ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
|
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ อีเมลติดต่อ |
ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 20:43
400109 [ลบ] [แจ้งลบ]
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 23:04
400241 [ลบ] [แจ้งลบ]
สรุปการเป็นผู้นำที่ดีนั้นต้องรู้จักการวิเคราะห์หาเหตุและผล (Analytical Mind) มองทุกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า(Appearance)อย่างลึกซึ้ง มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลึกถึงเหตุปัจจัย (Cause) และสามารถคาดคะเนผลที่เกิดตามมา (Consequence) เป็นผู้ที่ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ใคร(Who) ทำอะไร(What) ที่ไหน(Where) เมื่อไร(When) ทำไม(Why) อย่างไร(HOW) มองพฤติกรรมบุคคล (Person) เหตุการณ์ (Event) สามารถโยงถึง หลักการ (Principle) ได้ และ ใช้หลักการ (Principle) สร้างวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันปัญหา เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ (Event) ที่ต้องการ และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล (Person) ให้อยู่ภายไต้การควบคุมได้
ขอบคุณครับ สรณิต พุ่มพฤกษ์
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 02:33
400341 [ลบ] [แจ้งลบ]
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 10:06
400508 [ลบ] [แจ้งลบ]
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผมเห็นว่าผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในรูปแบบเสมอไป แต่อาจเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “ผู้นำตามธรรมชาติ” ซึ่งบางครั้งทำงานเกิดสัมฤทธิผลมากกว่าผู้นำในรูปแบบด้วยซ้ำไป เพราะสามารถผูกใจและโน้มน้าวผู้คนได้ เข้าลักษณะที่ว่า “ผู้นำคือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม (ด้วยความยินยอมพร้อมใจ)” ไม่ใช่ต้องทำตามเพราะคำสั่งแต่ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่การจะเป็นผู้นำได้ดีก็ต้องสร้างเครดิตและศักยภาพให้เห็นว่าตนเองมีความพร้อม นอกจากปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ว่าจะต้องเป็นคนดีมีจริยธรรมแล้ว ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่มองเห็นปัญหาก่อนใครว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และมองออกด้วยปัญญาด้วยว่าจะมีวิธีแก้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ต้องกล้าตัดสินใจด้วย มิเช่นนั้นการคิดออกก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากนี้ ผู้นำทำคนเดียวไม่ได้ ต้องโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามและร่วมมือ เหนือสิ่งอื่นใดคือการเห็นความสำคัญของทีมงาน เมื่องานสำเร็จต้องให้เครดิตผู้อื่น ไม่ใช่เก่งอยู่คนเดียว แต่ต้องถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน ทุกคนมีคุณค่าในฐานะองคาพยพหนึ่งขององค์กร ซึ่งหากจะร้อยเรียงเป็นคำสั้นๆที่ใจหรือจำง่ายก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ “มองเห็นปัญหา มีปัญญาแก้ไข กล้าตัดสินใจ โน้มน้าวผู้อื่นได้ สู้เส้นชัยพร้อมทีมงาน” แต่จะทำให้ครบคุณสมบัติที่ว่านี้ได้มากน้อยเพียงใดและรวดเร็วเพียงใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพัฒนาองค์ความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดมรรคผลต่อไป
รักษเกชา แฉ่ฉาย
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 13:51
400681 [ลบ] [แจ้งลบ]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:44
401774 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 8
Five Discipline ของ Mr.Peter M.Senge มีความคล้ายคลึงกับ 8k’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom เป็นอย่างมาก ทั้ง 2 ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาคน ซึ่ง 8k Theory จะมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งจะเน้นถึง คุณธรรม และความสุขรวมอยู่ด้วย ส่วน Five Discipline ของ Mr. Peter M. Senge จะแนวคิดเป็นตะวันตก เป็นการเน้นความจำเป็นของตัวบุคคลและการทำงานเป็นทีม การคิดอย่างมีระบบ 2 ทำอย่างไรจะนำ Idea ของทั้ง 2 ผ่านมาเป็นหลักปฏิบัติ ในทางปฏิบัติควรจะเริ่มจากการทำความเข้าใจ และทฤษฎีทั้ง 2 มาทำการวิจัยลงรายละเอียดให้มาก รวมทั้งจัดทำเป็นแผนงาน เพื่อนำไปปฏิบัติและเผยแพร่ (Action Plan) การเผยแพร่อาจจะจัดทำเป็นการจัดสัมมนาเผยแพร่ โดยเชิญผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อคิดเห็น และขอความร่วมมือเพื่อก่อให้เกิดความรู้และเผยแพร่หลายมากขึ้น ขั้นตอนในการปฏิบัติอาจใช้ทฤษฎี 2R’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom มาใช้ 2R’s คือ
1. Reality มองความจริง
2. Relevance ตรงประเด็น Reality คือ การอยู่กับความจริง ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รอบตัว และมองด้านปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไข Relevance คือ ความเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ทฤษฎี 8k และ 5 Discipline มาเป็นตัวนำได้
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:45
401782 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 9
Innovation หมายถึง นวัตกรรม คือ สิ่งที่เกิดจากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม” ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้สร้างสรรค์ แต่เก่าสำหรับคนอื่น ความคิดสร้างสรรค์ กับ นวัตกรรมนั้น ไม่มีทางรู้เลยว่า ความคิดนั้นใหม่หรือไม่ (ยกเว้นแต่จะอ้างอิงกับมาตรฐานบางอย่าง) และไม่มีทางบอกได้ว่ามันมีคุณค่าหรือเปล่าจนกระทั่งผ่านการประเมินทางสังคม นวัตกรรมมี 2 ประเภท คือ
1.นวัตกรรมแบบปิด
2.นวัตกรรมแบบเปิด
แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมคือการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกัน นวัตกรรมผสมผสาน เกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างโดยไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเท่า นวัตกรรมเฉพาะทางและเกิดจากการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆเข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายผู้คน,การบรรจบกันของศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการประมวลผลที่ล้ำยุค แนวทางเล็ก ๆน้อย ๆ นการสร้างนวัตกรรม คือปัญหาคาใจต่าง ๆ
1. เข้าไปจุดไหนดี
2. เข้าไปทำอะไรดี
3. รู้ว่าทำอะไร แต่จะทำอย่างไร
4.ใครเป็นคนทำ
5. ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้ จากปัญหาต่าง ๆเหล่านี้ทำให้เราต้องหาคำตอบ โดยการหาความรู้จาก web site หนังสือ เอกสารนวัตกรรมเป็น Process ไม่ใช่ Product แต่ก่อให้เกิดเป็น Product ในภายหลัง และนวัตกรรมเกิดจากความคิดเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ และการทำวิจัยภายในหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น ปัจจุบันอาจไม่ทันโลกทันเหตุการเนื่องจากตอนนี้มี Open Innovation Model คือ นวัตกรรม Out Source จากภายนอกได้ โดยที่ งานวิจัยเป็น Research Driven ส่วน นวัตกรรมเป็น Market Driven ยกตัวอย่างบ้านเราเอง คิดอะไรไหม่ๆ ได้เสมอแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือนำไปปฏิบัติได้แต่ Scale Up ไม่ได้ เพราะ นวัตกรรมที่เห็นผลสำเร็จในเชิงพานิชย์และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้วยังต้องการความเป็นผู้ประกอบการด้วย
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:47
401787 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 10
การประเมินศักยภาพของคนในองค์กรจึงมีบทบาทในเรื่อง HR และการบริหารผลการปฏิบัติงาน (P M : Performance management) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ
ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ
1. Performance Planning /Goal-setting
2. Continuous coaching and Feed back
3. Performance review and evaluation
4. Corrective and adaptive action นอกจากนี้ในแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันโดยเริ่มที่การตั้งเป้าหมายในการบริหารผลการปฏิบัติงานการ และการตั้งเป้าหมายที่ดี (S MART Goals) จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง กำหนดระยะเวลา สามารถวัดได้ สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถทำให้สำเร็จได้ อาจสรุปได้ว่าทุกคนต้องรู้ทิศทาง (Vision, Mission และวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย) ขององค์กรอย่างเข้าใจและถ่องแท้ ตรงกับทฤษฏี 2R's ของ ศ.ดร.จีระ ได้แก่ SMART นอกจากนี้การพัฒนาปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ กระบวนการ P M ประสบความสำเร็จได้แก่การฝึกอบรม และการพัฒนา มีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาด เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ไว้วางใจ มีความก้าวหน้าในการทำงานเมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:49
401793 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 11
อาจารย์อรพิน ยก case study ต่างๆมาบรรยายให้ฟังแล้วได้สรุปประเด็นสำคัญๆซึ่งตามconcept ของ Good governance ตามที่ UN ESCAP กำหนดมี 8 หลักการคือ
1. การมีส่วนร่วม (participatory)
2. การปฏิบัติตามกฎหมาย (rule of law)
3. ความโปร่งใส(transparency)
4. ความรับผิดชอบ (responsiveness)
5. ความสอดคล้อง (consensus oriented)
6. ความเสมอภาค (equity and inclusiveness)
7. การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency)
8. การมีเหตุผล(accountability
หลักการธรรมภิบาลโดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจะต้องให้ความสำคัญกับ
1. ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty &Transparency)
2. ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)
3. คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity)
4. การมีส่วนร่วม (Participation) และ
5. มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)
หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management)
หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่จะต้องมีธรรมาภิบาล(Good Governance )ซึ่งธรรมาภิบาลจะประกอบด้วยหลักที่สำคัญคือ
1. หลักประชาธิปไตยคือต้องมีเสรี มีส่วนร่วม
2. หลักการบริหารสมัยใหม่
3. หลักกลไกลตลาดประเทศไทยต้องรวมกลุ่มอาเชี่ยนซึ่งการรวมกลุ่มแบบนี้เราควรรวมกลุ่มแบบนี้ควรที่จะรวมกับประเทศอินเดียและจีนจะเป็นโอกาสที่ดีแก่ประเทศไทย และถ้ารวมกันได้แล้วเราก็ควรจะให้มีเงินสกุลเดียวคือสกุลเอเชีย(Asian Money) การรวมกลุ่มแบบEthical Standard เป็นกรอบธรรมาภิบาล ประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดที่ได้รับรางวัลคือ ประเทศ ฟินแลนด์ นอรเวร์ สวีเดน ส่วนในเอเชียคือประเทศสิงค์โปร์ ส่วนประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 ปีข้างหน้า OECD เพราะเป็นการยกมาตรฐานทางด้านจริยธรรมหรือธรรมาภิบาลและAccountability เช่นประเทศญี่ปุ่น เขาจะแสดงความรับผิดชอบของนักรบญี่ปุ่นที่คว้านท้องตนเองต่อหน้าจักรพรรดิ์ และถ้าธนาคารในต่างประเทศเขาทำผิดต่อลูกค้าเขาจะแสดงความรับผิดชอบโดยประธานธนาคารจะออกมากล่าวขอโทษส่วนของประเทศไทย ถ้าเป็นปรานธนาคารเมื่อทำผิดคงจะไม่มีใครมาแสดงความรับผิดชอบระบบราชการในอุดมคติควรที่จะ
1. สนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชน
2. บริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์
3. ประสิทธิภาพประสิทธิผล
4. เน้นหลักคุ้มค่า ทันสมัย
5. เที่ยงธรรมและรับผิดชอบ
6. ยืนหยัดในความถูกต้อง
7. ประชาชนมีส่วนร่วม
8. สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:51
401797 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 12
Workforce Alignment in an Organization
เรื่องของ Enterprise Governance แบ่งเป็น
(1) Corporate Governance เป็นกระบวนการ Conformance เช่น การมีตัวแทนจากภายนอกที่นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยกำหนดทิศทางองค์กรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และ
(2) Business Governance เป็นกระบวนการ Performance โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเป็นการสร้าง Value Creation ให้แก่องค์กร
ในส่วนกลยุทธ์ องค์กรอาจนำ Five-Force Model มาวิเคราะห์คู่แข่งขัน SWOT Analysis มาวิเคราะห์ตนเอง และค้นหา Critical Success Factors ถ้าองค์กรไม่มีก็อาจจะสร้างหรือซื้อให้เกิดขึ้นในองค์กรก็ได้ จากนั้นปรับ Tactic ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยกลยุทธ์ขององค์กรแบ่งได้ 3 ระดับคือ
(1) Departmental Strategy
(2) Strategic Business Unit (SBU) / Division Strategy
(3) Corporate Strategyแนวคิดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของ Thomas-Kilmann ประกอบด้วย 5 แบบคือ
(1) Confronting: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน โดยไม่ให้ความร่วมมือ มุ่งชัยชนะของตนโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์หรือความสูญเสียของผู้อื่น อาศัยอำนาจหน้าที่ของตนคุกคาม ข่มขู่ เพื่อจะให้ตนได้ผลประโยชน์และได้ชัยชนะในที่สุด
(2) Avoiding: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้ความร่วมมือ แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่สนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งโดยเชื่อว่าความขัดแย้งจะลดลงเมื่อเวลาผ่านเลยไป
(3) Accommodating: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน แต่จะให้ความร่วมมือ ยอมตามความต้องการของผู้อื่น แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม ชอบเป็นผู้เสียสละเพื่อลดความขัดแย้ง
(4) Compromising: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกันก็ให้ความร่วมมือที่จะแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์หรือเกิดความพึงพอใจบ้าง ในลักษณะพบกันครึ่งทาง และ
(5) Collaborative: แบบรักษาผลประโยชน์ของตน และให้ความร่วมมือในระดับสูง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ปัญหา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจอย่างเต็มที่ ใช้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของทั้งสองฝ่าย เพื่อจะหาทางเลือกที่เหมาะสม
Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution แบ่งเป็น
(1) Aligned Goals ถ้าองค์กรขาด Aligned Goals ทำให้คนในองค์กรขาดทิศทาง
(2) Business Acumen/Skills ถ้าองค์กรขาด KUSA (Knowledge, Understanding, Skills และ Attribute) ก็จะพึ่งพาคนอื่นตกอยู่ภายใต้การชักนำของคนอื่น
(3) Measured Accountabilities ถ้าองค์กรขาด Measured Accountabilities คนในองค์กรก็ไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากไม่มีการวัดผลงาน
(4) Linked Rewards ถ้าองค์กรขาด Linked Rewards คนในองค์กรก็จะขาดแรงกระตุ้น และ
(5) Ownership Thinking: รู้สึกถึงความเป็นเจ้าขององค์กร ถ้าองค์กรขาด Ownership Thinking คนในองค์กรก็จะทำงานเช้าชามเย็นชามไม่กระตือรือร้นเมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:54
401801 [ลบ] [แจ้งลบ]
การบ้านครั้งที่ 13
ทุนมนุษย์ในมุมมองต่าง ๆ ทุนมนุษย์กว่าจะได้มา ต้องมีการลงทุนก่อน(Investment) มนุษย์มีทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แต่ละคนจะมีความสามารถในการจัดการให้ทุนในแต่ละด้านเพิ่มขึ้นได้แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงสำคัญที่วิธีการเรียนรู้เพื่อให้ได้คุณภาพมิใช่ปริมาณ รู้จริงดีกว่ารู้เยอะ คือต้องเรียนรู้ตามหลักของทฤษฎี 4 L’s และ ต้องมี Happiness(มีความสุข) Respect(ยกย่องมนุษย์) Dignity (ให้เกียรติ มีศักดิ์ศรี) Sustainable (มีความยั่งยืน)ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะองค์กรยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูงก็ต้องการผู้นำที่ไม่ใช่ผู้จัดการเท่านั้นซึ่งปัจจุบันพบว่ากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนผู้นำในอุดมคติการเป็นผู้นำนั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การที่จะเป็นผู้นำที่ดีให้ได้นั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลปของการบังคับบัญชา ภาวะผู้นำ(Leadership) ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาครัฐจำเป็นต้องมีความรู้บางอย่างในทุกอย่าง (Know Something in Everything) หรือรู้ทุกอย่างในบางอย่าง (Know Everything in Something) เพราะบางครั้งการเป็นผู้นำที่มองด้านเดียวอาจเกิดปัญหาได้ ใครจะคาดคิดว่าอยู่ดี ๆประเทศไทยที่ประกาศอยู่เสมอว่าเป็นประเทศเสรี มีประชาธิปไตย กลับต้องเกิดการปฏิวัติโดยทหาร นี่ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเกิดจากปัญหาของผู้นำระดับประเทศที่ขาดในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในความเป็นผู้นำการจะเป็นผู้นำที่ดีก็ต้องมีการฝึกฝน การพัฒนาต่อยอดเช่นกัน ซึ่งมีทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมายเช่น Jack Welch ,Michael Hammer ,Posner and Kouzea หรือ8 K’s ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และ 8 H’sของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรม ความเชื่อของประเทศทางตะวันตกและตะวันออกการเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องมีทุนมนุษย์ทั้ง 8 ประการ ตั้งแต่ทุนที่มีมาตั้งแต่เกิด ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และทุนทางด้านความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ ความคิด เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลักดันให้เกิดการบริหารประเทศ บริหารองค์กร บริหารสังคมและชุมชน ที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งแนวคิดเรื่อง Leadership Challenge ของ Posner และ Kouzes
1. ผู้นำต้องเป็นแม่แบบที่เป็นตัวอย่างที่ดี
วิธีคือ - พูดถึงคุณค่า (Value) ของตัวเองให้ชัดคืออะไรและ ปฏิบัติตามที่กำหนดคุณค่านั้น ๆ
2. จุดประกายการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน
วิธีคือ - มองอนาคตว่าคืออะไรและแสวงหาความเป็นไปได้และนำคนอื่นที่มีวิสัยทัศน์ร่วมมาทำงานร่วมกัน
3. ท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่ – อย่ายอมรับสภาพเดิม ๆ
วิธีคือ – สร้างวัฒนธรรมการมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มีการแสวงหาทางออกใหม่ บริหารความเสี่ยงและ ชนะเล็ก ๆ เพื่อชนะใหญ่ ๆ
4. ดึงความเป็นเลิศของผู้อื่นให้ร่วมงาน
วิธีคือ – แสวงหาความร่วมมือ (Collaboration) และ พัฒนาจุดแข็งของคนอื่น มีกระจายอำนาจให้ผู้อื่น
5. แสดงความมีน้ำใจต่อผู้อื่น
วิธีคือ - ยอมรับความสำเร็จ หรือ Contribution ของผู้อื่น และยกย่องผู้อื่นอย่างจริงใจ และ หาโอกาสแสดงและฉลองความสำเร็จ โดยให้เป็นความสำเร็จของชุมชนของพวกเรา
เมื่อ ส. 06 ต.ค. 2550 @ 16:02
411688 [ลบ] [แจ้งลบ]
นอกจากนี้ ถ้าคนสามารถบริหารชีวิตตัวเองได้ การบริหารคนบริหารงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปการพัฒนาแนวทางใหม่นี้ องค์กรจำเป็นต้องเปิดใจกว้างให้มากขึ้น อย่าคิดว่าต้องพัฒนาฝึกอบรมคนเฉพาะหลักสูตรที่เป็นประโยชน์กับองค์กรเพียงอย่างเดียว ลองคิดทบทวนดูให้ดีนะครับว่าอดีตที่ผ่านมาเราคิดแบบนี้ แล้วการพัฒนามันได้ผลหรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ ทำไมไม่ลองพัฒนาในแนวทางใหม่ดูบ้าง
การที่องค์กรส่งเสริมให้พนักงานมีการพัฒนาชีวิตตัวเองก่อนนั้น นอกจากจะทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการทำงานแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่องค์กรจะได้รับคือ ได้รับรู้ว่าคนแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่องค์กรสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ ลองพิจารณาดูนะครับว่า ถ้าพนักงานต้องการปิดบังไม่ให้องค์กรรู้ว่าตัวเองมีเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน ในขณะเดียวกันองค์กรก็พยายามกีดกันคนที่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองที่ชัดเจน เช่น ถ้าองค์กรรู้ว่าคนไหนมีแผนในชีวิตที่จะออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ก็มักจะไม่โปรโมทหรือไม่ค่อยส่งไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรเสียหายสองต่อคือ นอกจากจะกีดกันคนที่มีแรงจูงใจในชีวิตแล้ว ในขณะเดียวกันก็เกิดความสูญเปล่าในการพัฒนาคนที่จงรักภักดีกับองค์กรแต่ขาดแรงจูงใจในชีวิต องค์กรส่วนใหญ่มักจะมองว่าใครยังไม่มีแผนชีวิต (หรือมีแต่ไม่รู้) ที่จะออกไปจากองค์กร องค์กรมักจะมองว่าคนๆนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าน่าจะดูแลรักษามากกว่าคนที่มีแผนชีวิตที่ชัดเจน ผมจึงอยากให้คิดทบทวนดูใหม่ว่าการพัฒนาองค์กรไม่ได้อยู่ที่ว่าคนๆนั้นจะอยู่กับองค์กรนานหรือไม่ แต่อยู่ที่ในระยะเวลาที่เขาอยู่กับองค์กรเขาได้สร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากน้อยเพียงใด เราจะเห็นว่าคนหลายคนที่ออกจากเราไปทำธุรกิจของตัวเอง ถ้ามองย้อนหลังกลับไปจะเห็นว่าคนเหล่านี้ได้ทุ่มเทและสร้างสรรค์ให้กับองค์กรอย่างคุ้มค่าเผลอๆอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้มากกว่าคนที่อยู่นานก็ได้
ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าคนที่ทำงานเก่งและทำงานดีในองค์กรนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนๆนั้นมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และมีแรงจูงใจในชีวิตที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน (Internal Drive) ไม่ใช่แรงจูงใจภายนอก (External Drive) ใครก็ตามที่ทำงานเพราะมีแรงจูงใจจากภายนอก คนๆนั้น โอกาสเปลี่ยนแปลงมีมาก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตได้เติมเต็มในสิ่งที่ต้องการแล้ว แรงจูงใจจะลดน้อยลงหรือหายไป แต่คนใดมีแรงจูงใจที่เกิดจากภายในแล้ว นอกจากจะไม่ลดไปตามการเติมเต็มของชีวิตแล้ว มันกลับจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาจะตั้งเป้าหมายชีวิตที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น และผมเชื่ออีกว่าความท้าทายในชีวิตอย่างหนึ่งของคนคือ การทำงาน เพราะการทำงานถือเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เขาต้องการประสบความสำเร็จท้องถิ่นของประเทศไทยหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว โดยคำนึงถึงศักยภาพของประชาชน ในทรรศนะของผมเห็นว่า หากนำ Human Capital + Intellectual Capital + Talented Capital = ท้องถิ่นไทยต้องพัฒนาแบบมีทิศทางภายใต้ความแข็งแกร่งแบบวัฒนธรรมไทยการประยุกต์ใช้ทฤษฎี 8K’s ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเพิ่มจากการกลั่นกรองความคิด ประสบการณ์ บวกกับความสามารถด้านการเป็นผู้นำของเจ้าของทฤษฎีศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ถือเป็นการคิดแบบบูรณาการอย่างลงตัวและเป็นการถ่ายทอดความรู้ความสำเร็จจากผู้นำระดับประเทศในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศสู่ระดับประชาชนอย่างไม่มีเครื่องกีดกั้นทางความคิดและอีกประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาอ้างประเด็นหนึ่งก็คือข้อคิดองค์กรธรรมาภิบาลและการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากผู้บริหาร โดย- ทำความเข้าใจและเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (Appreciation)- คิดเป็นคุณและคิดเป็นธรรม (Positive Thinking)- กำหนดวิสัยทัศน์เป้าหมายการทำงานและอนาคต (Vision and Career Path)- เดินหน้าพัฒนาตนเอง (Self-Development)- เป็นคนดีมีอุดมการณ์ราชการ และเป็นตัวอย่าง (Rule Model)- บริหารชีวิตอย่างสมดุล มีสติและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด หลักการของธรรมาภิบาลนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้- ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty & Transparency)- ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)- คุณธรรม จริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity)- การมีส่วนร่วม (Participation)- ความเท่าเทียมกันทางสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญในวันนี้ที่ประชาชน คนเจ้าของประเทศต้องการจากการทำงานของคนของรัฐมากที่สุดก็คือ การลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน ลดความรู้สึกว่าเป็นเจ้านายประชาชน และมีจิตสำนึกของการเป็นคนของรัฐ สิ่งที่ข้าราชการยุคใหม่หรือผู้บริหารยุคใหม่จะต้องมีคุณสมบัติเพื่อแปลงพฤติกรรมการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพครบทุกด้านตามความต้องการ ได้แก่ 1. "คิด" เป็น ลักษณะของคนที่คิดเป็นจะไม่รอทำงานตามคำสั่ง ส่งผลให้งานไร้ประสิทธิภาพ ขาดความกระตือรือร้น ต้องมีความรู้ และประสบการณ์ในการทำงานที่แตกต่างโดยมีความหลากหลายในงาน รู้จักค้นคว้าคิดวิเคราะห์ภายใต้หลักวิชาการ และข้อมูลที่ถูกต้อง 2. "คุย" หรือการเจรจา ในที่นี้มิใช่การพูดแบบไม่มีจุดหมาย แต่เป็นการเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์มีข้อมูลและมีศิลปะ
3. "ควบคุม" โดยปราศจากการจับผิดหรือติดประกบ แต่อยู่ในรูปแบบของการติดตามประเมินผลการทำงานที่สำเร็จหรือปัญหา ทั้งนี้เพื่อหาหนทางแก้ไขตามสถานการณ์ 4. "คุณธรรม" คนที่คิดเป็นแต่ไม่มีคุณธรรม ก็ส่งผลกระทบต่อระบบเช่นกัน คุณธรรมจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นข้าราชการที่เกิดมาพร้อมที่จะเป็นผู้ให้5. "ความรับผิดชอบ" คนที่มีความรับผิดชอบจะเป็นคนที่พร้อมทุ่มเทเวลาและวิธีคิด ผลงานจะออกมาดี และ 6."คุ้มค่า"คือการทำงานที่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ
มุมมองใหม่ของความเป็นข้าราชการอีกประการหนึ่งก็คือ การให้ความสำคัญกับลูกค้า ในที่นี้มิใช่เฉพาะประชาชนที่มาขอรับบริการ ลูกค้ามีในหลายมิติ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานในระบบคือลูกค้า โดยเฉพาะมุมมองนี้จะเป็นของผู้บริหารทั้งในระดับสูงและระดับกลาง อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร
"ลูกค้าที่ต้องบริการในภารกิจก็คือ ลูกน้องซึ่งได้รับมอบหมายงาน เมื่อพวกเขาให้การบริการกับภาคประชาชนและประเทศแล้ว ผู้บริหารจะต้องคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้มีความสุขอย่างพอเพียง สร้างแรงจูงใจในการทำงาน แก้ปัญหา และมอบนโยบาย นอกจากนี้เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา การทำงานต้องเน้นลูกค้าเป็นหลัก เพราะการทำงานจะสำเร็จไม่ได้ถ้าปราศจากการทำงานที่เป็นทีม"
ในเรื่องของระบบการศึกษาของชาติท้องถิ่นไทยในปัจจุบันเป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมีมากมายตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนการศึกษา ซึ่งการศึกษาถือเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะการศึกษาเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ ความคิด ทรรศนคติ สามารถเป็นตัวบ่งชี้ว่าประเทศจะเติบโตหรือถดถอยได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเพราะประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน ฉะนั้นต้องสอนเด็กให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสร้างสรรค์ได้ โดยใช้หลักทฤษฎี4L’s ดังต่อไปนี้Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้ในการพัฒนาคน ต้องเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นความสนใจให้เด็กรู้จักคิด รู้จักโต้ตอบ เพื่อที่จะได้เป็นนักคิดตั้งแต่วัยเยาว์ วิธีการเรียนการสอนต้องรู้ว่าวิธีใดสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ และใช้วิธีนั้นเพื่อให้เด็กหัดคิดหัดวิเคราะห์ให้เกิดความคมในความคิดLearning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนหรือการเรียนในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนต้องทำให้ผู้เรียนมีความสุข มีความรู้สึกได้กับได้ เรียนด้วยความสนุก อยากจะรู้อยากจะเรียนLearning Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้ เกิดจากการปะทะกันทางปัญญาทำให้เกิดความคิด มุมมองใหม่ๆ การได้มีโอกาสได้เรียนรู้จากต้นแบบทางความคิด โอกาสในการเข้าถึงผู้มีปัญญาต่อยอดกับปัญญา ซึ่งจะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์Learning Communities สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งก่อให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสิ่งที่ผมได้สัมผัสและถือเป็นการนำแนวคิดที่ได้จากการเรียนแบบแลกเปลี่ยนในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทามาปรับใช้ในวิธีการทำงานและได้เคยมีโอกาสได้ร่วมประชุมแนวทางการพัฒนาความรู้ให้กับเยาวชนในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหาร ผู้นำท้องถิ่นและสถานศึกษาเพื่อหาแนวทางพัฒนาเยาวชนในเขตพื้นที่ผมได้มีการเสนอแนวคิดโดยใช้หลักทฤษฎี 4L’s ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในหลักการและได้ให้ผู้รับผิดชอบแต่ละด้านไปจัดเตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับหลักทฤษฎี 4L’s เพื่
เมื่อ ส. 06 ต.ค. 2550 @ 16:07
411694 [ลบ] [แจ้งลบ]
ต่อเนื่องจากข้างต้น
หลักทฤษฎี 4L’s เพื่อที่จะมาประชุมแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้งและที่ภูมิใจคือที่ประชุมมีการถามว่าที่ผมเสนอและผ่านการยอมรับนั้นเป็นแนวคิดของนักคิดฝรั่งชื่ออะไรผมตอบที่ประชุมว่าท่านที่เป็นเจ้าของทฤษฎีไม่ได้เป็นฝรั่งแต่เป็นคนไทยและเป็นอาจารย์ของผมเองท่านชื่อ ศ.ด.ร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นี่ก็เป็นความภูมิใจของผมที่ผมได้รับแนวคิดจากการถ่ายทอดของอาจารย์ และที่ประชุมได้ให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องอื่นนำหลักการ 4L’s ไปใช้ในการทำงานร่วมกับชุมชนโดยให้ใช้หลักการตามทฤษฎีเพราะเห็นว่าเป็นการคิดที่เป็นระบบและมีคำตอบอย่างชัดเจนในตัวของตัวเอง ปัญหาอย่างหนึ่งในระดับท้องถิ่น ศักยภาพในการพัฒนาเกิดจากการรวมกันของพลังความคิดความร่วมมือบวกกับงบประมาณที่ลงไปในท้องถิ่นจะเห็นได้ว่าทำไมบางท้องถิ่น คนมี งบประมาณมี แต่การพัฒนาไม่เท่าที่ควรนั่นเป็นเพราะขาดความรู้อย่างเข้าถึงในการพัฒนาคือมีปัจจัยเอื้ออำนวยแต่ไม่สามารถพัฒนาได้ตามที่ควรจะเป็นต่างกับบางแห่งที่ขาดทั้งคนทั้งงบประมาณแต่มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวหน้าตรงนี้ต้องย้อนกลับมามองบุคลากร ผู้นำ ประชาชนในพื้นที่ การจะพัฒนาคนต้องพัฒนาคนให้มีความคิด คือการคิดที่เป็นระบบ ใช้ความคิดในเชิงสร้างสรรค์นำสู่การปฏิบัติจริง และทำงานเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ รู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็นความรู้เหมือนผักสดไม่ใช่ผักเน่า และทำให้การคิดเพื่อสร้างสรรค์นั้นเกิดมูลค่าเพิ่มให้ได้โดยเริ่มต้นที่การคิดเชิงบวก คิดที่จะเป็นผู้ให้และสรรค์สร้างสังคม และการจะทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านใดใดก็ตามหากแต่ต้องอาศัยความตั้งใจจริง ต่อเนื่อง รู้อะไรรู้ให้จริง วิธีการคิดอย่าให้เป็นวิธีการคิดแบบเดิมๆหรือยึดติดในความสำเร็จในระดับเท่าเดิม ต้องมีคนที่มีเป้าหมายคล้ายๆกัน ทำงานกันเป็นทีมและที่สำคัญคือต้องคิดอย่างเป็นระบบ ในส่วนตัวผมเองแล้วมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการพํฒนาในระดับท้องถิ่นของไทยต้องไปได้อีกมากหากแต่คนในสังคมช่วยกันทางความคิดร่วมมือกันโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชนดึงศักยภาพจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ดึงจุดแข็งของบุคคลดึงจุดแข็งของทรัยากรมนุษย์และช่วยกันผลักดันโดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆในระดับMICROหลายๆจุดเชื่อมต่อกันไปสู่ MACROกอรปกับต้องใช้แนวทางการคิดอย่างเป็นระบบ มีหลักการคิด ประยุกต์ใช้ทฤษฎีอย่างเหมาะสมให้เหมาะกับสถานการณ์และพื้นที่เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะพัฒนาอย่างมีทิศทางและเดินไปในแนวทางที่เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน ท้ายนี้ต้องขอกราบขอบคุณท่านอาจารย์ ศ.ด.ร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูงที่ผม นายสรณิต พุ่มพฤกษ์ ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์และได้รับคำแนะนำด้วยความปรารถนาดีมาโดยตลอดและไม่ว่าจะอยู่ที่ใดๆในสังคมนี้จะระลึกถึงที่ท่านอาจารย์เคยสอนพวกเราตลอดเวลาว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้อง รู้อะไรรู้ให้จริง ลงมือทำ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทำงานเพื่อสังคมประเทศชาติบ้านเมืองให้สมดังปณิธานของท่านที่มุ่งหวังเพื่อที่จะสร้างคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไป นายสรณิต พุ่มพฤกษ์เมื่อ ศ. 08 ก.พ. 2551 @ 15:41
541059 [ลบ] [แจ้งลบ]
สวัสดีครับ
ผมขอขอบคุณที่ทุกคนเอาใจใส่ และตอบรับเป็นอย่างดี อาทิตย์นี้ผมไม่สะดวกที่จะเข้ามาสอนเอง แต่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 2 ท่าน มาสอนแทน และผมจะขอนัดพวกเราไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ที่เกาะล้าน พัทยา เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมทำกับนักศึกษามาทุกรุ่น สำหรับวันและเวลาที่แน่นอน จะขอนัดอีกครั้งหนึ่ง
จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ พฤ. 15 ม.ค. 2552 @ 17:00
1072730 [ลบ] [แจ้งลบ]
- อยากทราบว่า "ทุนทางสังคมกับทุนทางวัฒนธรรม" เป็นสิ่งที่สามารถเป็นจริง หรือนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในสังคมไทยได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด
- หากนำไปใช้จริงต้องมีการสร้างเสริมในปัจจัยใดบ้างเพราะเหตุใด ค่ะ
*****
ขอบคุณค่ะ