สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ทุนมนุษย์กับดร.จีระ
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 1488
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

           สวัสดีครับ ลูกศิษย์คณะเกษตร ม.เชียงใหม่ทุกท่าน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2550

 

ผมได้มีโอกาสไปสอนในวิชา การจัดองค์การธุรกิจเกษตร ในหัวข้อ การจัดการทรัพยากรมนุษย์  ให้กับทุกท่าน

 

และผมก็ได้กลับมาเปิด Blog นี้ให้ทุกท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จบไปแค่วันเดียว เรายังต้องหาความรู้ร่วมกันต่อไป    

        

Blog นี้ จึงเป็นสื่อกลางในการติดต่อกัน และผมจะคอยติดตามความคืบหน้าของ Blog
ครับ
   

                                                    

                            

                                                จีระ  หงส์ลดารมภ์

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: เชียงใหม่
สร้าง: พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 11:31   แก้ไข: พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 22:49   ขนาด: 3511 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
1. chatukasem
เมื่อ พฤ. 27 ก.ย. 2550 @ 19:14
400063 [ลบ]

สวัสดีครับอาจารย์

ก่อนอื่นต้องขอบคุณอาจารย์มากฯ สำหรับแง่คิดที่สุดยอด และ การรับฟังความคิดของเด็ก ผมอยากรบกวน อาจารย์ช่วยให้แง่คิด เรื่องการเรียนในอนาคต หลักสูตร ป.โท ควรจะไปทางไหนดี เพือประโยชน์ของชาติ โดยแท้จริง 

 

ขอบคุณมากฯ ครับ

จตุเกษม มช 

 

ไม่มีรูป
2. somphotrat
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 11:29
400578 [ลบ]

สวัสดีครับอาจารย์

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์มากๆครับที่ได้มาบรรยาย ในห้วข้อการจัดการทรัพยากรมนุษย์

ทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่น บรรยากาศในการเรียนเอื้อให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างอิสระ เป็นประโยชน์มากๆครับ

ผมคิดว่าถ้าในชั้นเรียนที่ไหนก็ตามสามารถสร้างการเรียนแบบที่ได้มานั่งฟังอาจารย์บรรยาย น่าจะทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ได้มาก ไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนแบบเดิมๆในชั้นเรียนก็ได้ อาจออกนอกสถานที่จัดให้มีการพูดคุยกันแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นการฝึกกระบวนการคิดให้นักศึกษาได้เป็นอย่างดี  คำถามคือว่า แล้วจะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนในแต่ละระดับชั้นของไทย ฝึกให้มีการคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าไม่เริ่มต้นที่ผู้สอนก่อน ?

ขอบคุณครับ

สมโภชรัตน์

 

ไม่มีรูป
3. พิมพ์ใจ ศรีวิชัย
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 13:37
400671 [ลบ]

กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์          หนูเห็นด้วยในเรื่องของความสำคัญของ networking ค่ะ เพราะการที่เรามีเครือข่ายที่ดี กว้างขวาง จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น  การรู้จักคนหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละคนมีความรู้ความสามารถในอาชีพของตน เป็นความรู้ในเชิงลึก ที่สั่งสมทักษะ และประสบการณ์มานาน การแบ่งปันความรู้ ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันจะก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ควรรู้ก็คือ เราจะหาความรู้เรื่องนั้น ๆ ได้จากใคร ที่ไหน และโดยวิธีใด และเมื่อเกิดการเรียนรู้ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ต่อไปด้วยค่ะ          อย่าง ในสาขาธุรกิจเกษตร มช. เป็นสังคมเล็ก ๆ ที่มาจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ ระดับบริหารประเทศอย่างอบต. ,นักวิชาการ ,โครงการหลวง ,ธนาคาร ,ธกส. ,ผู้ประกอบการ ,นักวิทยาศาสตร์ , นักวิจัย  เกษตรกร ฯลฯ จนถึงครูอนุบาลค่ะ เห็นได้ว่า ในสาขามีทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย และเชื่อว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพทุกคน การได้มารู้จักกัน นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะแบ่งปันความรู้ความสามารถของแต่ละคน สร้างสังสรรค์ให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยเฉพาะในภาคการเกษตร * * *           เมื่อ เดือนมีนาคม 2547 ได้มีการจัดประชุมสัมมนา เรื่อง การพัฒนาทรัพยากรไม้ไผ่อย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ภายใต้โครงการ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจ และผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้ สนับสนุนโดย องค์กรไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ International Tropical Timber Organization (ITTO)  ได้มีการเชิญเกษตรกร ผู้ประกอบการ องค์กรท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้สนใจ เป็นจำนวนมาก และคุณพ่อของหนูได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในฐานะเกษตรกรในการสัมมนาดังกล่าว หลังจากการสัมมนาได้เกิด networking ในวงการไม้ไผ่ เพราะเป็นการทำให้เกษตรกร ,ผู้ประกอบการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ และผู้ส่งเสริม เช่น นักวิชาการ ได้มาพบกัน           หลังจากนั้นได้มีกิจกรรมกลุ่มย่อยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาดูงานที่สวน (อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) ,การพบปะกันระหว่างผู้ปลูกและผู้แปรรูป มีครั้งหนึ่งที่มีการเดินทางไปถ่ายทำสารคดีประกอบรายงานการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย ของกรมป่าไม้ และได้นำผู้ประกอบการแปรรูปไม้ไผ่ไปด้วยหลายคน หนึ่งในผู้ประกอบการที่ไปในทริปนั้น มีโรงงานอยู่ที่อำเภอสันทราย เป็นโรงงานทำพื้นปาเก้ ซึ่งทำจากไม้ไผ่ และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความคงทน และแก้ปัญหาเกี่ยวกับแมลงที่มักจะพบในไม้ไผ้ เช่น มอด แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง value added ให้กับสินค้า แต่ก่อนที่จะมาดูงานนั้น ทางโรงงานได้รับคำสั่งซื้อพื้นปาเก้ จากรีสอร์ทที่จังหวัดภูเก็ต เป็นจำนวนหลายร้อยตารางเมตร แต่โรงงานทำให้ไม่ได้เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบซึ่งคือไม้ไผ้ได้เพียงพอ หากจะขนส่งจากต่างจังหวัดไกล ๆ จะทำให้ต้นทุนสูง ทั้ง ๆ ที่ก็ยังมีผู้ปลูกไม้ไผ่เป็นจำนวนมากอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และปลูกโดยไม่รู้จะขายให้ใคร นี่คือปัญหาของโรงงานเพียงแห่งหนึ่ง สินค้าเกษตรเพียงหนึ่งอย่าง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาของภาคเกษตรทั้งหมดด้วย           การที่เกษตรกร ,ผู้ประกอบการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่มีความรู้ ,มีความรู้แต่เผยแพร่ไม่ถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการ ไม่มี networking ที่ดี ไม่ใฝ่รู้ ฯลฯ ทำให้ภาคเกษตรของประเทศไทยเสียโอกาส มีผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ , ต้นทุนทางด้าน Logistic สูง ทั้งการเก็บรักษา และขนส่ง ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในประเทศไทย มีบุคลากรที่เก่ง ๆ , เกษตรกรมีภูมิปัญญา แต่ทำไมภาคเกษตรของไทยถึงอ่อนแอ เรียนขอคำแนะนำจากอาจารย์จีระ ในกรณีศึกษาเรื่องไม้ไผ่ และขอความคิดเห็นในมุมมองเพื่อน ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไปค่ะ   พิมพ์ใจ ศรีวิชัย รหัส 500832054 สาขาธุรกิจเกษตร มช. 
ไม่มีรูป
4. สุวิมล
เมื่อ ศ. 28 ก.ย. 2550 @ 14:10
400701 [ลบ]

สวัสดีคะอาจารย์

หนูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายของอาจารย์ และรู้สึกว่าระยะเวลา 6 ชั่วโมงที่เคยรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกินในการเรียนที่ผ่านๆมา กลายเป็น 6 ชั่วโมงที่รวดเร็วและไม่อยากให้จบลงแค่นี้ 

ในการบรรยายในครั้งนี้ทำให้ได้แนวคิดอะไรหลายๆ อย่าง และที่ทำให้รู้สึกประทับใจที่สุด คือการได้เห็นศักยภาพในตัวของเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนทุกคนที่ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเอง และการบรรยายของอาจารย์ในครั้งนี้เชื่อว่าได้จุดประกายความคิดของทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาว่าการเรียนในชั้นเรียนต่อไปควรจะมีการเรียนการสอนแบบใดจึงจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการเรียนจริงๆ ไม่ใช่คิดแค่มาเรียนให้จบไปวันๆ เท่านั้น

P
5. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ จ. 01 ต.ค. 2550 @ 09:53
403694 [ลบ]

      สวัสดีครับ ลูกศิษย์ มช. ทุกท่าน ผมได้เปิด Blog เข้ามาดูด้วยความยินดีที่มีคนสนใจอยู่มาก และขอขอบคุณท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog ส่วนท่านที่ยังไม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ผมจะรอทุกท่านนะครับ

     ผมขอฝากให้ทุกท่านเน้นประเด็น Farmer University ให้มากครับ เพื่อจะได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

                                             จีระ  หงส์ลดารมภ์
 

ไม่มีรูป
6. จตุเกษม
เมื่อ จ. 01 ต.ค. 2550 @ 13:33
403994 [ลบ]

 

สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ

ผมขอน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการศึกษา มาฝากเพื่อน ฯ

จุดหมายของการศึกษาตามแนวพระราชดำริได้ว่าการศึกษามีจุดหมายทั้งเพื่อประโยชน์แก่ผู้ศึกษาเองและแก่ส่วนรวมอันได้แก่สังคมและประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรุปวัตถุประสงค์ของการศึกษาว่า

"วัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออย่างไรกล่าวโดยรวบยอดคือการทำให้บุคคลมีปัจจัยหรืออุปกรณ์สำหรับชีวิตอย่างครบถ้วนเพียงพอทั้งในส่วนวิชาความรู้ ส่วนความคิด วินิจฉัย ส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทน และความสามารถในการที่จะนำความรู้ความคิดไปใช้ปฏิบัติงานด้วยตนเองให้ได้จริงๆเพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่นคง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองได้ตามควรแก่ฐานะด้วย" (๒๕ มิถุนายน ๒๕๒๓)

การศึกษาเพื่อให้บรรลุจุดหมายอันได้แก่ประโยชน์ของผู้ศึกษาเอง (ตนเอง) และส่วนรวม (สังคมและบ้านเมือง) นั้น การศึกษาทำหน้าที่เป็นปัจจัยหรือเครื่องมือที่จะนำไปสู่จุดหมายดังกล่าว การศึกษาในความหมายนี้จะต้องประกอบด้วย ๔ ส่วนคือ

๑) ส่วนวิชาความรู้ ได้แก่วิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆที่ศึกษาอย่างถูกต้องครบถ้วน

๒) ส่วนความคิดวินิจฉัย ได้แก่ความสามารถของการขบคิดพิจารณาและวินิจฉัยในเรื่องที่ศึกษาและความเป็นจริงที่ปรากฏ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการหรือกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลของผู้ศึกษา

๓) ส่วนจิตใจและคุณธรรม ได้แก่การพัฒนาจิตใจให้มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจที่จะใช้วิชาความรู้เพื่อประโยชน์ในทาง ที่ดีต่อตนเองและส่วนรวม ซึ่งเป็นการกำกับความประพฤติของคนให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องโดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และ

๔) ส่วนความขยันอดทน ได้แก่การฝึกฝนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันและมีความอดทนต่อปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้

  

ไม่มีรูป
7. ฐานิตา ถุงแก้ว
เมื่อ พ. 03 ต.ค. 2550 @ 10:00
406787 [ลบ]

สวัสดีค่ะ อ.จีระ และเพื่อนๆ

      ดิฉันได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ "การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้" ของ Michael J. Marquardt ซึ่งเป็นปรมาจารย์ ด้านการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้อีกท่านหนึ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การสอน และการแต่งตำราสำหรับสถาบันการศึกษาระดับสูงและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไป หนังสือเล่มนี้ แปลโดย Dipl-Ing. บดินทร์ วิจารณ์และ เรียบเรียงโดย วีรวุธ มาฆะศิรานนท์

      จึงขอแบ่งปันความรู้ ในเรื่อง 10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้ ซึ่งมีดังนี้ค่ะ

1.พัฒนาเนื้อหาในการเรียนรู้ให้เป็นหน่วยย่อยๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ปัจจุบัน หลายๆองค์กรที่เป็นบริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น Cisco Systems, AutoDesk และ iPlanet ก็กำลังพัฒนาเนื้อหาในการเรียนรู้ภายใต้แนวความคิดของบทเรียนที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก วิธีการเรียนรู้ที่แยกเป็นหน่วยได้นั้น การสอนอาจถูกแบ่งออกป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกใช้ได้ตามต้องการ ซึ่งเมื่อผสมผสานเข้ากับการประเมินทักษะที่เฉพาะเจาะจงกับกับตัวบทเรียนต่างๆ เป็นโอกาสให้ผู้เรียนแก้ไขในสิ่งที่ตนขาดตกบกพร่องได้อย่างแม่นยำทันเวลา แทนที่จะเสียเวลาไปกับเนื้อหามากมายที่พวกเขารู้อยู่แล้ว

2.เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ แม้ว่าทุกคนได้เล่าเรียนในโรงเรียนมานานนับ10 15 20 ปี แต่เราไม่เคยได้เรียนวิธีการที่จะเรียนรู้ เพราะเราถูกสอนให้ท่องจำสิ่งต่างๆ แล้วเราก็จะลืมมันไปอย่างง่ายดาย ดังนั้น ในการพัฒนาโปรแกรมการที่จะช่วยให้คนมีทักษะสำคัญในการเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรุ้ต่อไปนี้

- วิธีถามคำถามต่อข้อมูลความรู้ใหม่ๆ

- วิธีวิเคราะห์งานและความคิดที่ซับซ้อนให้เป็นหน่วยย่อยๆ

- วิธีทำให้การเรียนรู้ของเราเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

- วิธีเร่งการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น

      ทักษะด้านอภิปัญญา เหล่านี้จะช่วยให้คนสามารถคิด วิเคราะห์ เข้าใจ และนำข้อมูลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็วและด้วยความมั่นใจ

 วันนี้ขอ โพสต์ เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ติดไว้อีก 8 ข้อนะคะ

ไม่มีรูป
8. ปิยะกานต์ มณี
เมื่อ พ. 03 ต.ค. 2550 @ 13:46
407128 [ลบ]

กราบสวัสดี ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์

จากการที่หนูได้พบ และได้เรียนกับท่านหนูดีใจมากค่ะ ไม่เคยคิดว่า จะได้เรียนกับท่านตัวจริง ซึ่งเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์

ความรู้ที่ได้รับในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่มันก็มีคุณค่าและประโยชน์มาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ได้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่และที่ดูจากงานที่พวกเขาได้ทำนั้นยังไม่ใช่การจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะเป็นแค่การจัดการความสะดวกให้กับพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่าเป็นการจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนูชอบมากค่ะ คำว่า "ทุนมนุษย์" เพราะมันเป็นสิ่งที่หนูคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต่อองค์การการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้ เพราะถ้าหากองค์กรไหนมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว องค์กรนั้นก็จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรของตนให้ก้าวหน้า และสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ ได้อย่างแน่นอน

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ปิยะกานต์

ไม่มีรูป
9. ฐานิตา
เมื่อ พฤ. 04 ต.ค. 2550 @ 13:52
408567 [ลบ]

วันนี้เพิ่มกลยุทธ์ย่อยด้านการเรียนรู้อีก 2 ข้อนะคะ

3. พัฒนาวิธีการเสวนาภายในองค์การ

    วินัยในการเสวนา เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้องค์การ เนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มและทวีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม การเสวนาจะทำให้คนมีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสมมติฐานต่างๆขององค์การถึงจะสร้างบรรยากาศ และการสื่อสารที่ดีที่จะทำให้สมาชิกขององค์การสามารถจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลง และความยุ่งเหยิงต่างๆได้เป็นอย่างดี

การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเสวนาภายในองค์การได้ หากปฎิบัติ ดังนี้

1.มองว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงาน

2.มีความสนใจใฝ่รู้และซักถาม

3.ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับสมมติฐานหรือความแน่นอนต่างๆ

4.ให้ความสนใจกับผู้สังเกตการณ์

5.ซักถาม-ไต่สวนให้ช้าลงกว่าเดิม

      ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการเริ่มการเสวนาภายในองค์กร จะประกอบด้วย

1.วิธีหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ขัดขวางการเสวนา (การปกป้องตนเอง,การแข่งขัน.การเอาชนะ)

2.วิธีนำความหลากหลายมาใช้ มากกว่านำมาเป็นเหตุแห่งการขัดแย้งกัน

3. วิธีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับวิธีการมองความเป็นไปของโลก

4. วิธีพัฒนาทักษะแห่งการสังเกต (การฟัง และสื่อสารอื่นๆ)

5. วิธีการเอาการฟังและข้อมูลป้อนกลับมาใช้ เพื่อลดการบิดเบือนของข้อมูล

6. วิธีสร้างความสมดุลระหว่างการสนับสนุนกับการซักถาม เพื่อไม่ให้การเสวนามาถึงทางตัน

 

4. ออกแบบแผนการพัฒนาในอาชีพตามลักษณะการจ้างงาน เพื่อสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้

ไม่มีรูป
10. มนทกานต์
เมื่อ พฤ. 04 ต.ค. 2550 @ 14:57
408675 [ลบ]

 กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

จากการรับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านมานั้น  ทำให้เล็งเห็นได้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาองกรค์ในด้านต่าง ๆ  เช่น ในภาคเกษตรของไทยเรานั้นจะเห็นได้ว่าเกษตรกรยังขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า  ขาดบุคคลที่จะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ดี  ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Farmer University  เพื่อสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรไทยในด้านต่าง ๆ ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะประชากรไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรอยู่แล้ว  ทั้งนี้การจัดการถ่ายทอดองค์ความรู้จะต้องสามรถนำไปใช้ได้ในสภาพความเป็นจริง ก็จะเป็นประโยชน์มาก

ไม่มีรูป
11. ฐานิตา
เมื่อ จ. 08 ต.ค. 2550 @ 16:44
414686 [ลบ]

(10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้)

มาต่อกันที่ ข้อ 5 นะคะ

5. สร้างโปรแกรมการพัฒนาตนเอง

      การที บริษัทออกค่าใจ้จ่ายให้พนักงานเพื่อการพัฒนาตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่แสดงถึงความผูกพันของบริษัทที่มีต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น โบอิ้งที่ออกทุนให้พนักงานที่ต้องการเรียนต่อระดับปริญญา หรือประกาศนียบัตรในสาขาใดๆ ก็ได้ บางบริษัทมีงบจัดอบรมให้แก่พนักงานแต่ละคนเพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ของตนเอง จะช่วยให้มีการกระตุ้นในการพัฒนาทักษะทางด้านที่ตนสนใจ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งของตนเองและขององค์กรอีกด้วย

6.  สร้างทักษะการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม

      ทีมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ ทีมจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลกับองค์การ การทำงานเป็นทีมจะทำให้องค์กรตระหนักถึง และเกิดการนำเอาทรัพยากรแฝงขององค์การมาใช้ประโยชน์

 7. กระตุ้นและฝึกฝนการคิดเชิงระบบ

       ทักษะที่สำคัญขององค์การแห่งการเรียนรู้นั้นก็คือ การคิดเชิงระบบ (systems Thinking) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการ "มองเห็นภาพรวมและทำงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แยกแยะและพยายามแก้ปัญหาแบบเป็นส่วนๆ"

8. นำเอาการพินิจพิเคราะห์และการวางแผนรูปแบบสถานการณ์มาใช้ประโยชน์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์การ

9. ขยายการเรียนรู้ในรูปแบบความคิดที่หลากหลายวัฒนธรรมกับรูปแบบความคิดระดับโลก

             องค์การแห่งการเรียนรู้จะตระหนักดีว่า มุมมองและแนวทางการกระทำที่แตกต่างนั้นเป็นแหล่งของความมั่งคั่งอย่างหนึ่ง มิใช่ความขัดแย้ง ยิ่งองค์การเปิดกว้างต่อค่านิยม แนวความคิด และมุมมองของคนอื่นๆมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

10. เปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้

           คนส่วนใหญ่ยังคงมีความรู้สึกในทางลบกับการเรียนรู้ คือ รนู้สึกว่ามันเคร่งเครียด มีข้อสอบที่ยากๆ อีกทั้งมีครูเจ้าระเบียบ การท่องจำ การนั่งโต๊ะเรียนเป็นเวลานานๆ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งรูปแบบความคิดเหล่านี้ส่งผลให้หลายคนต่อต้านการเรียนรู้ และต่อต้านการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

          รูปแบบความคิดมีผลกระทบอย่างมากต่อการกระทำของเรา เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดจากที่มองว่า การเรียนเป็นเหมือนห้องเรียน แต่ให้มองการเรียนเสียใหม่ว่ามันเป็นเหมือนกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น มีการร่วมมือกัน และมีรางวัลตอบแทนความสำเร็จในระดับสูง

         นี่แหละค่ะ คือ10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้ ที่เอามาฝาก เพื่อนๆ ค่ะ หวังว่าคงมีประโยชน์นะคะ

ไม่มีรูป
12. chatukasem
เมื่อ พฤ. 11 ต.ค. 2550 @ 19:26
418960 [ลบ]

สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ

สำหรับ Farmer university , ผมคิดว่าต้องพิจารณา วัตถุประสงค์ ก่อนครับ

 

จตุเกษม 

ไม่มีรูป
13. chatukasem
เมื่อ พ. 17 ต.ค. 2550 @ 12:32
425883 [ลบ]

สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ

มาต่อเรื่อง  Farmer university , ผมคิดว่าต้องพิจารณา วัตถุประสงค์ ก่อนว่าเรา ต้องการอะไรกันแน่ สำหรับผม ขอเรีม 

วัตถุประสงค์ข้อแรกก่อน นะครับ
1 เพือให้เกษตรกร ได้เรียนรู้  technology  และวิชาการใหม่ฯ
 
คงต้องพิจารณา ขอบเขตของผู้เรียน ก่อนนะครับ 

จตุเกษม

ไม่มีรูป
14. Amporn
เมื่อ จ. 17 ธ.ค. 2550 @ 16:48
493364 [ลบ]

เข้ามาอ่านใน blog ของ Farmer University นั้น ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวดังนี้

1. ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองว่าเป็นนักศึกษาเก่า (มาก) ของคณะเกษตร (Ag-Econ)  ตอนนี้รับราชการและกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกที่คณะเช่นกัน

2. อยากแลกเปลี่ยน 2 ประเด็นหลัก ที่ทำให้ Farmer อ่อนแอ คือ

2.1 นโยบายรัฐ ทั้งด้าน Subsidies และการส่งเสริมแบบ Fund Model  หรือรูปแบบอื่นๆ ที่ซ้ำซากทุกปี (ทั้งนี้เพราะมีผลได้ทั้งสองฝ่าย) ซึ่งเป็นมูลเหตุชักจูงให้เกษตรกรไทยอ่อนแอ และรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ

2.2 รัฐ หรือคณะเอง ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนิสิตเก่า ส่วนมากคณะก็จะชื่นชมกับลูกศิษย์ที่จบไป และได้ตำแหน่งสูงๆในภาครัฐและเอกชน  ทั้งๆที่มีศิษย์หลายๆคนที่ประกอบอาชีพอิสระ (เกษตรกร) หรือสัมผัสกับเกษตรกรในชุมชนหรือนักเรียน (วึ่งเป็นลูกเกษตรกรในชุมชน) ในวิทยาลัยหรือโรงเรียน ที่มีความสามารถและเป็นผู้ที่สร้างเกษตรกรให้ใรกฐานที่แข็งแรง  แต่ได้รับการชื่นชม ยกยอง น้อยมาก  ควรเซาะแสดงหา หรือ ประกาศผู้มี spect ดังนี้มามากๆ

 

ขอแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นเพียงนี้ ก่อน

ไม่มีรูป
15. wittaya nangwong
เมื่อ ศ. 15 ก.พ. 2551 @ 23:19
547840 [ลบ]

ขอเจริญพร

       อาตมภาพเองขอแทรกด้วย เนื่องจากเป็นลูกชาวนา มาศึกษาที่สวนสุนัน ในหลักสูตร รปม. รุ่น ๔ ได้อ่านแนวคิดของพี่ ๆ ทั้งหลายแล้ว ดีมาก ๆ และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ถึงจะไม่เกี่ยวกับที่อาตมาเรียน แต่ก็เกี่ยวกับพื้นฐานชีวิตที่อาตมาเคยเป็นและก็ยังคงเป็น คือ โยมพ่อโยมแม่เป็นชาวไรชาวนาจ๊ะคุณโยม

      นับว่าอาตมาโชคดีที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์จีระ ที่สวนสุนัน เพราะอะไรรู้ไหมโยมจ๋า ? ก็เพราะว่า ทำให้อาตมาได้ทราบแนวคิดของท่านในเรื่องการบริหารในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่ท่านดำเนินการสอนอยู่ที่สวนสุนันทา และไม่ใช่เฉพาะส่วนนี้เท่านั้น ท่านยังได้ให้ทำการวัด(การบ้าน)ส่งทางบล๊อกซึ่งอาตภาพคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการเรียนรู้และนักศึกษาก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันความรู้แก่กันและกัน ซึ่งอาตมภาพได้เห็นและได้อ่านแนวคิดของเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในรุ่น ซึ่งส่วนมากก็ไม่เคยสนทนาหรืออาจเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัวเขาเลย และที่ผ่านมาไม่นาน ท่านเชิญอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด มาสอน และให้นักศึกษาส่งงานทางบล๊อกเรื่องวิสัยทัศน์ขององค์กร และ พันธกิจ ก็ทำให้อาตภาพได้ทราบถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ ใน รปม.รุ่น ๔ ทำงานอยู่ ชึ่งไม่เคยทราบมาก่อนเลย เพราะจะให้อาตมาถามเองถึงการงานหรือหน้าที่ ที่แต่ละคนทำงาน ก็เกรงจะเป็นการก้าวก่ายสิทธิ์ของเขามากเกินไป แต่พออาจารย์ให้ส่งงานทางบล๊อกเท่านั้นแหละ (โป๊ะเช๊ะเลย เข้าทางอาตมาเลย)ก็ทำให้อาตภาพได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ฯ และอีกอย่างอาตมาเองก็ได้มาแสดงความคิดเห็นในบล๊อกของโยมพี่ ๆ ทั้งหลายได้ด้วย แสดงให้เห็นว่า ความคิดของพี่ ๆ ทั้งหลาย ไม่ได้มีแค่พี่ ๆ ในรุ่น ที่ มช. เท่านั้นนะ ที่ได้เข้ามาอ่าน แต่ยังมีพระหนุ่มตัวน้อย ซึ่งก้าวเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยสวนสุนันทาได้อ่านด้วยและก็ได้ส่งบทความมาฝากไว้ให้อ่าน ก็อย่าถือสาว่า อาตมาเกี่ยวอะไรด้วยละ (เดี๋ยวอกุศลจิตจะเกิดนะจ๊ะ โยมจ๋า)

เอาละอาตมาพิมพ์มามากแล้ว(เริ่มเมื่อย+ง่วงแล้ว)

สุดท้ายนี้ขอให้ญาติโยมคนที่อ่านทุกท่านจงมีความสุขความเจริญทั้งในหน้าที่การงานและการดำรงชีวิต คิดหวังสิ่งหนึ่งประการใด อันเป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยคุณธรรม อันไม่เหลือวิสัยที่เรามนุษย์สามัญชนจะพึงได้จะพึงถึง ก็ขอสิ่งนั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ ทุกประการเทอญ ฯ ขอเจริญพร

    

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.59
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
เพื่อเป็นชุมชนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์