สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ขอเชิญสมาชิกทุกท่านร่วมโหวตผู้ผ่านการคัดเลือกรางวัลสุดคะนึงประจำเดือน มิ.ย.2552 ค่ะ และปิดรับการโหวตวันที่ 9 ก.ค. 2552 เวลา 24.00 น.
Chira Academy
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 6115
ปริญญาเอก ม.ราชภัฏสวนสุนันทา (2)
มีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับมีปัญญา

ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ                                                           

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์ 

 

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: ป.เอกสวนสุนันทา2
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:18   แก้ไข: อา. 19 ส.ค. 2550 @ 20:19   ขนาด: 1679 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
121. นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล [IP: 124.120.60.138]
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 20:43
400109 [ลบ] [แจ้งลบ]

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  / PHD 8202 รภ.สวนสุนันทาภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง (22 กันยายน 2550) / นักศึกษา : นพมาศ ช่วยนุกูลผู้นำ  ก็คือคนที่สามารถนำพากลุ่มคน องค์กร ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  ซึ่งผู้นำที่ดีจะนำพากลุ่มคน องค์กร ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ(สังคมยอมรับได้) ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ส่วนผู้นำที่ไม่ดีคือผู้นำที่นำพาไปสู่เป้าหมายที่กลุ่ม องค์กรต้องการ แต่เป้าหมายและวิธีการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม   อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำคือภาวะแห่งการรักษาสมดุลที่เป็นคุณสมบัติของผู้นำ 5 ประการหลักคือ   1)  ความเป็นตัวตน  ได้แก่ อุปนิสัย การเป็นแบบอย่างที่ดี การควบคุมตนเอง การปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mental Model : win-win) และเรื่องจริยธรรม เป็นต้น  2) การบริหารคน  ได้แก่ 2.1) คนในองค์กร ซึ่งประกอบด้วย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ทีมงาน ความร่วมมือ  และ 2.2) คนนอกองค์กร ประกอบด้วย ลูกค้า ประชาชน เครือข่าย เนื่องจากเราต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในโลกเพื่อความอยู่รอด และไม่มีใครหรือผู้นำคนไหนสามารถเก่งได้คนเดียว หรือต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependent)   3) การบริหารงาน อันประกอบด้วย 3.1) องค์กร ซึ่งประอบด้วย Vision Mission ค่านิยม ซึ่งผู้นำต้องมีความชัดเจนในจุดนี้รวมทั้งมีการ Share Vision  3.2) Competency  3.3) กฎหมาย ระเบียบปฎิบัติ  3.4) การเมือง  4) เรื่องการเปลี่ยนแปลง  จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ โดยใช้แนวทางของนวัตกรรม  5) การบริหารสถานการณ์  ได้แก่ 5.1)  Trust  5.2) Motivation และ  การกระจายและการมอบอำนาจ  5.3) การตัดสินใจ     หากผู้นำไม่สามารถรักษาภาวะสมดุลในคุณสมบัติ 5 ประการได้  ภาวะผู้นำที่จะนำพากลุ่มหรือ องค์กรไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลและองค์กรก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ............................... 
ไม่มีรูป
122. สรณิต พุ่มพฤกษ์ [IP: 158.108.210.240]
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 23:04
400241 [ลบ] [แจ้งลบ]

            ในยุคปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีสภาวะการแข่งขันสูง ภาวะผู้นำถือเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดัน ให้องค์การประสบความสำเร็จ ภาวะผู้นำจึงต้องได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันต่อโลกที่กำลังก้าวไป เดิมผู้นำมีหน้าที่ในการวางแผนและบริหารเพื่อให้องค์การประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้เท่านั้น แต่สำหรับในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร สภาพแวดล้อม (Environment) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆเป็นเครื่องมือในการที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งด้าน ความเคลื่อนไหวของคู่แข่งขัน ความต้องการของลูกค้า ปัญหาอื่นๆที่มีผลต่อธุรกิจหรือ องค์การ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผลที่เรียกว่า "Integrated leadership" ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเน้นไปที่กระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา ความได้เปรียบ   ในยุคนี้จึงเน้น การพัฒนา ภาวะผู้นำควบคู่ไปกับการทำงานเป็นทีมเป็นสำคัญ และในขณะเดียวกัน การติดต่อสื่อสารภาย ในองค์การก็ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะการที่จะสื่อสารในเรื่องของภารกิจ วิสัยทัศน์ และค่านิยมต่างๆขององค์การไปสู่พนักงานที่อยู่ในองค์การ เนื่องจากหากพนักงานเหล่านั้นมีความเข้าใจและมีความรู้ไปในทิศทางเดียวกันประสิทธิภาพขององค์การก็จะเพิ่มมากขึ้นและเป็นการช่วยลดปัญหาต่างๆในองค์การได้เป็นอย่างดี และผู้นำยังต้องพยายามจูงใจ พนักงานซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าขององค์กร ให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น ให้มีส่วนร่วมในทีม มีส่วนร่วมในความสำเร็จที่สำคัญ มีการแบ่งผลกำไร(Profit Sharing)อย่างเป็นธรรม ให้การยอมรับ ในตัวพนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผล ให้เกิดความเข้าใจและแนวคิดในวัตถุประสงค์ของ องค์การในตัวพนักงานตรงกัน และนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การในที่สุด                 คุณสมบัติของผู้นำที่ดีควรมีดังนี้1.           Knowledge   ความรู้                ความรู้ในที่นี้มิได้หมายถึงเฉพาะความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่เท่านั้น หากแต่รวมถึงการใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมในด้านอื่นๆ ด้วย 2.      Initiative  ความริเริ่ม                ความริเริ่มจะเจริญงอกงามได้ หัวหน้างานจะต้องมีความกระตือรือร้น คือมีใจจดจ่องานดี มีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ มีพลังใจที่ต้องการความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า 3.      Courage and firmness    มีความกล้าหาญและความเด็ดขาด                นอกจากความกล้าหาญแล้ว ความเด็ดขาดก็เป็นลักษณะอันหนึ่งที่จะต้องทำให้เกิดมีขึ้นในตัวของผู้นำเองต้องอยู่ในลักษณะของการ กล้าได้กล้าเสีย ด้วย4.      Human relations    การมีมนุษยสัมพันธ์ ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักประสานความคิด ประสานประโยชน์สามารถทำงานร่วมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา  ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็กได้5.      Fairness and Honesty   มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์สุจริต  ผู้นำที่ดีจะต้องอาศัยหลักของความถูกต้อง หลักแห่งเหตุผลและความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น 6.      Patience  มีความอดทน ความอดทน จะเป็นพลังอันหนึ่งที่จะผลักดันงานให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้ อย่างแท้จริง7.      Alertness   มีความตื่นตัว  คือมีความระมัดระวัง ความสุขุมรอบคอบ ความไม่ประมาท ไม่ยืดยาดขาดความกระฉับกระเฉง มีความฉับไวในการปฏิบัติงานทันต่อเหตุการณ์8.      Loyalty   มีความภักดี                 การเป็นผู้นำหรือหัวหน้าที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีความจงรักภักดีต่อหมู่คณะ ต่อส่วนรวมและต่อองค์การ ความภักดีนี้ จะช่วยให้หัวหน้าได้รับความไว้วางใจ และปกป้องภัยอันตรายในทุกทิศได้เป็นอย่างดี                9.     Modesty   มีความถ่อมตนไม่ถือตัว                คือการไม่วางอำนาจ และไม่ภูมิใจในสิ่งที่ไร้เหตุผล             ท่านอาจารย์ ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ได้แบ่งกลุ่มของผู้นำไว้ 4 ชนิดดังนี้1.       Trust หรือ Authorit   คือผู้นำที่มาจากความยอมรับศรัทธาของคนในองค์กร หรือมาจากการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ2.       Charisma    ผู้นำมีบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลทั่วไป3.       Situational     ผู้นำตามสถานการณ์4.       Quiet Leader   ผู้นำทางปัญญา  เป็นผู้นำที่รู้จักคิดวิเคราะห์ปัญหา 

                สรุปการเป็นผู้นำที่ดีนั้นต้องรู้จักการวิเคราะห์หาเหตุและผล (Analytical Mind)  มองทุกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า(Appearance)อย่างลึกซึ้ง  มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลึกถึงเหตุปัจจัย (Cause) และสามารถคาดคะเนผลที่เกิดตามมา (Consequence)  เป็นผู้ที่ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ใคร(Who)  ทำอะไร(What)  ที่ไหน(Where)  เมื่อไร(When)  ทำไม(Why)  อย่างไร(HOW)    มองพฤติกรรมบุคคล (Person) เหตุการณ์ (Event) สามารถโยงถึง หลักการ (Principle) ได้ และ ใช้หลักการ (Principle) สร้างวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันปัญหา เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ (Event) ที่ต้องการ และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล (Person) ให้อยู่ภายไต้การควบคุมได้

ขอบคุณครับ  สรณิต  พุ่มพฤกษ์

ไม่มีรูป
123. Mr.Surachet Suchaiya [IP: 124.121.58.108]
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 02:33
400341 [ลบ] [แจ้งลบ]

Surachet  Suchaiya (Mobile: 089 205 3098, surachet@catinfonet.com) HomeWork# 14 Human Capital (15-Sep-07)Leadership in the changing world.Prof. Dr. Chira Hongladarom  ความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้             วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ Aj.Chira  มานั่งพูดคุยให้ความรู้กับพวกเราในช่วงเช้า (Morning Coffee) และต่อในห้อง Lecture เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีส่วนร่วมสอบถามและแสดงความคิดเห็น  ประเด็นที่บรรยายคือ ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยรรยาย คือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุนมนุษย์ คืนทุนที่มีลมหายใจ  ทุนมนุษย์เกิดจากมนุษย์   หรือ อีกในหนึ่ง ทุนมนุษย์ คือ คน (Homo Spain)  บางคนมีทุนมนุษย์แต่ไม่มีทุนทางปัญญา Human Capital สำคัญเป็นอันดับแรก ใน ทฤษฎี 8 Ks ส่วนอีก 7 Ks ที่เหลือเป็นส่วนประกอบ               การสร้างคนเก่ง เราต้องสร้างขึ้นมา Demand Side กระตุ้นให้อยากทำงานโดย Supply Side  ตามที่ผมเข้าใจคือ  ต้องใช้ระบบคุณธรรม และ คุณ นะ ทำ ในการบริหารงาน            Talented Capital : ทุนทางปัญญา (Knowledge), ความชำนาญ (skill) และ แนวคิด (Mindset)   เราควร Open Mind ไม่ควรคิดเพียงมิติเดียว  เพราะการคิดเพียงด้านเดียวเป็นอันตราย  เพราะฉะนั้น “Know what going on” เราควรหมั่นหาความรู้ให้สดใหม่เสมอเพื่อให้สามารถรู้เท่าทันและอยู่ในสังคมยุค IT  Globalization ได้.   แต่ก็มีข้อควรระวังรู้มากไปจะเป็นโรค IOKO             I : Information            O : Overflow            K : Knowledge            O : Overload            โรค Information Overflow Knowledge Overload หรือ โรคสำลักข้อมูล  คือ รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้เรื่องที่ควรรู้             ผมได้มองเห็นจาก Case Study เกี่ยวกับทุนมนษย์  ใน Philippine  พบว่าคน Philippine ไม่ค่อยรักประเทศตัว  เมื่อคนPhilippine มีความรู้แล้ว  มักจะไม่ทำงานในประเทศ Philippine แต่จะไปทำงานในต่างประเทศ  เช่น เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ, ทำงานฝ่าย Human Resource ในบริษัท Multi National ต่างๆ   ซึ่งคน Philippine เหล่านี้จะส่งเงินกลับประเทศคิดเป็น 11% ของ GDP ทั้งประเทศ   แสดงว่า Philippine มีปัญญาเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม  ทุนทางสังคม และทางแห่งความหยั่งยืน  เพื่อใช้พัฒนาประเทศ เนื่องจากคนเหล่านี้เมื่อมีทุนทางปัญญาแล้วจะไม่ใช้ทุนทางปัญญาที่มีมาพัฒนาประเทศ  แต่จะออกไปทำงานต่างประเทศ.            เกี่ยวกับทฤษฎี 3 วงกลม   ; การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ผมได้แนวคิดเพิ่มเติมจากที่ Aj.Chira สอน คือ ผมนำมาคิดประยุกต์ใช้แรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากการทำงานเป็นดังนี้            Income (I) :  รายได้ ที่เราจะได้รับจากการทำงาน  ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองแรงจูงใจจากตรงนี้เป็นหลักเนื่องจาก ท้องยังไม่อิ่ม ก็ต้องมีเรื่องแรงจูงใจจากรายได้เป็นหลัก.            Credit (C) :  เป็นสิ่งที่เราได้จะจากการทำงาน เช่นมีความรู้ความสามารถ มีความชำนาญในด้านนี้ ,  เราเป็นคนพูดจริงทำจริง,  เป็นคนตั้งใจทำงาน ให้ออกมาดีที่สุด ทำงานเต็มที่ แน่นอนผู้คนในที่ทำงานและรอบตัวเราจะให้สิ่งนี้แก่เรา  เราจะได้ Trust นั้นหมายถึงเราเป็นคนมีความเสี่ยงต่ำ (Low Risk)            Experience (E) : ประสบการณ์ เมื่อเราทำสิ่งใดเป็นระยะเวลาหนึ่งเราจะเกิดความรู้ (Knowledge) และความชำนาญ (Skill) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่าประสบการณ์ เป็นสิ่งที่เราจะได้ เป็นอีกหนึ่งสิ่งในแรงจูงใจ.            ทั้ง 3 สิ่ง เป็น ICE ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ. สรุป ผู้นำที่ดีในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง จะต้องไม่ลุ่มหลงสิ่งเหล่านี้            1.อำนาจ             2.เงิน ทอง ทรัพย์สิน.เนื่องจากทั้ง 2 อย่างนี้ ยิ่งใช้มากยิ่งหมดเร็ว ผู้นำที่ดีต้องมีน้ำใจ.
ไม่มีรูป
124. รักษเกชา แฉ่ฉาย [IP: 61.90.238.103]
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 10:06
400508 [ลบ] [แจ้งลบ]

        อาจารย์จีระยังคงให้ความเป็นกันเองกับนักศึกษาโดยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตั้งแต่เช้าก่อนเข้าห้องเรียน ซึ่งในทัศนะของผมแล้วเห็นว่าอาจารย์อาจจะกำลังทำให้นักศึกษาเห็นทฤษฎี 4L’s นั้นสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เรื่องที่พูดให้เป็นทฤษฎีโก้เก๋ โดยเอาประสบการณ์ในแต่ละวันในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อาจารย์ได้เรียนรู้จากความจริง (Reality) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์นั้นๆ (Relevancy) ที่อาจารย์ไปช่วยหน่วยงานต่างๆ มาบอกเล่ากับนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้ฉุกคิดต่อยอดและนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) หรือนำเอาไปเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ในอนาคต                นอกจากการเล่าประสบการณ์แล้ว อาจารย์ได้ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมในเรื่อง Human Capital ซึ่งอยู่ในทฤษฎี 8K’s ว่าคือทุนในทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งนอกเหนือจากทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องของการลงทุนในมนุษย์เสียก่อน ซึ่งบางครั้งเราต้อง pain before gain เมื่อมีทุนมนุษย์ตรงนี้แล้ว เราก็ต้องมีทุนอื่นๆที่อาจารย์กล่าวถึงไว้แล้วในทฤษฎี 8K’s ซึ่งทุนเหล่านั้นต้องมีอยู่ในทุนมนุษย์จึงจะประสบความสำเร็จ                 บทเรียนที่สำคัญในวันดังกล่าวคือเรื่องภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ความแตกต่างระหว่างผู้นำ (Leader) และผู้จัดการ (Manager) ซึ่งบ่อยครั้งคนมักจะนำมาใช้ปนกัน แต่จริงๆแล้วสองคนนี้ต่างกัน โดยอาจารย์ได้นำกราฟมาแสดงให้เห็นถึงช่องว่าง (gap) ระหว่างผู้นำกับผู้จัดการ ซึ่งผู้นำจะมี performance ที่สูงกว่าผู้จัดการ แต่ผมก็ได้ให้ความเห็นว่ากราฟของผู้จัดการนั้นไม่น่าจะเป็นเส้นตรงเสียทีเดียวแต่อาจจะเป็นเส้นโค้งก็ได้ ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย นอกจากนี้ผมอยากจะขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าเส้นกราฟทั้งสองเส้นนี้มีโอกาสที่จะทับกันได้ถ้าผู้จัดการพัฒนาการทำงานของตนให้ดีขึ้น และมีโอกาสแซงขึ้นไปอยู่สูงกว่าผู้นำก็ได้ นั่นหมายถึงว่าคนที่เป็นผู้จัดการอยู่ก็ใช่ว่าจะเป็นผู้จัดการอยู่ตลอดกาล แต่อาจจะพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำได้ในวันใดวันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องพิจารณาเช่นกันว่าคนที่จะเป็นผู้นำนั้นควรจะต้องมี minimum performance requirement หรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องมี กราฟเส้นของผู้นำของผู้นำก็ไม่จะเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป ทั้งนี้รวมถึงผู้จัดการด้วย                การที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้นำนั้นก็ต้องเรียนรู้คุณสมบัติหรือชนิดของผู้นำว่ามีอะไรบ้าง และผู้นำจะต้องดำรงตนอย่างไร ซึ่ง Jack Welch, CEO ของ GE กล่าวว่า ผู้นำไม่ใช่ผู้ที่จะต้องคอยทำให้ตัวเองเด่น แต่ต้องมองดูว่าจะทำให้ลูกน้องหรือทีมงานของตนเองเก่งหรือดีขึ้นได้อย่างไร ผมว่านัยก็คือ ผู้นำต้องทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่ทำเพื่อตนเอง ทั้งนี้อาจารย์จีระได้นำเอาแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของบุคคลต่างๆ รวมทั้งตามแนวคิดของอาจารย์มานำเสนอ (ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวซ้ำเพราะอยู่ในเอกสารที่แจกแล้ว) เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งมีทั้งที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน

                   อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผมเห็นว่าผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในรูปแบบเสมอไป แต่อาจเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งทำงานเกิดสัมฤทธิผลมากกว่าผู้นำในรูปแบบด้วยซ้ำไป เพราะสามารถผูกใจและโน้มน้าวผู้คนได้ เข้าลักษณะที่ว่า ผู้นำคือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม (ด้วยความยินยอมพร้อมใจ) ไม่ใช่ต้องทำตามเพราะคำสั่งแต่ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่การจะเป็นผู้นำได้ดีก็ต้องสร้างเครดิตและศักยภาพให้เห็นว่าตนเองมีความพร้อม นอกจากปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ว่าจะต้องเป็นคนดีมีจริยธรรมแล้ว ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่มองเห็นปัญหาก่อนใครว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และมองออกด้วยปัญญาด้วยว่าจะมีวิธีแก้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ต้องกล้าตัดสินใจด้วย มิเช่นนั้นการคิดออกก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากนี้ ผู้นำทำคนเดียวไม่ได้ ต้องโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามและร่วมมือ เหนือสิ่งอื่นใดคือการเห็นความสำคัญของทีมงาน เมื่องานสำเร็จต้องให้เครดิตผู้อื่น ไม่ใช่เก่งอยู่คนเดียว แต่ต้องถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน ทุกคนมีคุณค่าในฐานะองคาพยพหนึ่งขององค์กร ซึ่งหากจะร้อยเรียงเป็นคำสั้นๆที่ใจหรือจำง่ายก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ มองเห็นปัญหา          มีปัญญาแก้ไข  กล้าตัดสินใจ  โน้มน้าวผู้อื่นได้  สู้เส้นชัยพร้อมทีมงาน แต่จะทำให้ครบคุณสมบัติที่ว่านี้ได้มากน้อยเพียงใดและรวดเร็วเพียงใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพัฒนาองค์ความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดมรรคผลต่อไป

                                        รักษเกชา แฉ่ฉาย

ไม่มีรูป
125. นายทวีป พรหมอยู่ [IP: 203.155.54.245]
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 13:51
400681 [ลบ] [แจ้งลบ]

สรุปการบรรยายครั้งที่ /14 (เสาร์ที่ 22 กันยายน 2550) โดย ท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์  ในหัวข้อภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยน ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องทุนมนุษย์ในมุมมองต่าง ๆ หลายคนได้แสดงความคิดเห็น อาจารย์ได้อธิบาย ทำให้ความเข้าใจเรื่องทุนมนุษย์ของแต่ละคนชัดเจนขึ้น ทุนมนุษย์นั้นกว่าจะได้มา ต้องมีการลงทุนก่อน(Investment) มนุษย์มีทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แต่ละคนจะมีความสามารถในการจัดการให้ทุนในแต่ละด้านเพิ่มขึ้นได้แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงสำคัญที่วิธีการเรียนรู้เพื่อให้ได้คุณภาพมิใช่ปริมาณ รู้จริงดีกว่ารู้เยอะ คือต้องเรียนรู้ตามหลักของทฤษฎี 4 L’s  ของท่านอาจารย์จีระ และ ต้องมี Happiness(มีความสุข)  Respect(ยกย่องมนุษย์)  Dignity (ให้เกียรติ มีศักดิ์ศรี) Sustainable (มีความยั่งยืน) ด้วย สำหรับเรื่อง  ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยน  หากนึกถึงองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผลของความสำเร็จนั้นมาจากการมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพและความสามารถที่ไม่ธรรมดาในยุคศตวรรษที่มีประสิทธิภาพและความสามารถที่ไม่ธรรมดา ถ้าเรานึกถึงองค์กรที่ประสบความสำเร็จเราจะนึกถึงผู้นำในยุกต์ที่ประสบความสำเร็จนั้นด้วย เช่น Alfred Slon ของ GM(General Motors) หรือ John D. Rockefeller ของ Standard  Oil หรือ Jack Welch  ของ GE (General Electric)  หรือ Bill Gates ของ Microsoft  และอาจรวมถึง ผู้นำคนไทย อย่างเช่น ชาตรี โสภณพานิช แห่งธนาคารกรุงเทพ ด้วยก็ได้ ซึ่งผู้นำเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับองค์กรของตนอย่างมากมาย ซึ่งทำให้องค์กรของตนประสบความสำเร็จล้ำหน้าองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันกับตนในยุคที่ตนเป็นผู้นำ ถ้าแยกประเภทของผู้นำแล้วถือว่าผู้นำมีหลายประเภทได้แก่   ผู้นำทางวิชาการ   ผู้นำทางการเมือง  ผู้นำทางศาสนา   ผู้นำทางธุรกิจ     ผู้นำในฐานะเจ้าของ ผู้นำทางด้านกีฬา ผู้นำทางการทหาร ผู้นำแต่ละประเภทอาจจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนกันและอาจจะมีบางอย่างที่แตกต่างกัน  คุณสมบัติที่สำคัญทีผู้นำทุกคนควรมี เช่น1.       ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เช่น แรงจูงใจ อารมณ์ และความต้องการ2.       ผู้นำต้องสามารถทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องเชื่อว่าผู้นำมีคุณค่ามากพอที่จะให้พวกเขาทำตาม3.       ผู้นำต้องมีความสามารถในการสื่อสาร และควรเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง(two-way-communication)4.       ผู้นำมีความสามารถที่จะตัดสินใจในสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ดีที่สุดผู้นำ (Leader) กับ ผู้จัดการ (Manager) มีความแตกต่างกัน เส้นของผู้นำ มีข้อสมมติว่าผู้นำจะต้องมีความสามารถในการบริหารด้วย  เส้นกราฟที่แสดงระหว่าง ความเป็น Leader กับ Manager คือต้องพยายามให้ช่องว่างระหว่างกราฟทั้งสองเส้นเป็นไปในทิศทางและเส้นเดียวกัน  ชนิดของผู้นำก็ยังประกอบด้วย  1.Trust / Authority   2.Charisma    3.Situational  4. Quiet Leader  จากการวิจัยของ Center for creative leadership พบว่า การจะ develop ผู้นำ มี 5 วิธี เรียกว่า ทฤษฎี 5 E’s1.       Example (มีรูปแบบตัวอย่างที่ดี : Role model) 2.        Experience (สร้างประสบการให้ตัวเอง ฝึกทำงานที่ยาก) 3.        Education (ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ และ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานรู้อยู่เสมอ) 4.        Environment (สร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน)  5.        Evaluation (ประเมินผลการทำงานอยู่เสมอ) ทักษะของผู้นำ Leadership skill ที่สำคัญคือการตัดสินใจ  (ฝึกให้ เร็ว รอบคอบ แต่อย่ารีบร้อนที่จะ yes  หรือ no)การเจรจาต่อรองการทำงานเป็นทีมGet thing done (มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ) The Klann Leadership ของ Center for creative Leadership  1. Courage2.    Caring เป็นห่วงเป็นใย จริงใจ และหวังดีกับทุกคน3. Optimism  คิดเชิงบวก4.  Self control เรียนรู้และควบคุบตนเองได้5. Communication  สื่อสารได้อย่างดี  ทุกองค์กรย่อมมีผู้นำ ผู้นำ เราต้องมีความสามารถที่จะแยกแยะระหว่างผู้นำที่ดีและผู้นำที่ไม่ดีให้ได้ผู้นำที่ไม่ดีคือผู้นำที่ขาดประสิทธิภาพ หรืออาจจะเป็นผู้นำที่ไร้จริยธรรม ขอเสนอประเภทของผู้นำที่ไม่ดี ตามแนวคิดของ Barbara Kellerman ผูอำนวยการศูนย์การเป็นผู้นำ องค์การสาธารณะที่ Kenedy School Government มหาวิทยาลัย Harvard ดังนี้  1.       ผู้นำที่ไร้ความสามารถ(ผู้นำที่ไม่สร้างสรรการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้น) 2.       ผู้นำที่เข้มงวด(ผู้นำที่ไม่ยอมดัดแปลงความคิดใหม่)  3.        ผู้นำที่ควบคุมตนเองไม่ได้(ผู้นำที่ใช้อารมณ์ในการบริหาร)4.       ผู้นำที่ปราศจากความกรุณา(ผู้นำที่ขาดเมตตา) 5.       ผู้นำขี้โกง(หรือผู้นำที่ทุจริต)  6.       ผู้นำใจแคบ(ผู้นำที่ไม่ยอมเสียสละ)  7.       ผู้นำปีศาจ(ผู้นำที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้อื่น)ผู้นำทั้ง 7 ประเภทนี้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีจึงไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง
ไม่มีรูป
126. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 61.91.172.245]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:44
401774 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 8

Five Discipline ของ  Mr.Peter  M.Senge มีความคล้ายคลึงกับ 8k’s  ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom เป็นอย่างมาก ทั้ง 2 ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาคน ซึ่ง 8k Theory จะมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งจะเน้นถึง คุณธรรม และความสุขรวมอยู่ด้วย ส่วน  Five Discipline ของ Mr. Peter M. Senge จะแนวคิดเป็นตะวันตก เป็นการเน้นความจำเป็นของตัวบุคคลและการทำงานเป็นทีม การคิดอย่างมีระบบ 2 ทำอย่างไรจะนำ Idea ของทั้ง 2 ผ่านมาเป็นหลักปฏิบัติ ในทางปฏิบัติควรจะเริ่มจากการทำความเข้าใจ และทฤษฎีทั้ง 2 มาทำการวิจัยลงรายละเอียดให้มาก รวมทั้งจัดทำเป็นแผนงาน เพื่อนำไปปฏิบัติและเผยแพร่ (Action Plan) การเผยแพร่อาจจะจัดทำเป็นการจัดสัมมนาเผยแพร่ โดยเชิญผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อคิดเห็น และขอความร่วมมือเพื่อก่อให้เกิดความรู้และเผยแพร่หลายมากขึ้น ขั้นตอนในการปฏิบัติอาจใช้ทฤษฎี 2R’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom มาใช้ 2R’s คือ   

1.  Reality มองความจริง  

2.  Relevance ตรงประเด็น Reality คือ การอยู่กับความจริง ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รอบตัว และมองด้านปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไข  Relevance คือ ความเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ทฤษฎี 8k และ 5 Discipline มาเป็นตัวนำได้

ไม่มีรูป
127. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 61.91.172.249]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:45
401782 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 9

Innovation   หมายถึง   นวัตกรรม คือ สิ่งที่เกิดจากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”  ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้สร้างสรรค์ แต่เก่าสำหรับคนอื่น ความคิดสร้างสรรค์ กับ นวัตกรรมนั้น ไม่มีทางรู้เลยว่า ความคิดนั้นใหม่หรือไม่ (ยกเว้นแต่จะอ้างอิงกับมาตรฐานบางอย่าง) และไม่มีทางบอกได้ว่ามันมีคุณค่าหรือเปล่าจนกระทั่งผ่านการประเมินทางสังคม นวัตกรรมมี 2 ประเภท คือ

1.นวัตกรรมแบบปิด

2.นวัตกรรมแบบเปิด

แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมคือการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกัน นวัตกรรมผสมผสาน เกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างโดยไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเท่า นวัตกรรมเฉพาะทางและเกิดจากการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆเข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายผู้คน,การบรรจบกันของศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการประมวลผลที่ล้ำยุค  แนวทางเล็ก ๆน้อย ๆ นการสร้างนวัตกรรม คือปัญหาคาใจต่าง ๆ

 1. เข้าไปจุดไหนดี

2. เข้าไปทำอะไรดี

3. รู้ว่าทำอะไร แต่จะทำอย่างไร

4.ใครเป็นคนทำ

5. ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้ จากปัญหาต่าง ๆเหล่านี้ทำให้เราต้องหาคำตอบ โดยการหาความรู้จาก web site หนังสือ เอกสาร

         

นวัตกรรมเป็น Process ไม่ใช่ Product แต่ก่อให้เกิดเป็น Product ในภายหลัง และนวัตกรรมเกิดจากความคิดเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ และการทำวิจัยภายในหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น ปัจจุบันอาจไม่ทันโลกทันเหตุการเนื่องจากตอนนี้มี Open Innovation Model คือ นวัตกรรม Out Source จากภายนอกได้ โดยที่ งานวิจัยเป็น Research Driven ส่วน นวัตกรรมเป็น Market Driven ยกตัวอย่างบ้านเราเอง คิดอะไรไหม่ๆ ได้เสมอแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือนำไปปฏิบัติได้แต่ Scale Up ไม่ได้ เพราะ นวัตกรรมที่เห็นผลสำเร็จในเชิงพานิชย์และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้วยังต้องการความเป็นผู้ประกอบการด้วย

ไม่มีรูป
128. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 203.155.54.245]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:47
401787 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 10

การประเมินศักยภาพของคนในองค์กรจึงมีบทบาทในเรื่อง HR และการบริหารผลการปฏิบัติงาน  (P M : Performance management) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ

 

ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ

 

      1. Performance Planning /Goal-setting

 

      2. Continuous coaching and Feed back

 

      3. Performance review and evaluation

       4. Corrective and adaptive action นอกจากนี้ในแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันโดยเริ่มที่การตั้งเป้าหมายในการบริหารผลการปฏิบัติงานการ และการตั้งเป้าหมายที่ดี         (S MART Goals) จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง กำหนดระยะเวลา สามารถวัดได้ สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถทำให้สำเร็จได้ อาจสรุปได้ว่าทุกคนต้องรู้ทิศทาง (Vision, Mission และวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขององค์กรอย่างเข้าใจและถ่องแท้ ตรงกับทฤษฏี 2R's     ของ ศ.ดร.จีระ ได้แก่ SMART นอกจากนี้การพัฒนาปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้    กระบวนการ P M ประสบความสำเร็จได้แก่การฝึกอบรม และการพัฒนา มีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาด เป็นที่ยอมรับ     และเป็นที่ไว้วางใจ มีความก้าวหน้าในการทำงาน
ไม่มีรูป
129. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 203.155.54.246]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:49
401793 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 11

อาจารย์อรพิน ยก  case study ต่างๆมาบรรยายให้ฟังแล้วได้สรุปประเด็นสำคัญๆซึ่งตามconcept ของ Good governance ตามที่ UN ESCAP กำหนดมี 8 หลักการคือ

 

1.      การมีส่วนร่วม (participatory)

2.      การปฏิบัติตามกฎหมาย (rule of law)

3.      ความโปร่งใส(transparency)

4.      ความรับผิดชอบ (responsiveness)

5.      ความสอดคล้อง (consensus oriented)

6.      ความเสมอภาค (equity and inclusiveness)

7.      การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency)

8.      การมีเหตุผล(accountability

หลักการธรรมภิบาลโดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจะต้องให้ความสำคัญกับ

1.      ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty &Transparency)

2.      ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)

3.      คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity)

4.      การมีส่วนร่วม (Participation) และ

5.      มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)  

 

หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management)          

หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่จะต้องมีธรรมาภิบาล(Good Governance )ซึ่งธรรมาภิบาลจะประกอบด้วยหลักที่สำคัญคือ

1.      หลักประชาธิปไตยคือต้องมีเสรี มีส่วนร่วม

2.      หลักการบริหารสมัยใหม่

3.      หลักกลไกลตลาดประเทศไทยต้องรวมกลุ่มอาเชี่ยนซึ่งการรวมกลุ่มแบบนี้เราควรรวมกลุ่มแบบนี้ควรที่จะรวมกับประเทศอินเดียและจีนจะเป็นโอกาสที่ดีแก่ประเทศไทย และถ้ารวมกันได้แล้วเราก็ควรจะให้มีเงินสกุลเดียวคือสกุลเอเชีย(Asian Money) การรวมกลุ่มแบบEthical Standard เป็นกรอบธรรมาภิบาล  ประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดที่ได้รับรางวัลคือ ประเทศ ฟินแลนด์ นอรเวร์ สวีเดน ส่วนในเอเชียคือประเทศสิงค์โปร์ ส่วนประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 ปีข้างหน้า OECD เพราะเป็นการยกมาตรฐานทางด้านจริยธรรมหรือธรรมาภิบาลและAccountability เช่นประเทศญี่ปุ่น เขาจะแสดงความรับผิดชอบของนักรบญี่ปุ่นที่คว้านท้องตนเองต่อหน้าจักรพรรดิ์ และถ้าธนาคารในต่างประเทศเขาทำผิดต่อลูกค้าเขาจะแสดงความรับผิดชอบโดยประธานธนาคารจะออกมากล่าวขอโทษส่วนของประเทศไทย ถ้าเป็นปรานธนาคารเมื่อทำผิดคงจะไม่มีใครมาแสดงความรับผิดชอบ    

            ระบบราชการในอุดมคติควรที่จะ

1.      สนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชน

2.      บริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์

3.      ประสิทธิภาพประสิทธิผล

4.      เน้นหลักคุ้มค่า ทันสมัย

5.      เที่ยงธรรมและรับผิดชอบ

6.      ยืนหยัดในความถูกต้อง

7.       ประชาชนมีส่วนร่วม

8.      สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
ไม่มีรูป
130. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 203.155.54.249]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:51
401797 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 12

Workforce Alignment in an Organization

 

เรื่องของ Enterprise Governance แบ่งเป็น

 

(1) Corporate Governance เป็นกระบวนการ Conformance เช่น การมีตัวแทนจากภายนอกที่นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยกำหนดทิศทางองค์กรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และ

 (2) Business Governance เป็นกระบวนการ Performance โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเป็นการสร้าง Value Creation ให้แก่องค์กร    

ในส่วนกลยุทธ์ องค์กรอาจนำ Five-Force Model มาวิเคราะห์คู่แข่งขัน SWOT Analysis มาวิเคราะห์ตนเอง และค้นหา Critical Success Factors ถ้าองค์กรไม่มีก็อาจจะสร้างหรือซื้อให้เกิดขึ้นในองค์กรก็ได้ จากนั้นปรับ Tactic ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยกลยุทธ์ขององค์กรแบ่งได้ 3 ระดับคือ

 (1) Departmental Strategy

 

(2) Strategic Business Unit (SBU) / Division Strategy

 

(3) Corporate Strategyแนวคิดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของ Thomas-Kilmann ประกอบด้วย 5 แบบคือ

 

(1) Confronting: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน โดยไม่ให้ความร่วมมือ มุ่งชัยชนะของตนโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์หรือความสูญเสียของผู้อื่น อาศัยอำนาจหน้าที่ของตนคุกคาม ข่มขู่ เพื่อจะให้ตนได้ผลประโยชน์และได้ชัยชนะในที่สุด

 

(2) Avoiding: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้ความร่วมมือ แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่สนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งโดยเชื่อว่าความขัดแย้งจะลดลงเมื่อเวลาผ่านเลยไป

 

(3) Accommodating: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน แต่จะให้ความร่วมมือ ยอมตามความต้องการของผู้อื่น แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม ชอบเป็นผู้เสียสละเพื่อลดความขัดแย้ง

 

(4) Compromising: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกันก็ให้ความร่วมมือที่จะแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์หรือเกิดความพึงพอใจบ้าง ในลักษณะพบกันครึ่งทาง และ

 

(5) Collaborative: แบบรักษาผลประโยชน์ของตน และให้ความร่วมมือในระดับสูง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ปัญหา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจอย่างเต็มที่ ใช้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของทั้งสองฝ่าย เพื่อจะหาทางเลือกที่เหมาะสม       

        

Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution แบ่งเป็น

 

(1) Aligned Goals ถ้าองค์กรขาด Aligned Goals ทำให้คนในองค์กรขาดทิศทาง 

 

(2) Business Acumen/Skills ถ้าองค์กรขาด KUSA (Knowledge, Understanding, Skills และ Attribute) ก็จะพึ่งพาคนอื่นตกอยู่ภายใต้การชักนำของคนอื่น

 

(3) Measured Accountabilities ถ้าองค์กรขาด Measured Accountabilities คนในองค์กรก็ไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากไม่มีการวัดผลงาน

 

(4) Linked Rewards ถ้าองค์กรขาด Linked Rewards คนในองค์กรก็จะขาดแรงกระตุ้น และ

 

(5) Ownership Thinking: รู้สึกถึงความเป็นเจ้าขององค์กร ถ้าองค์กรขาด Ownership Thinking คนในองค์กรก็จะทำงานเช้าชามเย็นชามไม่กระตือรือร้น
ไม่มีรูป
131. นายกฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์ [IP: 61.91.172.245]
เมื่อ ส. 29 ก.ย. 2550 @ 15:54
401801 [ลบ] [แจ้งลบ]

การบ้านครั้งที่ 13

ทุนมนุษย์ในมุมมองต่าง ๆ ทุนมนุษย์กว่าจะได้มา ต้องมีการลงทุนก่อน(Investment) มนุษย์มีทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แต่ละคนจะมีความสามารถในการจัดการให้ทุนในแต่ละด้านเพิ่มขึ้นได้แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงสำคัญที่วิธีการเรียนรู้เพื่อให้ได้คุณภาพมิใช่ปริมาณ รู้จริงดีกว่ารู้เยอะ คือต้องเรียนรู้ตามหลักของทฤษฎี 4 L’s  และ ต้องมี Happiness(มีความสุข)  Respect(ยกย่องมนุษย์)  Dignity (ให้เกียรติ มีศักดิ์ศรี) Sustainable (มีความยั่งยืน)ภาวะผู้นำในยุคที่โลกเปลี่ยนย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะองค์กรยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูงก็ต้องการผู้นำที่ไม่ใช่ผู้จัดการเท่านั้นซึ่งปัจจุบันพบว่ากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนผู้นำในอุดมคติการเป็นผู้นำนั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การที่จะเป็นผู้นำที่ดีให้ได้นั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลปของการบังคับบัญชา  ภาวะผู้นำ(Leadership) ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาครัฐจำเป็นต้องมีความรู้บางอย่างในทุกอย่าง (Know Something in Everything) หรือรู้ทุกอย่างในบางอย่าง (Know Everything in Something) เพราะบางครั้งการเป็นผู้นำที่มองด้านเดียวอาจเกิดปัญหาได้ ใครจะคาดคิดว่าอยู่ดี ๆประเทศไทยที่ประกาศอยู่เสมอว่าเป็นประเทศเสรี มีประชาธิปไตย กลับต้องเกิดการปฏิวัติโดยทหาร นี่ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเกิดจากปัญหาของผู้นำระดับประเทศที่ขาดในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในความเป็นผู้นำการจะเป็นผู้นำที่ดีก็ต้องมีการฝึกฝน การพัฒนาต่อยอดเช่นกัน ซึ่งมีทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมายเช่น Jack Welch ,Michael Hammer ,Posner and Kouzea หรือ8 K’s ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และ 8 H’sของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรม ความเชื่อของประเทศทางตะวันตกและตะวันออกการเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องมีทุนมนุษย์ทั้ง 8 ประการ ตั้งแต่ทุนที่มีมาตั้งแต่เกิด ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และทุนทางด้านความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ ความคิด เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการผลักดันให้เกิดการบริหารประเทศ บริหารองค์กร บริหารสังคมและชุมชน ที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

แนวคิดเรื่อง Leadership Challenge ของ Posner และ Kouzes

 

1. ผู้นำต้องเป็นแม่แบบที่เป็นตัวอย่างที่ดี   

วิธีคือ   - พูดถึงคุณค่า (Value) ของตัวเองให้ชัดคืออะไรและ ปฏิบัติตามที่กำหนดคุณค่านั้น ๆ

 

2. จุดประกายการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน   

วิธีคือ  - มองอนาคตว่าคืออะไรและแสวงหาความเป็นไปได้และนำคนอื่นที่มีวิสัยทัศน์ร่วมมาทำงานร่วมกัน

3. ท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่อย่ายอมรับสภาพเดิม ๆ

 วิธีคือสร้างวัฒนธรรมการมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มีการแสวงหาทางออกใหม่ บริหารความเสี่ยงและ ชนะเล็ก ๆ เพื่อชนะใหญ่ ๆ

 

4. ดึงความเป็นเลิศของผู้อื่นให้ร่วมงาน    

วิธีคือแสวงหาความร่วมมือ (Collaboration) และ พัฒนาจุดแข็งของคนอื่น มีกระจายอำนาจให้ผู้อื่น

 

5. แสดงความมีน้ำใจต่อผู้อื่น    

วิธีคือ - ยอมรับความสำเร็จ หรือ Contribution ของผู้อื่น และยกย่องผู้อื่นอย่างจริงใจ และ หาโอกาสแสดงและฉลองความสำเร็จ โดยให้เป็นความสำเร็จของชุมชนของพวกเรา
ไม่มีรูป
132. สรณิต พุ่มพฤกษ์ [IP: 202.91.18.192]
เมื่อ ส. 06 ต.ค. 2550 @ 16:02
411688 [ลบ] [แจ้งลบ]

ก่อนอื่นต้องกราบขออภัย ท่านอาจารย์ ศ.ด.ร.จีระ   หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูง ทางด้านการเขียน Blog และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ท่านได้ช่วยกรุณาแนะนำแนวทางด้านการเรียนในระดับ PHD ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา                                ผมนายสรณิต   พุ่มพฤกษ์ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษท์ท่านอาจารย์ศ.ดร.จีระ ผมมีความหวังและความตั้งใจที่จะได้พบผู้ถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ตัวจริงซึ่งก็ได้พบท่านอาจารย์ และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดในฐานะลูกศิษย์ และได้เห็นความปรารถนาดีของอาจารย์ที่มีต่อศิษย์ซึ่งเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยอาจารย์มีหลักการและแนวคิดซึ่งได้ถ่ายทอดให้บรรดาลูกศิษย์สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแลกเปลี่ยนทางความคิด หรือปัญญาปะทะปัญญา ที่อาจารย์พูดกับพวกเราอยู่เสมอ                                จากการเรียนปริญญาตรี โททางด้านรัฐศาสตร์ และได้ทำงานรับราชการอยู่ที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสังกัดเทศบาลเมืองลัดหลวง จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะพัฒนาท้องถิ่น ในเฉพาะด้านการพัฒนาคน และประชากรในท้องถิ่นให้มีความรู้ ความคิด หลุดออกจากกับดักทางความคิด และการตกเป็นเบี้ยล่าง ของกลุ่มบุคคลใดหรือคณะใดโดยไม่ใช้พื้นฐานของความรู้ การตัดสินใจ และศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่                                ทั้งนี้ถ้าประชาชนในระดับรากแก้วของประเทศไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา หรือ ชาวใช้แรงงาน   ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าจะดูกันอย่างแท้จริงแล้ว คนในระดับท้องถิ่นไม่ใช่ว่าเป็นผู้ที่คิดไม่เป็น ซึ่งจากการที่ได้สัมผัสในระดับท้องถิ่น ประชาชนเป็นประชากรที่มีศักยภาพเป็นอย่างมาก เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำประชาชน และกลุ่มสร้างสรรค์สังคมต่างๆ  โดยผมคิดว่าประเทศไทยต้องพัฒนาไปได้มากกว่านี้อีกมาก หากมีต้นแบบที่ดี                                ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของผมที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์จีระ ผมได้เห็นถึงความตั้งใจของอาจารย์ที่ได้เสียสละเวลาเพื่อที่บรรยายให้ความรู้กับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผมมองว่าตรงนั้นเป็นขุมพลังมหาศาลในการพัฒนาประเทศ                                แต่ต้องพัฒนาแนวคิดปรับ (MIND SET) ของผู้นำเสียก่อน การที่ผู้นำมีทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี  เขาเหล่านั้นจะสามารถพัฒนาในระดับ Micro และจากหลายๆ Micro ไปสู่ภาพ Macro                                 การจะพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นระดับภาพรวม หรือส่วนย่อย ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมองปัญหาให้ออกและแก้ไขให้ตรงจุด ต้องเอาจริงและเอาจริง  อย่างต่อเนื่องดังหลักทฤษฎี 2R’S                                 R-REALITY    วิเคราะห์จากความเป็นจริง เช่นปัญหาของท้องถิ่น เกิดจากการขาดส่วนร่วมของประชาชน หรือประชาชนไม่อยากมีส่วนร่วมกับผู้นำท้องถิ่น ตรงนี้ผู้นำต้องรู้และต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจน แก้ปัญหาให้ตรงจุด หาสาเหตุให้พบ รู้จุดอ่อน จุดแข็ง แล้วแก้ไขบนพื้นฐานความเป็นจริง                                R-RELEVANCE วิเคราะห์สถานการณ์แบบตรงประเด็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสับสนที่มากมาย หลายครั้งหลายหนที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด และแก้ผิดประเด็น หรืออาจตกอยู่ในหลุมพรางของความฉลาด (Intelligent Trap) ซึ่งมีลักษณะดังนี้                                - ชอบโต้แย้ง ความคิดเห็นของผู้อื่นตลอดเวลา                                - คิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น                                - หยิ่งยโส                                สิ่งเหล่านี้ทำให้ในการจัดการปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องย้อนกลับมามองทักษะทางด้านการบริหาร ไม่ให้เกิดการบริหารแบบไม่สนใจ 3C’s-          ขาดความเข้าใจเรื่องลูกค้า/ประชาชน (Consumer) ในท้องถิ่น ต้องรู้ว่าประชาชนต้องการสิ่งใด ขาดสิ่งใด และสิ่งใดที่แก้ไขได้ในปัจจุบันทันทีหรือยัง แก้ไขไม่ได้ในขณะเวลานี้แต่สามารถรอเวลาแก้ไขได้ เพราะตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น-          ชอบระบบสั่งการและควบคุม (Command and Control) หลากหลายมุมมองยังขาดความเข้าใจในระดับนโยบายระดับประเทศลงสู่การปฏิบัติในท้องถิ่น ในหลายครั้งอาจเป็นในลักษณะการสั่งการและควบคุมแบบไม่รู้ข้อเท็จจริง การสั่งการในระดับนโยบายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ-          ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมๆ (Culture) ตัวนี้เป็นกับดักในการทำให้ไม่สามารถพัฒนาอะไรหลายๆอย่างให้ดีมากไปกว่าเดิม บางครั้งขาดความคิดสร้างสรรค์ ยึดติดกับความสำเร็จในระดับเท่าเดิม หากใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปบวกกับการคิดอย่างเป็นระบบเพราะท้องถิ่นมีต้นทุนเดิมเป็นพื้นฐานที่เข็มแข็งอยู่แล้วจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดย ใช้ความรู้ + ความคิดสร้างสรรค์ + ประสบการณ์ + ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง = ความสำเร็จทางด้านการพัฒนาหากแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นได้มีหลักทางการคิด และได้นำทฤษฎีด้าน ทุนมนุษย์เข้าไปปรับใช้ผ่านตัวแทนซึ่งมีศักยภาพ คือผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านมิติของการพัฒนาในระดับชุมชน Micro หลายๆแห่งรวมกันบนพื้นฐานร่วมเดียวกันสามารถทำให้ประเทศพลิกจากการหลับเป็นการตื่น พลิกจากไร้ระบบเป็นมีทิศทางได้อย่างรวดเร็วการที่จะพัฒนาคน ควรจะต้องรู้ก่อนว่า ทุนที่เรามีอยู่ในตัวเอง มีทุนอะไร และอะไรเป็นส่วนที่เรายังขาดอยู่ต้องพัฒนาด้านไหน ดังทฤษฎีทุน 8 ประการ 8K’s ของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์1. Human capital หรือ ทุนมนุษย์ คือทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถานบันการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี2. Intellectual Capital หรือ ทุนทางปัญญา คือความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม บุคคลที่จบปริญญามีทุน (Capital) ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญาหรือ Intellectual Capital เสมอไป คนที่มีการศึกษาไม่สูง แต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม3. Ethical Capital หรือ ทุนทางจริยธรรม บุคคลที่มีความรู้ดี สติปัญญาดี แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงควรให้การปลูกฝังให้มีทุนทางจริยธรรม4. Happiness Capital หรือ ทุนแห่งความสุข มนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่คนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือสุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วย จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น5. Social Capital หรือ ทุนทางสังคม หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่ และบทบาทของตนเองต่อสังคม  ซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดการยอมรับในสังคม6.   Sustainability Capital  หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน  ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์  เพราะเนื่องจากว่ากี่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก  หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแล้วนั้น  เราก็ไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน7.   Digital Capital  หรือ ทุนทางเทคโนโยยีสารสนเทศ  โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสารและเทคโนโลยี  เป็นโลกาภิวัตน์  ฉะนั้นในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ  สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  8.       Talented Capital  หรือ ทุนทางความรู้  ทักษะ  และทัศนคติ    ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ  ทุนทางความรู้  ทักษะ  และทัศนคติ(Mindset)ที่ถูกต้องในการทำงาน  มิฉะนั้นบุคคลจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพผมเชื่อว่าทฤษฎี8K’s ของท่านอาจารย์จีระมีความสำคัญทุกตัวโดยเฉพาะทุนมนุษย์ Human capital เป็นพื้นฐานของชีวิตบวกกับทุนทางปัญญา Intellectual Capital  ซึ่งเป็นทุนที่ทำให้เกิดความรู้ ความคิด วิเคราะห์จนเกิดปัญญานำมาซึ่งมูลค่าเพิ่มทางความคิดตัวนี้สามารถพัฒนาได้ยิ่งเป็นการต่อยอดเสริมกันในลักษณะการเรียนรู้ร่วมกันดังคำท่านอาจารย์จีระที่ว่า ปัญญาปะทะปัญญา จากที่เคยเห็นมาทุกครั้งในเวทีการร่วมกันคิดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการพัฒนาท้องถิ่นหรือพื้นที่จะได้มุมมองใหม่ทุกครั้งนั่นเป็นผลจากการได้เปิดกว้างทางความคิดนำมาซึ่งทางออกของปัญหาและแนวทางออกร่วมกันและอีกตัวคือทุนทางความรู้  ทักษะ  และทัศนคติ    Talented Capital  ก็มีความสำคัญมากเช่นกันเพราะนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองควรให้คนได้รับการศึกษาพัฒนาตลอดชีวิตเพราะคนถ้ามีความรู้ ทัศนะคติที่ดี ก็เชื่อได้ว่าสังคมจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนและใช้ Social Capital หรือ ทุนทางสังคม     Digital Capital  หรือ ทุนทางเทคโนโยยีสารสนเทศ   Ethical Capital หรือ ทุนทางจริยธรรม  Sustainability Capital  หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน  จะนำมาซึ่งสิ่งที่ทุกคนต้องการเป็นสิ่งสูงสุดคือ Happiness Capital หรือ ทุนแห่งความสุข นั่นเป็นการบูรณาการทางความคิดอย่างเป็นระบบมาถึงจุดนี้อยากจะเน้นที่การเริ่มต้นของการพัฒนาคนก่อนอื่นคงต้องเริ่มที่แรงจูงใจเพราะแรงจูงใจเป็นบ่อเกิดแห่งความสำเร็จทุกประการ ขอกล่าวถึงเรี่องแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานในที่นี้รวมถึงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพราะสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศคือคนแนวโน้มการพัฒนาคนในอนาคตผมมีความเชื่อมั่นว่าจะพัฒนาควรจะให้ความสนใจ ในเรื่องทัศนคติ แรงจูงใจ และอุปนิสัยเพื่อให้คนหาความรู้เอง พัฒนาทักษะด้วยตัวเอง รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามทัศนคติที่เปลี่ยนไป องค์กรทุกองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเจาะเข้าไปพัฒนาที่จิตใจของคนมากขึ้น องค์กรต้องหวังผลการพัฒนาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะถ้าเราประสบความสำเร็จในการพัฒนาภายในจิตใจของคนแล้ว การพัฒนาสิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แนวทางหนึ่งที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งในปัจจุบันคือ การพัฒนาตนเอง (Self-Development) เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในชีวิตของคนก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในการพัฒนาแบบนี้คือ ตัวข้าราชการ พนักงาน และประชาชน แต่อย่าลืมว่าถ้า พนักงาน มีแรงจูงใจในชีวิตแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในลำดับต่อมาก็หนีไม่พ้นตัวองค์กรและไปสู่ประเทศชาติ                    การพัฒนาแนวทางนี้จะเน้นการค้นหาตัวเอง การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง การกำหนดเป้าหมายในชีวิต การกำหนดแนวทางไปสู่เป้าหมาย รวมถึงการจัดทำแผนการดำเนินชีวิตที่เป็นรูปธรรม พูดง่ายๆคือ สอนคนให้บริหารธุรกิจชีวิตของตัวเองก่อนนั่นเอง ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าถ้าคนมีแผนการบริหารชีวิตที่ดีแล้วคนเหล่านั้นย่อมสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายชีวิตเข้าสู่เป้าหมายในการทำงานขององค์กรได้ไม่ยากนัก

นอกจากนี้ ถ้าคนสามารถบริหารชีวิตตัวเองได้ การบริหารคนบริหารงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปการพัฒนาแนวทางใหม่นี้ องค์กรจำเป็นต้องเปิดใจกว้างให้มากขึ้น อย่าคิดว่าต้องพัฒนาฝึกอบรมคนเฉพาะหลักสูตรที่เป็นประโยชน์กับองค์กรเพียงอย่างเดียว ลองคิดทบทวนดูให้ดีนะครับว่าอดีตที่ผ่านมาเราคิดแบบนี้ แล้วการพัฒนามันได้ผลหรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ ทำไมไม่ลองพัฒนาในแนวทางใหม่ดูบ้าง

                                การที่องค์กรส่งเสริมให้พนักงานมีการพัฒนาชีวิตตัวเองก่อนนั้น นอกจากจะทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการทำงานแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่องค์กรจะได้รับคือ ได้รับรู้ว่าคนแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่องค์กรสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ ลองพิจารณาดูนะครับว่า ถ้าพนักงานต้องการปิดบังไม่ให้องค์กรรู้ว่าตัวเองมีเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน ในขณะเดียวกันองค์กรก็พยายามกีดกันคนที่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองที่ชัดเจน เช่น ถ้าองค์กรรู้ว่าคนไหนมีแผนในชีวิตที่จะออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ก็มักจะไม่โปรโมทหรือไม่ค่อยส่งไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรเสียหายสองต่อคือ นอกจากจะกีดกันคนที่มีแรงจูงใจในชีวิตแล้ว ในขณะเดียวกันก็เกิดความสูญเปล่าในการพัฒนาคนที่จงรักภักดีกับองค์กรแต่ขาดแรงจูงใจในชีวิต องค์กรส่วนใหญ่มักจะมองว่าใครยังไม่มีแผนชีวิต (หรือมีแต่ไม่รู้) ที่จะออกไปจากองค์กร องค์กรมักจะมองว่าคนๆนั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าน่าจะดูแลรักษามากกว่าคนที่มีแผนชีวิตที่ชัดเจน ผมจึงอยากให้คิดทบทวนดูใหม่ว่าการพัฒนาองค์กรไม่ได้อยู่ที่ว่าคนๆนั้นจะอยู่กับองค์กรนานหรือไม่ แต่อยู่ที่ในระยะเวลาที่เขาอยู่กับองค์กรเขาได้สร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากน้อยเพียงใด เราจะเห็นว่าคนหลายคนที่ออกจากเราไปทำธุรกิจของตัวเอง ถ้ามองย้อนหลังกลับไปจะเห็นว่าคนเหล่านี้ได้ทุ่มเทและสร้างสรรค์ให้กับองค์กรอย่างคุ้มค่าเผลอๆอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้มากกว่าคนที่อยู่นานก็ได้

                                ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าคนที่ทำงานเก่งและทำงานดีในองค์กรนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนๆนั้นมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และมีแรงจูงใจในชีวิตที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน (Internal Drive) ไม่ใช่แรงจูงใจภายนอก (External Drive) ใครก็ตามที่ทำงานเพราะมีแรงจูงใจจากภายนอก คนๆนั้น โอกาสเปลี่ยนแปลงมีมาก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตได้เติมเต็มในสิ่งที่ต้องการแล้ว แรงจูงใจจะลดน้อยลงหรือหายไป แต่คนใดมีแรงจูงใจที่เกิดจากภายในแล้ว นอกจากจะไม่ลดไปตามการเติมเต็มของชีวิตแล้ว มันกลับจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาจะตั้งเป้าหมายชีวิตที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น และผมเชื่ออีกว่าความท้าทายในชีวิตอย่างหนึ่งของคนคือ การทำงาน เพราะการทำงานถือเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เขาต้องการประสบความสำเร็จ
ท้องถิ่นของประเทศไทยหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว  โดยคำนึงถึงศักยภาพของประชาชน  ในทรรศนะของผมเห็นว่า  หากนำ Human Capital + Intellectual Capital + Talented Capital  =  ท้องถิ่นไทยต้องพัฒนาแบบมีทิศทางภายใต้ความแข็งแกร่งแบบวัฒนธรรมไทยการประยุกต์ใช้ทฤษฎี 8K’s ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเพิ่มจากการกลั่นกรองความคิด  ประสบการณ์  บวกกับความสามารถด้านการเป็นผู้นำของเจ้าของทฤษฎีศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ถือเป็นการคิดแบบบูรณาการอย่างลงตัวและเป็นการถ่ายทอดความรู้ความสำเร็จจากผู้นำระดับประเทศในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศสู่ระดับประชาชนอย่างไม่มีเครื่องกีดกั้นทางความคิดและอีกประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาอ้างประเด็นหนึ่งก็คือข้อคิดองค์กรธรรมาภิบาลและการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากผู้บริหาร  โดย-          ทำความเข้าใจและเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (Appreciation)-          คิดเป็นคุณและคิดเป็นธรรม (Positive Thinking)-          กำหนดวิสัยทัศน์เป้าหมายการทำงานและอนาคต (Vision and Career Path)-          เดินหน้าพัฒนาตนเอง (Self-Development)-          เป็นคนดีมีอุดมการณ์ราชการ และเป็นตัวอย่าง (Rule Model)-          บริหารชีวิตอย่างสมดุล  มีสติและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด                หลักการของธรรมาภิบาลนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้-          ความสุจริต  ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty & Transparency)-          ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)-          คุณธรรม  จริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity)-          การมีส่วนร่วม (Participation)-          ความเท่าเทียมกันทางสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว  สิ่งสำคัญในวันนี้ที่ประชาชน คนเจ้าของประเทศต้องการจากการทำงานของคนของรัฐมากที่สุดก็คือ  การลดขั้นตอนการทำงาน  เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน  ลดความรู้สึกว่าเป็นเจ้านายประชาชน  และมีจิตสำนึกของการเป็นคนของรัฐ  สิ่งที่ข้าราชการยุคใหม่หรือผู้บริหารยุคใหม่จะต้องมีคุณสมบัติเพื่อแปลงพฤติกรรมการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพครบทุกด้านตามความต้องการ ได้แก่ 1. "คิด" เป็น ลักษณะของคนที่คิดเป็นจะไม่รอทำงานตามคำสั่ง ส่งผลให้งานไร้ประสิทธิภาพ ขาดความกระตือรือร้น ต้องมีความรู้ และประสบการณ์ในการทำงานที่แตกต่างโดยมีความหลากหลายในงาน รู้จักค้นคว้าคิดวิเคราะห์ภายใต้หลักวิชาการ และข้อมูลที่ถูกต้อง 2. "คุย" หรือการเจรจา ในที่นี้มิใช่การพูดแบบไม่มีจุดหมาย แต่เป็นการเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์มีข้อมูลและมีศิลปะ

                3. "ควบคุม" โดยปราศจากการจับผิดหรือติดประกบ แต่อยู่ในรูปแบบของการติดตามประเมินผลการทำงานที่สำเร็จหรือปัญหา ทั้งนี้เพื่อหาหนทางแก้ไขตามสถานการณ์
4. "คุณธรรม" คนที่คิดเป็นแต่ไม่มีคุณธรรม ก็ส่งผลกระทบต่อระบบเช่นกัน คุณธรรมจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นข้าราชการที่เกิดมาพร้อมที่จะเป็นผู้ให้5. "ความรับผิดชอบ" คนที่มีความรับผิดชอบจะเป็นคนที่พร้อมทุ่มเทเวลาและวิธีคิด ผลงานจะออกมาดี และ 6."คุ้มค่า"คือการทำงานที่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ

                มุมมองใหม่ของความเป็นข้าราชการอีกประการหนึ่งก็คือ การให้ความสำคัญกับลูกค้า ในที่นี้มิใช่เฉพาะประชาชนที่มาขอรับบริการ ลูกค้ามีในหลายมิติ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานในระบบคือลูกค้า โดยเฉพาะมุมมองนี้จะเป็นของผู้บริหารทั้งในระดับสูงและระดับกลาง อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

                "ลูกค้าที่ต้องบริการในภารกิจก็คือ ลูกน้องซึ่งได้รับมอบหมายงาน เมื่อพวกเขาให้การบริการกับภาคประชาชนและประเทศแล้ว ผู้บริหารจะต้องคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้มีความสุขอย่างพอเพียง สร้างแรงจูงใจในการทำงาน แก้ปัญหา และมอบนโยบาย นอกจากนี้เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา การทำงานต้องเน้นลูกค้าเป็นหลัก เพราะการทำงานจะสำเร็จไม่ได้ถ้าปราศจากการทำงานที่เป็นทีม"


          ในเรื่องของระบบการศึกษาของชาติท้องถิ่นไทยในปัจจุบันเป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมีมากมายตามลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนการศึกษา  ซึ่งการศึกษาถือเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุด  เพราะการศึกษาเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้  ความคิด  ทรรศนคติ  สามารถเป็นตัวบ่งชี้ว่าประเทศจะเติบโตหรือถดถอยได้  เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเพราะประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน  ฉะนั้นต้องสอนเด็กให้คิดเป็น  วิเคราะห์เป็น  และสร้างสรรค์ได้  โดยใช้หลักทฤษฎี4L’s  ดังต่อไปนี้Learning Methodology  เข้าใจวิธีการเรียนรู้ในการพัฒนาคน  ต้องเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นความสนใจให้เด็กรู้จักคิด  รู้จักโต้ตอบ  เพื่อที่จะได้เป็นนักคิดตั้งแต่วัยเยาว์  วิธีการเรียนการสอนต้องรู้ว่าวิธีใดสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้  และใช้วิธีนั้นเพื่อให้เด็กหัดคิดหัดวิเคราะห์ให้เกิดความคมในความคิดLearning Environment   สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้  การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนหรือการเรียนในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนต้องทำให้ผู้เรียนมีความสุข  มีความรู้สึกได้กับได้  เรียนด้วยความสนุก  อยากจะรู้อยากจะเรียนLearning Opportunities  สร้างโอกาสในการเรียนรู้  เกิดจากการปะทะกันทางปัญญาทำให้เกิดความคิด  มุมมองใหม่ๆ  การได้มีโอกาสได้เรียนรู้จากต้นแบบทางความคิด  โอกาสในการเข้าถึงผู้มีปัญญาต่อยอดกับปัญญา ซึ่งจะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์Learning Communities  สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้  ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิด  ซึ่งก่อให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสิ่งที่ผมได้สัมผัสและถือเป็นการนำแนวคิดที่ได้จากการเรียนแบบแลกเปลี่ยนในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทามาปรับใช้ในวิธีการทำงานและได้เคยมีโอกาสได้ร่วมประชุมแนวทางการพัฒนาความรู้ให้กับเยาวชนในพื้นที่ร่วมกับผู้บริหาร ผู้นำท้องถิ่นและสถานศึกษาเพื่อหาแนวทางพัฒนาเยาวชนในเขตพื้นที่ผมได้มีการเสนอแนวคิดโดยใช้หลักทฤษฎี 4L’s ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในหลักการและได้ให้ผู้รับผิดชอบแต่ละด้านไปจัดเตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับหลักทฤษฎี 4L’s เพื่
ไม่มีรูป
133. สรณิต พุ่มพฤกษ์ [IP: 202.91.18.192]
เมื่อ ส. 06 ต.ค. 2550 @ 16:07
411694 [ลบ] [แจ้งลบ]

ต่อเนื่องจากข้างต้น 

หลักทฤษฎี 4L’s เพื่อที่จะมาประชุมแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้งและที่ภูมิใจคือที่ประชุมมีการถามว่าที่ผมเสนอและผ่านการยอมรับนั้นเป็นแนวคิดของนักคิดฝรั่งชื่ออะไรผมตอบที่ประชุมว่าท่านที่เป็นเจ้าของทฤษฎีไม่ได้เป็นฝรั่งแต่เป็นคนไทยและเป็นอาจารย์ของผมเองท่านชื่อ ศ.ด.ร.จีระ   หงส์ลดารมภ์ นี่ก็เป็นความภูมิใจของผมที่ผมได้รับแนวคิดจากการถ่ายทอดของอาจารย์  และที่ประชุมได้ให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องอื่นนำหลักการ 4L’s ไปใช้ในการทำงานร่วมกับชุมชนโดยให้ใช้หลักการตามทฤษฎีเพราะเห็นว่าเป็นการคิดที่เป็นระบบและมีคำตอบอย่างชัดเจนในตัวของตัวเอง                ปัญหาอย่างหนึ่งในระดับท้องถิ่น ศักยภาพในการพัฒนาเกิดจากการรวมกันของพลังความคิดความร่วมมือบวกกับงบประมาณที่ลงไปในท้องถิ่นจะเห็นได้ว่าทำไมบางท้องถิ่น คนมี งบประมาณมี แต่การพัฒนาไม่เท่าที่ควรนั่นเป็นเพราะขาดความรู้อย่างเข้าถึงในการพัฒนาคือมีปัจจัยเอื้ออำนวยแต่ไม่สามารถพัฒนาได้ตามที่ควรจะเป็นต่างกับบางแห่งที่ขาดทั้งคนทั้งงบประมาณแต่มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวหน้าตรงนี้ต้องย้อนกลับมามองบุคลากร ผู้นำ ประชาชนในพื้นที่                 การจะพัฒนาคนต้องพัฒนาคนให้มีความคิด คือการคิดที่เป็นระบบ  ใช้ความคิดในเชิงสร้างสรรค์นำสู่การปฏิบัติจริง และทำงานเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ รู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็นความรู้เหมือนผักสดไม่ใช่ผักเน่า และทำให้การคิดเพื่อสร้างสรรค์นั้นเกิดมูลค่าเพิ่มให้ได้โดยเริ่มต้นที่การคิดเชิงบวก คิดที่จะเป็นผู้ให้และสรรค์สร้างสังคม                และการจะทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านใดใดก็ตามหากแต่ต้องอาศัยความตั้งใจจริง ต่อเนื่อง รู้อะไรรู้ให้จริง วิธีการคิดอย่าให้เป็นวิธีการคิดแบบเดิมๆหรือยึดติดในความสำเร็จในระดับเท่าเดิม ต้องมีคนที่มีเป้าหมายคล้ายๆกัน ทำงานกันเป็นทีมและที่สำคัญคือต้องคิดอย่างเป็นระบบ                ในส่วนตัวผมเองแล้วมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการพํฒนาในระดับท้องถิ่นของไทยต้องไปได้อีกมากหากแต่คนในสังคมช่วยกันทางความคิดร่วมมือกันโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชนดึงศักยภาพจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ดึงจุดแข็งของบุคคลดึงจุดแข็งของทรัยากรมนุษย์และช่วยกันผลักดันโดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆในระดับMICROหลายๆจุดเชื่อมต่อกันไปสู่ MACROกอรปกับต้องใช้แนวทางการคิดอย่างเป็นระบบ มีหลักการคิด ประยุกต์ใช้ทฤษฎีอย่างเหมาะสมให้เหมาะกับสถานการณ์และพื้นที่เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะพัฒนาอย่างมีทิศทางและเดินไปในแนวทางที่เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน                ท้ายนี้ต้องขอกราบขอบคุณท่านอาจารย์ ศ.ด.ร.จีระ   หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูงที่ผม นายสรณิต พุ่มพฤกษ์  ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์และได้รับคำแนะนำด้วยความปรารถนาดีมาโดยตลอดและไม่ว่าจะอยู่ที่ใดๆในสังคมนี้จะระลึกถึงที่ท่านอาจารย์เคยสอนพวกเราตลอดเวลาว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้อง รู้อะไรรู้ให้จริง ลงมือทำ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทำงานเพื่อสังคมประเทศชาติบ้านเมืองให้สมดังปณิธานของท่านที่มุ่งหวังเพื่อที่จะสร้างคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไป                                                                                                                                            นายสรณิต พุ่มพฤกษ์
ไม่มีรูป
134. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ [IP: 58.137.100.161]
เมื่อ ศ. 08 ก.พ. 2551 @ 15:41
541059 [ลบ] [แจ้งลบ]

สวัสดีครับ

ผมขอขอบคุณที่ทุกคนเอาใจใส่ และตอบรับเป็นอย่างดี อาทิตย์นี้ผมไม่สะดวกที่จะเข้ามาสอนเอง แต่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 2 ท่าน มาสอนแทน และผมจะขอนัดพวกเราไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ที่เกาะล้าน พัทยา เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมทำกับนักศึกษามาทุกรุ่น สำหรับวันและเวลาที่แน่นอน จะขอนัดอีกครั้งหนึ่ง

                                                                       จีระ หงส์ลดารมภ์

ไม่มีรูป
135. airi [IP: 58.147.40.101]
เมื่อ พฤ. 15 ม.ค. 2552 @ 17:00
1072730 [ลบ] [แจ้งลบ]

- อยากทราบว่า "ทุนทางสังคมกับทุนทางวัฒนธรรม" เป็นสิ่งที่สามารถเป็นจริง หรือนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในสังคมไทยได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

- หากนำไปใช้จริงต้องมีการสร้างเสริมในปัจจัยใดบ้างเพราะเหตุใด ค่ะ

*****

ขอบคุณค่ะ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
อาณาจักรเพื่อการเรียนรู้ของทรัพยากรมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์