สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
Chira Academy
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 4377
ปริญญาเอก ม.ราชภัฏสวนสุนันทา (2)
มีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับมีปัญญา

ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ                                                           

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์ 

 

สร้าง: อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:18   แก้ไข: อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:19   ขนาด: 1679 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
121. นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 20:43
400109 [ลบ]

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  / PHD 8202 รภ.สวนสุนันทาภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง (22 กันยายน 2550) / นักศึกษา : นพมาศ ช่วยนุกูลผู้นำ  ก็คือคนที่สามารถนำพากลุ่มคน องค์กร ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  ซึ่งผู้นำที่ดีจะนำพากลุ่มคน องค์กร ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ(สังคมยอมรับได้) ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ส่วนผู้นำที่ไม่ดีคือผู้นำที่นำพาไปสู่เป้าหมายที่กลุ่ม องค์กรต้องการ แต่เป้าหมายและวิธีการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม   อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำคือภาวะแห่งการรักษาสมดุลที่เป็นคุณสมบัติของผู้นำ 5 ประการหลักคือ   1)  ความเป็นตัวตน  ได้แก่ อุปนิสัย การเป็นแบบอย่างที่ดี การควบคุมตนเอง การปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mental Model : win-win) และเรื่องจริยธรรม เป็นต้น  2) การบริหารคน  ได้แก่ 2.1) คนในองค์กร ซึ่งประกอบด้วย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ทีมงาน ความร่วมมือ  และ 2.2) คนนอกองค์กร ประกอบด้วย ลูกค้า ประชาชน เครือข่าย เนื่องจากเราต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในโลกเพื่อความอยู่รอด และไม่มีใครหรือผู้นำคนไหนสามารถเก่งได้คนเดียว หรือต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependent)   3) การบริหารงาน อันประกอบด้วย 3.1) องค์กร ซึ่งประอบด้วย Vision Mission ค่านิยม ซึ่งผู้นำต้องมีความชัดเจนในจุดนี้รวมทั้งมีการ Share Vision  3.2) Competency  3.3) กฎหมาย ระเบียบปฎิบัติ  3.4) การเมือง  4) เรื่องการเปลี่ยนแปลง  จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ โดยใช้แนวทางของนวัตกรรม  5) การบริหารสถานการณ์  ได้แก่ 5.1)  Trust  5.2) Motivation และ  การกระจายและการมอบอำนาจ  5.3) การตัดสินใจ     หากผู้นำไม่สามารถรักษาภาวะสมดุลในคุณสมบัติ 5 ประการได้  ภาวะผู้นำที่จะนำพากลุ่มหรือ องค์กรไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลและองค์กรก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ............................... 
ไม่มีรูป
122. สรณิต พุ่มพฤกษ์
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 23:04
400241 [ลบ]

            ในยุคปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีสภาวะการแข่งขันสูง ภาวะผู้นำถือเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดัน ให้องค์การประสบความสำเร็จ ภาวะผู้นำจึงต้องได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันต่อโลกที่กำลังก้าวไป เดิมผู้นำมีหน้าที่ในการวางแผนและบริหารเพื่อให้องค์การประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้เท่านั้น แต่สำหรับในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร สภาพแวดล้อม (Environment) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆเป็นเครื่องมือในการที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งด้าน ความเคลื่อนไหวของคู่แข่งขัน ความต้องการของลูกค้า ปัญหาอื่นๆที่มีผลต่อธุรกิจหรือ องค์การ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผลที่เรียกว่า "Integrated leadership" ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเน้นไปที่กระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา ความได้เปรียบ   ในยุคนี้จึงเน้น การพัฒนา ภาวะผู้นำควบคู่ไปกับการทำงานเป็นทีมเป็นสำคัญ และในขณะเดียวกัน การติดต่อสื่อสารภาย ในองค์การก็ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะการที่จะสื่อสารในเรื่องของภารกิจ วิสัยทัศน์ และค่านิยมต่างๆขององค์การไปสู่พนักงานที่อยู่ในองค์การ เนื่องจากหากพนักงานเหล่านั้นมีความเข้าใจและมีความรู้ไปในทิศทางเดียวกันประสิทธิภาพขององค์การก็จะเพิ่มมากขึ้นและเป็นการช่วยลดปัญหาต่างๆในองค์การได้เป็นอย่างดี และผู้นำยังต้องพยายามจูงใจ พนักงานซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าขององค์กร ให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น ให้มีส่วนร่วมในทีม มีส่วนร่วมในความสำเร็จที่สำคัญ มีการแบ่งผลกำไร(Profit Sharing)อย่างเป็นธรรม ให้การยอมรับ ในตัวพนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผล ให้เกิดความเข้าใจและแนวคิดในวัตถุประสงค์ของ องค์การในตัวพนักงานตรงกัน และนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การในที่สุด                 คุณสมบัติของผู้นำที่ดีควรมีดังนี้1.           Knowledge   ความรู้                ความรู้ในที่นี้มิได้หมายถึงเฉพาะความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่เท่านั้น หากแต่รวมถึงการใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมในด้านอื่นๆ ด้วย 2.      Initiative  ความริเริ่ม                ความริเริ่มจะเจริญงอกงามได้ หัวหน้างานจะต้องมีความกระตือรือร้น คือมีใจจดจ่องานดี มีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ มีพลังใจที่ต้องการความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า 3.      Courage and firmness    มีความกล้าหาญและความเด็ดขาด                นอกจากความกล้าหาญแล้ว ความเด็ดขาดก็เป็นลักษณะอันหนึ่งที่จะต้องทำให้เกิดมีขึ้นในตัวของผู้นำเองต้องอยู่ในลักษณะของการ กล้าได้กล้าเสีย ด้วย4.      Human relations    การมีมนุษยสัมพันธ์ ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักประสานความคิด ประสานประโยชน์สามารถทำงานร่วมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา  ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็กได้5.      Fairness and Honesty   มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์สุจริต  ผู้นำที่ดีจะต้องอาศัยหลักของความถูกต้อง หลักแห่งเหตุผลและความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น 6.      Patience  มีความอดทน ความอดทน จะเป็นพลังอันหนึ่งที่จะผลักดันงานให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้ อย่างแท้จริง7.      Alertness   มีความตื่นตัว  คือมีความระมัดระวัง ความสุขุมรอบคอบ ความไม่ประมาท ไม่ยืดยาดขาดความกระฉับกระเฉง มีความฉับไวในการปฏิบัติงานทันต่อเหตุการณ์8.      Loyalty   มีความภักดี                 การเป็นผู้นำหรือหัวหน้าที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีความจงรักภักดีต่อหมู่คณะ ต่อส่วนรวมและต่อองค์การ ความภักดีนี้ จะช่วยให้หัวหน้าได้รับความไว้วางใจ และปกป้องภัยอันตรายในทุกทิศได้เป็นอย่างดี                9.     Modesty   มีความถ่อมตนไม่ถือตัว                คือการไม่วางอำนาจ และไม่ภูมิใจในสิ่งที่ไร้เหตุผล             ท่านอาจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ได้แบ่งกลุ่มของผู้นำไว้ 4 ชนิดดังนี้1.       Trust หรือ Authorit   คือผู้นำที่มาจากความยอมรับศรัทธาของคนในองค์กร หรือมาจากการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ2.       Charisma    ผู้นำมีบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลทั่วไป3.       Situational     ผู้นำตามสถานการณ์4.       Quiet Leader   ผู้นำทางปัญญา  เป็นผู้นำที่รู้จักคิดวิเคราะห์ปัญหา 

                สรุปการเป็นผู้นำที่ดีนั้นต้องรู้จักการวิเคราะห์หาเหตุและผล (Analytical Mind)  มองทุกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า(Appearance)อย่างลึกซึ้ง  มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลึกถึงเหตุปัจจัย (Cause) และสามารถคาดคะเนผลที่เกิดตามมา (Consequence)  เป็นผู้ที่ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ใคร(Who)  ทำอะไร(What)  ที่ไหน(Where)  เมื่อไร(When)  ทำไม(Why)  อย่างไร(HOW)    มองพฤติกรรมบุคคล (Person) เหตุการณ์ (Event) สามารถโยงถึง หลักการ (Principle) ได้ และ ใช้หลักการ (Principle) สร้างวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันปัญหา เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ (Event) ที่ต้องการ และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล (Person) ให้อยู่ภายไต้การควบคุมได้

ขอบคุณครับ  สรณิต  พุ่มพฤกษ์

ไม่มีรูป
123. Mr.Surachet Suchaiya
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 02:33
400341 [ลบ]

Surachet  Suchaiya (Mobile: 089 205 3098, surachet@catinfonet.com) HomeWork# 14 Human Capital (15-Sep-07)Leadership in the changing world.Prof. Dr. Chira Hongladarom  ความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้             วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ Aj.Chira  มานั่งพูดคุยให้ความรู้กับพวกเราในช่วงเช้า (Morning Coffee) และต่อในห้อง Lecture เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีส่วนร่วมสอบถามและแสดงความคิดเห็น  ประเด็นที่บรรยายคือ ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยรรยาย คือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุนมนุษย์ คืนทุนที่มีลมหายใจ  ทุนมนุษย์เกิดจากมนุษย์   หรือ อีกในหนึ่ง ทุนมนุษย์ คือ คน (Homo Spain)  บางคนมีทุนมนุษย์แต่ไม่มีทุนทางปัญญา Human Capital สำคัญเป็นอันดับแรก ใน ทฤษฎี 8 Ks ส่วนอีก 7 Ks ที่เหลือเป็นส่วนประกอบ               การสร้างคนเก่ง เราต้องสร้างขึ้นมา Demand Side กระตุ้นให้อยากทำงานโดย Supply Side  ตามที่ผมเข้าใจคือ  ต้องใช้ระบบคุณธรรม และ คุณ นะ ทำ ในการบริหารงาน            Talented Capital : ทุนทางปัญญา (Knowledge), ความชำนาญ (skill) และ แนวคิด (Mindset)   เราควร Open Mind ไม่ควรคิดเพียงมิติเดียว  เพราะการคิดเพียงด้านเดียวเป็นอันตราย  เพราะฉะนั้น “Know what going on” เราควรหมั่นหาความรู้ให้สดใหม่เสมอเพื่อให้สามารถรู้เท่าทันและอยู่ในสังคมยุค IT  Globalization ได้.   แต่ก็มีข้อควรระวังรู้มากไปจะเป็นโรค IOKO             I : Information            O : Overflow            K : Knowledge            O : Overload            โรค Information Overflow Knowledge Overload หรือ โรคสำลักข้อมูล  คือ รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้เรื่องที่ควรรู้             ผมได้มองเห็นจาก Case Study เกี่ยวกับทุนมนษย์  ใน Philippine  พบว่าคน Philippine ไม่ค่อยรักประเทศตัว  เมื่อคนPhilippine มีความรู้แล้ว  มักจะไม่ทำงานในประเทศ Philippine แต่จะไปทำงานในต่างประเทศ  เช่น เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ, ทำงานฝ่าย Human Resource ในบริษัท Multi National ต่างๆ   ซึ่งคน Philippine เหล่านี้จะส่งเงินกลับประเทศคิดเป็น 11% ของ GDP ทั้งประเทศ   แสดงว่า Philippine มีปัญญาเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม  ทุนทางสังคม และทางแห่งความหยั่งยืน  เพื่อใช้พัฒนาประเทศ เนื่องจากคนเหล่านี้เมื่อมีทุนทางปัญญาแล้วจะไม่ใช้ทุนทางปัญญาที่มีมาพัฒนาประเทศ  แต่จะออกไปทำงานต่างประเทศ.            เกี่ยวกับทฤษฎี 3 วงกลม   ; การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ผมได้แนวคิดเพิ่มเติมจากที่ Aj.Chira สอน คือ ผมนำมาคิดประยุกต์ใช้แรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากการทำงานเป็นดังนี้            Income (I) :  รายได้ ที่เราจะได้รับจากการทำงาน  ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองแรงจูงใจจากตรงนี้เป็นหลักเนื่องจาก ท้องยังไม่อิ่ม ก็ต้องมีเรื่องแรงจูงใจจากรายได้เป็นหลัก.            Credit (C) :  เป็นสิ่งที่เราได้จะจากการทำงาน เช่นมีความรู้ความสามารถ มีความชำนาญในด้านนี้ ,  เราเป็นคนพูดจริงทำจริง,  เป็นคนตั้งใจทำงาน ให้ออกมาดีที่สุด ทำงานเต็มที่ แน่นอนผู้คนในที่ทำงานและรอบตัวเราจะให้สิ่งนี้แก่เรา  เราจะได้ Trust นั้นหมายถึงเราเป็นคนมีความเสี่ยงต่ำ (Low Risk)            Experience (E) : ประสบการณ์ เมื่อเราทำสิ่งใดเป็นระยะเวลาหนึ่งเราจะเกิดความรู้ (Knowledge) และความชำนาญ (Skill) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่าประสบการณ์ เป็นสิ่งที่เราจะได้ เป็นอีกหนึ่งสิ่งในแรงจูงใจ.            ทั้ง 3 สิ่ง เป็น ICE ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ. สรุป ผู้นำที่ดีในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง จะต้องไม่ลุ่มหลงสิ่งเหล่านี้            1.อำนาจ             2.เงิน ทอง ทรัพย์สิน.เนื่องจากทั้ง 2 อย่างนี้ ยิ่งใช้มากยิ่งหมดเร็ว ผู้นำที่ดีต้องมีน้ำใจ.
ไม่มีรูป
124. รักษเกชา แฉ่ฉาย
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 10:06
400508 [ลบ]

        อาจารย์จีระยังคงให้ความเป็นกันเองกับนักศึกษาโดยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตั้งแต่เช้าก่อนเข้าห้องเรียน ซึ่งในทัศนะของผมแล้วเห็นว่าอาจารย์อาจจะกำลังทำให้นักศึกษาเห็นทฤษฎี 4L’s นั้นสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เรื่องที่พูดให้เป็นทฤษฎีโก้เก๋ โดยเอาประสบการณ์ในแต่ละวันในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อาจารย์ได้เรียนรู้จากความจริง (Reality) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์นั้นๆ (Relevancy) ที่อาจารย์ไปช่วยหน่วยงานต่างๆ มาบอกเล่ากับนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้ฉุกคิดต่อยอดและนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) หรือนำเอาไปเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ในอนาคต                นอกจากการเล่าประสบการณ์แล้ว อาจารย์ได้ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมในเรื่อง Human Capital ซึ่งอยู่ในทฤษฎี 8K’s ว่าคือทุนในทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งนอกเหนือจากทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องของการลงทุนในมนุษย์เสียก่อน ซึ่งบางครั้งเราต้อง pain before gain เมื่อมีทุนมนุษย์ตรงนี้แล้ว เราก็ต้องมีทุนอื่นๆที่อาจารย์กล่าวถึงไว้แล้วในทฤษฎี 8K’s ซึ่งทุนเหล่านั้นต้องมีอยู่ในทุนมนุษย์จึงจะประสบความสำเร็จ                 บทเรียนที่สำคัญในวันดังกล่าวคือเรื่องภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความแตกต่างระหว่างผู้นำ (Leader) และผู้จัดการ (Manager) ซึ่งบ่อยครั้งคนมักจะนำมาใช้ปนกัน แต่จริงๆแล้วสองคนนี้ต่างกัน โดยอาจารย์ได้นำกราฟมาแสดงให้เห็นถึงช่องว่าง (gap) ระหว่างผู้นำกับผู้จัดการ ซึ่งผู้นำจะมี performance ที่สูงกว่าผู้จัดการ แต่ผมก็ได้ให้ความเห็นว่ากราฟของผู้จัดการนั้นไม่น่าจะเป็นเส้นตรงเสียทีเดียวแต่อาจจะเป็นเส้นโค้งก็ได้ ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย นอกจากนี้ผมอยากจะขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าเส้นกราฟทั้งสองเส้นนี้มีโอกาสที่จะทับกันได้ถ้าผู้จัดการพัฒนาการทำงานของตนให้ดีขึ้น และมีโอกาสแซงขึ้นไปอยู่สูงกว่าผู้นำก็ได้ นั่นหมายถึงว่าคนที่เป็นผู้จัดการอยู่ก็ใช่ว่าจะเป็นผู้จัดการอยู่ตลอดกาล แต่อาจจะพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำได้ในวันใดวันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องพิจารณาเช่นกันว่าคนที่จะเป็นผู้นำนั้นควรจะต้องมี minimum performance requirement หรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องมี กราฟเส้นของผู้นำของผู้นำก็ไม่จะเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป ทั้งนี้รวมถึงผู้จัดการด้วย                การที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้นำนั้นก็ต้องเรียนรู้คุณสมบัติหรือชนิดของผู้นำว่ามีอะไรบ้าง และผู้นำจะต้องดำรงตนอย่างไร ซึ่ง Jack Welch, CEO ของ GE กล่าวว่า ผู้นำไม่ใช่ผู้ที่จะต้องคอยทำให้ตัวเองเด่น แต่ต้องมองดูว่าจะทำให้ลูกน้องหรือทีมงานของตนเองเก่งหรือดีขึ้นได้อย่างไร ผมว่านัยก็คือ ผู้นำต้องทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่ทำเพื่อตนเอง ทั้งนี้อาจารย์จีระได้นำเอาแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของบุคคลต่างๆ รวมทั้งตามแนวคิดของอาจารย์มานำเสนอ (ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวซ้ำเพราะอยู่ในเอกสารที่แจกแล้ว) เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งมีทั้งที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน

                   อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผมเห็นว่าผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในรูปแบบเสมอไป แต่อาจเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งทำงานเกิดสัมฤทธิผลมากกว่าผู้นำในรูปแบบด้วยซ้ำไป เพราะสามารถผูกใจและโน้มน้าวผู้คนได้ เข้าลักษณะที่ว่า ผู้นำคือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม (ด้วยความยินยอมพร้อมใจ) ไม่ใช่ต้องทำตามเพราะคำสั่งแต่ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่การจะเป็นผู้นำได้ดีก็ต้องสร้างเครดิตและศักยภาพให้เห็นว่าตนเองมีความพร้อม นอกจากปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ว่าจะต้องเป็นคนดีมีจริยธรรมแล้ว ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่มองเห็นปัญหาก่อนใครว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และมองออกด้วยปัญญาด้วยว่าจะมีวิธีแก้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ต้องกล้าตัดสินใจด้วย มิเช่นนั้นการคิดออกก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากนี้ ผู้นำทำคนเดียวไม่ได้ ต้องโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามและร่วมมือ เหนือสิ่งอื่นใดคือการเห็นความสำคัญของทีมงาน เมื่องานสำเร็จต้องให้เครดิตผู้อื่น ไม่ใช่เก่งอยู่คนเดียว แต่ต้องถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน ทุกคนมีคุณค่าในฐานะองคาพยพหนึ่งขององค์กร ซึ่งหากจะร้อยเรียงเป็นคำสั้นๆที่ใจหรือจำง่ายก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ มองเห็นปัญหา          มีปัญญาแก้ไข  กล้าตัดสินใจ  โน้มน้าวผู้อื่นได้  สู้เส้นชัยพร้อมทีมงาน แต่จะทำให้ครบคุณสมบัติที่ว่านี้ได้มากน้อยเพียงใดและรวดเร็วเพียงใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพัฒนาองค์ความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดมรรคผลต่อไป

                                        รักษเกชา แฉ่ฉาย

ไม่มีรูป
125. นายทวีป พรหมอยู่
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 13:51
400681 [ลบ]

สรุปการบรรยายครั้งที่ /14 (เสาร์ที่ 22 กันยายน 2550) โดย ท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์  ในหัวข้อภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยน ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องทุนมนุษย์ในมุมมองต่าง ๆ หลายคนได้แสดงความคิดเห็น อาจารย์ได้อธิบาย ทำให้ความเข้าใจเรื่องทุนมนุษย์ของแต่ละคนชัดเจนขึ้น ทุนมนุษย์นั้นกว่าจะได้มา ต้องมีการลงทุนก่อน(Investment) มนุษย์มีทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แต่ละคนจะมีความสามารถในการจัดการให้ทุนในแต่ละด้านเพิ่มขึ้นได้แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงสำคัญที่วิธีการเรียนรู้เพื่อให้ได้คุณภาพมิใช่ปริมาณ รู้จริงดีกว่ารู้เยอะ คือต้องเรียนรู้ตามหลักของทฤษฎี 4 L’s  ของท่านอาจารย์จีระ และ ต้องมี Happiness(มีความสุข)  Respect(ยกย่องมนุษย์)  Dignity (ให้เกียรติ มีศักดิ์ศรี) Sustainable (มีความยั่งยืน) ด้วย สำหรับเรื่อง  ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยน  หากนึกถึงองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผลของความสำเร็จนั้นมาจากการมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพและความสามารถที่ไม่ธรรมดาในยุคศตวรรษที่มีประสิทธิภาพและความสามารถที่ไม่ธรรมดา ถ้าเรานึกถึงองค์กรที่ประสบความสำเร็จเราจะนึกถึงผู้นำในยุกต์ที่ประสบความสำเร็จนั้นด้วย เช่น Alfred Slon ของ GM(General Motors) หรือ John D. Rockefeller ของ Standard  Oil หรือ Jack Welch  ของ GE (General Electric)  หรือ Bill Gates ของ Microsoft  และอาจรวมถึง ผู้นำคนไทย อย่างเช่น ชาตรี โสภณพานิช แห่งธนาคารกรุงเทพ ด้วยก็ได้ ซึ่งผู้นำเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับองค์กรของตนอย่างมากมาย ซึ่งทำให้องค์กรของตนประสบความสำเร็จล้ำหน้าองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันกับตนในยุคที่ตนเป็นผู้นำ ถ้าแยกประเภทของผู้นำแล้วถือว่าผู้นำมีหลายประเภทได้แก่   ผู้นำทางวิชาการ   ผู้นำทางการเมือง  ผู้นำทางศาสนา   ผู้นำทางธุรกิจ     ผู้นำในฐานะเจ้าของ ผู้นำทางด้านกีฬา ผู้นำทางการทหาร ผู้นำแต่ละประเภทอาจจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนกันและอาจจะมีบางอย่างที่แตกต่างกัน  คุณสมบัติที่สำคัญทีผู้นำทุกคนควรมี เช่น1.       ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เช่น แรงจูงใจ อารมณ์ และความต้องการ2.       ผู้นำต้องสามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องเชื่อว่าผู้นำมีคุณค่ามากพอที่จะให้พวกเขาทำตาม3.       ผู้นำต้องมีความสามารถในการสื่อสาร และควรเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง(two-way-communication)4.       ผู้นำมีความสามารถที่จะตัดสินใจในสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ดีที่สุดผู้นำ (Leader) กับ ผู้จัดการ (Manager) มีความแตกต่างกัน เส้นของผู้นำ มีข้อสมมติว่าผู้นำจะต้องมีความสามารถในการบริหารด้วย  เส้นกราฟที่แสดงระหว่าง ความเป็น Leader กับ Manager คือต้องพยายามให้ช่องว่างระหว่างกราฟทั้งสองเส้นเป็นไปในทิศทางและเส้นเดียวกัน  ชนิดของผู้นำก็ยังประกอบด้วย  1.Trust / Authority   2.Charisma    3.Situational  4. Quiet Leader  จากการวิจัยของ Center for creative leadership พบว่า การจะ develop ผู้นำ มี 5 วิธี เรียกว่า ทฤษฎี 5 E’s1.       Example (มีรูปแบบตัวอย่างที่ดี : Role model) 2.        Experience (สร้างประสบการให้ตัวเอง ฝึกทำงานที่ยาก) 3.        Education (ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ และ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานรู้อยู่เสมอ) 4.        Environment (สร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน)  5.        Evaluation (ประเมินผลการทำงานอยู่เสมอ) ทักษะของผู้นำ Leadership skill ที่สำคัญคือการตัดสินใจ  (ฝึกให้ เร็ว รอบคอบ แต่อย่ารีบร้อนที่จะ yes  หรือ no)การเจรจาต่อรองการทำงานเป็นทีมGet thing done (มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ) The Klann Leadership ของ Center for creative Leadership  1. Courage2.    Caring เป็นห่วงเป็นใย จริงใจ และหวังดีกับทุกคน3. Optimism  คิดเชิงบวก4.  Self control เรียนรู้และควบคุบตนเองได้5. Communication  สื่อสารได้อย่างดี  ทุกองค์กรย่อมมีผู้นำ ผู้นำ เราต้องมีความสามารถที่จะแยกแยะระหว่างผู้นำที่ดีและผู้นำที่ไม่ดีให้ได้ผู้นำที่ไม่ดีคือผู้นำที่ขาดประสิทธิภาพ หรืออาจจะเป็นผู้นำที่ไร้จริยธรรม ขอเสนอประเภทของผู้นำที่ไม่ดี ตามแนวคิดของ Barbara Kellerman ผูอำนวยการศูนย์การเป็นผู้นำ องค์การสาธารณะที่ Kenedy School Government มหาวิทยาลัย Harvard ดังนี้  1.       ผู้นำที่ไร้ความสามารถ(ผู้นำที่ไม่สร้างสรรการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้น) 2.       ผู้นำที่เข้มงวด(ผู้นำที่ไม่ยอมดัดแปลงความคิดใหม่)  3.        ผู้นำที่ควบคุมตนเองไม่ได้(ผู้นำที่ใช้อารมณ์ในการบริหาร)4.       ผู้นำที่ปราศจากความกรุณา(ผู้นำที่ขาดเมตตา) 5.       ผู้นำขี้โกง(หรือผู้นำที่ทุจริต)  6.       ผู้นำใจแคบ(ผู้นำที่ไม่ยอมเสียสละ)  7.       ผู้นำปีศาจ(ผู้นำที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้อื่น)ผู้นำทั้ง 7 ประเภทนี้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีจึงไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง
ไม่มีรูป
126. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:44
401774 [ลบ]

การบ้านครั้งที่ 8

Five Discipline ของ  Mr.Peter  M.Senge มีความคล้ายคลึงกับ 8k’s  ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom เป็นอย่างมาก ทั้ง 2 ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาคน ซึ่ง 8k Theory จะมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งจะเน้นถึง คุณธรรม และความสุขรวมอยู่ด้วย ส่วน  Five Discipline ของ Mr. Peter M. Senge จะแนวคิดเป็นตะวันตก เป็นการเน้นความจำเป็นของตัวบุคคลและการทำงานเป็นทีม การคิดอย่างมีระบบ 2 ทำอย่างไรจะนำ Idea ของทั้ง 2 ผ่านมาเป็นหลักปฏิบัติ ในทางปฏิบัติควรจะเริ่มจากการทำความเข้าใจ และทฤษฎีทั้ง 2 มาทำการวิจัยลงรายละเอียดให้มาก รวมทั้งจัดทำเป็นแผนงาน เพื่อนำไปปฏิบัติและเผยแพร่ (Action Plan) การเผยแพร่อาจจะจัดทำเป็นการจัดสัมมนาเผยแพร่ โดยเชิญผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อคิดเห็น และขอความร่วมมือเพื่อก่อให้เกิดความรู้และเผยแพร่หลายมากขึ้น ขั้นตอนในการปฏิบัติอาจใช้ทฤษฎี 2R’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom มาใช้ 2R’s คือ   

1.  Reality มองความจริง  

2.  Relevance ตรงประเด็น Reality คือ การอยู่กับความจริง ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รอบตัว และมองด้านปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไข  Relevance คือ ความเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ทฤษฎี 8k และ 5 Discipline มาเป็นตัวนำได้

ไม่มีรูป
127. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:45
401782 [ลบ]

การบ้านครั้งที่ 9

Innovation   หมายถึง   นวัตกรรม คือ สิ่งที่เกิดจากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”  ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้สร้างสรรค์ แต่เก่าสำหรับคนอื่น ความคิดสร้างสรรค์ กับ นวัตกรรมนั้น ไม่มีทางรู้เลยว่า ความคิดนั้นใหม่หรือไม่ (ยกเว้นแต่จะอ้างอิงกับมาตรฐานบางอย่าง) และไม่มีทางบอกได้ว่ามันมีคุณค่าหรือเปล่าจนกระทั่งผ่านการประเมินทางสังคม นวัตกรรมมี 2 ประเภท คือ

1.นวัตกรรมแบบปิด

2.นวัตกรรมแบบเปิด

แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมคือการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกัน นวัตกรรมผสมผสาน เกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างโดยไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเท่า นวัตกรรมเฉพาะทางและเกิดจากการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆเข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายผู้คน,การบรรจบกันของศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการประมวลผลที่ล้ำยุค  แนวทางเล็ก ๆน้อย ๆ นการสร้างนวัตกรรม คือปัญหาคาใจต่าง ๆ

 1. เข้าไปจุดไหนดี

2. เข้าไปทำอะไรดี

3. รู้ว่าทำอะไร แต่จะทำอย่างไร

4.ใครเป็นคนทำ

5. ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้ จากปัญหาต่าง ๆเหล่านี้ทำให้เราต้องหาคำตอบ โดยการหาความรู้จาก web site หนังสือ เอกสาร

         

นวัตกรรมเป็น Process ไม่ใช่ Product แต่ก่อให้เกิดเป็น Product ในภายหลัง และนวัตกรรมเกิดจากความคิดเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ และการทำวิจัยภายในหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น ปัจจุบันอาจไม่ทันโลกทันเหตุการเนื่องจากตอนนี้มี Open Innovation Model คือ นวัตกรรม Out Source จากภายนอกได้ โดยที่ งานวิจัยเป็น Research Driven ส่วน นวัตกรรมเป็น Market Driven ยกตัวอย่างบ้านเราเอง คิดอะไรไหม่ๆ ได้เสมอแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือนำไปปฏิบัติได้แต่ Scale Up ไม่ได้ เพราะ นวัตกรรมที่เห็นผลสำเร็จในเชิงพานิชย์และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้วยังต้องการความเป็นผู้ประกอบการด้วย

ไม่มีรูป
128. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:47
401787 [ลบ]

การบ้านครั้งที่ 10

การประเมินศักยภาพของคนในองค์กรจึงมีบทบาทในเรื่อง HR และการบริหารผลการปฏิบัติงาน  (P M : Performance management) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ

 

ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ

 

      1. Performance Planning /Goal-setting

 

      2. Continuous coaching and Feed back

 

      3. Performance review and evaluation

       4. Corrective and adaptive action นอกจากนี้ในแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันโดยเริ่มที่การตั้งเป้าหมายในการบริหารผลการปฏิบัติงานการ และการตั้งเป้าหมายที่ดี         (S MART Goals) จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง กำหนดระยะเวลา สามารถวัดได้ สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถทำให้สำเร็จได้ อาจสรุปได้ว่าทุกคนต้องรู้ทิศทาง (Vision, Mission และวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กรอย่างเข้าใจและถ่องแท้ ตรงกับทฤษฏี 2R's     ของ ศ.ดร.จีระ ได้แก่ SMART นอกจากนี้การพัฒนาปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้    กระบวนการ P M ประสบความสำเร็จได้แก่การฝึกอบรม และการพัฒนา มีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาด เป็นที่ยอมรับ     และเป็นที่ไว้วางใจ มีความก้าวหน้าในการทำงาน
ไม่มีรูป
129. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:49
401793 [ลบ]

การบ้านครั้งที่ 11

อาจารย์อรพิน ยก  case study ต่างๆมาบรรยายให้ฟังแล้วได้สรุปประเด็นสำคัญๆซึ่งตามconcept ของ Good governance ตามที่ UN ESCAP กำหนดมี 8 หลักการคือ

 

1.      การมีส่วนร่วม (participatory)

2.      การปฏิบัติตามกฎหมาย (rule of law)

3.      ความโปร่งใส(transparency)

4.      ความรับผิดชอบ (responsiveness)

5.      ความสอดคล้อง (consensus oriented)

6.      ความเสมอภาค (equity and inclusiveness)

7.      การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency)

8.      การมีเหตุผล(accountability

หลักการธรรมภิบาลโดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจะต้องให้ความสำคัญกับ

1.      ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty &Transparency)

2.      ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)

3.      คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity)

4.      การมีส่วนร่วม (Participation) และ

5.      มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)  

 

หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management)          

หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่จะต้องมีธรรมาภิบาล(Good Governance )ซึ่งธรรมาภิบาลจะประกอบด้วยหลักที่สำคัญคือ

1.      หลักประชาธิปไตยคือต้องมีเสรี มีส่วนร่วม

2.      หลักการบริหารสมัยใหม่

3.      หลักกลไกลตลาดประเทศไทยต้องรวมกลุ่มอาเชี่ยนซึ่งการรวมกลุ่มแบบนี้เราควรรวมกลุ่มแบบนี้ควรที่จะรวมกับประเทศอินเดียและจีนจะเป็นโอกาสที่ดีแก่ประเทศไทย และถ้ารวมกันได้แล้วเราก็ควรจะให้มีเงินสกุลเดียวคือสกุลเอเชีย(Asian Money) การรวมกลุ่มแบบEthical Standard เป็นกรอบธรรมาภิบาล  ประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดที่ได้รับรางวัลคือ ประเทศ ฟินแลนด์ นอรเวร์ สวีเดน ส่วนในเอเชียคือประเทศสิงค์โปร์ ส่วนประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 ปีข้างหน้า OECD เพราะเป็นการยกมาตรฐานทางด้านจริยธรรมหรือธรรมาภิบาลและAccountability เช่นประเทศญี่ปุ่น เขาจะแสดงความรับผิดชอบของนักรบญี่ปุ่นที่คว้านท้องตนเองต่อหน้าจักรพรรดิ์ และถ้าธนาคารในต่างประเทศเขาทำผิดต่อลูกค้าเขาจะแสดงความรับผิดชอบโดยประธานธนาคารจะออกมากล่าวขอโทษส่วนของประเทศไทย ถ้าเป็นปรานธนาคารเมื่อทำผิดคงจะไม่มีใครมาแสดงความรับผิดชอบ    

            ระบบราชการในอุดมคติควรที่จะ

1.      สนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชน

2.      บริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์

3.      ประสิทธิภาพประสิทธิผล

4.      เน้นหลักคุ้มค่า ทันสมัย

5.      เที่ยงธรรมและรับผิดชอบ

6.      ยืนหยัดในความถูกต้อง

7.       ประชาชนมีส่วนร่วม

8.      สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
ไม่มีรูป
130. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:51
401797 [ลบ]

การบ้านครั้งที่ 12

Workforce Alignment in an Organization

 

เรื่องของ Enterprise Governance แบ่งเป็น

 

(1) Corporate Governance เป็นกระบวนการ Conformance เช่น การมีตัวแทนจากภายนอกที่นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยกำหนดทิศทางองค์กรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และ

 (2)