สวัสดีครับลูกศิษย์กระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 และชาว Blog
ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดโครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว จากประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับลูกศิย์ทุกรุ่นที่ผ่านมานั้น ผมรู้สึกประทับใจ และสังเกตเห็นได้ว่าอนาคตของกระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นองค์กรที่พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยของเราได้อย่างแน่นอน
การใช้ Blog เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้กันในรุ่น 4 นั้นได้ผลดีมาก จะเห็นได้ว่า Blog จะเป็นคลังความรู้ที่บันทึกสิ่งที่เป็นประโยชน์และความทรงจำของเราไว้ที่นั่น สำหรับ Blog นี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพวกเราและผู้ที่สนใจงานด้านวัฒนธรรมได้มากเช่นกัน
ขอต้อนรับทุกท่านสู่โครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยากาศการทัศนศึกษาและดูงาน ณ วันที่ 22 มีนาคม 2550


เมนูของ chiraacademy
เมื่อ พฤ. 29 มี.ค. 2550 @ 05:48
206756 [ลบ]
ช่วงนี้ไปอบรม PMQA 4 วัน งง มึน ไปหมด สงสัยว่าความรู้ที่อาจารย์จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติช่วยกันบรรยายทำปฏิกิริยากะขี้เลื่อยในหัว
เข้ามาดูนึกว่าเจอใครมาแปะบ้าง ต้องผิดหวัง ไปไสกันเมิ้ด
เมื่อ จ. 02 เม.ย. 2550 @ 09:46
211293 [ลบ]
สวัสดีทุก ๆ ท่านค่ะ
ได้อ่านหนังสือ "จดหมายถึงสายน้ำ" แล้ว รู้สึกดีมาก มุมมองและความคิดของคุณธีรภาพ โลหิตกุล ผู้เขียน คงช่วยผู้อ่านมีปัญญามองเห็นความจริงและความงามของชีวิตผ่านข้อคิดแห่งธรรมะ ชีวิต และศิลปวัฒนธรรมที่ผู้เขียนบรรจงร้อยเรียงประกอบภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน เส้นงาน แสงเงา เรื่องราวที่แฝงความหมายของชีวิต
เมื่อ อา. 08 เม.ย. 2550 @ 11:25
217182 [ลบ]
เมื่อ จ. 09 เม.ย. 2550 @ 09:22
218208 [ลบ]
ไม่ได้เข้ามาหลายวัน มีข่าวแจ้งมาว่าคุณศักยได้มอบภาพเขียนที่ระลึกของรุ่น 5 ให้แก่อาจารย์ ดร.จีระ ไปแล้ว ป่านนี้อาจารย์จะหามุมไหนของบ้านแขวนรูปนี้ได้หรือยังก็ไม่ทราบ
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 12:53
219743 [ลบ]
ชุมชนหนองราชวัตรร่วมใจจัดผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีอายุกว่า ๔,๐๐๐ ปี
จากการขุดศึกษาทางโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี พบว่าพื้นที่หมู่ ๕ บ้านหนองเปล้า ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายยุคหินใหม่แบบสังคมเกษตรกรรม อายุ ๔,๐๐๐ – ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยได้ขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ทั้ง โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหินขัด ภาชนะดินเผา และที่สำคัญคือ ภาชนะดินเผาแบบ “หม้อสามขา” เปรียบเทียบได้กับที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ในชื่อ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า” นับเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน
ด้วยความตระหนักในความสำคัญของแหล่งโบราณหนองราชวัตรดังกล่าว ชาวชุมชนหนองราชวัตร จึงมีความคิดร่วมกันที่จะดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้ดำรงอยู่สืบไป แต่ติดขัดที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ดินเอกชนไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ ดังนั้นจึงได้ร่วมกับ อบต.หนองราชวัตร อบจ.สุพรรณบุรี และสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี จัดตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ให้เป็นพื้นที่สาธารณะร่วมกันของชุมชนภายใต้การดูแลของ อบต. หนองราชวัตร เพื่อจะได้อนุรักษ์แหล่งไว้ไม่ให้มีการขุด ไถ ทำลายอีกต่อไป และจะได้ร่วมกันพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนและแหล่งเรียนรู้ของสาธารณชนผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม และชื่นชมในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีรากเหง้าอันเก่าแก่ โดยชาวชุมชนหนองราชวัตรจะได้ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาไว้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อสืบทอดไปยังลูกหลานต่อไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านคุณค่าและมูลค่า ที่มีอยู่ภายในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรแห่งนี้
กลุ่มหม้อดินเผาในหลุมขุดค้นที่ 3
ผู้สนใจและมีจิตศรัทธาในพลังชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ สามารถร่วมสมทบทุนผ้าป่าสามัคคีเพื่อจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรได้ที่ อบต.หนองราชวัตร หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๓๕๔๘-๑๐๑๖ หรือผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาดอนเจดีย์ ชื่อบัญชี “กองทุนแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร” เลขที่บัญชี ๗๓๙-๐-๐๔๗๕๖-๙
“พลังชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็ง ถ้าได้รับการเสริมแรงอย่างทันท่วงที” ปรากฏการณ์รวมพลังใจของชาวชุมชนหนองราชวัตรที่จะร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดี ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติไทยในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นด้วยงานวัฒนธรรม ที่ทุกภาคส่วนในชาติต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมโดยทั่วกัน
จาก http://archaeology.thai-archaeology.info/index.php?option=content&task=view&id=660
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 14:44
219864 [ลบ]
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:54
221358 [ลบ]
มามากกลุ่มที่ 3 กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้วกลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:58
221367 [ลบ]
ไปอ่านเจอเรื่องกลุ่มคนรุ่นต่างๆ ในหลายๆเว็บ นึถึงที่อาจารย์เคยบรรยาย ก็เลยเอามารวมคลุกยำตำรวมกันออกมาเป็นยังงี้
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม Mature กลุ่มนี้เกิดก่อน พ.ศ.2488 หรือปัจจุบันจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเป็นพ่อแม่ของกลุ่ม Baby Boomer หรือกลุ่ม Generation X
กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Baby Boomer เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507 ในยุคหลังสงครามที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ สนับสนุนนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 57 - 39 ปี ส่วนมากมีลูกอยู่ในกลุ่ม Generation Y กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตในกระแสสังคมยุคที่โลกเปิดกว้าง เช่น คนในช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนในมีแนวคิดสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาคน ให้มีการพัฒนาคุณภาพ คนกลุ่มนี้เติบโตมาในสังคม 2 ระบบคือสังคมปิดที่พ่อแม่จะทำมาหากิน เลี้ยงลูกไปทำงานไป เด็กจะเติบโตในครอบครัว และโรงเรียน เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนๆ กับเนื้อหาสาระที่เรียนรู้จากโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะรับรู้เฉพาะเรื่องสำคัญๆ ส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆมักไม่เป็นกังวล เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาหยุมหยิมจากคนรุ่นเก่า
มามาก
กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z
กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว
กลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 05:59
224949 [ลบ]
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 06:29
224953 [ลบ]
เมื่อ จ. 23 เม.ย. 2550 @ 12:54
235581 [ลบ]
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:39
239571 [ลบ]
กาลเวลากับประวัติศาสตร์
มนุษย์และประวัติศาสตร์มนุษย์เกี่ยวข้องกับ ๒ สิ่ง คือ เวลา กับสถานที่ (Time และ Space) เพราะทั้ง ๒ สิ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา เวลาทำให้เราสามารถลำดับเหตุการณ์และเรื่องราว สถานที่ทำให้เราทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนใด การแบ่งช่วงเวลา มนุษย์ใช้
๑. ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่นการหมุนของโลก, การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ฯลฯ
๒. เหตุการณ์สำคัญ, ของกิจกรรมมนุษย์ เช่น การเกิดหรือดับของศาสดา การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์
๓. เครื่องจักรกล หรือ เครื่องมือในการกำหนดช่วงเวลา เช่น นาฬิกา ปฏิทิน ฯลฯ
การแบ่งช่วงเวลา
มนุษย์ได้แบ่งหน่วยของช่วงเวลาออกเป็น
๑. ปี จากปรากฏการณ์โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ๑ รอบ จะประกอบด้วยฤดูกาลต่างๆแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก หมุนเปลี่ยนไปจนครบรอบ เท่ากับ ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน
๒. เดือน จากปรากฏการณ์ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ๑ รอบ เริ่มจากดวงจันทร์เต็มดวง แล้วค่อยๆแหว่งเว้า จนมืดสนิทแล้วค่อยๆ ปรากฏจนเต็มดวงอีกครั้ง เท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๘๙ วัน
๓. วัน จากปรากฏการณ์ที่โลกหมุนรอบตัวเอง ๑ รอบ ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์อยู่กลางศีรษะ ดวงอาทิตย์ตก เวลากลางคืน จนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง เมื่อเทียบกับนาฬิกาจะได้เท่ากับ ๒๔ ชั่วโมง
ในช่วง ปี เดือน และ วัน มนุษย์ได้ประดิษฐ์ปฏิทินขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการนับ ปฏิทิน มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า เฉพาะวัน หรือสำหรับวัน หรือว่าโดยวัน มนุษย์คิดค้นเพื่อเป็นกติกาในการแบ่ง และนับ วัน เดือน ปี รวมทั้งบางครั้งก็ลงรายละเอียด ข้างขึ้น ข้างแรม วันสำคัญ และศักราช ต่าง ๆ ลงในปฏิทินด้วย
๔. ชั่วโมง หมายถึง ๑ ใน ๒๔ ส่วนของวัน
๕. นาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของชั่วโมง
๖. วินาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของนาที
ในช่วงของชั่วโมง นาที และวินาที มนุษย์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้กำหนดช่วงเวลาในวันหนึ่งๆเรียกว่า นาฬิกา โดยมีพัฒนาการของนาฬิกาเริ่มจากธรรมชาติ เช่น นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำซึ่งเคลื่อนย้ายไม่ได้ ต่อมาจึงประดิษฐ์นาฬิกาเคลื่อนย้ายได้ เช่น นาฬิกาทราย และในที่สุดพัฒนาเป็นนาฬิกาจักรกล นาฬิกาอิเล็คโทรนิกส์ มีหน่วยนับเป็นชั่วโมง นาที และวินาที
นอกจากนี้ยังแบ่งย่อย, ออกไปอีกเป็น ปักษ์ เท่ากับ ๑๔ ถึง ๑๕ วัน (ขึ้น และ แรม) สัปดาห์ เท่ากับ ๗ วัน โดยกำหนดจากจำนวนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ในขณะนั้น
การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงอาทิตย์ เรียก สุริยคติ การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงจันทร์ เรียก จันทรคติ
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:43
239576 [ลบ]
การกำหนดยุคและศักราช
แม้ว่ามนุษย์จะสามารถแบ่งช่วงเวลาได้เป็น วัน เดือน ปี จากการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดจนการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการแบ่งย่อยเวลาในหนึ่งวันเป็นชั่วโมง นาที และวินาที แต่มนุษย์จะประสบปัญหาในการกำหนดช่วงเวลาในกิจกรรมที่กินระยะเวลายาวนาวกว่าหนึ่งปี การกำหนดนัดหมายหรือการนับเวลาที่ยาวนานกว่า มนุษย์จึงได้พัฒนาระบบยุคและศักราชขึ้นเพื่อสามารถใช้ร่วมกันในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนาน ๆ หรือการนัดหมายล่วงหน้านานกว่าหรือปี โดยมักจะเริ่มต้นนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา หรือนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ยุค ยุค มีความหมายตามพจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาว่า “คราว, สมัย” อันหมายถึงการกำหนดเวลาของโลก ยุคเป็นการแบ่งช่วงเวลาที่ใช้ในการแบ่งช่วงเวลาของโลกในการกำหนดช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ๆ ตัวอย่างยุคในประวัติศาสตร์ตะวันตกเช่น ยุคกลาง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคแห่งการสำรวจดินแดน ฯลฯ หรือยุคในทางธรณีวิทยาซึ่งได้แบ่งออกเป็นบรมยุค(eon) มหายุค(era) ยุค(period) และสมัย(epoch) ตัวอย่างเช่น มหายุคเมโสโซอิก ยุคจูราสสิก, มหายุคซีโนโซอิก ยุคควอเตอร์นารี สมัยไพลสโตซีน เป็นต้น
ในเอเชียได้มีการแบ่งยุคโดยใช้กฎเกณฑ์ทางดาราศาสตร์ของโหราศาสตร์มายาวนานกว่าพันปีมาแล้ว ดังปรากฏในคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณของอินเดีย โดยแบ่งเวลาของจักรวาลที่มีช่วงเวลายาวนานถึง ๔,๓๒๐,๐๐๐ ปี ออกเป็น ๔ ยุค ประกอบด้วย กฤดายุคระยะเวลานาน ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปี ไตรดายุคระยะเวลานาน ๑,๒๙๖,๐๐๐ ปี ทวาบรยุค ระยะเวลานาน ๘๖๔,๐๐๐ ปี และ กลียุคระยะเวลานาน ๔๓๒,๐๐๐ ปี แต่ยังมีโหราจารย์บางท่านได้แบ่งยุคทั้งสี่ออกเป็น ๑,๐๘๐,๐๐๐ ปีเท่า ๆ กัน
ศักราช : หน่วยนับของกาลเวลา นอกจากวันซึ่งแบ่งเป็น ชั่วโมง นาที วินาที แล้วการแบ่งเป็น ๑๒ เดือน ใน ๑ ปี ก็ถือเอาการโคจรของกลุ่มดาวฤกษ์(ตามจักรราศี) มาเป็นตัวกำหนด และเมื่อมนุษย์มีความต้องการจะทำกิจกรรมหรือนับเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าปี เพื่อสามารถใช้ร่วมกัน ในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนานๆ หรือนัดหมายล่วงหน้านานๆ โดยกำหนดเป็นศักราชจาก เหตุการณ์สำคัญทางศาสนา หรือเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ที่มักเรียกว่ารัชศักราชเมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:47
239583 [ลบ]
ศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา
พุทธศักราช : เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน พระเจ้าอชาติศัตรูและบรมมหากัสสปเถระ กำหนดขึ้น โดยนับพุทธศักราช ๑ เมื่อดับขันธ์ ปรินิพพาน พุทธศักราชเริ่มต้นใช้ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ใช้พุทธศักราช เป็นศักราชประจำชาติ แทนที่มหาศักราช จุลศักราช และรัตนโกสินทร์ศกที่ใช้มาก่อนหน้านี้ เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ และพุทธศักราชมีจำนวนปีมาก ทำให้สามารถสืบเรื่องราวได้ยาวนานกว่า
การนับเริ่มต้นพุทธศักราชมี ๒ แบบคือ แบบแรกเป็นแบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย การนับจะเริ่มต้นที่ ๐ แล้วนับพุทธศักราช ๑ เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๑ ปี แบบที่สองเริ่มนับพุทธศักราช ๑ ทันทีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน เช่น ในประเทศพม่า ลังกา กัมพูชา จึงทำให้พุทธศักราชในประเทศไทยช้ากว่าประเทศดังกล่าว ๑ ปี และการเปรียบเทียบกับศักราชอื่นก็ผิดไป ๑ ปีด้วย เช่น การเทียบเป็นคริสต์ศักราช ของไทยใช้ ๕๔๓ ลบ แต่ในประเทศเหล่านั้นใช้ ๕๔๔ ลบ
คริสตศักราช : ตั้งขึ้นโดย สันตปาปาเซนต์ปอลที่ ๑ มอบหมายให้ ไดโอนิซัส เอซิกุอัส คำนวณวันประสูติของพระเยซุ ได้ตรากับวันที่ ๒๕ ธันวาคม โรมันศักราช ๗ ๕๓ แต่จากธรรมเนียมการนับวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันเริ่มต้นปี ดังนั้นวันที่ ๑ มกราคม โรมันศักราช ๗๕๔ จึงเป็นวันเริ่มต้นปีคริสตศักราชที่ ๑ คริสตศักราชเริ่มต้นใช้ตั้งแต่สันตะปาปาเซนต์ปอลที่ ๑ ตั้งหลังปี คศ. ๕๐๐ และเผยแพร่ไปทั่วโลกจาการสำรวจดินแดน และการล่าอาณานิคม
ฮิจเราะห์ศักราช : ศักราชของศาสนาอิสลาม เริ่มต้นเมื่อพระมะหะหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามได้อพยพจากเมกกะไปเมืองเมดินะ ในคศ.๖๒๒ (วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พศ. ๑๑๖๕) ฮิจเราะห์ศักราชเคร่งครัดในจันทรคติมาก ไม่มีการเพิ่มอธิกมาส จึงเดินไม่ทันกับปฏิทินสุริยคติ และเดือนก็คลาดเคลื่อนไปจากฤดูกาล แต่จะกลับมาตรงฤดูกาลอีกครั้งในรอบ ๓๒ ปีครึ่ง ฮิลเราะห์ศักราชในปัจจุบันแตกต่างจากพุทธศักราช ๑๑๒๓ ปี
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:55
239589 [ลบ]
ศักราชเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ หรือรัชศักราช
รัชศักราชในอินเดีย มหาศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญที่สุดของอินเดีย มหาศักราชเริ่มต้นจากปีครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะใน พศ. ๖๒๑ เป็นที่นิยมใช้ทั่วไปในอินเดีย และแพร่เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย
นอกจากมหาศักราชแล้ว ยังมีรัชศักราชอื่นๆในอินเดียอีกมากมาย แต่นิยมใช้เฉพาะบางช่วงเวลาและบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิกรมศักราช สักกะศักราช หรรษศักราช ฯลฯ
รัชศักราชในพม่า จุลศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญของพม่า จุลศักราชนับปีครองราชย์ของพระเจ้าสุริยวิกรมแห่งอาณาจักรพยูหรือปยู เริ่มในปี ๑๑๘๑ แล้วแพร่หลายไปยังดินแดนใกล้เคียง ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่สุโขทัย ถึงอยุธยา
รัชศักราชแบบจีน ในเอกสารจีนพบว่ามีการบันทึก วัน เดือน ปี ไว้ครบถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือปี จีนไม่ใช้ศักราชทางศาสนา แต่จะใช้รัชศักราชแทนเพราะถือว่ากษัตริย์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ จีนถือเอาปีที่ขึ้นครองราชย์เป็นปีเริ่มต้นรัชศักราช ส่วนชื่อเรียกรัชศักราชเป็นมงคลนามที่ตั้งขึ้นเมื่อครองราชย์ ไม่ใช่พระนามเดิมของกษัตริย์ เช่น รัชศกหงหวู่เริ่มต้นขึ้นในปีที่จักรพรรดิจีนพระนามว่า ไท่จู่ ขึ้นครองราชย์
รัชศักราชแบบญี่ปุ่น รัชศักราชยุคปัจจุบันเป็นการนับเริ่มต้นจากปีที่พระจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน ค.ศ.๑๘๖๘ เป็นสมัยเมจิ จนถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยไทโช วันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยโชวะ และวันที่ ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๙ เริ่มต้นสมัยเฮ็นไซ ตัวอย่างเช่น ปีไทโชที่ ๓ ตรงกับ ค.ศ. ๑๙๑๔ ปีโชวะที่ ๓ ตรงกับปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ปี เป็นต้น
รัตนโกสินทรศก เริ่มนับตั้งแต่กรุงเทพเป็นราชธานีหรือเริ่มต้นราชวงศ์จักรี นับเริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ คนไทยใช้รัตนโกสินทรศกแทนจุลศักราชเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๒ หรือ ร.ศ. ๑๐๘ เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ เมื่อเริ่มใช้พุทธศักราช
เมื่อ ส. 28 เม.ย. 2550 @ 18:06
241636 [ลบ]
ข้างบนนี่เรียบเรียงไว้ใช้เขียนหนังสือเรียน ส่วนเรื่อง การนับปีย่าง การนับปีตรง ปัญหาปี ค.ศ.0 การใช้ BP, BC, BCE และ BP ไว้ว่างๆจะเอามาลง แต่ตอนนี้ยัง
เมื่อ จ. 30 เม.ย. 2550 @ 15:16
243658 [ลบ]
เมื่อ อ. 01 พฤษภาคม 2550 @ 15:53
245114 [ลบ]
เมื่อวันที่25-26 เมษายน คณะผู้ตรวจราชการกรมศิลปากร
ได้ไปตรวจราชการหน่วยงานกรมศิลปากรและโครงการที่
กรมศิลปากรดำเนินการในจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรีและ
เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1
ถ้าเอ่ยชื่อ คุณพีรพน ในรุ่นที่5 รู้จักและคุ้นเคยกันดี แม้จบการอบรม
แล้วก็ยังเข้า blog เป็นประจำและติดอันดับTop ten ศิษย์เอก
ผู้รอบรู้และไม่เลิกเรียนรู้ ได้เอาบทความเรื่อง 6Zigma มาให้
อ่านแล้วคิ้วที่ขมวดและแววตาเป็นเครื่องหมายคำถามตอน
ได้ยินคำนี้ทีแรก ค่อยคลายลงบ้าง คิดถึงเพื่อนร่วมรุ่น ถ้าสนใจ
อดใจรออีกนิด คุณพีรพนคงภูมิใจนำเสนอในเร็ววันนี้คณะผู้ตรวจราชการได้ชม วัดอัมพวัน อุทยานพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี พระรามราชนิเวศน์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี และวัดอีกหลายแห่ง
จัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก จะเป็น1วันหรือมากกว่านั้น
ก็ได้ คุณจิตรปรีดีก็เห็นด้วย
เมื่อเช้านี้ได้เรียนให้ท่าน ศ.ดร. จีระ ทราบทางโทรศัพท์ว่าจะ
ส่งภาพไปให้ท่านชม เผื่อเส้นทางนี้จะเป็นตัวเลือกในการจัดศึกษา
ดูงานที่ท่าน ศ.ดร. จีระ จะจัดอบรมคราวหน้า
ขอขอบพระคุณที่ท่าน ศ.ดร. จีระจะให้โอกาสตัวแทนกรรมการ
ประสานงานรุ่นที่ 5 พบและจะกรุณาเลี้ยงอาหาร ตัวแทนกรรมการ
ทุกท่านคงเห็นตรงกันและน้อมรับด้วยความยินดี
เมื่อ พฤ. 03 พฤษภาคม 2550 @ 12:45
247420 [ลบ]
พักเที่ยง ฝนตกหนักมาก พอคิดถึงข้าวก็นึกเลยเถิดไปตอนสงกรานต์ เคยมีวีรกรรมเดินผ่านถนนข้าวสารได้โดยไม่เปียก แสดงว่าหน้าตาอย่างนี้ไม่น่าสาด ตอนนี้นอกจากถนนข้าวสารแล้ว ยังมีถนนข้าวอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะในจังหวัดต่างๆ บางชื่อก็ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสงกรานต์เซ็นเตอร์แบบที่ข้าวสาร แต่บางชื่อดูยังไงไม่น่าจะเกี่ยวเท่าไหร่ เท่าที่รวบรวมมาได้ก็มี
ถนนข้าวเหนียวที่จังหวัดขอนแก่น ถนนข้าวเปียกหรือเข้าเปียกที่จังหวัดอุดรธานี ถนนข้าวหลามที่จังหวัดเลย ถนนข้าวปุ้นที่จังหวัดนครพนม ถนนข้าวโพดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ถนนข้าวหอมมะลิที่จังหวัดร้อยเอ็ด ถนนข้าวลอดช่องที่จังหวัดยโสธร ถนนข้าวยำที่จังหวัดปัตตานี ถนนข้าวหมากที่จังหวัดนราธิวาส ถนนข้าวสุกที่จังหวัดอ่างทอง ถนนข้าวแช่ที่จังหวัดเพชรบุรี ถนนข้าวสวยที่จังหวัดราชบุรี ถนนข้าวต้มที่มหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร ถนนข้าวซอยหรือถนนข้าวนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่
มีอยู่ที่นึงดูแล้วนักท่องเที่ยวคงไม่ไปกันก็คือสงกรานต์ที่ถนนข้าวแดง ในทัณฑสถานจังหวัดขอนแก่