สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ขอเชิญสมาชิกทุกท่านร่วมโหวตผู้ผ่านการคัดเลือกรางวัลสุดคะนึงประจำเดือน มิ.ย.2552 ค่ะ และปิดรับการโหวตวันที่ 9 ก.ค. 2552 เวลา 24.00 น.
ทุนมนุษย์กับดร.จีระ
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 5237
ผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพกระทรวงวัฒนธรรมรุ่นที่ 5
ทุนที่สำคัญอีกทุนหนึ่งของทรัพยากรมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์คือทุนทางวัฒนธรรม

สวัสดีครับลูกศิษย์กระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 และชาว Blog

     ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดโครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว จากประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับลูกศิย์ทุกรุ่นที่ผ่านมานั้น ผมรู้สึกประทับใจ และสังเกตเห็นได้ว่าอนาคตของกระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นองค์กรที่พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยของเราได้อย่างแน่นอน

     การใช้ Blog เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้กันในรุ่น 4 นั้นได้ผลดีมาก จะเห็นได้ว่า Blog จะเป็นคลังความรู้ที่บันทึกสิ่งที่เป็นประโยชน์และความทรงจำของเราไว้ที่นั่น สำหรับ Blog นี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพวกเราและผู้ที่สนใจงานด้านวัฒนธรรมได้มากเช่นกัน

     ขอต้อนรับทุกท่านสู่โครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 ครับ

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์ 

ภาพบรรยากาศการทัศนศึกษาและดูงาน ณ วันที่ 22 มีนาคม 2550

              

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: วธ รุ่น 5
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: อ. 13 มี.ค. 2550 @ 14:16   แก้ไข: พ. 08 ส.ค. 2550 @ 02:52   ขนาด: 5747 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
31. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 210.203.182.25]
เมื่อ พฤ. 29 มี.ค. 2550 @ 05:48
206756 [ลบ] [แจ้งลบ]

ช่วงนี้ไปอบรม PMQA 4 วัน งง มึน ไปหมด สงสัยว่าความรู้ที่อาจารย์จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติช่วยกันบรรยายทำปฏิกิริยากะขี้เลื่อยในหัว

เข้ามาดูนึกว่าเจอใครมาแปะบ้าง ต้องผิดหวัง ไปไสกันเมิ้ด

ไม่มีรูป
32. นัยนา แย้มสาขา [IP: 202.44.136.194]
เมื่อ จ. 02 เม.ย. 2550 @ 09:46
211293 [ลบ] [แจ้งลบ]

สวัสดีทุก ๆ ท่านค่ะ    

ได้อ่านหนังสือ "จดหมายถึงสายน้ำ" แล้ว รู้สึกดีมาก มุมมองและความคิดของคุณธีรภาพ โลหิตกุล ผู้เขียน คงช่วยผู้อ่านมีปัญญามองเห็นความจริงและความงามของชีวิตผ่านข้อคิดแห่งธรรมะ ชีวิต และศิลปวัฒนธรรมที่ผู้เขียนบรรจงร้อยเรียงประกอบภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน เส้นงาน แสงเงา เรื่องราวที่แฝงความหมายของชีวิต

          ขอบคุณคุณธีรภาพที่มอบหนังสือเล่มเล็กแต่มากด้วยคุณค่าแก่พวกเรา
                                             นัยนา  แย้มสาขา
                                              วธ.กลุ่ม ๕
ไม่มีรูป
33. จิตรปรีดี พร้อมศรีทอง [IP: 203.153.176.2]
เมื่อ อา. 08 เม.ย. 2550 @ 11:25
217182 [ลบ] [แจ้งลบ]

ขอแสดงความยินดี กับศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กับการเปิดหลักสูตรใหม่ หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณทิต สาขาการจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้บริหาร คิดว่าหลักสูตรนี้ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร ทั้งภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพราะผู้ที่มีอำนาจในการ ตัดสินใจและมีกำลังในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง ก็ต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารองค์กรนั่นเอง ซึ่งถ้าหากผู้บริหารสามารถสร้างนวัตกรรมและนำนวัตกรรมมาใช้กับการพัฒนาองค์กรแล้ว องค์กรนั้นก็คงจะไปสู่จุดมุ่งหมาย “องค์กรแห่งความเป็นเลิศ” ได้ในไม่ช้า คาดหวังไว้ นะคะ ?
ไม่มีรูป
34. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.94]
เมื่อ จ. 09 เม.ย. 2550 @ 09:22
218208 [ลบ] [แจ้งลบ]

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน มีข่าวแจ้งมาว่าคุณศักยได้มอบภาพเขียนที่ระลึกของรุ่น 5 ให้แก่อาจารย์ ดร.จีระ ไปแล้ว ป่านนี้อาจารย์จะหามุมไหนของบ้านแขวนรูปนี้ได้หรือยังก็ไม่ทราบ

ไม่มีรูป
35. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.41.131]
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 12:53
219743 [ลบ] [แจ้งลบ]

ชุมชนหนองราชวัตรร่วมใจจัดผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีอายุกว่า ๔,๐๐๐ ปี

จากการขุดศึกษาทางโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี พบว่าพื้นที่หมู่ ๕ บ้านหนองเปล้า ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายยุคหินใหม่แบบสังคมเกษตรกรรม อายุ ๔,๐๐๐ – ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยได้ขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ทั้ง โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหินขัด ภาชนะดินเผา และที่สำคัญคือ ภาชนะดินเผาแบบ “หม้อสามขา” เปรียบเทียบได้กับที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ในชื่อ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า” นับเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน
ด้วยความตระหนักในความสำคัญของแหล่งโบราณหนองราชวัตรดังกล่าว ชาวชุมชนหนองราชวัตร จึงมีความคิดร่วมกันที่จะดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้ดำรงอยู่สืบไป แต่ติดขัดที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ดินเอกชนไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ ดังนั้นจึงได้ร่วมกับ อบต.หนองราชวัตร อบจ.สุพรรณบุรี และสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี จัดตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ให้เป็นพื้นที่สาธารณะร่วมกันของชุมชนภายใต้การดูแลของ อบต. หนองราชวัตร เพื่อจะได้อนุรักษ์แหล่งไว้ไม่ให้มีการขุด ไถ ทำลายอีกต่อไป และจะได้ร่วมกันพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนและแหล่งเรียนรู้ของสาธารณชนผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม และชื่นชมในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีรากเหง้าอันเก่าแก่ โดยชาวชุมชนหนองราชวัตรจะได้ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาไว้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อสืบทอดไปยังลูกหลานต่อไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านคุณค่าและมูลค่า ที่มีอยู่ภายในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรแห่งนี้
กลุ่มหม้อดินเผาในหลุมขุดค้นที่ 3

ผู้สนใจและมีจิตศรัทธาในพลังชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ สามารถร่วมสมทบทุนผ้าป่าสามัคคีเพื่อจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรได้ที่ อบต.หนองราชวัตร หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๓๕๔๘-๑๐๑๖ หรือผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาดอนเจดีย์ ชื่อบัญชี “กองทุนแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร” เลขที่บัญชี ๗๓๙-๐-๐๔๗๕๖-๙

“พลังชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็ง ถ้าได้รับการเสริมแรงอย่างทันท่วงที” ปรากฏการณ์รวมพลังใจของชาวชุมชนหนองราชวัตรที่จะร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดี ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติไทยในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นด้วยงานวัฒนธรรม ที่ทุกภาคส่วนในชาติต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมโดยทั่วกัน

จาก http://archaeology.thai-archaeology.info/index.php?option=content&task=view&id=660 

ไม่มีรูป
36. จิตรปรีดี พร้อมศรีทอง [IP: 203.153.176.2]
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 14:44
219864 [ลบ] [แจ้งลบ]

ได้ปรึกษากับ คุณบุษกร ผู้ประสานงานของกลุ่ม ๕ ว่าทำอย่างไรจึงจะผลักดันโครงการที่ทุกกลุ่ม นำเสนอในการอบรมผู้นำฯ ของกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็น โครงการที่ทำได้จริงและได้ทำจริงๆ และได้ทราบจาก คุณบุษกร ว่าได้ประสานกับประธานรุ่น ๕ แล้ว กะว่าจะนัดคุยกันกลุ่มเล็ก ๆ หลังสงกรานต์ นี้ ค่ะ
ไม่มีรูป
37. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.91]
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:54
221358 [ลบ] [แจ้งลบ]

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม Mature กลุ่มนี้เกิดก่อน พ.ศ.2488 หรือปัจจุบันจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเป็นพ่อแม่ของกลุ่ม Baby Boomer หรือกลุ่ม Generation Xกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Baby Boomer เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507  ในยุคหลังสงครามที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ สนับสนุนนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 57 - 39 ปี ส่วนมากมีลูกอยู่ในกลุ่ม Generation Y กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตในกระแสสังคมยุคที่โลกเปิดกว้าง เช่น  คนในช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนในมีแนวคิดสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาคน ให้มีการพัฒนาคุณภาพ คนกลุ่มนี้เติบโตมาในสังคม 2 ระบบคือสังคมปิดที่พ่อแม่จะทำมาหากิน เลี้ยงลูกไปทำงานไป เด็กจะเติบโตในครอบครัว และโรงเรียน เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนๆ กับเนื้อหาสาระที่เรียนรู้จากโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะรับรู้เฉพาะเรื่องสำคัญๆ ส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆมักไม่เป็นกังวล เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาหยุมหยิมจากคนรุ่นเก่า
มามาก
กลุ่มที่ 3  กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520  ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z
กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว
กลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X
ไม่มีรูป
38. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.91]
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:58
221367 [ลบ] [แจ้งลบ]

ไปอ่านเจอเรื่องกลุ่มคนรุ่นต่างๆ ในหลายๆเว็บ นึถึงที่อาจารย์เคยบรรยาย ก็เลยเอามารวมคลุกยำตำรวมกันออกมาเป็นยังงี้

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม Mature กลุ่มนี้เกิดก่อน พ.ศ.2488 หรือปัจจุบันจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเป็นพ่อแม่ของกลุ่ม Baby Boomer หรือกลุ่ม Generation X

กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Baby Boomer เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507  ในยุคหลังสงครามที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ สนับสนุนนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 57 - 39 ปี ส่วนมากมีลูกอยู่ในกลุ่ม Generation Y กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตในกระแสสังคมยุคที่โลกเปิดกว้าง เช่น  คนในช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนในมีแนวคิดสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาคน ให้มีการพัฒนาคุณภาพ คนกลุ่มนี้เติบโตมาในสังคม 2 ระบบคือสังคมปิดที่พ่อแม่จะทำมาหากิน เลี้ยงลูกไปทำงานไป เด็กจะเติบโตในครอบครัว และโรงเรียน เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนๆ กับเนื้อหาสาระที่เรียนรู้จากโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะรับรู้เฉพาะเรื่องสำคัญๆ ส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆมักไม่เป็นกังวล เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาหยุมหยิมจากคนรุ่นเก่า
มามาก

กลุ่มที่ 3  กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520  ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z

กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว

กลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X

ไม่มีรูป
39. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 210.203.177.69]
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 05:59
224949 [ลบ] [แจ้งลบ]

นางสงกรานต์ ธิดาท้าวกบิลพรหม มีอยู่ด้วยกันเจ็ดนาง ปีใดนางสงกรานต์ตรงกับอะไรในเจ็ดวัน นางทั้งเจ็ดก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมารับเศียรของบิดาตนเพื่อมิให้ตกลงสู่แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้งเจ็ดมีชื่อต่างๆกันและแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือก็แตกต่างกันไปดังนี้ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช(แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร(ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ) วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษก ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล (หลาวสามง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ(หมู) วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา) วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง) วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิทิมา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย) วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักรายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง) สงกรานต์ 2550 ปีนี้นางสงกรานต์นามว่า "มโหธรเทวี" โดยเชื่อกันว่า วันสงกรานต์ตรงกับวันเสาร์ซึ่งมี มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ ปีนั้นจักมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเกิดการบาดเจ็บไข้ร้ายแรง ฝนจะแล้ง แมลงต่างๆจะทำลายพืชผล เกิดอัคคีภัย ข้าวยากหมากแพง วันเนาหรือวันก่อนสงกรานต์(Songkran Eve) ตรงกับวันศุกร์ (ศุกร์ 13 เสียด้วย) หมายความว่าข้าวปลาอาหารจะแพง น้ำจะน้อย เกิดการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม ขุนนางจะต้องโทษ ทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศัตรู
ไม่มีรูป
40. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 210.203.178.164]
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 06:29
224953 [ลบ] [แจ้งลบ]

นางสงกรานต์ และคำทำนาย ธิดาท้าวกบิลพรหม มีอยู่ด้วยกันเจ็ดนาง ปีใดนางสงกรานต์ตรงกับอะไรในเจ็ดวัน นางทั้งเจ็ดก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมารับเศียรของบิดาตนเพื่อมิให้ตกลงสู่แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้งเจ็ดมีชื่อต่างๆกันและแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือก็แตกต่างกันไปดังนี้ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช(แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร(ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ ทำนายว่าปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารในเลือกสวนไร่นาไม่สู้งอกงามนัก วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ) ทำนายว่าปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และราชบริพารจะเรืองอำนาจ วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษก ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล (หลาวสามง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ(หมู) ทำนายว่าปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา) ทำนายว่าปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้ยศถาบรรดาศักดิ์จากต่างประเทศ วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง) ทำนายว่าปีนั้นจะแพ้ผู้เป็นใหญ่และเจ้าไททั้งมวล วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิทิมา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย) ทำนายว่าปีนั้นพืชพรรณธัญญาหารอุดม ฝนหนัก พายุร้าย จะเจ็บตายกันมาก วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักรายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง) ทำนายว่าปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก สงกรานต์ 2550 ปีนี้นางสงกรานต์นามว่า "มโหธรเทวี" โดยเชื่อกันว่า วันสงกรานต์ตรงกับวันเสาร์ซึ่งมี มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ ปีนั้นจักมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเกิดการบาดเจ็บไข้ร้ายแรง ฝนจะแล้ง แมลงต่างๆจะทำลายพืชผล เกิดอัคคีภัย ข้าวยากหมากแพง วันเนาหรือวันก่อนสงกรานต์(Songkran Eve) ตรงกับวันศุกร์ (ศุกร์ 13 เสียด้วย) หมายความว่าข้าวปลาอาหารจะแพง น้ำจะน้อย เกิดการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม ขุนนางจะต้องโทษ ทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศัตรู
ไม่มีรูป
41. บุษกร [IP: 203.153.176.68]
เมื่อ จ. 23 เม.ย. 2550 @ 12:54
235581 [ลบ] [แจ้งลบ]

ดีใจที่ท่านศ.ดร. จีระ พอใจของที่ระลึกที่รุ่นที่ 5 มอบให้ ท่านศ.ดร. จีระ ชมว่าทั้งภาพที่คุณศักยวาดและกรอบที่คุณศักยเลือกใส่ให้เข้ากันได้ดี ถ้าอยากเห็นของจริงขออนุญาตท่านศ.ดร. จีระ ชมได้ที่สำนักงานของท่าน                                                                                      สิ่งที่ท่านศ.ดร. จีระ เน้นกับพวกเราอยู่เสมอคือการใฝ่หาความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้       ได้หาเวลาเข้าไปดูblog อื่นๆ  เช่น blog การอบรมกระทรวงวัฒนธรรมรุ่นที่1-3, รุ่นที่4             การทูตภาคประชาชนที่หลวงพระบางฯลฯ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน รวมทั้งบทความที่น่าสนใจของท่านศ.ดร. จีระ เช่น Innovation หรือ Integrity นวัตกรรมหรือความถูกต้อง ล้วนน่าสนใจและเปิดมุมมองใหม่ๆที่ไม่สามารถหาอ่านจากสื่อไหนๆได้ฉับไวและตรงประเด็น หวังว่าผู้ผ่านการอบรมจะหาเวลาและโอกาสเข้าไปอ่านดูกันบ้าง                             ดีใจที่เห็นว่า blog รุ่นที่ 5 ยังมีความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะขาประจำเช่นคุณพีรพนเขียน    อย่างสม่ำเสมอและน่าสนใจ เช่น เรื่องนางสงกรานต์น่าสนใจมาก ถ้ามีภาพประกอบที่เพื่อน   ร่วมรุ่นที่ 5 ท่านหนึ่งแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นนางสงกรานต์ ชื่อกิริณี ประกอบด้วยจะยิ่ง           สุดยอด  ขอบอก
ไม่มีรูป
42. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.222]
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:39
239571 [ลบ] [แจ้งลบ]

กาลเวลากับประวัติศาสตร์
      มนุษย์และประวัติศาสตร์มนุษย์เกี่ยวข้องกับ  ๒  สิ่ง คือ  เวลา กับสถานที่ (Time และ Space)  เพราะทั้ง ๒ สิ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา เวลาทำให้เราสามารถลำดับเหตุการณ์และเรื่องราว สถานที่ทำให้เราทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนใด  การแบ่งช่วงเวลา มนุษย์ใช้  

๑.  ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่นการหมุนของโลก, การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ฯลฯ
 

๒. เหตุการณ์สำคัญ, ของกิจกรรมมนุษย์  เช่น การเกิดหรือดับของศาสดา  การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์

๓. เครื่องจักรกล หรือ เครื่องมือในการกำหนดช่วงเวลา  เช่น  นาฬิกา  ปฏิทิน ฯลฯ

การแบ่งช่วงเวลา 
     มนุษย์ได้แบ่งหน่วยของช่วงเวลาออกเป็น
  

๑.  ปี จากปรากฏการณ์โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  ๑  รอบ  จะประกอบด้วยฤดูกาลต่างๆแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก หมุนเปลี่ยนไปจนครบรอบ  เท่ากับ ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน
  

๒.  เดือน จากปรากฏการณ์ดวงจันทร์โคจรรอบโลก  ๑  รอบ  เริ่มจากดวงจันทร์เต็มดวง แล้วค่อยๆแหว่งเว้า จนมืดสนิทแล้วค่อยๆ ปรากฏจนเต็มดวงอีกครั้ง  เท่ากับ  ๒๙.๕๓๐๕๘๙ วัน
  

๓.  วัน จากปรากฏการณ์ที่โลกหมุนรอบตัวเอง ๑ รอบ  ประกอบด้วย  ดวงอาทิตย์ขึ้น   ดวงอาทิตย์อยู่กลางศีรษะ ดวงอาทิตย์ตก  เวลากลางคืน  จนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง  เมื่อเทียบกับนาฬิกาจะได้เท่ากับ  ๒๔  ชั่วโมง

       ในช่วง ปี เดือน และ วัน มนุษย์ได้ประดิษฐ์ปฏิทินขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการนับ ปฏิทิน มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า เฉพาะวัน  หรือสำหรับวัน  หรือว่าโดยวัน มนุษย์คิดค้นเพื่อเป็นกติกาในการแบ่ง และนับ วัน เดือน ปี  รวมทั้งบางครั้งก็ลงรายละเอียด ข้างขึ้น ข้างแรม  วันสำคัญ และศักราช ต่าง ๆ ลงในปฏิทินด้วย
  

๔.  ชั่วโมง หมายถึง ๑ ใน ๒๔ ส่วนของวัน
  

๕.  นาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของชั่วโมง
  

๖.  วินาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของนาที
 

      ในช่วงของชั่วโมง นาที และวินาที มนุษย์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้กำหนดช่วงเวลาในวันหนึ่งๆเรียกว่า นาฬิกา โดยมีพัฒนาการของนาฬิกาเริ่มจากธรรมชาติ  เช่น  นาฬิกาแดด  นาฬิกาน้ำซึ่งเคลื่อนย้ายไม่ได้  ต่อมาจึงประดิษฐ์นาฬิกาเคลื่อนย้ายได้  เช่น  นาฬิกาทราย  และในที่สุดพัฒนาเป็นนาฬิกาจักรกล  นาฬิกาอิเล็คโทรนิกส์  มีหน่วยนับเป็นชั่วโมง  นาที และวินาที
 

      นอกจากนี้ยังแบ่งย่อย, ออกไปอีกเป็น   ปักษ์  เท่ากับ  ๑๔ ถึง ๑๕  วัน  (ขึ้น และ แรม)  สัปดาห์  เท่ากับ  ๗  วัน โดยกำหนดจากจำนวนดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ในขณะนั้น
 

      การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงอาทิตย์  เรียก  สุริยคติ การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงจันทร์  เรียก  จันทรคติ

ไม่มีรูป
43. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.222]
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:43
239576 [ลบ] [แจ้งลบ]

การกำหนดยุคและศักราช

                แม้ว่ามนุษย์จะสามารถแบ่งช่วงเวลาได้เป็น วัน  เดือน  ปี  จากการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดจนการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการแบ่งย่อยเวลาในหนึ่งวันเป็นชั่วโมง  นาที  และวินาที   แต่มนุษย์จะประสบปัญหาในการกำหนดช่วงเวลาในกิจกรรมที่กินระยะเวลายาวนาวกว่าหนึ่งปี การกำหนดนัดหมายหรือการนับเวลาที่ยาวนานกว่า  มนุษย์จึงได้พัฒนาระบบยุคและศักราชขึ้นเพื่อสามารถใช้ร่วมกันในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนาน ๆ หรือการนัดหมายล่วงหน้านานกว่าหรือปี  โดยมักจะเริ่มต้นนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา  หรือนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์

ยุค                ยุค  มีความหมายตามพจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาว่า คราว, สมัย  อันหมายถึงการกำหนดเวลาของโลก  ยุคเป็นการแบ่งช่วงเวลาที่ใช้ในการแบ่งช่วงเวลาของโลกในการกำหนดช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ๆ ตัวอย่างยุคในประวัติศาสตร์ตะวันตกเช่น ยุคกลาง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคแห่งการสำรวจดินแดน ฯลฯ หรือยุคในทางธรณีวิทยาซึ่งได้แบ่งออกเป็นบรมยุค(eon) มหายุค(era) ยุค(period) และสมัย(epoch) ตัวอย่างเช่น มหายุคเมโสโซอิก ยุคจูราสสิก,  มหายุคซีโนโซอิก ยุคควอเตอร์นารี สมัยไพลสโตซีน เป็นต้น

                ในเอเชียได้มีการแบ่งยุคโดยใช้กฎเกณฑ์ทางดาราศาสตร์ของโหราศาสตร์มายาวนานกว่าพันปีมาแล้ว  ดังปรากฏในคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณของอินเดีย  โดยแบ่งเวลาของจักรวาลที่มีช่วงเวลายาวนานถึง ๔,๓๒๐,๐๐๐ ปี  ออกเป็น  ๔ ยุค  ประกอบด้วย กฤดายุคระยะเวลานาน  ,๗๒๘,๐๐๐  ปี  ไตรดายุคระยะเวลานาน  ,๒๙๖,๐๐๐  ปี ทวาบรยุค  ระยะเวลานาน  ๘๖๔,๐๐๐  ปี  และ กลียุคระยะเวลานาน  ๔๓๒,๐๐๐  ปี แต่ยังมีโหราจารย์บางท่านได้แบ่งยุคทั้งสี่ออกเป็น ๑,๐๘๐,๐๐๐ ปีเท่า ๆ กัน

ศักราช : หน่วยนับของกาลเวลา                นอกจากวันซึ่งแบ่งเป็น  ชั่วโมง  นาที  วินาที  แล้วการแบ่งเป็น  ๑๒  เดือน ใน  ๑ ปี ก็ถือเอาการโคจรของกลุ่มดาวฤกษ์(ตามจักรราศี) มาเป็นตัวกำหนด  และเมื่อมนุษย์มีความต้องการจะทำกิจกรรมหรือนับเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าปี  เพื่อสามารถใช้ร่วมกัน ในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนานๆ  หรือนัดหมายล่วงหน้านานๆ  โดยกำหนดเป็นศักราชจาก  เหตุการณ์สำคัญทางศาสนา หรือเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ที่มักเรียกว่ารัชศักราช

 

ไม่มีรูป
44. ไม่แสดงตน [IP: 125.26.39.222]
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:47
239583 [ลบ] [แจ้งลบ]

ศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา
     พุทธศักราช  :  เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน  พระเจ้าอชาติศัตรูและบรมมหากัสสปเถระ  กำหนดขึ้น  โดยนับพุทธศักราช  ๑  เมื่อดับขันธ์ ปรินิพพาน พุทธศักราชเริ่มต้นใช้ในประเทศไทยเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๕๕  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ใช้พุทธศักราช เป็นศักราชประจำชาติ แทนที่มหาศักราช จุลศักราช และรัตนโกสินทร์ศกที่ใช้มาก่อนหน้านี้ เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ  และพุทธศักราชมีจำนวนปีมาก  ทำให้สามารถสืบเรื่องราวได้ยาวนานกว่า
     การนับเริ่มต้นพุทธศักราชมี ๒ แบบคือ แบบแรกเป็นแบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย การนับจะเริ่มต้นที่ ๐ แล้วนับพุทธศักราช ๑ เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๑ ปี แบบที่สองเริ่มนับพุทธศักราช ๑ ทันทีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน เช่น ในประเทศพม่า ลังกา กัมพูชา จึงทำให้พุทธศักราชในประเทศไทยช้ากว่าประเทศดังกล่าว ๑ ปี และการเปรียบเทียบกับศักราชอื่นก็ผิดไป ๑ ปีด้วย เช่น การเทียบเป็นคริสต์ศักราช ของไทยใช้ ๕๔๓ ลบ แต่ในประเทศเหล่านั้นใช้ ๕๔๔ ลบ

     คริสตศักราช  :  ตั้งขึ้นโดย สันตปาปาเซนต์ปอลที่ ๑  มอบหมายให้ ไดโอนิซัส  เอซิกุอัส คำนวณวันประสูติของพระเยซุ  ได้ตรากับวันที่  ๒๕  ธันวาคม  โรมันศักราช  ๗  ๕๓  แต่จากธรรมเนียมการนับวันที่  ๑  มกราคม เป็นวันเริ่มต้นปี  ดังนั้นวันที่  ๑  มกราคม  โรมันศักราช  ๗๕๔  จึงเป็นวันเริ่มต้นปีคริสตศักราชที่ ๑  คริสตศักราชเริ่มต้นใช้ตั้งแต่สันตะปาปาเซนต์ปอลที่ ๑  ตั้งหลังปี คศ. ๕๐๐  และเผยแพร่ไปทั่วโลกจาการสำรวจดินแดน และการล่าอาณานิคม

      ฮิจเราะห์ศักราช  :  ศักราชของศาสนาอิสลาม  เริ่มต้นเมื่อพระมะหะหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามได้อพยพจากเมกกะไปเมืองเมดินะ ในคศ.๖๒๒  (วันที่  ๑๖  กรกฎาคม  พศ. ๑๑๖๕)  ฮิจเราะห์ศักราชเคร่งครัดในจันทรคติมาก ไม่มีการเพิ่มอธิกมาส  จึงเดินไม่ทันกับปฏิทินสุริยคติ  และเดือนก็คลาดเคลื่อนไปจากฤดูกาล แต่จะกลับมาตรงฤดูกาลอีกครั้งในรอบ  ๓๒  ปีครึ่ง  ฮิลเราะห์ศักราชในปัจจุบันแตกต่างจากพุทธศักราช  ๑๑๒๓  ปี

ไม่มีรูป
45. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.222]
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:55
239589 [ลบ] [แจ้งลบ]

ศักราชเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ หรือรัชศักราช

     รัชศักราชในอินเดีย มหาศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญที่สุดของอินเดีย มหาศักราชเริ่มต้นจากปีครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะใน พศ. ๖๒๑  เป็นที่นิยมใช้ทั่วไปในอินเดีย  และแพร่เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย
นอกจากมหาศักราชแล้ว ยังมีรัชศักราชอื่นๆในอินเดียอีกมากมาย แต่นิยมใช้เฉพาะบางช่วงเวลาและบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิกรมศักราช สักกะศักราช หรรษศักราช ฯลฯ

     รัชศักราชในพม่า จุลศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญของพม่า จุลศักราชนับปีครองราชย์ของพระเจ้าสุริยวิกรมแห่งอาณาจักรพยูหรือปยู เริ่มในปี  ๑๑๘๑  แล้วแพร่หลายไปยังดินแดนใกล้เคียง  ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่สุโขทัย  ถึงอยุธยา

     รัชศักราชแบบจีน ในเอกสารจีนพบว่ามีการบันทึก วัน เดือน ปี ไว้ครบถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือปี จีนไม่ใช้ศักราชทางศาสนา แต่จะใช้รัชศักราชแทนเพราะถือว่ากษัตริย์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ จีนถือเอาปีที่ขึ้นครองราชย์เป็นปีเริ่มต้นรัชศักราช ส่วนชื่อเรียกรัชศักราชเป็นมงคลนามที่ตั้งขึ้นเมื่อครองราชย์ ไม่ใช่พระนามเดิมของกษัตริย์ เช่น รัชศกหงหวู่เริ่มต้นขึ้นในปีที่จักรพรรดิจีนพระนามว่า ไท่จู่ ขึ้นครองราชย์

     รัชศักราชแบบญี่ปุ่น รัชศักราชยุคปัจจุบันเป็นการนับเริ่มต้นจากปีที่พระจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน ค.ศ.๑๘๖๘ เป็นสมัยเมจิ จนถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยไทโช วันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยโชวะ และวันที่ ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๙ เริ่มต้นสมัยเฮ็นไซ ตัวอย่างเช่น ปีไทโชที่ ๓ ตรงกับ ค.ศ. ๑๙๑๔  ปีโชวะที่ ๓ ตรงกับปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ปี เป็นต้น

     รัตนโกสินทรศก  เริ่มนับตั้งแต่กรุงเทพเป็นราชธานีหรือเริ่มต้นราชวงศ์จักรี  นับเริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ คนไทยใช้รัตนโกสินทรศกแทนจุลศักราชเริ่มต้นตั้งแต่  พ.ศ.  ๒๔๓๒  หรือ ร.ศ. ๑๐๘  เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕  เมื่อเริ่มใช้พุทธศักราช


ไม่มีรูป
46. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 210.203.176.85]
เมื่อ ส. 28 เม.ย. 2550 @ 18:06
241636 [ลบ] [แจ้งลบ]

ข้างบนนี่เรียบเรียงไว้ใช้เขียนหนังสือเรียน ส่วนเรื่อง การนับปีย่าง การนับปีตรง ปัญหาปี ค.ศ.0 การใช้ BP, BC, BCE และ BP ไว้ว่างๆจะเอามาลง แต่ตอนนี้ยัง

P
47. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ จ. 30 เม.ย. 2550 @ 15:16
243658 [ลบ] [แจ้งลบ]

ถึง   ลูกศิษย์รุ่น ๕ ทุกคน      
           ผมได้กลับไปเปิด Blog อีกครั้งหนึ่ง หลังจากช่วง  ๒ อาทิตย์ที่ได้จัดการเรียนรู้ให้กับกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ ๕ ผ่านไป ซึ่งหลายคนก็ได้ให้ความสนใจมาโดยตลอดครับ     
           หลังจากจบการเรียนรู้แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ คุณวราพร ได้มากระซิบผมครับว่า มีการเปิด Blog ต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวาน ผมได้อ่าน Blog ของรุ่น ๕  ผมขอแสดงความชื่นชมในวัฒนธรรมการหาความรู้ของทุกท่านด้วยครับ     
           และเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณบุษกร  และได้โทรหาคุณศักย แต่ไม่อยู่ ผมก็เลยได้คุยกับภรรยาของคุณศักย แทนครับ   ทั้งนี้ ผมยังได้ฝากข้อมูลให้คุณบุษกรทราบว่ารูปที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมรุ่น ๕ ได้วาดให้ผมและใส่กรอบ พร้อมส่งมาเป็นของขวัญให้ที่บ้านผมนี้ มีคุณค่ามากครับ เป็นรูปที่สวยมาก  
         วันที่ ๓๐ เมษายน นี้ ผมได้โทรศัพท์ ถึงคุณพีรพล รองประธานผู้ประสานงานรุ่น ๕  ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ส่ง Blog ถึงผมอย่างต่อเนื่องครับ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน คุณพีรพลก็ได้ส่งBlog ให้ผมมาอีกครับ เป็นการแสดงถึงทุนแห่งความต่อเนื่อง      
         ที่ผมอยากฝากไว้คือ ผมขอเรียนเชิญตัวแทนกรรมการประสานงานรุ่น ๕ มาทานข้าวที่ Office  ผมด้วยครับ ซึ่งผมจะให้คุณวราพรเป็นคนโทรประสานอีกครั้งหนึ่งครับ     
         นอกจากนี้ ผมยังได้คุยกับศิลปกรรมที่ จังหวัดชลบุรี  คุณสถาพร ซึ่งจะเน้นเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้กับวัฒนธรรมที่พัทยาครับ      
         สำหรับคนที่ติดตามอ่านบทความแนวหน้า ตอนนี้คงทราบว่าผมกำลังมีโครงการใหญ่ ๓ โครงการ คือ
๑.             การพา กฟผ. ไปทัศนศึกษาและดูงานที่ประเทศออสเตรเลีย
๒.             โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกฟผ. ที่กรุงเทพฯ  และที่หัวหิน ซึ่งก็คล้าย กับที่จัดให้กับกระทรวงวัฒนธรรมครับ
๓.            โครงการพัฒนาท้องถิ่นจำนวน ๕,๐๐๐ คน โดยจะเน้นเรื่อง ประชาธิปไตย สังคมการเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง และ 7 Habits 
         อนึ่ง ผมขอฝากข้อคิดเห็นของการเป็นผู้นำ โดย Mr.Klann นักวิจัยเรื่องภาวะผู้นำ ที่ Center of Effective Leadership , USA. ซึ่งมีสาขาอยู่ที่ สิงคโปร์ด้วย จัดได้ว่าเป็น ๑ใน ๓ของโลกที่ทำการวิจัยเรื่องผู้นำ ครับ ค่าใช้จ่าย ของหลักสูตรมีทั้งหมด ๓ วัน คิดเป็นเงินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ครับ แต่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่มี ครับ
           แนวคิด เรื่องการพัฒนาผู้นำมี ๕ วิธี ใน ทฤษฎี 5 E ของ Mr.Klann ครับ 
1.              Example
2.              Experience
3.              Education and Training
4.              Environment
5.              Evaluation
           สุดท้ายนี้ ผมถือโอกาสขอบคุณทุกคนที่ติดตามผมมาโดยตลอดครับ            
                  จีระ  หงส์ลดารมภ์
ไม่มีรูป
48. บุษกร [IP: 203.153.176.68]
เมื่อ อ. 01 พฤษภาคม 2550 @ 15:53
245114 [ลบ] [แจ้งลบ]

เมื่อวันที่25-26 เมษายน คณะผู้ตรวจราชการกรมศิลปากร

ได้ไปตรวจราชการหน่วยงานกรมศิลปากรและโครงการที่

กรมศิลปากรดำเนินการในจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรีและ

เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1

ถ้าเอ่ยชื่อ คุณพีรพน ในรุ่นที่5 รู้จักและคุ้นเคยกันดี แม้จบการอบรม

แล้วก็ยังเข้า blog เป็นประจำและติดอันดับTop ten ศิษย์เอก

ผู้รอบรู้และไม่เลิกเรียนรู้ ได้เอาบทความเรื่อง 6Zigma มาให้

อ่านแล้วคิ้วที่ขมวดและแววตาเป็นเครื่องหมายคำถามตอน

ได้ยินคำนี้ทีแรก ค่อยคลายลงบ้าง คิดถึงเพื่อนร่วมรุ่น  ถ้าสนใจ

อดใจรออีกนิด คุณพีรพนคงภูมิใจนำเสนอในเร็ววันนี้

คณะผู้ตรวจราชการได้ชม วัดอัมพวัน อุทยานพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี พระรามราชนิเวศน์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี และวัดอีกหลายแห่ง

จัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก จะเป็น1วันหรือมากกว่านั้น

ก็ได้ คุณจิตรปรีดีก็เห็นด้วย  

เมื่อเช้านี้ได้เรียนให้ท่าน ศ.ดร. จีระ ทราบทางโทรศัพท์ว่าจะ

ส่งภาพไปให้ท่านชม เผื่อเส้นทางนี้จะเป็นตัวเลือกในการจัดศึกษา

ดูงานที่ท่าน ศ.ดร. จีระ จะจัดอบรมคราวหน้า

ขอขอบพระคุณที่ท่าน ศ.ดร. จีระจะให้โอกาสตัวแทนกรรมการ

ประสานงานรุ่นที่ 5 พบและจะกรุณาเลี้ยงอาหาร ตัวแทนกรรมการ

ทุกท่านคงเห็นตรงกันและน้อมรับด้วยความยินดี

ไม่มีรูป
49. ไม่แสดงตน [IP: 125.26.39.36]
เมื่อ พฤ. 03 พฤษภาคม 2550 @ 12:45
247420 [ลบ] [แจ้งลบ]

    พักเที่ยง ฝนตกหนักมาก พอคิดถึงข้าวก็นึกเลยเถิดไปตอนสงกรานต์ เคยมีวีรกรรมเดินผ่านถนนข้าวสารได้โดยไม่เปียก แสดงว่าหน้าตาอย่างนี้ไม่น่าสาด ตอนนี้นอกจากถนนข้าวสารแล้ว ยังมีถนนข้าวอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะในจังหวัดต่างๆ บางชื่อก็ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสงกรานต์เซ็นเตอร์แบบที่ข้าวสาร แต่บางชื่อดูยังไงไม่น่าจะเกี่ยวเท่าไหร่ เท่าที่รวบรวมมาได้ก็มี

     ถนนข้าวเหนียวที่จังหวัดขอนแก่น ถนนข้าวเปียกหรือเข้าเปียกที่จังหวัดอุดรธานี ถนนข้าวหลามที่จังหวัดเลย ถนนข้าวปุ้นที่จังหวัดนครพนม ถนนข้าวโพดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ถนนข้าวหอมมะลิที่จังหวัดร้อยเอ็ด ถนนข้าวลอดช่องที่จังหวัดยโสธร ถนนข้าวยำที่จังหวัดปัตตานี ถนนข้าวหมากที่จังหวัดนราธิวาส  ถนนข้าวสุกที่จังหวัดอ่างทอง ถนนข้าวแช่ที่จังหวัดเพชรบุรี ถนนข้าวสวยที่จังหวัดราชบุรี ถนนข้าวต้มที่มหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร ถนนข้าวซอยหรือถนนข้าวนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ 

     มีอยู่ที่นึงดูแล้วนักท่องเที่ยวคงไม่ไปกันก็คือสงกรานต์ที่ถนนข้าวแดง ในทัณฑสถานจังหวัดขอนแก่น

   ยังเหลืออีกหลายจังหวัดที่ยังไม่มีสงกรานต์เซ็นเตอร์ที่เป็นข้าว ก็จะนำเสนอชื่อถนนข้าวสารพัดชนิดมาให้ เช่น                     ถนนข้าวกระยาทิพย์                                                     ถนนข้าวกล้อง                                                            ถนนข้าวเกรียบว่าว
ถนนข้าวมันไก่
ถนนข้าวโกบ
ถนนข้าวหมูแดง
ถนนข้าวคั่ว
ถนนข้าวฟ่าง
ถนนข้าวเม่า
ถนนข้าวคลุกกะปิ
ถนนข้าวหน้าเป็ด
ถนนข้าวควบ
ถนนข้าวแต๋น
ถนนข้าวจี่
ถนนข้าวเจ้า
ถนนข้าวซ้อมมือ
ถนนข้าวตอก
ถนนข้าวตัง
ถนนข้าวแตน
ถนนข้าวบิณฑ์
ถนนข้าวบาร์เลย์
ถนนข้าวเปลือก
ถนนข้าวพอง
ถนนข้าวมัน
ถนนข้าวยาคู
ถนนข้าวหลามตัด
ถนนข้าวใหม่ปลามัน
ถนนข้าวสาลี
ถนนข้าวโอ๊ต
ถนนข้าวนก
ถนนข้าวตู
ถนนข้าวเกรียบปากหม้อ
ถนนข้าวแกง

    หรือถ้าที่ไหนสงกรานต์เฮี้ยนมาก จะใช้ชื่อ ถนนข้าวสารเสก ก็คงไม่มีใครว่า แต่ก็อย่าสนุกหรือมุ่งแต่จะขายจนลืมนิยาม ความหมาย ปรัชญา และพิธีการของเทศกาลสงกรานต์ไป

ไม่มีรูป
50. ไม่แสดงตน [IP: 125.26.39.36]
เมื่อ พฤ. 03 พฤษภาคม 2550 @ 13:06
247454 [ลบ] [แจ้งลบ]

เคยลองหาว่าวันเกิดของตัวเองตรงกับวันสำคัญอะไร ค้นไปเท่าไรก็ไม่ตรงเลย สงสัยว่าจะสำคัญตรงที่เป็นวันเกิดเรา
พอลงมือค้นก็เลยได้วันสำคัญมาทั้งปี บางวัน แม้ไม่ใช่วันหยุด แต่เป็นวันสำคัญ
วันสำคัญของเดือนพฤษภาคมนี้มีอยู่หลายวัน
วันที่ 1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ
วันที่ 1 พฤษภาคม วันแรงงานสากล
ต้นเดือนพฤษภาคม วันพืชมงคล และ วันเกษตรกร  สำนักพระราชวังจะกำหนดเป็นปีๆไป
วันที่ 3 พฤษภาคม วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
วันที่ 5 พฤษภาคม  วันฉัตรมงคล
วันที่ 5 พฤษภาคม วันไม่อดอาหารสากล
วันที่ 6 พฤษภาคม วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ
วันที่ 8 พฤษภาคม วันกาชาดสากล
วันที่ 11 พฤษภาคม วันปรีดี พนมยงค์
วันที่ 12 พฤษภาคม วันพยาบาลสากล
วันที่ 19 พฤษภาคม วันอาภากร (วันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์)
วันที่ 15 พฤษภาคม วันครอบครัวสากล
วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 วันวิสาขบูชา, วันต้นไม้แห่งชาติ
หลังวันวิสาขบูชา 8 วัน วันอัฏฐมีบูชา (วันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า)
วันที่ 17 พฤษภาคม วันโทรคมนาคมโลก
วันที่ 31 พฤษภาคม วันงดบุหรี่โลก
ถ้าไม่ลืม เดือนหน้าจะมาบอกวันสำคัญของเดือนมิถุนายน

ไม่มีรูป
51. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.174]
เมื่อ ศ. 04 พฤษภาคม 2550 @ 13:20
248675 [ลบ] [แจ้งลบ]

วันแรกที่รู้จัก six sigma งงมากเหมือนเพื่อนๆทุกคน พยายามหาอ่าน จนจะ sick sickma แล้ว ก็บังเอิญไปเจอบทความง่ายๆหลายๆอันทำให้เข้าใจมากขึ้น และอยากให้เพื่อนๆที่นั่งตาลอยกันวันนั้นได้รู้ด้วย เลยทำแบบเดิมคือ เรียบเรียงยำตำรวมกันเอามาแปะให้อ่าน

Six Sigma
Six Sigma เป็นวลีในวิชาสถิติ ซึ่งสัญลักษณ์ Sigma เป็นตัวอักษรในภาษากรีก ที่ใช้แทนความหมายของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าซิกม่ายิ่งสูงแสดงว่ามีความแปรปรวนของกระบวนการยิ่งสูง ทำให้มีของเสียที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่ยอมรับได้น้อยลง ระดับ 6 Sigma ยอมรับให้เกิดของเสียได้อยู่ที่ปริมาณ 3.4 ชิ้นในการผลิต 1 ล้านชิ้น หรือที่เรียกว่า 3.4 ppm (Parts Per Million) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
การจัดการคุณภาพ แบบ Six Sigma เป็นกระบวนการปรับปรุงองค์กรโดยการออกแบบและตรวจสอบกิจกรรมทางธุรกิจประจำวัน เพื่อลดสิ่งสูญเปล่าและลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า เป็นแนวทางชี้แนะองค์กรให้เกิดข้อ ผิดพลาดน้อยที่สุดในกระบวนการตั้งแต่การจัดข้อมูลคำสั่งซื้อ ไปจนถึงการผลิต โดยการลดช่องโหว่ของคุณภาพตั้งแต่ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรก
Six Sigma ไม่เพียงตรวจจับหรือแก้ไขจุดบกพร่อง แต่ยังนำเสนอวิธีการที่เฉพาะเจาะจง สำหรับการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ ให้ไม่มีจุดผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เป็นกระบวนการเพื่อลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและมีอัตราความสูญเสียได้ไม่เกินไปกว่าที่จะยอมรับได้

พัฒนาการของ Six Sigma 
  ก่อนปี ค.ศ. 1987 Six Sigma ยังคงเป็นเพียงค่าในวิชาสถิติ  พัฒนาการของการจัดการคุณภาพด้วยวิธี Six Sigma เริ่มขึ้นเมื่อ บริษัทโมโตโรล่า ได้พัฒนาและสร้างโครงการเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้า โดยการเริ่มต้นแนวความคิดของนายบิล สมิธ(Bill Smith : 1929-1993) ซึ่งได้รับสมญาว่าบิดาแห่ง Six Sigma ผลักดันให้ผู้บริหารของบริษัทยอมรับแนวทางการพัฒนานี้ โดยมี ดร.มิเกล แฮรี่ (Dr.Mikel Harry)ผู้ร่วมผลักดันจนกระทั่งบริษัทโมโตโรล่าได้รับรางวัล MBNQA (Malcolm Baldrige National Quality Award)ในปี ค.ศ.1988 และต่อมาดร.มิเกล แฮรี่ ได้พัฒนาระบบ และตีพิมพ์และเปิดเผย วิธีปรับปรุงคุณภาพของสินค้า วิธีใหม่ ที่ชื่อว่า “ วิธี Six Sigma ” จนวิธีการนี้แพร่หลายไปสู่บริษัทต่างๆกว้างขวางไปทั่วโลก


หลักการ หรือ แนวคิดของ Six Sigma
  มุมมองของ Six Sigma นั้นมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. มุมมองในการเป็นการวัดผลทางสถิติของสมรรถนะของกระบวนการ
2. มุมมองในการเป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องบรรลุให้ถึงในกระบวนการหรือการปฏิบัติงานใดๆ
3. มุมมองในการเป็นระบบการจัดการระบบหนึ่ง

หลักการหรือแนวคิดของ Six Sigma มีพื้นฐานมาจากแนวความคิดในเชิงสถิติ ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า
1. ทุกสิ่งทุกอย่างคือกระบวนการ
2. กระบวนการทุกกระบวนการมีการแปรปรวนแบบหลากหลาย (Variation) อยู่ตลอดเวลา
3. การนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมชาติของการแปรปรวนแบบหลากหลาย
จะนำไปสู่การพัฒนา และปรับปรุงกระบวนการให้ดียิ่งขึ้น


กระบวนการแก้ไขข้อบกพร่องในการทำงานของ Six Sigma
เครื่องมือการบริหาร Six Sigma มี 5 ขั้นตอน คือ DMAIC แต่ในบางองค์กรจะเห็นว่ามีการใช้เครื่องมือบริหารเพียง 4 ขั้นตอน คือ MAIC โดยตัด D หรือ Define ออก ด้วยเหตุว่า Define เป็นการจัดการไม่ใช่การบริหาร อย่าไรก็ดี Define ยังมีความสำคัญมากต่อ Six Sigma เพราะหากการจัดการไม่ดำเนินการในการ define โครงการเพียงพอแล้ว จะก่อปัญหาต่อ Six Sigma มาก

D = Define
เป็นขั้นตอนแรกในการไปสู่ Sig Sigma เป็นการให้ผู้บริหารอธิบายเนื้อหาของโครงการ มันมีความสำคัญเพราะมันเป็นการกำหนดขอบเขต ความคาดหมาย ทรัพยากร และเงื่อนไขของเวลา อันเป็นข้อมูลที่ทำให้เราทราบถึงปัญหาหรือจุดบกพร่องว่า มีขนาดเท่าใด เกิดขึ้นจากอะไร ส่วนไหนที่จำเป็นต้องปรับปรุง และจะปรับปรุงให้ถึงระดับไหน ในระยะเวลาเท่าใด

M = Measure
เป็นการวัดปัญหาหรือความบกพร่อง อันจำเป็นที่ทำให้เข้าใจสภาพของระบบและกระบวนการที่มีหรือที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน ต้องมีความเข้าใจว่าจะวัดอะไร วัดอย่างไร วัดที่ไหน เมื่อไหร่ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อการ
วิเคราะห์ หลังจากที่ได้กำหนดประเด็นปัญหาไว้อย่างชัดเจน ความเห็นของลูกค้าที่รับสินค้าหรือบริการก็มีส่วนสำคัญในการวัดนี้

A = Analyze
เป็นการเอาข้อมูลที่ได้จากการวัดมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่อง  ความคลาดเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงหลากหลาย( Variability )ในกระบวนการ และการทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาทางขจัดปัญหา โดยการกำหนดเกณฑ์ (Benchmarking) วิเคราะห์จากต้นเหตุ (Root Causes) และการสรุปเหตุผลของความบกพร่องหรือการแปรปรวนผกผันของกระบวนการ (Process)

I = Improve
เป็นการนำเอาแนวความคิด Six Sigma และผลจากการดำเนินการ 3 กระบวนการข้างต้นมาใช้ในการพัฒนาหรือการปรับปรุงสมรรถนะและประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นการแสวงหาและพัฒนาวิธี ที่จะนำมาขจัดปัญหา รวมไปถึงการสร้างระเบียบและแผนผังของการจัดการ เพื่อลดปัญหา

C = Control
เมื่อพัฒนาและปรับปรุงแล้วจะต้องมีการควบคุม ซึ่งเป็นการพยายามที่จะควบคุมรักษาระดับสมรรถนะของกระบวนการที่ได้รับการปรับปรุงแล้วให้คงอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดไป
 นอกจากนี้ยังบางองค์กรยังอาจใช้กระบวนการอื่นๆเช่น DMADV (Define, Measure, Analyze, Design และ Verify) หรือ DMAICR (Define, Measure, Analyze, Improve, Control และ Realize) หรือ DMEDI (Define,Measure,Explore,Develop และ Implement)

ข้อดีของการทำ Six Sigma ในองค์กร
ข้อดีที่จะเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรนำ Six Sigma เข้าไปใช้องค์กร
1. ช่วยลดให้ข้อบกพร่องหรือของเสียเกิดขึ้นน้อยที่สุดจนถึงไม่เกิดหรือศูนย์ (Zero Defect)
2. ช่วยลดต้นทุน เกิดผลกำไร  และสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น
3. ทำให้ทุกคนมีความกระตือรือร้น มีอิสระในการคิด การปฏิบัติ มีการพัฒนาความสามัคคีเนื่องจากการทำงานที่เป็นทีม กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นผลดีต่อองค์กร และทำให้องค์กรมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
4. ปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลกำไร โดยการกำจัดความแปรปรวน ลดความสูญเสียต่างๆ และเป็นการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพ ต้นทุนการส่งมอบ ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์และบริการ
5. เพื่อผลักดันให้องค์กรมุ่งเข้าสู่องค์กรระดับโลกด้วยระบบคุณภาพ Six Sigma

ประโยชน์ที่ได้จากระบบจัดการคุณภาพแบบ Six Sigma
        การกำจัดสิ่งบกพร่อง ผ่านองค์ความรู้ที่เป็นกระบวนการ ตามวิธีการของ Six Sigma เป็นการบูรณาการหลักการทางธุรกิจ สถิติ วิศวกรเข้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุผลเชิงประจักษ์ เครื่องมือของ Six Sigma สามารถนำมาใช้ปรับปรุงกระบวนการและผลผลิตของบริษัท ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพรวมถึงการผลิต การขาย การตลาด การออกแบบ การบริหารจัดการและการบริการ Six Sigma จะให้ผลตอบแทนคือ กำไรที่จับต้องได้ และเมื่อนำมาใช้กับพนักงานในองค์กรจะทำให้เกิดประโยชน์ คือ การลดค่าใช้จ่าย การลดห่วงโซ่ของเสีย (Reduce the waste chain) การสนองตอบความเข้าใจและความต้องการของลูกค้ามากขึ้น การส่งเสริมปรับปรุงการจัดส่งและการปฏิบัติงานให้มีคุณภาพ การจัดปัจจัยการนำเข้าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ ลูกค้า ที่กำลังเปลี่ยนไป การพัฒนาผลผลิตและกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น การกระตุ้นให้มีการปรับปรุงอย่างรวดเร็วด้วยทรัพยากรภายในที่มีอยู่
 นอกจากนี้ประโยชน์ในการนำ Six Sigma มาใช้ในองค์กร จะก่อให้เกิด การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ การลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้ การพัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้ เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) การกำหนดระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบเข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking) การสร้างเป้าหมายในการทำงานให้ทุกคน (Performance goal) การสร้างให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Promote Learning Organization) การสร้างยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลง (Strategic Change) การเพิ่มคุณภาพ และลดค่าใช้จ่าย และการยกฐานะให้องค์กรมี “การบริหารระบบ” ได้มาตรฐานสากล

อุปสรรคในการใช้ระบบจัดการคุณภาพ Six Sigma
สามารถกล่าวแยกเป็นส่วนๆดังนี้
1. อุปสรรคจากผู้นำหรือผู้บริหาร (Leadership Obstacles) จากการที่ผู้บริหารระดับสูงขาดความสนใจ หรือลดการสนับสนุนระหว่างโครงการปฏิรูป และผู้บริหารระดับกลางไม่จริงจังและสนับสนุนการนำระบบมาใช้ในองค์กร
2. อุปสรรคจากวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Obstacles) จากความเคยชินกับระบบงานเดิมๆทำให้เกิดความสงสัยและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังขาดความเชื่อถือในระบบและกลัวตกงาน
3. อุปสรรคทางสื่อสาร (Communication Obstacles)  การขาดการสื่อสารสร้างความเข้าใจภายในองค์กร ซึ่งก่อให้เกิดการขาดความร่วมมือและขาดการประสานงาน ขาดความเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย บทบาท ขององค์กร รวมทั้งไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนหรือหลัง ตามความประสงค์ขององค์กร
4. อุปสรร8จากโครงสร้างขององค์กร (Structural Obstacles) ได้แก่การขาดทรัพยากรเครื่องมือสนับสนุนโครงการ และไม่มีการปรับปรุง “ระบบ” เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปครั้งนี้
5. อุปสรรคทางเอกภาพหรือบูรณาการภายในองค์กร (Integration Obstacles) เป็นการขาดความร่วมมือประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ริเริ่มปฏิรูป และความสับสนเรื่องเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ขององค์กร

องค์ประกอบความสำเร็จ ของ Six Sigma
1. ความเป็นผู้นำของผู้บริหารในองค์การ (Leadership)
2. การสื่อสารภายในองค์การที่มีประสิทธิภาพ (Communication) ผู้นำในองค์การจะต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย (Concise) มีความคงเส้นคงวา ต่อเนื่อง (Consistent) มีความสมบูรณ์ (Complete) มีความคิด สร้างสรรค์ (Creative)
3. วางกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement Strategy)
4. การตั้งเป้าหมายที่เด่นชัดและกำหนดระยะเวลาที่เป็นรูปธรรม (Target Setting)
5. วิธีการคัดเลือกบุคลากรและกำหนดโครงการให้รับผิดชอบ (Project Selection and Responsibilities)

ความแตกต่างระหว่าง Six Sigma กับหลักการปรับปรุงต่างๆ
Six Sigma เป็นกระบวนการที่รวบรวมหลักการปรับปรุงต่างๆ ได้แก่ Benchmarking, Productivity Improvement, Strategic Deployment และ Statistical and Techniques เป็นต้น นำมาหลอมรวมกันเพื่อให้พนักงานทุกระดับสามารถเข้าใจปฎิบัติให้เป็นรูปธรรม มีเป้าหมายเด่นชัด และที่สำคัญที่สุดคือเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะว่าการบริหารแบบ Six Sigma จะเน้นการบริหารแบบ บนลงล่าง (Top Down Management) คือระบบที่ผู้บริหารต้องผลักดันแนวความคิดและการปรับปรุงให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ Six Sigma ยังเป็นกระบวนการหนึ่งที่สามารถทำให้ องค์การต่างๆ ที่นำไปใช้สามารถบรรลุถึงข้อกำหนดของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (National Quality Award)

Sigma ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ
เพื่อการตัดสินใจจะสามารถสรุปข้อมูลใน 2 เรื่อง คือ
1. ค่าที่ควรจะเป็นของกลุ่มข้อมูล หรือค่าแนวโน้มศูนย์กลาง( Central Tendency ) ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย ( Average ) หรือ ค่ากลาง ( Mean )
2. ค่ากระจายของข้อมูล ( Dispersion ) ซึ่งเป็นการพิจารณาว่าข้อมูลนั้นมีการเกาะกลุ่มกันมากน้อยเพียงใด โดยสามารถวัดได้ด้วยสถิติหลายตัว เช่น พิสัย ( Range ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) ซึ่งใช้สัญลักษณ์ Sigma เป็นตัวแทน ในการตีความข้อมูล ผู้วิเคราะห์จะดูว่าการกระจายของข้อมูลรอบๆค่าแนวโน้มสูาศูนย์กลาง มากน้อยเพียงใดจากตัวเลข Sigma เช่น ถ้ามีค่ามากแปลว่ามีการกระจายข้อมูลมาก ข้อมูลส่วนใหญ่จะอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ย แต่ถ้าค่า Sigma มีค่าต่ำ แสดงว่าข้อมูลมีการเกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้ๆกับค่าเฉลี่ย โดยการคำนวณหาค่า Sigma

P
52. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ ศ. 04 พฤษภาคม 2550 @ 18:14
249112 [ลบ] [แจ้งลบ]

ถึง   ลูกศิษย์รุ่น ๕ ทุกคน      
      ผมได้อ่านความคิดของคุณพีรพล ใน Blog เกี่ยวกับเรื่อง Six Sigma แล้วครับ เยี่ยมมาก ซึ่งถ้าคุณพีรพลออกจากกรมศิลปากรมาแล้ว ก็สามารถเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพได้ 
     ทั้งนี้ ผมได้เอา Blog ทั้งหมดที่รุ่น ๕  เขียน ส่งให้คุณหญิงทิพาวดีอ่าน เพื่อให้เห็นถึงความคิดของกรมศิลปากร และของกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง     
     เปิด Blog กระทรวงวัฒนธรรมมา ผมก็ตกใจมากครับ ไม่คิดว่า แต่ละคนจะมีการใฝ่รู้ถึงขนาดนี้       
       สุดท้ายนี้ ผมขอฝากเรื่องไว้ ๓ เรื่อง ครับ     
       ๑.ผมอยากให้ทุกคนเปิดไปดู Blog ของสถาบันจุฬาภรณ์ มีรูปที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์มาก     
       ๒.ผมอยากให้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง กรมศิลปากรของไทย และอินเดีย เนื่องจาก เป็นศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ และมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมร่วมกันตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ ๓     
      ๓.ผมอยากฝากให้ติดตามรายการ สู่ศตวรรษใหม่ ทางช่อง ๑๑ ในวันพุธที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๔.๐๕ ๑๔.๕๕ น. ซึ่งจะมี Scoop ของ กระทรวงวัฒนธรรมรุ่น ๕ อยู่ท้ายรายการฯ ด้วยครับ                  
             จีระ  หงส์ลดารมภ์      
ไม่มีรูป
53. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.41.146]
เมื่อ พฤ. 10 พฤษภาคม 2550 @ 21:10
256098 [ลบ] [แจ้งลบ]

อาจารย์ ดร.จีระ ชมเสียแทบลอย จริงๆแล้วก็แค่ค้น คว้า เอามา คลุก ยำ ตำ รวมกันเท่านั้น คงไม่ถึงขั้นจะเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หากจะแค่ความพยายามในการพัฒนาตัวเองก็คงจะพอรับครับ

วันนี้ไปค้น แล้วเรียบเรียง มาแปะให้ตามที่บอกไว้เมื่อวันที่ 28 เมษายน หวังว่าคงจะมีประโยชน์

การนับปีตรง และการนับปีย่าง
คือการนับปีเริ่มต้นจาก 0 ไปจนครบ 12 เดือนจึงเริ่มปีที่ 1หรือที่เรียกว่า การนับปีตรง ตัวอย่างเช่นการนับพุทธศักราช...เริ่มนับกันเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ในประทศไทยจะเริ่ม พ.ศ. 1 เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปครบ 1 ปี
แต่ในบางประเทศประเทศลังกา และพม่าจะเริ่มนับทันทีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน หรือนับปีย่าง  เพราะฉะนั้น พ.ศ.ของลังกา และพม่า จึงเร็วกว่าของไทยอยู่หนึ่งปี
ดังนั้นจะเห็นได้จากการแปลงคริสตศักราชเป็นพุทธศักราช ในประเทศไทยจะใช้เลข 543 บวกคริสตศักราช แต่ในลังกาและพม่าจะใช้ 544 บวก

ปัญหาปี 0
ปัญหานี้ถูกหยิบยกในการนับปีคริสต์ศักราช ซึ่งอาจเป็นปัญหาคล้ายคลึงกันกับการนับปีย่างของพุทธศักราชในลังกาและพม่า โดยนับข้ามปี ค.ศ.0  ทำให้ถัดจาก 1 ปีก่อนคริสตกาล ( 1 B.C.) ก็จะเป็นคริสต์ศักราชที่ 1 เลย ( 1 A.D.) จึงทำให้ปีหายไป 1 ปี

การใช้ BP (Before Present)
เป็นการนับปีจากปัจจุบัน หรือที่มักจะใช้กันว่า "ปีมาแล้ว" มักจะพบในการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์โดยการหาคาร์บอน 14
และกำหนดให้ปีปัจจุบันคือปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะมีการทดลองระเบิดปรมาณูอย่างมากมายทั่วโลกจนทำให้ค่ากัมมันตรังสีของคาร์บอน 14 ได้รับผลกระทบ

BC (Before Christ)
คือปีก่อนคริสตกาล หรือก่อนการประสูติของพระเยซูคริสต์

AD (Anno Domini)
 AD มาจากคำภาษาละตินว่า Anno Domini แปลว่าในปีแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเรา (In the year of (Our) Lord) หมายถึง คริสต์ศักราช

CE (Common Era หรือ Current Era หรือ Christian Era)
หมายถึงศักราชปัจจุบัน หรือศักราชแห่งพระคริสต์

BCE (Before the Common Era)
หมายถึงก่อนศักราชปัจจุบัน ก่อน คริสต์ศักราช หรือก่อนปีแห่งพระคริสต์หรือพระผู้เป็นเจ้า

BE (Buddhist Era)
หมายถึงพุทธศักราช

ไม่มีรูป
54. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.163]
เมื่อ พ. 16 พฤษภาคม 2550 @ 21:10
262399 [ลบ] [แจ้งลบ]

บทความนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2547 ดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์จึงเอามาลงไว้ให้อ่านกัน 

ปัจจัยการเกิดหลักฐานทางโบราณคดี
 ปัจจัยการดำรงชีวิตและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อให้เกิดหลักฐานทางโบราณคดีหลงเหลือให้ศึกษาในปัจจุบัน นับตั้งแต่มนุษย์ได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาบนโลก มนุษย์จำเป็นที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมโดยอาศัยปัจจัยต่างๆเพื่อความอยู่รอด  มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชนะธรรมชาติและเพื่อความอยู่รอด มีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม  มีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการติดต่อกันระหว่างบุคคลและกลุ่มคน การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงเป็นการรวมกลุ่มกันทางสังคมซึ่งอาจเป็นหน่วยย่อยขนาดครอบครัว ขยายตัวเป็นหมู่บ้าน เมือง และรัฐขนาดใหญ่ในที่สุด การรวมตัวกันตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายประการ ได้แก่
๑. อาหาร ปัจจัยสำคัญที่สุดในการมีชีวิตรอดก็คือน้ำและอาหาร มนุษย์จะดิ้นรนเสาะแสวงหาแหล่งน้ำและแหล่งอาหารในการดำรงชีวิตและการตั้งถิ่นฐาน จนบางครั้งแหล่งน้ำและแหล่งอาหารยังก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในสังคม และระหว่างสังคม ก่อให้เกิดการอพยพ โยกย้ายถิ่นฐาน อาหารของมนุษย์ในยุคเริ่มแรกจะเป็น เนื้อสัตว์  พืชและผลไม้ ตาที่จะล่าหรือแสวงหามาได้ ต่อมาจึงเกิดการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขึ้น จากการหาอาหาร การเตรียมอาหาร และการบริโภค ได้หลงเหลือร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆมากมาย หลักฐานเหล่านี้ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะของสิ่งที่จะล่า สิ่งที่จะหา ค่านิยมในรูปแบบ และชนิดของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือนั้นๆ หลักฐานเกี่ยวกับอาหารการกินของมนุษย์ อาทิเช่น
๑.๑ หลักฐานจากการหา การล่า ตัวอย่างได้แก่ มีด ขวาน หอก ธนู  ลูกกระสุน เบ็ด ฉมวก  กับดักสัตว์ หรือร่องรอยที่ปรากฏบนกระดูกสัตว์ ฯลฯ 
๑.๒ หลักฐานเกี่ยวกับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ตัวอย่างได้แก่ เครื่องมือขุด เคียว คอกสัตว์ เพนียด เชือก โซ่ ฯลฯ
๑.๓ หลักฐานเกี่ยวกับการเก็บสะสมอาหาร ตัวอย่างได้แก่ หม้อ ไห ยุ้งฉาง ฯลฯ
๑.๔ หลักฐานในการบริโภค การเตรียม การบริโภค และของเหลือ ตัวอย่างได้แก่ หม้อ จาน ชาม กองไฟ เส้า มีด ช้อน ซ่อม ทัพพี กองขยะจากครัวเรือน ฯลฯ
 นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ใช้ในการทำเครื่องมือที่กล่าวมาข้างต้น ตัวอย่างเช่น
ค้อนหิน หินลับ หินดุ(เครื่องใช้ในการขึ้นรูปและตกแต่งลายภาชนะดินเผา)  หินขัดผิวภาชนะ ฯลฯ
๒. เครื่องนุ่งห่ม  จากการที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศ เครื่องนุ่งห่มจึงมีความจำเป็นในการใช้ต่อสู้ความหนาวเย็น มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องนุ่งห่มจากพืช เช่น ใบไม้ ฝ้าย และเส้นใยต่างๆ และเครื่องนุ่งห่มจากหนังสัตว์หรือขนสัตว์ที่ได้จากการล่าสัตว์มาเป็นอาหาร  ต่อมาเครื่องนุ่งห่มไม่ได้เป็นเพียงเครื่องป้องกันความหนาวเย็น เท่านั้น แต่เป็นเครื่องประดับตกแต่งและเครื่องกำหนดสถานะในสังคมด้วย หลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับปัจจัยเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ที่หลงเหลือไว้จนถึงปัจจุบัน มักจะทำด้วยวัสดุที่มีความคงทนถาวร หรือเป็นวัสดุอุกรณ์ที่ใช้ในการทำเครื่องนุ่งห่ม อาทิเช่น
๒.๑ หลักฐานที่เป็นร่องรอยเครื่องนุ่งห่ม และการทำเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ แวดินเผา(เครื่องใช้ในการปั่นด้าย) รอยพิมพ์ของผ้าบนดิน บนสนิมโลหะ
๒.๒ หลักฐานที่เป็นเครื่องประดับ มักทำขึ้นจากวัสดุที่มีความคงทนถาวร เช่น หิน แก้ว เปลือกหอย เมล็ดพืช สำริด ทองคำ ฯลฯ ลักษณะของเครื่องประดับจะขึ้นอยู่กับเป้าหมายหรือหน้าที่ของเครื่องประดับ และค่านิยมในรูปแบบขณะที่ทำเครื่องประดับนั้นๆ
๓. ที่อยู่อาศัย มนุษย์ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องตนเองจากภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ร้าย และภัยจากมนุษย์ด้วยกัน ที่อยู่อาศัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต จากถ้ำและเพิงผา มนุษย์ได้สร้างเพิงหรือกระท่อมอย่างง่ายๆด้วยวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นบ้านเรือน หลักฐานที่เป็นที่อยู่อาศัยจะสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ กิจกรรม ตลอดจนพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ได้แก่กรรมวิธีการก่อสร้าง แผนผัง วัสดุ และในบางครั้งยังสะท้อนแนวความคิด และความเชื่อของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นๆ
๔. สวัสดิการและความปลอดภัย มนุษย์มีความต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติอย่างปลอดภัย มีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่ทำลายสวัสดิภาพและความปลอดภัยของมนุษย์นั้น นอกจากสัตว์ร้าย การเจ็บไข้ได้ป่วย และภัยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ด้วยกันเองยังประหัตประหารเอารัดเอาเปรียบกัน นอกจากนี้มนุษย์ยังต้องการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่สนองสวัสดิภาพและความปลอดภัยทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดจนสิ้นชีวิตไปแล้ว  หลักฐานที่สะท้อนให้เห็นความต้องการในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ ได้แก่
๔.๑ หลักฐานในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ  สัตว์ร้าย และมนุษย์ด้วยกันเอง รวมทั้งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ได้แก่ อาวุธ คูเมือง กำแพงเมือง คันกั้นน้ำ เขื่อน บ่อน้ำ สระน้ำ
๔.๒ หลักฐานในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ร่องรอยซากพืชที่เป็นยาสมุนไพร ร่องรอยที่ปรากฏบนโครงกระดูกมนุษย์  หินบดยาและสากบดยา
๔.๓ หลักฐานเกี่ยวกับการตาย ได้แก่ ร่องรอยที่ปรากฏบนโครงกระดูกมนุษย์  การจัดการศพ ความเชื่อและประเพณีต่างๆ
๕. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มนุษย์มีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล สังคม โดยการสื่อสารติดต่อระหว่างกัน การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน และการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจาย การรับเอา การดัดแปลง และการผสมผสานทางวัฒนธรรม ปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่เล่าเรื่องราว หรือสามารถนำมาแปลความเป็นเรื่องราวที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และระหว่างสังคมได้
๕.๑ หลักฐานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร หลักฐานด้านนี้จะปรากฏในรูปของตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นหรือรับเอามาใช้เป็นภาษาที่แตกต่างกัน ในบางครั้งจะพบว่ามีการใช้ตัวอักษรแบบเดียวกันในภาษาที่แตกต่างกัน หลักฐานที่พบได้แก่ จารึก  บันทึก เอกสาร พงศาวดาร หนังสือ ตำรา
๕.๒ หลักฐานเกี่ยวกับการเดินทาง ได้แก่ รอยเท้า ร่องรอยเส้นทางโบราณ  ถนนโบราณ  พาหนะ  และชิ้นส่วนยานพาหนะ
๕.๓ หลักฐานเกี่ยวกับการอพยพ มนุษย์จะมีการอพยพด้วยสาเหตุต่างๆกัน เช่น การอพยพตามฝูงสัตว์  การอพยพเพื่อหาพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ การอพยพหนีภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือสงคราม  หลักฐานการอพยพ ได้แก่ การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่า และร่องรอยของการอพยพ
๖. ระบบสังคม เมื่อมีการรวมกลุ่มของมนุษย์มากขึ้น มีการแบ่งงานกันทำ มีการแลกเปลี่ยนผลผลิต มีสถานะที่แตกต่างกันในสังคม มนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องมีกติกาควบคุมสมาชิกในสังคม กำหนดมาตรฐานต่างๆในสังคม ก่อให้เกิดระบบจารีต ประเพณีต่างๆ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นกฎหมาย ก่อให้เกิดระบบการปกครองและชนชั้นต่างๆ นอกเหนืกจากกติกาสังคมแล้วการอยู่ร่วมกันก็จำเป็นที่จะต้องมีระบบคุณธรรม จารีต ประเพณี ซึ่งควบคุมจิตสำนึกของผู้คน ศาสนาและความเชื่อจึงมีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขในสังคม ซึ่งทั้งระบบสังคม ศาสนาและความเชื่อก่อให้เกิดหลักฐานต่างๆหลงเหลือไว้มากมาย
๖.๑ หลักฐานที่แสดงลักษณะการปกครอง เช่น ปราสาทพระราชวัง ป้อมค่าย ตราประทับ เงินตรา ราชลัญจกร เครื่องราชูปโภค เครื่องราชกกุธภัณฑ์
๖.๒ หลักฐานเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ เช่น วัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เทวาลัย มัสยิด สัญลักษณ์ รูปเคารพ ประติมากรรม เครื่องบริขาร
๖.๓ หลักฐานที่เป็นกติกาทางสังคม ได้แก่ ตุ้มกำหนดน้ำหนัก สายวัดขนาดและระยะ
๗. ศิลปะและการบันเทิง นอกเหนือจากความต้องการทางร่างกายของมนุษย์แล้ว มนุษย์ยังมีความต้องการทางจิตใจ ความงดงามของตนเอง ของผู้คนใกล้ชิด ของสิ่งแวดล้อม การแสดงความภาคภูมิใจ ความประทับใจในธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การแสดงออกซึ่งความคิด ความหวัง จินตนาการ การใช้เวลาว่างในการสร้างสรร การละเล่น และการบันเทิงเริงใจ ก่อให้เกิดงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นสะภาพชีวิต สภาพแวดล้อม การแต่งกาย การล่าสัตว์ ตลอดจนพิธีกรรม
๗.๑ หลักฐานที่เป็นงานศิลปะ ได้แก่ ภาพเขียนสีหรือภาพสลักตามถ้ำและเพิงผา รูปปั้น ประติมากรรม  จิตรกรรมฝานัง
๗.๒ หลักฐานที่สะท้อนการละเล่น ได้แก่ เบี้ย ลูกเต๋า งานประติมากรรมนูนต่ำที่แสดงภาพการเล่นดนตรี

ไม่มีรูป
55. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.39.238]
เมื่อ พ. 27 มิ.ย. 2550 @ 13:36
305145 [ลบ] [แจ้งลบ]

เห็นเพื่อนๆบอกว่าบล็อกนี้ปิด เลยมาเปิดดูกลายเป็นข่าวลือ ที่จริงมีบล็อกก็ดีจะได้เป็นช่องทางสื่อสารกันของเพื่อนร่วมรุ่น น่าจะมาแปะกันบ้าง กลัวจะร้าง

ไม่มีรูป
56. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.123]
เมื่อ อ. 23 ต.ค. 2550 @ 07:16
431862 [ลบ] [แจ้งลบ]

ไม่ได้เข้ามานาน บล็อกยังคงเปิดอยู่ ก็เลยจะเล่าเรื่องไปอินโดนีเซีย สิงค์โปร์............

โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับกลาง  กระทรวงวัฒนธรรม
ภาคการศึกษาดูงานต่างประเทศสำหรับผู้ผ่านการอบรม
หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม
วันที่  ๑๗-๒๓  กันยายน  ๒๕๕๐ 


ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม 
๑.  นายสด     แดงเอียด                               รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
๒.  นางวิไล     วิทยานารถไพศาล   ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง
๓.  นางสาวบุษกร    ลิมจิตต์    นายช่างศิลปกรรม  ๙ ชช.
๔.  นางวิลาวัณย์    ทรัพย์พันแสน   บรรณารักษ์  ๘
๕.  นายพีรพน    พิสณุพงศ์    ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่  ๑  ราชบุรี
๖.  นายสถาพร   ขวัญยืน    ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่  ๕  ปราจีนบุรี
๗.  นางวาสนา  บุญญาพิทักษ์   ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฎศิลป์สุพรรณบุรี
๘.  นางอัญชนา   วิริยะประสิทธิ์   ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง
๙.  นางยุพา    ประเสริฐยิ่ง    รองอธิการบดีสถาบัณฑิตพัฒนศิลป์
๑๐.  นายสมนึก   อรรถดารา    เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา  ๖
๑๑.  นายสุธน   บัววัฒน์    วัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท
๑๒.  นายสมชาย   มีชูพร    วัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๑๓.  นางเกศินี   สวัสดี    วัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว
๑๔.  นางสายฝน   นาถพรายพันธ์   วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
๑๕.  นายสุรจิตร   สุจิตรเมธี    นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ.ระยอง
๑๖.  นายเจษฎาวุฒิ   บุตรเพชร   นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. ศรีสะเกษ
๑๗.  นางวาสนา   แสงงาม    นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. ปทุมธานี
๑๘.  นายขัตติยา   ชัยมณี                  นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. หนองคาย
๑๙.  นายสง่า   ยอดไฟอินทร์   นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. ศรีสะเกษ
๒๐.  นายขันทอง   สุทธนะ    นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. แพร่
๒๑.  นางพีรญา  มงคลนัฎ    นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. เชียงใหม่
๒๒.  นางมาลี  ทันใจ    นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. แพร่
๒๓.  นางสายรุ้ง   ธาดาจันทน์   นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. เชียงราย
๒๔.  นางสุวิมล  เกตุศรีบุรินท์   นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. พิษณุโลก
๒๕.  นางอังคณา   ศรีสมุทร   นักวิชาการวัฒนธรรม  ๗ว.  สนง.วธ.จ. สุโขทัย
๒๖.  นางจุฑาทิพย์   โคตรประทุม   นักวิชาการประชาสัมพันธ์  ๗ว. กลุ่มประชาสัมพันธ์ สป.วธ.

ผู้ทรงคุณวุฒิที่กระทรวงวัฒนธรรมเชิญร่วมคณะศึกษาดุงาน
๑.  นายบุญรอด   สิงห์วัฒนาศิริ   รองเลขาธิการ  ก.พ.  สำนักงาน ก.พ.
๒.  นายสุวรรณ   ชนะสงคราม   ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย อกพ.สป.กระทรวงวัฒนธรรม
๓.  นายสมใจ   สังข์แสตมป์    นักพัฒนาระบบราชการ  ๘ว.   สำนักงาน ก.พ.ร.

ผุ้สื่อข่าวประจำกระทรวงวัฒนธรรม
๑.  นางสาวฟ้ารุ่ง   ศรีขาว    ผู้สื่อข่าวสำนักพิมพ์ไทยโพสต์   สำนักพิมพ์ไทยโพสต์
๒.  นางสาวชุรีพร   อร่ามเนตร   ผู้สื่อข่าวสำนักพิมพ์คมชัดลึก   สำนักพิมพ์คมชัดลึก

บุคคลภายนอก
๑.  นายปรเมธ   ประเสริฐยิ่ง 
 
บริษัท  ท่องโลกศิลปและวัฒนธรรม  จำกัด
 ๑.)   นางรสสุคนธ์   บุญมี  ผู้จัดการทัวร์
 ๒.)  นางสาวภัทราวดี   สระบัว ผู้นำทัวร์
 ๓)   นางสาวพชรี   ลีลาศร  ผู้ช่วยผู้นำทัวร์

ไม่มีรูป
57. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.123]
เมื่อ อ. 23 ต.ค. 2550 @ 07:19
431867 [ลบ] [แจ้งลบ]

วันที่ ๑๘-๒๐ กันยายน ๒๕๕๐  

บาหลี
 บาหลีเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย  จังหวัดนี้เป็นเกาะที่มีความงดงาม  ความเป็นธรรมชาติ  ความสอดคล้องระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา  พลเมืองมีความเป็นมิตรและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น  และวัฒนธรรมของตน  มีขนบธรรมเนียมประเทศที่มีการปฎิบัติจริงสืบทอดมา  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู  จังหวัดบาหลีประกอบด้วยเมือง  (Regencies) ๘ เมือง ได้แก่Badung , Bengli , Buleleng , Gianyer , Jembrana , Karangasem , Klungkung  และ Tabanan  มีนคร (City)  ๑  นคร เป็นเมืองหลวงของจังหวัดบาหลี คือ Denpasar
 บาหลีแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิต  ต่อมาเมื่อพวกดัทช์เข้ามา  บาหลีก็ตกเป็นของฮอลันดา และเมื่ออินโดนีเซียได้รับอิสรภาพจากฮอลันดา  บาหลีก็กลายเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซีย
 บาหลีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอารยธรรมอินเดีย ที่เข้ามากับศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูและศาสนาพุทธนิกายมหายานผสมผสานกับวัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่น  ในด้านภาษาบาหลีมีตัวอักษรใช้เองเรียกว่าอักษรจารากัน (Carakan)  ที่พัฒนามาจากอักษรอินเดียโบราณ  ปัจจุบันยังคงใช้อยู่ในพิธีกรรมทางศาสนา
 บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยว นอกจากธรรมชาติ  หาดทราย  ภูเขาไฟ  ผืนฟ้า  ที่งดงามแล้ว  ยังมีสถานที่ท่องเที่ยววัฒนธรรมที่เป็นวัด  วัง  ขนบธรรมเนียม  ประเพณี  ละคร  ดนตรี  และการเต้นรำ  ระบำ  ต่าง ๆ  มากมาย
 ตามถนนหนทางในบาหลี  จะสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ตามแยกต่าง ๆ เป็นภาพบุคคลสำคัญ เช่น  อนุสาวรีย์ Ngurah  Rai  ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์  จนมีการนำเอาชื่อไปตั้งชื่อสนามบิน Ngruah  Rai  เป็นผู้นำการต่อต้านพวกดัทช์ ด้วยการรบแบบกองโจร  การรบที่สำคัญคือ  การรบที่ภูเขา  Gunung  Agung  (Long  March  to  Gunung Agung) 
 อนุสาวรีย์ของเทพวีรบุรุษสำคัญในมหาภารตะ เช่น  อรชุน  ภีมะ ฯลฯ  เรื่องมหาภารตะเป็นเรื่องสงครามระหว่างพวกปาณฑป  ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายธรรม  กับพวกเการพ  ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม
นอกจากรูปเทพเจ้าที่เป็นอนุสาวรีย์แล้ว  ความเชื่อเรื่องความดีกับความชั่ว  ธรรมกับอธรรมจะแสดงออกในรูปของประตูที่แยกจากกัน   เรียกว่า  Candi   Bentar   หรือ   Split  Gate   หรือสีขาวกับสีดำบนผ้าลายตารางขาวดำคล้ายผ้าขาวม้านำมาคาดตามเทวรูป
 บ้านเรือนของชาวบาหลีจะอยู่กันเป็นกลุ่มใกล้แหล่งน้ำ หรือ ชายทะเลล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรม  บ้านเรือนจะสร้างไม่สูงมากนักเพราะมีข้อกำหนดในการอนุรักษ์และพัฒนาไม่ให้มีการก่อสร้างสูงกว่าต้นมะพร้าว  และมีการกำหนดสีสันและวัสดุ  แทบทุกบ้านจะมีศาลบูชาขนาดไม่ใหญ่มากนักกันส่วนออกจากพื้นที่บ้านลักษณะคล้ายกับศาลพระภูมิ  แต่สร้างเป็นกลุ่มมีรั้วล้อมรอบ สอบถามทราบว่าเป็น Domestic  Shrine  ศาลประจำบ้าน นอกจากนี้ยังมี Clan  Shrine  ศาลประจำตระกูลมักสร้างในชุมชน  หรือตามวัด   และวัดถือเป็น City  Shrine  โดยส่วนใหญ่จะเป็นที่บูชาบรรพบุรุษ  และเทพเจ้าในศาสนาฮินดู  ส่วนใหญ่จะเป็นฮินดูที่นับถือพระอิศวรหรือไศวนิกาย
 เครื่องบูชาของชาวบาหลีเรียกว่า  Canang Sari  เป็นชุดเครื่องบูชาขนาดเล็กคล้ายเครื่องบูชาพระภูมิ  ทำด้วยใบตองหรือใบไม้อื่น  เป็นกระทง หรือ เป็นพับภายในบรรจุอาหาร  ดอกไม้  บุหรี่  หรือเงิน นำเอามาวาง  เซ่นบวงสรวงตาม Domestic  Shrine หรือ  Clan  Shrine  หรือตามร้านค้า  หรือทางแยกที่อันตราย  ส่วนเครื่องบวงสรวงขนาดใหญ่จะใช้ในพิธีกรรมมักทำกันตาม

หมู่บ้านอูบุด (Ubud)
หมู่บ้านอูบุด (Ubud) แปลว่า หมวก หรือ ยอด  เป็นเมืองศูนย์กลางของงานศิลป์และวัฒนธรรม  ประวัติศาสตร์ของอูบดเริ่มต้นในราวพุทธศตวรรษที่  ๑๔  โดยพระสงฆ์ในพุทธศาสนาชื่อ Rsi  Marhandya  เดินทางจากชวามาจารึกแสวงบุญที่บาหลีกับเหล่าสาวก  ได้มาพำนักบริเวณแม่น้ำชายแดนเมืองอูบด  และประกาศให้ดินแดนนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์  และได้สร้างวัดขึ้นต่อมาในระหว่างพุทธศตวรรษที่  ๑๖ – ๑๘  ศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายได้เผยแพร่เข้ามา  ผสมผสานกับศาสนาพุทธ  และความเชื่อพื้นเมืองแพร่หลายเป็นอย่างมากในบริเวณอูบด  ซึ่งมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำเกษตรกรรม  ควบคู่ไปกับการสลักหิน  แกะสลักได้ งานโลหะและการมุงแฝก  นอกจากนี้ยังสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมการเต้นรำ  ระบำ  การเชิดหุ่นกระบอก  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อในศาสนา

วังอูบุด  (Ubud’s  Royal  Palace)
 วังอูบุด  (Ubud’s  Royal  Palace) สร้างขึ้นเนื่องจากอูบุดเป็นเมืองกษัตริย์มานับร้อยปี  และยังมีเจ้านาย  เชื้อพระวงศ์ที่ได้รับการสถาปนาเป็น   Tjokorda   หรือ  Agung   ยังคงพำนักอยู่ในวังที่เรียกว่า  Puris ซึ่งเป็นวังที่ไม่ใช่พระราชวัง หรือ พระราชฐานที่ประทับของกษัตริย์  วังอูบุด ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก  บริเวณสี่แยกใกล้ตลาดซึ่งถนนหนทางในบาหลีส่วนใหญ่จะแคบมาก  เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอนุรักษ์บรรยากาศ และสุนทรีย์ภาพของเมืองเอาไว้  เนื้อที่ของวังค่อนข้างกว้าง  จากประตูเข้าไปจะเป็นวังชั้นนอก  เป็นลานกว้างมีซุ้มประตูเข้าไปสู่วังชั้นใน  ซึ่งประตูใหญ่ของซุ้มประตูเป็นประตูหลอก  มีทางเข้าจริงอยู่ด้านข้างทั้ง  ๒  ด้าน   วังชั้นในเมื่อเข้าไปเป็นเรือนรับรอง  ท้องพระโรงเป็นห้องโถงประโคมดนตรีและตำหนักต่าง ๆ แม้ว่าอินโดนีเซียจะตกเป็นเมืองขึ้นของชาวดัทช์  และได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา แต่ราชวงศ์ยังคงมีบทบาทในสังคมของอูบุดมาตราบจนทุกวันนี้  เช่นเดียวกันวังอูบุดก็ยังคงเป็นที่พำนักของเจ้านายเชื้อพระวงศ์มาจนถึงปัจจุบัน
ระบำคะชัก (Kecak  Dance) 
ระบำคะชัก (Kecak  Dance)เป็นการแสดงของชุมชน  ซึ่งมีพัฒนาการมาจากการละเล่นของเกษตรกร  เมื่อว่างจากฤดูกาลทำการเกษตร  เป็นการแสดงรอบกองไฟในยามค่ำคืน  โดยไม่มีเครื่องดนตรีมักแสดงเรื่องรามายณะ  ภายในวงล้อมของผู้คนที่นั่งล้อมวงแล้วทำเสียง  จั๊ก จั๊ก  เหมือนเสียงลิง  บางครั้งก็จะเป็นเสียงไก่  เสียงกบ ฯลฯ  ตัวแสดงทั้งหมดประมาณ  ๕๐  คน  เป็นผู้ให้เสียงแทนเสียงดนตรี  นอกจากนี้คนพวกนี้ยังทำหน้าที่เป็นฉากโดยการทำมือหรือโยกตัว รวมทั้งการลุกยืนสลับนั่ง หรือนอน เพื่อให้ผู้ชมจินตนาการว่าเป็นป่า  ก้อนเมฆ  ตัวนาค  และบางครั้งก็ช่วยยกตัวแสดงให้ดูเป็นการเหาะบางครึ่งช่วยยกตัวละครในการเหาะ 
ตัวแสดงจะออกมาจากฉากหลังที่เป็นประตูผ่าซีก (Split Gate)  แล้วออกมาร่ายรำอยู่ตรงกลางวงล้อม  เนื้อเรื่องรามายณะจะเริ่มต้นตั้งแต่พระรามตามกวาง  มารีจออกอุบายพระลักษมณ์ตามไปช่วย   ทศกัณฑ์ลักพาตัวนางสีดา    นางตรีชฎาดูแลนางสีดา    หนุมานถวายแหวน นางสีดามอบปิ่น  หนุมานทำลายสวน พระรามต่อสู้กับเมฆอนันต์หรืออินทรชิต  พระรามและพระลักษมณ์ต้องศรนาคมาศ  ครุฑลงมาช่วย  สุครีพเข้าต่อสู้  จนถึงพระรามนางสีดา  และพระลักษมณ์กลับนคร    โดยตัดมาเป็นช่วงให้พอดีกับเวลา  ๑  ชั่วโมง 
นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงรำโดยตัวแสดงเป็นเด็กเล็ก  ๒ คน  คล้ายกับเข้าทรง  เข้าทรงรำแม่ศรี  เรียกว่า  ซังเกียงเคดารี (Sanghyang  Dedari)  และระบำม้าทรง  หรือซังเกียงจารัน (Sanghyang  Jaran)  เป็นการเต้นรอบกองไฟ  และเต้นลุยไฟของร่างทรง  ซึ่งซังเกียงทั้ง  ๒  ชุด  จะรู้สึกตัวคืนร่างเมื่อมีการประพรมน้ำมนต์
ลักษณะท่ารำจะมีอิทธิพลของตัวหนังตะลุงวาหยังอยู่มาก  จากการวางแขนตั้งฉากกับลำตัว และการหักข้อศอกเป็นมุมฉาก  และลำตัวที่แอ่น และสะโพกที่แอ่นขึ้นตามแบบตัววาหยัง
 สอบถามจากผู้นำชุมชนทราบว่ามีการฝึกคนแสดงคะชัค  ไว้ทั้งสิ้น  ๑๐๐  คน  โดยจะสับเปลี่ยนกันแสดง  รวมทั้งร่างทรงก็จะสลับกันเข้าทรง  ซึ่งชุมชนดำเนินการบริหารจัดการและถ่ายทอดสู่เยาวชน  นอกจากจะแสดงในชุมชนเป็นรอบ ๆ ให้นักท่องเที่ยวแล้วยังรับจ้างแสดงตามโรงแรม  และสถานที่อื่น ๆ อีกด้วย
รำบารอง (Barong Dance) 
รำบารองเป็นการแสดงที่มีเนื้อเรื่องเป็นการผสมผลานระหว่างนิทานพื้นบ้านของชาวบาหลีกับเรื่องมหาภารตะ   คำว่าบารอง  (Barong)  หมายถึง เจ้าป่า (Lord  Of  Forest)  มีลักษณะคล้ายสิงห์โต  เป็นตัวแทนของความดี  กับรังคา Rangda  ซึ่งเป็นเทวีแห่งความชั่วร้าย ที่สร้างความสะพึงกลัวแก่ผู้คน  กินเด็กเป็นอาหาร และเป็นผู้นำแม่มดอันชั่วร้าย  ทั้งปวง  การแสดงจะเริ่มด้วยดนตรีกำมะลัน (Game lan)  ซึ่งเป็นวงดนตรีของอินโดนีเซีย (Indonesian  Orchestra)  ประกอบด้วยเครื่องตีให้จังหวะคล้ายระนาดทองเหลือง  หรือฆ้องวงหลายตัว  แต่ละตัวจะวางลูกบนรางไม้ที่มีการสลักตกแต่งลวดลายงดงาม  การบรรเลงจะเป็นการตีประสานเสียงกัน ทำให้เกิดเสียงกังวานและเป็นจังหวะ
จากนั้นจะเป็นการเปิดตัวของบารอง กับ สิงป่าที่หยอกล้อยั่วเย้ากันสลับกับการแสดงตลกของคนตัดไม้ที่เข้าป่าไปล่าหมูป่าก่อนที่จะเริ่มเรื่อง  ซึ่งเนื้อเรื่องจะเริ่มต้นตั้งแต่สาวกของรังคา  ออกมาตามหาคนรับใช้ของเทวีกุนตี  และเข้าสิงคนรับใช้ของเทวีกุนตี  การเข้าสิงจะให้ตัวแสดงยืนซ้อนกันแล้วหมุนให้ตัวแสดงด้านหลังออกมาแสดงแทน  เมื่อพบกันเสนาบดีสาวกของรังคาก็ออกจากร่างสาวใช้ของเทวีกุนตีเข้าสิงเสนาบดี  จากนั้นจึงไปพบกับเทวีกุนตี
เทวีกุนตีเสด็จออกมาพร้อมกับโอรสคือสหเทพ สหเทวะ หรือ สเดวะ หนึ่งในพี่น้องปาณฑปใน มหาภารตะ  รังคาได้เข้าสิงเทวีกุนตีเข้าทุบตีสหเทพ แล้วให้เสนาบดีจับสหเทพผูกไว้ที่ต้นไม้  พระศิวะในรูปของมหาโยคี หรือ อคีสตยะ (Agartya) ได้ออกมาประทานพรให้สหเทพเป็นอมตะ  รังคาได้พยายามสังหารสหเทพแต่สหเทพไม่ตาย  นางจึงขอให้สหเทพปลดปล่อยนางโดยการสังหารเพื่อนางจะได้ขึ้นสู่สวรรค์
กาลิกาสาวกของรังคาได้ขอให้สหเทพปลดปล่อยนางบ้าง    แต่สหเทพปฎิเสธ  เนื่องจากนางยังต้องอยู่ใช้กรรมต่อ  จึงได้ต่อสู้กัน กาลิกาได้แปลงกายเป็นหมูป่าและนกยักษ์เข้าต่อสู้แต่ก็พ่ายแพ้ จึงแปลงร่างเป็นรังคาเข้าต่อสู้  สหเทพจึงแปลงร่างเป็นบารอง  ชาวบ้านของสหเทพได้นำกริชออกมาช่วยต่อสู้  แต่ถูกเวทมนต์เข้าครอบงำจนใช้กริชทำร้ายตนเองแต่ด้วยอานุภาพของความดีจึงแทงไม่เข้า  และเมื่อชาวบ้านได้รับน้ำมนต์จึงพ้นจากการครอบงำ  แต่การต่อสู้ระหว่างธรรมกันอธรรม  ความดีกับความชั่วยังคงมีต่อไปไม่สิ้นสุด  โดยเนื้อเรื่องเป็นการที่ปิศาจสมุนของรังดา (Rangda)  เข้าสิงคนรับใช้ของเทวีกุนตี  มารดาของสหเทพ (Sahadeva or Sadeva) หนึ่งในพี่น้องปาณฑป  แล้วไปเข้าสิงเทวีกุนตี  เข้าทำร้ายสหเทพจับสหเทพผูกไว้ในป่า  พระศิวะได้ลงมาช่วยสหเทพและประทานพรให้ฆ่าไม่ตาย  และได้สังหารรังดาปลดปล่อยรังดาขึ้นสู่สวรรค์


วัดเบซาคี  (Pura  Besakih) 
วัดเบซาคี (BesaKih  Temple)  ตั้งอยู่ที่เมือง  Karangasem  ประมาณ  ๔๐ กม. ทางเหนือของ เมือง  Klungkung  เชิงเขากูนุงอากุง  ซึ่งตรงกับคติฮินดูที่ถือว่าภูเขาเป็นที่ประทับของเทพเจ้า  วัดนี้เป็นวัดที่สำคัญที่สุดหรือเป็น  Mother  Temple  ของชาวฮินดูในบาหลี  จากที่จอดรถต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปไกลพอควร  บางคนไม่ไหวก็นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง  หรือจะขับจักรยานยนต์ไปเองก็ได้ระหว่างทางมีร้านค้า  ๒  ข้างทาง  บางร้านปิดทราบว่าที่ปิดเพราะคนเดินทางมาน้อยลงจากเหตุการณ์วางระเบิดบาหลีเมื่อหลายปีก่อน 
วัดเบซาคีสร้างขึ้นลดหลั่นตามระดับขั้นของภูเขา  เมื่อไปถึงวัดเป็นช่วงที่ผู้คนที่มาประกอบพิธีบางส่วนได้เสร็จพิธีแล้วหอบข้าวของ  แบกของ  ทูนของเดินสวนลงมาจนต้องหลบให้ขบวนผู้คนผ่านไปก่อน ชาวบาหลีโดยปกติจะแต่งกายสมัยนิยม  แต่หากวันสำคัญจะต้องไปวัด  หรือมีงานประเพณีจะพร้อมใจกันแต่งชุดประจำชาติเป็นผ้าโสร่ง  สวมเสื้อแขนยาว  โพกหัวสำหรับผู้ชาย  และผ้าถุงสวมเสื้อแขนยาวผ้าคลุมไหล่สำหรับผู้หญิง
บริเวณวัดมีทั้งส่วนที่เป็น City  Temple  และ Clan Temple  ลักษณะสำคัญคือ เจดีย์คล้ายสถูปสลับชั้นของจีน  มีทั้งที่ซ้อนกัน ๕  ชั้น, ๙  ชั้น , ๑๑  ชั้น ฯลฯ  เป็นสัญลักษณ์ของเขาไกลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ โดยจำนวนชั้นของหลังคาหรือตุมปัง (Tumpang)  จะขึ้นอยู่กับความสำคัญของเทพ โดยเทพสูงสุด หรือพระศิวะเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่มีหลังคา  ๑๑  ชั้น  นอกจากนี้ยังมีห้องโถง  หอระฆัง  เมรุ  รวมสิ่งก่อสร้างทั้งสิ้นกว่า  ๑๐๐  รายการ  ขณะเยี่ยมชมวัดเบซาคีก็จะมีคนขายโปสการ์ด  และของกระจุกกระจิกมาเดินตามตื้อให้ซื้อของตลอดทาง 
ในวัดยังคงมีการทำพิธีกรรม  ซึ่งห้ามคนภายนอกเข้าไปรบกวนพิธีกรรม ระหว่างเดินทางลงจากเขากลับมาที่รถได้แวะซื้อของที่ระลึกมีทั้งที่เป็นผ้าบาติก  งานไม้ หน้ากากไม้แกะสลัก  หน้ากากไม้เขียนสี  ภาพวาดกรอบรูป ฯลฯ

เคอร์ตาโกซา Kertha  Gosa
เคอร์ตาโกซา Kertha  Gosa เป็นวังในเกาะบาหลี ที่สร้างขึ้นกลางเมืองกลุงกุง (Klungkung)  สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่  ๒๔  โดย Dewa Agung Sideman  ความหมายของเคอร์ตาโกซา คือสถานที่ซึ่งพระราชาจะพบกับเสนาบดีในการพิจารณาอรรถคดี  สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่าศาลายุติธรรม(Hell  of  Justice) จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๘  วังแห่งนี้จึงได้เป็นศาลยุติธรรมภายในวังจะมีหอกลางน้ำ (Floating  Pavillion  หรือ Bale  Kambang) เป็นอาคารโถง  นอกจากนี้ยังมีศาลาล้อมรอบสระน้ำที่ตั้งของหอกลางน้ำ   ที่หอกลางน้ำและหอมุมวังมีภาพเขียนจิตรกรรมบนฝ้าเพดานหลังคา  เป็นภาพเล่าเรื่องของ
ภีมะ (Bhima  Swarga) ในมหากาพย์มหาภารตะ  ลักษณะของภาพเขียนจะเป็นแบบพื้นเมืองบาหลี  เป็นแบบตัววาหยัง  ที่ใช้ในการเล่นหนังตะลุงแบบอินโดนีเซีย

ไม่มีรูป
58. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.123]
เมื่อ อ. 23 ต.ค. 2550 @ 07:25
431870 [ลบ] [แจ้งลบ]

 วันที่ ๒๐-๒๒ กันยายน ๒๕๕๐ ที่ยอกยาการ์ต้า 

บุโรพุทโธ (Barobudur) 
บุโรพุทโธ (Barobudur)  จันทิบุโรพุทโธ  หรือ  โบโรบูดูร์  หรือ บรมพุทธ ตั้งอยู่ ๔๐ กม.  ตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองยอกยาการ์ต้า  เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน  สร้างขึ้นบนเนินดินธรรมชาติที่สูงประมาณ ๒๖๐ เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๑๓๕๐  โดยกษัตริย์ในราชวงศ์ไศเลนทร์ 
บุโรพุทโธถูกทิ้งร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐  เมื่อศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูในช่วงเสื่อมลงและถูกแทนที่ด้วยศาสนาอิสลาม  บุโรพุทโธ  ที่ถูกทิ้งร้างกลับมาสู่ความสนใจอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๓๕๗  โดย Sir  Thomus  Samford Raftles  ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษที่เข้าสำรวจ  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๘  Yzerman ได้ค้นพบฐานชั้นในที่ถูกสร้างทับในสมัยหลัง  และในปี พ.ศ.๒๔๓๓ – ๒๔๓๔  ได้บันทึกภาพสลักทั้งหมดไว้  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๐ – ๒๔๕๔  Thodoor  van  Erp  เข้าดำเนินการบูรณะบางส่วนของบุโรพุทโธ  โดยวิธีการประกอบกลับ (Anastylosis)  และที่สุดในปี พ.ศ.๒๕๑๖  แผนแม่บทการบูรณะบุโรพุทโธ  ภายในการดำเนินงานของยูเนสโกได้ถูกจัดทำขึ้น  และในปี พ.ศ.๒๕๑๘ – ๒๕๒๕  การบูรณะบุโรพุทโธครั้งใหญ่  โดยยูเนสโกและการสนับสนุนของประเทศสมาชิกได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จสู่สภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน  ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  บุโรพุทโธจึงได้รับการเสนอชื่อบรรจุเข้าบัญชีมรดกโลก   
ลักษณะของบุโรพุทโธ เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ฐานกว้าง  ๑๑๘  เมตร  สูงประมาณ ๕๐ เมตร ก่อด้วยหินภูเขาไฟเป็นชั้น ๆ  สี่เหลี่ยมจตุรัสลดขนาดซ้อนกัน ๕  ชั้น  ชั้นบนสุดเป็นลานกว้างทำเป็นฐานกลมซ้อนขึ้นไปอีก  ๓  ชั้น  มีเจดีย์รายเรียงเป็นวงกลมทุกชิ้นตรงกลางเป็นเจดีย์ประธานตั้งอยู่บนฐานยอกจากฐานกลมชั้นที่ ๓  ขึ้นไปอีก ๑ ชั้น
แผนผังการสร้างบุโรพุทโธ  เป็นการจำลองคติจักรวาลของศาสนาพุทธนิกายมหายาน  มีเจดีย์ประธานองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์ทึบขนาดใหญ่   หมายถึงพระอาทิพุทธเจ้า  มหาไวโรจนะ ล้อมรอบด้วยเจดีย์รายบนราย  ๗๒  องค์  บนฐานกลม  ๓  ชั้น  ชั้นใน  ๑๖  องค์  ชั้นกลาง  ๒๔  องค์  และชั้นนอก  ๓๒  องค์ ทำเป็นเจดีย์โปร่งเจาะองค์ระฆังเป็นโพรง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรทำปางปฐมเทศนา (ธรรมจักรมุทรา)  หมายถึงพระธยานิพุทธไวโรจนะ  ซึ่งเป็นธยานิพุทธองค์  ๑ ใน ๕ องค์  อยุ่ในตำแหน่งตรงกลางของพุทธมณฑล  มีธยานิพุทธอีก ๔ องค์  ล้อมรอบในทิศต่าง ๆ  พระธยานิพุทธไวโรจนะเป็นพระธยานิพุทธประจำองค์พระพุทธเจ้ากกุกสันโธ  มีพระโพธิสัตว์สมันตภัทรมีสัญลักษณ์เป็นธรรมจักร เป็นพระธยานิโพธิสัตว์ประจำพระองค์ และที่ขอบของชั้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสของลานชั้นบนมีซุ้มที่ผนังลูกกรงระเบียงประดิษฐานพระโพธิสัตว์สมันตภัทรทายาทขององค์ธยานิพุทธไวโรจนะตามซุ้มเรียงรายบนผนังลูกกรงระเบียง  ทำเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรทำปางประทานธรรม  หรือวิตรรกมุทธา
เจดีย์ประธานนี้หมายถึง  ชั้นอาทิพุทธมหาไวโรจนอันเป็นธรรมกายหรืออรูปธาตุตามคติตรีกายของมหายาน ส่วนพระธยานิพุทธไวโรจนะที่ทำเป็นพระพุทธรูปนั่งทำปางปฐมเทศนา  และพระโพธิสัตว์สมันตภัทร  ที่ล้อมรอบเจดีย์ประธานนั้นเป็น สัมโภคกาย  หรือกายทิพย์  หรือรูปธาตุซึ่งรวมไปถึงรูปพระธยานิพุทธตามทิศต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในซุ้มบนระเบียงของฐานอีก  ๔  ชั้น  รวม  ๔๓๒  องค์  ประกอบด้วย 
๑. พระธยานิพุทธอักโษภยะ  ทำเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรทำปางภูมิปารศมุทรา  หรือมารวิชัย  ประทับอยู่ทางทิศตะวันออกของพุทธมณฑลพระธยานิพุทธอักโษภยะเป็นพระธยานิพุทธประจำองค์พระพุทธเจ้าโกนาคม มีพระโพธิสัตว์วัชรปาณี  ถือวัชระเป็นพระธยานิโพธิสัตว์
๒. พระธยานิพุทธรัตนสัมภวะ หรือรัตนสมภพ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรทำปางวรทมุทรา  หรือประทานพร  ประทับอยู่ทางทิศใต้ของพุทธมณฑล  พระธยานิพุทธรัตนสัมภวะ  เป็นพระธยานิพุทธประจำองค์พระพุทธเจ้ากัสสป  มีพระโพธิสัตว์รัตนปาณีถือเพชรพลอย (รัตน) เป็นพระธยานิโพธิสัตว์
๓. พระธยานิพุทธอมิตาภะเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรทำปางธยานมุทรา หรือสมาธิประทับอยู่ทางทิศตะวันตกอของพุทธมณฑล  พระธยานิพุทธอมิตาภะ  เป็นพระธยานิพุทธประจำองค์พระพุทธเจ้าศากยมุนี  หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน    มีพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ถือดอกบัวเป็นพระธยานิโพธิสัตว์ 
๔. พระธยานิพุทธเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรอโมฆสิทธิทำปางอภยมทรา  หรือประทานอภัยประทับอยู่ทางทิศเหนือของพุทธมณฑล  พระธยานิพุทธอโมฆสิทธิ  เป็นพระธยานิพุทธประจำองค์ พระพุทธเจ้าศรีอารยเมตไตรยะ  หรืออนาคตพุทธเจ้า  มีพระโพธิสัตว์  วิศวปาณี   ถือวัชระไขว้  หรือวัชระคู่ เป็นพระธยานิโพธิสัตว์ 
พระธยานิพุทธเหล่านี้เป็นสัมโภคกายหรือกายทิพย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง  ๕  พระองค์ที่เป็นพระมานุษพุทธเจ้า  ที่เป็นนิรมาณภาย  หรือกายเนื้อ ที่เป็นกามธาตุ  ที่อุบัติบนโลกนี้แล้ว  ๔  องค์ คือ  พระพุทธเจ้ากกุกสันโธ  พระพุทธเจ้าโกนาคม  พระพุทธเจ้ากัสสป  พระพุทธเจ้าศากยมุนี  และอนาคตพุทธเจ้าคือพระศรีอาริยเมตไตรย
บนฐานสี่เหลี่ยมแต่ละชั้นจะมีภาพสลักนูนต่ำเล่าเรื่องราวตามคัมภีร์ต่างๆ  ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน  เริ่มจากบริเวณฐานชั้นล่างอันเป็นฐานเดิมของเจดีย์บุโรพุทโธ  ซึ่งต่อมาได้มีการเสริมฐานเพิ่มเติมจนปิดทับฐานชั้นล่างอันเดิมนี้  ระหว่างการบูรณะได้เปิดให้เห็นฐานเดิม  จำนวน  ๑๖๐  ภาพ  แต่ละภาพมีความยาว  ๒ เมตร สูง ๖๗ เซนติเมตร ปัจจุบันฐานชั้นนี้ถูกก่อปิดไว้อย่างเดิมคงเปิดไว้เฉพาะมุมตะวันออกเฉียงใต้   ภาพเหล่านี้เล่าเรื่องมหากรรมวิภังค์  เล่าเรื่องนภา  สวรรค์  กรรมดี  กรรมชั่ว  และสังสารวัฎ  เหนือขึ้นไปจากภพมหากรรมวิภังค์ที่พ้นฐานที่สร้างทับขึ้นไปเป็นภาพนาค  ยักษ์  ฯลฯ  และสัตว์หิมพานต์ต่าง ๆ  ที่ปกป้องเจดีย์
บนระเบียงชั้นที่  ๑  ด้านผนังลูกกรงเป็นภาพเล่าเรื่องสองแถว คือ  แถวบนเป็นเรื่องในชาดก  ส่วนแถวล่างเป็นเรื่องในชาดกและชาดกมาลา  แถวละ  ๑๒๐  ภาพ  อันเป็นภาพพระชาติต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้าในอดีตที่เสวยพระชาติเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆ  เช่น เสวยพระชาติเป็นเสือ  กระต่าย  ปลา  พราหมณ์  ฯลฯ    ส่วนด้านผนังระเบียง  ตอนบนเป็นพระพุทธประวัติตามคัมภีร์ลลิตวิสูตร  ตอนล่างเป็นเรื่องมโนห์รา  หรือเรื่องพระสุธนกับเรื่องอวทาน จำนวน  ๓๗๒  ภาพ
ระเบียงชั้นที่ ๒  ที่ผนังด้านลูกกรงสลักภาพเรื่องในชาดก  กับอวทาน  ส่วนทางด้านผนังระเบียงสลักภาพตามเรื่องในคัมภีร์คัณฑวยุหะ  เรื่องพระสุธนไปเที่ยวศึกษาหาความรู้  ทั้งหมด  ๑๒๘ ภาพ
ระเบียงชั้นที่ ๓  ผนังด้านลูกกรงสลักภาพเล่าเรื่องตามคัมภีร์ศัณฑวยุหะ  เป็นเรื่องราวของพระศรีอาริยเมตไตรยะ  ส่วนผนังด้านระเบียงก็เล่าเรื่องเดียวกัน
ระเบียงชั้นที่  ๔  ผนังด้านลูกกรงเล่าเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยะ  ตามคัมภีร์คัณฑวยุหะ  ต่อจากระเบียงชั้นที่  ๓  ผนังด้านระเบียงจะเป็นเรื่องพระโพธิสัตว์สมันตภัทระตามคัมภีร์ภัทรจารี
ภาพสลักทั้งหมดมีประมาณ  ๒,๖๐๐  ภาพ  เป็นภาพเล่าเรื่องประมาณ  ๑,๔๐๐ ภาพ  และภาพลวดลาย ๖,๒๐๐  ภาพ  ลักษณะของภาพมีอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะ
บุโรพุทโธ  ในปัจจุบันอยู่ในสภาพค่อนข้างดี   แม้ว่าจะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  แต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่มีการทำลาย  ไม่มีตัด หรือกะเทาะชิ้นส่วนนำเอาไปขาย  สังเกตได้จากผู้คนในเมืองยอกยาการ์ต้าล้วนแต่ภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้  เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่แสดงความยิ่งใหญ่ของศาสนาอื่นที่แตกต่างจากศาสนาหลักที่นับถือในประเทศของตน
กระบวนการบูรณะการบำรุงรักษา  และการบริหารจัดการที่บุโรพุทโธนั้น  สามารถนำไปเป็นแบบอย่างเปรียบเทียบ  หรือเป็นแนวทางการดำเนินงานโบราณสถานประเภทหิน  อย่างไรก็ดียังมีเรื่องราวที่บุโรพุทโธอีกมากที่รอการศึกษา  อาทิเช่น  รูปแบบประติมากรรมนูนต่ำ  รายละเอียดของภาพเล่าเรื่อง  ลักษณะการจัดวางองค์ประกอบในภาพ  ฯลฯ  ที่ยังไม่มีใครทำการศึกษาอย่างจริงจัง
การจัดการอย่างหนึ่งที่เห็นว่าเข้าที  และมีประโยชน์คือการกำหนดเขตไม่ให้ผู้ที่มาขายของเข้า  ทำให้นักท่องเที่ยวมีพื้นที่ที่ปราศจากการตอแยจากคนขายของสำหรับพัก  หรือสำหรับชื่นชมบุโรพุทโธ อย่างสบายใจ  ไม่รำคาญ

จันทิปะวน (Candi Pawon)
จันทิปะวนเป็นโบราณสถานกลุ่มเดียวกันกับบุโรพุทโธ  โดยตั้งอยู่ห่างจากบุโรพุทโธไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ   ๑.๗๕  กิโลเมตร  เป็นศาสนสถานขนาดเล็ก    สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔  ด้วยหินภูเขาไฟ  หันหน้าสู่บุโรพุทโธ  หรือหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  ตัวอาคารประกอบด้วยส่วนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ตัวอาคารหรือเรือนธาตุรูปลูกบาศก์และส่วนยอดทรงปราสาทมีเจดีย์อยู่บนยอด  ผนังปราสาทมีการแกะสลักภาพนูนต่ำเป็นลวดลายสวยงาม  เช่น  ภาพต้นกัลปพฤกษ์  ภาพกินนรกินรี  ภาพหม้อสมบัติของท้าวกุเวร หรือหม้อปูรณคตะ(หม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์)  ภายในห้องมีซุ้ม  ๒  ข้าง นักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าจันทิปะวนเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน
คำว่าจันทิมักถูกใช้เป็นคำนำหน้าโบราณสถาน เช่น จันทิบุโรพุทโธ  จันทิปะวน ฯลฯ  สันนิษฐานว่า จันทิมาจากคำว่า เจดีย์  หรือจันทิมาจากชื่อจันฑิกา  ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของนางทุรดา  เทวีแห่งความตาย  ชายาของพระศิวะ 

จันทิเมนคุต  (Candi Mendut)
จันทิเมนคุต  ตั้งอยู่ห่างจากบุโรพุทโธไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๓ กิโลเมตร  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔  พร้อมกันกับบุโรพุทโธ  เดิมเป็นอาคารก่ออิฐต่อมาได้ก่อทับด้วยหินภูเขาไฟหลังคาเป็นชั้น ๆ   แต่เดิมคงมีเจดีย์อยู่บนยอด   อาคารหลังนี้หันหน้าไปทางบุโรพุทโธ หรือหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  ด้านหน้าของอาคารมีบันไดขึ้นโบราณสถานที่ผนังราวบันไดด้านนอกทั้ง ๒ ข้างสลักภาพชาดกเป็นช่อง ๆ  เรื่องนก  ๒  หัว  เรื่องลิงกับจระเข้  เรื่องนกกับเต่า ฯลฯ นอกจากนี้ที่ผนังด้านทิศเหนือยังสลักเป็นรูปนางตารา  ศักติของพระธยานิพุทธอมิตาภะ  ผนังด้านตะวันออกเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ผนังด้านทิศใต้เป็นรูปพระโพธิสัตว์มัญชุศรี 
ภายในตัวอาคารประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธไวโรจนะประทับนั่งห้อยพระบาททำปางปฐมเทศนาเป็นองค์ประธานตรงกลาง มีความงดงามมาก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่มีพระธยานิพุทธอมิตาภะอยู่บนมวยผมทางด้านซ้าย รูปพระโพธิสัตว์วัชรปาณีทางด้านขวา และที่ซุ้มที่ผนังด้านข้างทั้ง ๒  ข้างในห้องโถงกลางมีฐานบัวอยู่อาจเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพอีก ๒ องค์ (อาจเป็นพระโพธิสัตว์รัตนปาณีกับพระโพธิสัตว์วิศวปาณี)

จันทิเพลาสัน  (Candi Plaosan)
จันทิเพลาสัน  ตั้งอยู่นอกเขตอุทยานโบราณคดีปรัมบะนัน  เป็นศาสนสถานก่อด้วยหินภูเขาไฟลักษณะเป็นวิหาร ๒ หลังภายในกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้กำแพงด้านหนึ่งร่วมกัน นอกกำแพงรอบวิหารทั้ง ๒ หลังล้อมรอบด้วยอาคาร  และเจดีย์กว่า ๑๐๐ หลัง  
ตัววิหารประธานเป็นอาคาร  ๒  ชั้น  ภายในเป็นห้อง  ๓  ห้อง  แต่ละห้องประดิษฐานประติมากรรม ๓ องค์บนแท่นฐาน องค์กลางหายไปสันนิษบษฯว่าเป็นพระธยานิพุทธ ส่วนข้างซ้ายขวา เป็นรูปพระโพธิสัตว์ และในซุ้มอีก ๒ ซุ้มที่ผนังห้องทั้ง ๒ ข้างสันนิษฐานว่าเป็นพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกัน
แต่ละห้องมีรูปเคารพในศาสนาพุทธ  นิกายมหายาน  ๓  องค์  คือองค์กลางเป็นพระธยานิพุทธ  ส่วนด้านข้างทั้ง ๒ ข้าง จะเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร กับศรีอาริยเมตไตรย หรือมัญชุศรี  นอกจากนี้หน้าห้องยังสลักเป็นรูปกษัตริย์  พระและชาวบ้านที่มาทำบุญ  ผนังด้านนอกของวิหาร  เป็นภาพสลักรูปพระโพธิสัตว์ หรือรูปเทวดา

ถนนมาลิโอโบโร (Malioboro Road)
ถนนมาลิโอโบโร  เป็นถนนสายวัฒนธรรม  บริเวณหัวถนนเป็นแยกสถานีรถไฟ  ถนนสายนี้เป็นที่รวมของสินค้าหัตถกรรม  เช่น เครื่องจักรสาน  เครื่องประดับ  ลูกปัด  เปลือกหอย  กำไล สร้อย  ภาพวาด  ผ้าบาติก ฯลฯ  เป็นแหล่งรวมศิลปะสาขาต่าง ๆ ย่านนี้จะมีการค้าขายอยู่  ๒  แบบ คือ ในห้างร้านราคาจะตายตัวต่อรองไม่ได้  ส่วนที่แผงลอยริมทางเท้าจะสามารถต่อรองราคากันได้  ซึ่งราคาจะตั้งไว้สูงประมาณ ๓ เท่าของราคาหลังการต่อรอง   ระหว่างเส้นทางบนถนนมาลิโอโบโรจะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายห้าง  เช่น มาลิโอโบโรมอลล์    รามายณะ   ฯลฯ    ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าปรับอากาศขายของแบรนด์เนม

พระราชวังยอกยาการ์ต้า (Kraton  Yogyakonta Palace)
พระราชวังยอกยาการ์ต้า (Kraton  Yogyakonta Palace) เป็นพระราชวังที่ประทับขององค์สุลต่านตั้งแต่อดีตสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน  ตั้งอยู่กลางเมืองยอกยาการ์ต้า พระราชวังแห่งนี้ถูกออกแบบโดยองค์สุลต่าน  Hamengkubuwono ที่ ๑  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นสถาปนิก  มีลักษณะส่วนใหญ่เป็นรูปทรงแบบยุโรป    แต่ก็มีลักษณะหอศิลปกรรมของสอดแทรกให้เห็น  พระราชวังแห่งนี้เปิดใช้งานครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๒๙๙  ด้านหน้าพระราชวังมีสนามขนาดใหญ่แบบเดียวกับสนามหลวงหน้าพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ  แต่ปลูกต้นไทรไม่ใช่ต้นมะขามเหมือนกับบ้านเรา 
ประตูพระราชวังหันไปทางทิศเหนือผู้เข้ามาเยี่ยมชมจะเดินทางเข้ามาทางถนนมาลิโอโบโร  วกลงมาทางใต้ผ่านสนามหลวงหรือจัตุรัสเหนือเข้าประตูวังที่ฉากกั้นช่องประตูทางเข้ามีปูนปั้นรูปหน้ากาลขนาดใหญ่  ผ่านช่องประตูเข้าไปจะมีทวารบาลเฝ้าอยู่ทั้ง 2 ข้างประตู แสดงความเชื่อความดีกับความเลว เลยซุ้มประตูทางเข้าถัดไปทางขวาเป็นท้องพระโรง   มีเครื่องดนตรีวางอยู่ท้องพระโรงแห่งนี้จะมีการแสดง เช่น วาหยัง  รามายณะ  ฯลฯ  ในวันสำคัญ
ศาลาหลังกลาง  หรือห้องพระโรงกลาง (เหลือแต่ฐานเพราะเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหว  ส่วนฝั่งตรงข้ามกับท้องพระโรงด้านขวา  เป็นอาคารสำนักงาน หรือสำนักพระราชวัง 
เจ้าหน้าที่ในวังจะแต่งชุดเครื่องแบบเป็นสีน้ำตาลทอง   และเหลือง   ซึ่งเป็นสีที่ใช้กันในราชสำนัก   ผ้านุ่งจะเป็นโสร่งยาว    ลายน้ำตาล  ดำเหลืองบนพื้นขาว    สวมเสื้อแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม ผ้าโพกหัวสีน้ำเงินเข้ม    (หนีบกริชไว้ข้างหลัง     กริชนี้จะมี ๒    ชนิด    คือ   กริชในพิธีกรรม  และกริชที่เป็นอาวุธเจ้าหน้าที่ในวังจะสามารถพกกริชได้เมื่อมีอายุราชการได้ ๓ ปี แต่มีกฎหมายชักกริชในพระราชฐานเพราะถือว่าเป็นกบฏ
ถัดจากท้องพระโรงเป็นศาลาเสลี่ยงที่เก็บเสลี่ยงคานหาม  และศาลาดนตรีซึ่งเครื่องดนตรีที่สำคัญคือกำมะลัน(Gamelan)  เป็นเครื่องทองเหลืองลักษณะผสมกันระหว่างระนาด  กับฆ้องของบ้านเรา
จากนั้นเป็นอาคารที่ประทับขององค์สุลต่านที่มีระเบียงอยู่รายรอบ  ถัดจากที่ประทับจะเป็นอาคารจัดเลี้ยงรับรอง (Dining  Hall)  มีลักษณะเป็นห้องโถงมีมุขหน้า  ภายในกั้นฉากแบ่งส่วนออกเป็นที่เตรียมอาหาร  และที่เตรียมการแสดง  อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๙๖ ลวดลายบนราวระเบียงอาคารเลี้ยงรับรอง แสดงปีคริสตศักราชที่สร้างอาคารหลังนี้ ด้วยรูปมงกุฏ(๑) รูปงู(๘) รูปหน้ากาล(๕) และ รูปทากสีแดงที่ปอยผมของหน้ากาล(๓)
อาคารพิพิธภัณฑ์  เป็นอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติของสุลต่าน  Hamengkubuwono ที่ ๙  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นที่รักของประชาชน  พระองค์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไลเดน  ประเทศเนเทอร์แลนด์  ทรงดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี  รัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีกลาโหม  และมีส่วนสำคัญในการที่ทำให้อินโดนีเซียได้รับอิสรภาพจากการครอบครองของเนเทอร์แลนด์  พระองค์สวรรคตในปี พ.ศ.๒๕๓๑  และสุลต่าน Hamengkubuwono ที่  ๑๐  พระราชโอรสได้ครองราชย์ต่อ  ภายในที่พิพิธภัณฑ์นอกจากจะแสดงพระประวัติ  พระราชกรณียกิจของสุลต่านองค์ที่ ๙  แล้ว  ยังแสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์  เครื่องราชูปโภค  ทั้งที่เป็นของแท้และของจำลอง
ถัดจากอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นพระราชฐานที่เป็นที่ประทับของพระราชโอรส  มีห้องพระโรงและอาคารต่าง ๆ  เช่นเดียวกับพระราชวังหลวง
ไม่ไกลจากพระราชวัง มี Taman Sari  หรือพระราชวังน้ำ  (Water  Palace) เป็นอาคารล้อมรอบพื้นที่ภายในเป็นสระน้ำขนาดใหญ่  ด้านหลังอาคารเป็นลานกว้างและซุ้มประตูท้ายวัง  ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพของเมืองยอกยาการ์ต้า

จันทิสัมพิส่าหรี ( Sambisari) 
จันทิสัมพิส่าหรี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสัมทิส่าหรี  อำเภอกาลาสัน  จังหวัดสลีมาน ๑๐ กิโลเมตรทางเหนือของยอกยาการ์ต้า เป็นโบราณสถานขนาดเล็กมีสภาพสมบูรณ์มาก  เนื่องจากเดิมถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไปประมาณ  ๖  เมตร  ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙  ชาวนาชื่อนาย Karyowinangunได้ขุดพื้นดินพบหินขนาดใหญ่ที่มีลวดลายแกะสลัก  เมื่อกรมโบราณคดีของอินโดนีเซียทราบข่าวจึงได้กำหนดให้บริเวณนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีจากการสันนิษฐานว่าหินแกะสลักนั้นเป็นชิ้นส่วนของโบราณสถาน  ต่อมาจึงเริ่มดำเนินการขุดค้น ขุดแต่งใช้เวลายาวนานถึง  ๒๑  ปี  จึงพบว่าเป็นปราสาทมีสภาพสมบูรณ์เกือบ ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  เนื่องจากถูกเถ้าภูเขาไฟ  ทราย  และกรวด ทับถม  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราชวงศ์มะตะราม  ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔  ภายในประดิษฐานศิวลึงค์บนฐานโยนี  ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย 
ศาสนสถานแห่งนี้ประกอบด้วย  ปราสาทประธาน  ๑  หลัง  และปราสาทขนาดเล็กด้านหน้าอีก  ๓  หลัง  ภายในรั้วล้อมรอบ  ๒  ชั้น  ด้านหน้าปราสาทประธานมีบันไดขึ้นราวบันไดทำเป็นตัวมรกคายพวงคุปะ  รอบปราสาทมีระเบียงเดินได้รอบ  ที่ผนังปราสาทสลักเป็นภาพเทพและเทวีในศาสนาฮินดู  เช่น พระอคีสตยะ หรือ พระศิวะในปางมหาโยคี  นางทุรคาปางดุร้ายของพระอุมาชายาของพระศิวะในปางปราบอสูรรูปความหรือเรียกว่ารูปนางมหิสาสุรมรรทนี  พระพิฆเนศวรหรือพระคเณศโอรสของนางอุมา

กลุ่มโบราณสถานปรัมบะนัน (Prambanan) 
กลุ่มโบราณสถานปรัมบะนัน (Prambanan)  เป็นกลุ่มโบราณสถานตั้งอยู่ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองยอกยากาตาร์  กลุ่มโบราณสถานกลุ่มนี้ครอบคลุมศาสนสถานหลายแห่ง ได้แก่จันทิโลโลวงกรัง  จันทิลัมปัง  จันทิบับรา  และจันทิเซวู ทางการอินโดนีเซียได้บริการจัดการ กลุ่มโบราณสถานนี้เป็น อุทยานทางโบราณคดี (Prambanan Archaeological Park)
  
จันทิโลโรจงกรัง  (Loro  Djonggrang) 
จันทิโลโรจงกรัง  (Loro  Djonggramg)  หรือปรัมบะนัน  (Prambanan)  ตั้งอยู่หน้าสุดของกลุ่มเทวาลัยที่ตำบลปรัมบะนันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.๑๓๙๓  ส่วนผู้สร้างนั้นยังมีข้อเสนอขัดแย้งกันระหว่าง  Rakai  Pikatan กษัตริย์แห่งราชวงศ์มะตะราน  กับ Balitung  Maoia  Sambu ในสมัยราชวงศ์สัญชัย (Sanuaya  Dynasty)  ซึ่งเป็นอุทยานทางโบราณคดีแห่งนี้  เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย    เทวาลัยแห่งนี้เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย  โดยมีปราสาทประธานหลังกลางที่เรียงกันว่าจันทิศิวะเป็นเทวาลัยถวายแก่พระอิศวรด้านหน้าเป็นเทวาลัยขนาดเล็กเรียกว่าจันทินันทิ  ประดิษฐานรูปโค  พาหนะของพระศิวะ
ทางด้านทิศเหนือของปราสาทประธานจันทิศิวะ เป็นเทวาลัยพระวิษณุหรือจันทิวิษณุมีขนาดเล็กกว่าหลังกลางเช่นเดียวกับเทวาพระพรหม     หรือจันทิพรหมาทางด้านทิศใต้    ด้านหน้าของจันทิวิษณุและจันทิพรหมา   ก็เช่นเดียวกันกับจันทิศิวะ  คือมีปราสาทประดิษฐานพาหนะ ได้แก่ จันทิกรูดา หรือ เทวาลัยครุฑ หน้าจันทิวิษณุ  และจันทิหังสะ  หรือเทวาลัยหงส์ หน้าจันทิพราหมณ์
ลักษณะของเทวาลัย  เป็นเทวาลัยสร้างขึ้นด้วยหินภูเขาไฟ  เทวาลัยทุกองค์จะคล้ายคลึงกันคือหลังคาเป็นชั้น ๆ  ประดับรูปอาคารจำลองคล้ายเจดีย์ตามชั้นต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังมีอาคารขนาดต่างๆ  ล้อมรอบเทวาลัยพระศิวา  พระวิษณุหรือพระนารายณ์  และพระพรหม  พระศิวะ  อีกกว่า  ๒๐๐  หลัง 
โบราณสถานปรัมบะนันได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ในปี พ.ศ.๒๕๓๔  แต่น่าเสียดายในที่ปรัมบะนันต้องปิดพื้นที่ไม่ให้เข้าชมภายในคงให้ชมเพียงภายนอกรั้วซึ่งกั้นไว้เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว (Gempa)  ที่ยอกยาการ์ต้า ในวันที่ ๒๗  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๕๔๙  นอกจากจะทำให้คนเสียชีวิตไปกว่า  ๕,๐๐๐.- คน  และบ้านเรือนเสียหายกว่า  ๑๓๕,๐๐๐ หลังแล้ว ยังสร้างความเสียหายให้แก่แหล่งมรดทางโลกปรัมบะนันแห่งนี้ด้วย  ซึ่งขณะนี้ทางการอินโดนีเซียกำลังดำเนินการระดมทุนเพื่อดำเนินการบูรณะ

จันทิลัมบัง  (Candi  Lumbang ) 
จันทิลัมบัง  (Candi  Lumbang )  เป็นโบราณสถานก่อด้วยหินอุทยานทางโบราณคดีที่ปรัมบะนัน (Prambanan Archacological Park)  ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจันทิโลโรจงกรัง  ประกอบด้วยอาคารประธาน  ล้อมรอบด้วยอาคารขนาดเล็กอีก  ๑๖  หลัง แต่อยู่ในสภาพหักพังรอการบูรณะ  ที่ผนังของอาคารประธานมีภาพสลักอยู่ตามซุ้มทั้งหมด  ๑๑  ช่อง  ส่วนภายในมีซุ้มประดิษฐานรูปเคารพ  ๓  ช่องทางด้านเหนือ ใต้ และตะวันตก  ภาพสลักส่วนใหญ่เป็นภาพเทวี  อาจเป็นนางตารา  หรือนางอัปสร  ที่เป็นศักติหรือชายาของเทพ  ศาสนสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน

จันทิบับรา  (Candi  Bubrah) 
จันทิบับรา หรือจันทิภูพระ (Candi  Bubrah)  ตั้งอยู่ระหว่างจันทิลัมบัง  กับจันทิเซวู ในอุทยานโบราณคดีปรัมบะนัน  เป็นโบราณสถานก่อด้วยหิน  บางครั้งพบเรียกว่าจันทิภูพระตอนบนหักพังคาเหลือแต่ฐาน และตัวเรือนธาตุบางส่วน    เหนือฐานอาคารประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งท่าปางสมาธิล้อมรอบตัวอาคาร
จันทิบับราเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา

จันทเซวู  (Candi  Sawu)
จันทเซวู  (Candi  Sawu) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของอุทยานโบราณคดีปรัมบะนัน ประมาณ  ๘๐๐ เมตร ทางทิศเหนือของจันทิโลโรจงกรัง เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ บนพื้นที่ขนาด ๑๘๕ x ๑๖๕ เมตร  ประกอบด้วยปรางค์ประธานตรงกลางขนาดกว้าง ๒๙ เมตร สูง ๓๐ เมตร ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็กอีกกว่า ๒๔๐ หลัง  จัดได้ว่าเป็นพุทธศาสนสถานขนาดใหญ่เป็นที่ ๒  รองจากบุโรพุทโธ  จันทิเซวูสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔  ในช่วงสมัยของอาณาจักรมะตะราม
ตัวปรางค์ประธานเป็นอาคารมีผังเป็นรูปกากบาท  ภายในมีซุ้มปีกกา  ห้องกลางสันนิฐานว่าประดิษฐานพระธยานิพุทธไวโรจนะ  ส่วนห้องอีก ๔ ห้อง ตามมุขอาจประดิษฐานพระธยานิพุทธที่เหลืออีก ๔ องค์ พร้อมกับชายาหรือศักติ
ส่วนยอดของอาคารทั้งหมดทำเป็นยอดประดับเจดีย์จำลอง  มีเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ที่มุม และที่ผนังด้านนอกแกะสลักเป็นเครื่องประดับมักเป็นรูปซ้ำ ๆ กันมีมากกว่า  ๓,๐๐๐ รูป และในแต่ละทิศจะมีทวารบาลศิลาขนาดใหญ่เฝ้าอยู่ด้านละ ๒ ตน
หลักฐานจากจารึกที่พบบริเวณนี้กล่าวว่า  จันทิเซวูสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่  ๑๔  เพื่อให้เป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีโดย Rakai Panang  Karaan  กษัตริย์แห่งราชวงศ์มะตะราม

 

ไม่มีรูป
59. พีรพน พิสณุพงศ์ [IP: 125.26.38.123]
เมื่อ อ. 23 ต.ค. 2550 @ 07:27
431871 [ลบ] [แจ้งลบ]

วันที่ ๒๒-๒๓ กันยายน ๒๕๕๐ ที่สิงคโปร์

โรงละครเอสพลานาด  (Esplanard Theatre)
โรงละครแห่งนี้ตั้งชื่อตามสวนสาธารณะเอสพลานาด  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของฟากแม่น้ำสิงคโปร์ในตัวเมือง  ต่อมาจึงปรับปรุงพื้นที่และก่อสร้างโรงละครชั้นบนเนื้อที่ประมาณ  ๓๐ ไร่  โดยออกแบบตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗  จนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๕๔๘  ใช้งบประมาณกว่า  ๖๐๐  ล้านเหรียญสิงคโปร์  ดูรวม ๆ แล้วเหมือนกับจะแข่งขันกับโรงละครโอเปร่าของเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 
ลักษณะสถาปัตยกรรมของโรงละครเอสพลานาด  มีลักษณะเป็นโดยคล้ายลูกทุเรียนยักษ์ครึ่งลูก  ตั้งคว่ำอยู่  ๒  โดมหลังคา  ออกแบบคล้ายรูปหนามทำด้วยอลูมิเนียมและกระจกเพื่อลดความร้อน  และสะท้อนแสงอาทิตย์  ภายในโรงละครโดมอันแรกจะเป็นโรงคอนเสิร์ต  ส่วนโดมหลังในจะเป็นโรงละคร  ซึงจะมีทางเดินเชื่อมต่อกัน  โดยในโรงคอนเสิร์ตสามารถรองรับผู้เข้าชม  ทั้ง  ๔  ชั้น  ได้ถึง  ๑,๖๐๐  คน  ส่วนโรงละครจะเป็นรูปเกือกม้า  สามารถรองรับผู้ชมได้  ๒,๐๐๐ คน  ซึ่งโรงละคนแห่งนี้มีเป้าหมายให้งานศิลปทั้งของเอเชีย และของตะวันตกในทุก ๆ   ด้านของศิลปกรรมร่วมสมัย  ทั้งด้านดนตรี  การละเล่น  การแสดง  โดยสื่อต่าง ๆ  มาจัดแสดงในที่แห่งนี้
นอกจากโรงคอนเสิร์ตและโรงละครแล้ว  เนื้อที่ภายในอาคารยังจัดเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการ  สตูดิโอขนาดเล็ก  สำหรับการแสดงแชมเบอร์มิวสิก  การแสดงละครที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก  การแสดงงานศิลป  ห้องสมุด  และส่วนหย่อมบนอาคาร   ในส่วนที่เป็นสถานประกอบธุรกิจจะให้เช่าที่ทำการค้าต่าง ๆ   การเข้าชมโรงละครเอสพลานาดนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของโรงละครที่นำชมด้วยความกระตือรือร้น
จากโรงละครเอสพลานาดได้เดินข้ามสะพานไปยังเมอร์ไลอ้อนพลานาดหน้าท่าเรือมารีนา  รูปปั้นเมอร์ไลอ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๗  โดยนายเฟรเธอร์บรุนเนอร์  เป็นผู้ออกแบบสัญลักษณ์เสนอต่อคณะกรรมการท่องเที่ยวสิงคโปร์และได้ใช้สัญลักษณ์นี้ในด้านการท่องเที่ยวจนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๕  จึงได้สร้างรูปปั้นเมอร์ไลอ้อนขึ้น  และในปี พ.ศ.๒๕๔๕  จึงได้ย้ายมาตั้งในสถานที่ตั้งปัจจุบัน ลักษณะเป็นรูปสิงโตมีหางเป็นปลา  สูง ๘.๖  เมตร  หนัก  ๗๐  ตัน

หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National  Library)
หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์  ตั้งอยู่บนเนื้อที่ ๑๑,๓๐๐  ตารางเมตร  ระหว่าง Bugis Juction กับ the Bras Basah Complex  บนถนนวิกตอเรีย  ตัวอาคารเป็นตึกแฝด ๑๖  ชั้น  หอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นใหม่  เพื่อทดแทนหอสมุดแห่งชาติที่ถนนสแตมฟอร์ด  ซึ่งได้ปิดทำการไปในวันที่  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.๒๐๐๔ 
อาคารหลังนี้ได้ถูกแบ่งใช้งาน  โดยชั้นล่างเป็นห้องสมุดประชาชนให้บริการยืมหนังสือ  ซี่งมีหนังสือกว่า  ๒  แสนเล่ม  ไว้ให้บริการศิลปการแสดง (Drama  Centre)  ชั้น ๗ – ๑๓  เป็นห้องสมุดอ้างอิงลีคองเชียน (The Led Kong Chian Reference  Library)  ชั้นที่  ๑๖  เป็นจุดชมวิวเกาะสิงคโปร์  นอกจากจุดชมวิวบนชั้น  ๑๖  แล้ว  ยังมีส่วนหย่อมที่ชั้น ๕ และ ชั้น ๑๐  ซึ่งสามารถชมวิวจาก ๒ ชั้นนี้ได้  ส่วนสำนักงานใหญ่ของหอสมุดตั้งอยู่บนชั้น ๑๔ 
หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์  เป็นหอสมุดที่แก้ปัญหาแรงงาน  และการบริหารจัดการบุคคล  โดยการนำเอาระบบการบริหารงานด้วยเทคโนโลยี  และการบริการด้วยระบบอิเลคโทรนิกส์สมัยใหม่  โดยหอสมุดแห่งนี้ได้ให้บริการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘  สามารถให้ประชาชนเข้าใช้บริการ  หนังสือ  เอกสาร  สิ่งพิมพ์  วีดีโอ  ไมโครฟิล์ม  และสื่ออื่นๆ  ผ่านระบบเครือข่าย  ที่เชื่อมโยงกับห้องสมุดชุมชน  ห้องสมุดของสถานศึกษา  ห้องสมุดเยาวชนต่าง ๆ  ได้ถึง  ๗๔  แห่ง มีการใช้เทคโนโลยีและระบบอิเล็กโทรนิกส์ทำให้ประชาชนสามารถยืมหนังสือ  คืนหนังสือ  จ่ายค่าปรับ  ผ่านระบบได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  โดยผ่านเครื่อง Library   E – kiosk  ที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ทุกเครื่องและทุกเวลา  โดยการใช้บัตรประจำตัวห้องสมุด  หรือบัตรประจำตัวประชาชน เช่น การจ่ายเงินผ่านระบบบัตรเดรดิต และ  การค้นข้อมูลผ่านเว็บไซด์  WWW.nlb.gov.sg
ภายในหอสมุดยังมีมุมของเด็กที่นอกจากเข้ามาศึกษาค้นคว้า  แล้วยังสามารถจัดกิจกรรมสำหรับเด็กได้   ในชั้น ๗ – ๑๓  เป็นห้องสมุดเอกสารอ้างอิง  (The LeeKong Chian Reference Library) จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ค้นข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน  หุ้น  การตลาด ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศสามารถค้นคว้าด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์  ไมโครฟิล์ม  และทำสำเนาไปใช้ได้ หนังสือ  เอกสาร และข้อมูลในส่วนของห้องอ้างอิงนี้ไม่ให้บริการยืม   แต่สามารถเข้ามาศึกษาค้นคว้าได้  ทั้ง ๗ ชั้นของห้องอ้างอิงจะมีหนังสือ  เอกสาร  สิ่งพิมพ์  และสื่อต่าง ๆ  กว่า ๕๓๐,๐๐๐  รายการ  ซึ่งผู้เข้ามาใช้บริการสามารถทำสำเนาไปใช้ประโยชน์ได้
หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลกับนานาชาติ  เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้โดยเร็ว

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์  (The  National  Museam  of  Singapore) 
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์  (The  National  Museam  of  Singapore)  เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งใน  ๔  แห่งของพิพิธภัณฑ์ทั่วทั้งประเทศสิงคโปร์  ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย  ๒  แห่ง พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์อีก  ๑  แห่ง  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์มีพัฒนาการจากพิพิธภัณฑ์ในห้องสมุดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๒  จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๓๐  จึงได้ย้ายมาตั้งถาวรอยู่ที่นี่  เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๘  ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ของชาวสิงคโปร์  ต่อมาจึงได้จัดเก็บและจัดแสดงข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์  ชาติพันธุ์วิทยา  และศิลปกรรม  ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ได้ปิดชั่วคราว  เพื่อทำการปรับปรุงตัวอาคารและการจัดแสดง  โดยย้ายการจัดแสดงไปที่ Riverside  Point  เป็นการชั่วคราว  นอกจากการบูรณะซ่อมแซมอาคารเดิมแล้วยังสร้างและต่อเติมอาคารใหม่ต่อเนื่องจากอาคารเดิมในบริเวณที่เดิมเป็น Drama Center  ส่วนที่ต่อเติมใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเมื่อแล้วเสร็จจึงย้ายการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชั่วคราวที่ Reverside  Point  มาที่นี่ในปี พ.ศ.๒๕๔๙
ในส่วนของอาคารที่สร้างใหม่หรือปีกใหม่ (New Wing)  ได้จัดแสดงประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๘๑๙  เป็นต้นมา   โดยใช้เครื่องบรรยายซึ่งพกพาไประหว่างเยี่ยมชม  และสามารถเลือกฟังข้อมูลได้ตามรหัสของวัตถุจัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ถูกนำมาเสนอด้วยเครื่องมืออิเล็กโทรนิกส์เป็นสื่อเล่าเรื่อง  นอกจากนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์แสดงเรื่องราวในประวัติศาสตร์บนผนังรูปโค้งเป็นระยะ
อีกส่วนก็จะนำเอาโบราณวัตถุมาจัดแสดง  ตัวอย่างเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่นำมาจัดแสดงได้แก่  เรื่องของเซอร์สแตมฟอร์ด แรมเฟิลส์  (Sir Stamford  Ramfles)    ผู้วางรากฐานสิงคโปร์สมัยใหม่เรื่องของ วิลเลี่ยม  ฟากูฮาร์  (William  Farguhar)    เรื่องระฆังในปี พ.ศ.๒๓๘๖  เรื่องราวของ Piracy  เรื่องของแก็งค์ Secret  Orgamzalin  เรื่องโรงเรียนจีนกับการศึกษาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่  ๒๐  เรื่องด้านธุรกิจชาวอินเดีย  สิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  และหลังสงครามโลก   เรื่องการสร้างชาติใหม่ในระหว่างพ.ศ.๒๕๐๒ – ๒๕๑๕  เรื่องวันชาติสิงคโปร์  ๙  สิงหาคม  เรื่องชนชาติและเพลงชาติ  ฯลฯ  ซึ่งสามารถเดินชมได้อย่างต่อเนื่อง  มีการเปิดเสียงให้สอดคล้องกับเรื่องราวในแต่ละช่วงแต่ละตอน
ในส่วนที่เป็นห้องจัดนิทรรศการพิเศษเป็นการจัดแสดง  ภาพเขียนธรรมชาติวิทยาของวิลเลี่ยม  ฟูกูฮาร์  ในหัวข้อเรื่อง Empire  of  Nature  ซึ่งเป็นภาพเขียนใบไม้  ผลไม้  เม็ด  เมล็ด  สัตว์ป่า  สัตว์ปีก  สัตว์น้ำ ฯลฯ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๒ ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่วิลเลี่ยม  ฟูกูฮาร์ เขียนเอาไว้ในช่วงที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์  ในระหว่างปี พ.ศ.๒๓๖๒ – ๒๓๖๖  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๘๒   ภาพเหล่านี้ถูกขายให้  G.K.Goh   (GOH , Geok Khim) นักลงทุนชาวสิงคโปร์ และ นาย Goh  ได้มอบให้พิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดงในเวลาต่อมา
ส่วนที่เป็นอาคารเก่าหรือปีกเก่า (Old Wing) จะจัดแสดงเป็นห้อง ๆ ได้แก่ ห้องแสดงแฟชั่น  (Fashion  Galliry) จัดแสดงเสื้อผ้า  เครื่องแต่งกาย  ห้องจัดแสดงฟิล์ม  (Film Gallery)  เป็นการจัดแสดงภาพยนตร์  โดยจำลองโรงภาพยนต์มาเป็นฉากจัดแสดงห้องจัดแสดงอาหาร  (Food Gallery)  ซึ่งแสดงอาหารชนิดต่าง ๆ โดยมีกลิ่นอาหารและเสียงการทำอาหาร และห้องระเบียงภาพ (Photograph  Gallery)จัดแสดงภาพถ่ายในสมัยต่าง ๆ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
เพื่อเป็นชุมชนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์