานต้องดำเนินการ แต่ที่เห็นส่วนมาก คือ เชิญวิทยากรมาบรรยายให้ฟังว่าคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลคืออะไร มีหลักการอย่างไร ทำไมต้องทำ เป็นเช่นนี้กันทุกที่แล้วจะทำให้คนมีคุณธรรมได้อย่างไรเพราะผิดหลักการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติการต้องการให้คนมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญถ้าต้องการทำให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง งานสำเร็จต้อง         คิดใหม่ ทำใหม่ บริหารจัดการใหม่ ให้การเรียนรู้ไม่ใช่ให้ความรู้            การดำเนินการให้องค์กร มีธรรมาภิบาล ให้คนมีคุณธรรม จริยธรรม ในประเทศโดยต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นทุกสัดส่วน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นเข้าระดับประเทศให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปฏิบัติ ต้องเริ่มต้นจากการปรับกระบวนทัศน์ของคนในองค์กรต้องทุ่มเทเวลาและงบประมาณให้เกิดขึ้นในองค์กรโดยเฉพาะปรับเปลี่ยนชีวิตประเมินผลเสียใหม่ เอาจริงจังกับเรื่องกำหนด API และวัดผลตาม KPI ปรับปรุงบุคคลที่ควรจะทำการวัดผลจัดระดับของผู้ได้รับการประเมิน เช่นผู้บริหารองค์กรควรจะประเมินผลงานจากการปฏิบัติงานของคนในองค์กร สภาวะภายในขององค์กร ซึ่งขณะนี้ก็เป็นเช่นนั้นแต่ระบบอุปถัมภ์ในเรื่องการประเมินยังคงอยู่ถึงแม้จะติดเครื่องมือดี วิธีการดี ก็ควรแก้ไขได้ยากจึงต้องปรับบุคคลที่จะมาประเมินโดยไม่ใช้คนในหน่วยงานเดียวกันแต่เป็นคนที่เป็นกลางจริงๆ จึงต้องฝึกอบรมบุคคลที่เป็นผู้ประเมินอย่างจริงจังด้วย ควรแก้ไขระบบอุปถัมภ์ด้วยความรู้สึกรัก ชอบ เห็นใจสงสาร พวกกัน ออกไปเป็นเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินต้องได้คนดีอยู่ในองค์กร จึงต้องเริ่มต้นที่การศึกษา การให้การเรียนรู้แก่คนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก ถึงผู้สูงอายุ ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ ต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง                                                         อุษา  เทียนทอง 
ไม่มีรูป
202. อุษา เทียนทอง [IP: 125.26.38.179]
เมื่อ ศ. 21 ก.ย. 2550 @ 10:27
392890 [ลบ] [แจ้งลบ]

การสร้างแนวร่วมคนทำงานในองค์กร            องค์กรจะไปรอดได้คนในองค์กรต้องเป็นแนวร่วมกันที่จะขับเคลื่อนให้องค์กรมุ่งไปสู่เป้าหมายแต่ถ้าหากองค์กรไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน คนในองค์กรจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือเป้าหมายที่องค์กรต้องการไปให้ถึง            องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะทำ กำหนดทิศทางให้ชัดเจนกล้าทำในกิจการที่ยากแต่ได้ผล องค์กรจะต้องมีการวางกลยุทธ์ในการปฏิบัติงานคิดอย่างมีกลยุทธ์ ปฏิบัติอย่างมีกลยุทธ์ สร้างวัฒนธรรมการกล้าคิดกล้าทำอย่างมีกลยุทธ์ มีการสร้างให้คนในองค์กรมีทิศทางร่วมกัน องค์กรต้องมีวิสัยทัศน์ มีพันธกิจ มีเป้าหมายร่วมกัน ทุกคนในองค์กรต้องรู้และจำวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเปาหมายขององค์กรได้จะต้องเป็นวิสัยทัศน์ที่มีพลังที่ทำให้คนในองค์กรยึดมั่นเกิดแนวร่วมที่จะคิดและปฏิบัติให้เป็นไปตามที่องค์กรกำหนด ซึ่งการให้คนมีความตระหนักในเป้าหมายขององค์กร องค์กรต้องมีกิจกรรมที่ทำให้คนในองค์กรคิดเห็นเป็นแนวร่วมกันหลายองค์กรขณะนี้มีการจ้างบริษัทที่ทำกิจการสร้างการทำงานเป็นทีม สร้างภาระความเป็นผู้นำ สร้างจิตสำนึกการเป็นองค์กรที่ดี ซึ่งทำให้คนที่มีส่วนร่วมได้มีความเข้าใจกัน เข้าใจเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน วิธีนี้เป็นกลยุทธ์หนึ่งของเจ้าของบริษัท หรือบริหารขององค์กร ดังนั้นทุกองค์กรจะต้องมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน มีการให้รางวัลคนที่ทำงานสำเร็จตอบโจทย์ของกลยุทธ์ได้ องค์กรต้องมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรในองค์กรให้ชัดเจนแต่สามารถทำงานเอื้อกันเสริมหนุนกันได้ในแต่ละแผนกในแต่ละบทบาท ต้องพัฒนาให้คนในองค์กรทำงานแบบองค์รวมให้ได้ เป็นจิกซอที่ต่อกันติด องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะกล้าในการแก้ปัญหา เพราะปัญหาทีไว้ให้แก้ไม่ใช่มีปัญหาแล้วหมกไว้ใต้พรมไม่กล้า ซึ่งออกมาเพราะกลัวความเจ็บปวด คนในองค์กรต้องปรับกระบวนทัศน์แบบกลัวคนเกลียดคนไม่ชอบหน้า เราพูดความจริงเป็นคนที่กลัาหาญทางจริยธรรม แต่มีกลยุทธ์ในการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่คนอื่นก็ยอมรับได้ด้วยซึ่งต้องมีการฝึกอบรม องค์กรที่เข้มแข็งจึงมักเป็นองค์กรที่มีแผนการพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง            องค์กรใดก็ตามที่มีเป้าหมายชัดเจนมีผู้บริหารและทีมงานที่มีกลยุทธ์ในการปฏิบัติงานมีแผนงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์มีการวัดผลงานซึ่งอาจสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้แต่รู้ว่าไม่สำเร็จเพราะอะไร  สำเร็จเพราะอะไรเพื่อให้เกิดการปรับปรุแก้ไขพัฒนาคนในองค์กรก็เกิดการเรียนรู้ คนสำคัญ คือ ผู้นำขององค์กรที่ต้องมีความกลัาหาญทางจริยธรรมสร้างคนในองค์กรให้มีภาวะความเป็นผู้นำ เพราะยุคสมัยนี้เป็นต้นไปคนทุกคนต้องมีภาวะความเป็นผู้นำเพราะคนที่มีภาวะความเป็นผู้นำจะเป็นแบบได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่เหมาะกับเวลาสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้เสมอ ถ้าในองค์กรมีคนที่พร้อมจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นคนที่มีภาวะความเป็นผู้นำองค์กรนั้นจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และไม่เป็นองค์กรที่เอาเปรียบคนในประเทศ                                                 อุษา   เทียนทอง
ไม่มีรูป
203. ไม่แสดงตน [IP: 203.172.57.32]
เมื่อ พ. 03 ต.ค. 2550 @ 12:01
406977 [ลบ] [แจ้งลบ]

การเรียนต้องเอาจริงในการเรียน 1.การเรียนต้องตั้งใจ 2. มีข้อสงสัยให้สักถาม 3. มีความเป็นสุขกับการเรียน
ไม่มีรูป
204. ไม่แสดงตน [IP: 203.172.57.32]
เมื่อ พ. 03 ต.ค. 2550 @ 12:07
406988 [ลบ] [แจ้งลบ]

การเรียนไม่ว่าจะเรียนที่ใด 1 ก็สำเร็จได้ 2 ถ้าตั่งใจ 3 ถ้าเอาจริง
P
205. network
เมื่อ อา. 13 เม.ย. 2551 @ 21:48
608661 [ลบ] [แจ้งลบ]

ทฤษฎ๊ กับปฏิบัติ ในเรื่องของการประเมินศักยภาพของคน มีความต่างกันซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่หลากหลาย แต่บางครั้งผู้บริหารไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขอย่างจริงจัง ดังนั้นการประเมินหรือการหาCompetence ของคนในกลุ่ม เป็นอะไรที่ทำยากมากสำหรับผู้บริหารระดับกลาง ในการดำเนินงานหรือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่มีรูป
206. pk รป.ม.5 ม.บูรพา [IP: 203.151.232.70]
เมื่อ ศ. 12 ก.ย. 2551 @ 19:02
823608 [ลบ] [แจ้งลบ]

เรียน อาจารย์จีระ

หนูได้มีโอกาสต้อนรับอาจารย์กับคณะผนส.2 ที่อ.ขลุง จ.จันทบุรี

รู้สึกดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่อาจารย์ ยังไม่ลืมรุ่นของหนูที่ม.บูรพา

และเพื่อนในรุ่นของหนูก็มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์อีกครั้งกับการเรียนที่

นี่ในหลักสูตร ปริญญาเอก

ขอบคุณค่ะ

ภวิกา รป.ม.5

ไม่มีรูป
207. *ไม่ได้โง่ที่คิดอย่างนี้* [IP: 118.172.69.211]
เมื่อ พ. 05 พ.ย. 2551 @ 15:37
923261 [ลบ] [แจ้งลบ]

เรียนอย่างไรให้โง่ เป็นคนฉลาดแล้วดำรงชีวิตไม่เป็น เพราะเป็นคนเก่งแล้ว ปฎิบัติจริงแล้วทำไม่ได้ สู้คนที่เรียนปานกลางไม่ได้ถึงเรียนไม่เก่ง แต่ปฎับัติเก่งกว่าคนเก่งบ้างคนที่หัวมีแต่ตัวหนังสือ

ขอบคุณคับ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
อาณาจักรเพื่อการเรียนรู้ของทรัพยากรมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์