สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ทุนมนุษย์กับดร.จีระ
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
P ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 3456
ผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพกระทรวงวัฒนธรรมรุ่นที่ 5
ทุนที่สำคัญอีกทุนหนึ่งของทรัพยากรมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์คือทุนทางวัฒนธรรม

สวัสดีครับลูกศิษย์กระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 และชาว Blog

     ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดโครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว จากประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับลูกศิย์ทุกรุ่นที่ผ่านมานั้น ผมรู้สึกประทับใจ และสังเกตเห็นได้ว่าอนาคตของกระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นองค์กรที่พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยของเราได้อย่างแน่นอน

     การใช้ Blog เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้กันในรุ่น 4 นั้นได้ผลดีมาก จะเห็นได้ว่า Blog จะเป็นคลังความรู้ที่บันทึกสิ่งที่เป็นประโยชน์และความทรงจำของเราไว้ที่นั่น สำหรับ Blog นี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพวกเราและผู้ที่สนใจงานด้านวัฒนธรรมได้มากเช่นกัน

     ขอต้อนรับทุกท่านสู่โครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 ครับ

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์ 

ภาพบรรยากาศการทัศนศึกษาและดูงาน ณ วันที่ 22 มีนาคม 2550

              

หมวดหมู่: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ: วธ รุ่น 5
สร้าง: อ. 13 มี.ค. 2550 @ 14:16   แก้ไข: พ. 08 ส.ค. 2550 @ 02:52   ขนาด: 5747 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
31. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พฤ. 29 มี.ค. 2550 @ 05:48
206756 [ลบ]

ช่วงนี้ไปอบรม PMQA 4 วัน งง มึน ไปหมด สงสัยว่าความรู้ที่อาจารย์จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติช่วยกันบรรยายทำปฏิกิริยากะขี้เลื่อยในหัว

เข้ามาดูนึกว่าเจอใครมาแปะบ้าง ต้องผิดหวัง ไปไสกันเมิ้ด

ไม่มีรูป
32. นัยนา แย้มสาขา
เมื่อ จ. 02 เม.ย. 2550 @ 09:46
211293 [ลบ]

สวัสดีทุก ๆ ท่านค่ะ    

ได้อ่านหนังสือ "จดหมายถึงสายน้ำ" แล้ว รู้สึกดีมาก มุมมองและความคิดของคุณธีรภาพ โลหิตกุล ผู้เขียน คงช่วยผู้อ่านมีปัญญามองเห็นความจริงและความงามของชีวิตผ่านข้อคิดแห่งธรรมะ ชีวิต และศิลปวัฒนธรรมที่ผู้เขียนบรรจงร้อยเรียงประกอบภาพที่เต็มไปด้วยสีสัน เส้นงาน แสงเงา เรื่องราวที่แฝงความหมายของชีวิต

          ขอบคุณคุณธีรภาพที่มอบหนังสือเล่มเล็กแต่มากด้วยคุณค่าแก่พวกเรา
                                             นัยนา  แย้มสาขา
                                              วธ.กลุ่ม ๕
ไม่มีรูป
33. จิตรปรีดี พร้อมศรีทอง
เมื่อ อา. 08 เม.ย. 2550 @ 11:25
217182 [ลบ]

ขอแสดงความยินดี กับศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กับการเปิดหลักสูตรใหม่ หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณทิต สาขาการจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้บริหาร คิดว่าหลักสูตรนี้ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร ทั้งภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพราะผู้ที่มีอำนาจในการ ตัดสินใจและมีกำลังในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง ก็ต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารองค์กรนั่นเอง ซึ่งถ้าหากผู้บริหารสามารถสร้างนวัตกรรมและนำนวัตกรรมมาใช้กับการพัฒนาองค์กรแล้ว องค์กรนั้นก็คงจะไปสู่จุดมุ่งหมาย “องค์กรแห่งความเป็นเลิศ” ได้ในไม่ช้า คาดหวังไว้ นะคะ ?
ไม่มีรูป
34. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ จ. 09 เม.ย. 2550 @ 09:22
218208 [ลบ]

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน มีข่าวแจ้งมาว่าคุณศักยได้มอบภาพเขียนที่ระลึกของรุ่น 5 ให้แก่อาจารย์ ดร.จีระ ไปแล้ว ป่านนี้อาจารย์จะหามุมไหนของบ้านแขวนรูปนี้ได้หรือยังก็ไม่ทราบ

ไม่มีรูป
35. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 12:53
219743 [ลบ]

ชุมชนหนองราชวัตรร่วมใจจัดผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีอายุกว่า ๔,๐๐๐ ปี

จากการขุดศึกษาทางโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี พบว่าพื้นที่หมู่ ๕ บ้านหนองเปล้า ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายยุคหินใหม่แบบสังคมเกษตรกรรม อายุ ๔,๐๐๐ – ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยได้ขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ทั้ง โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหินขัด ภาชนะดินเผา และที่สำคัญคือ ภาชนะดินเผาแบบ “หม้อสามขา” เปรียบเทียบได้กับที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่ง ในชื่อ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า” นับเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน
ด้วยความตระหนักในความสำคัญของแหล่งโบราณหนองราชวัตรดังกล่าว ชาวชุมชนหนองราชวัตร จึงมีความคิดร่วมกันที่จะดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้ดำรงอยู่สืบไป แต่ติดขัดที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ดินเอกชนไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ ดังนั้นจึงได้ร่วมกับ อบต.หนองราชวัตร อบจ.สุพรรณบุรี และสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี จัดตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อหาทุนจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ให้เป็นพื้นที่สาธารณะร่วมกันของชุมชนภายใต้การดูแลของ อบต. หนองราชวัตร เพื่อจะได้อนุรักษ์แหล่งไว้ไม่ให้มีการขุด ไถ ทำลายอีกต่อไป และจะได้ร่วมกันพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนและแหล่งเรียนรู้ของสาธารณชนผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม และชื่นชมในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีรากเหง้าอันเก่าแก่ โดยชาวชุมชนหนองราชวัตรจะได้ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาไว้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อสืบทอดไปยังลูกหลานต่อไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านคุณค่าและมูลค่า ที่มีอยู่ภายในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรแห่งนี้
กลุ่มหม้อดินเผาในหลุมขุดค้นที่ 3

ผู้สนใจและมีจิตศรัทธาในพลังชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ สามารถร่วมสมทบทุนผ้าป่าสามัคคีเพื่อจัดซื้อที่ดินแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรได้ที่ อบต.หนองราชวัตร หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๓๕๔๘-๑๐๑๖ หรือผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาดอนเจดีย์ ชื่อบัญชี “กองทุนแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร” เลขที่บัญชี ๗๓๙-๐-๐๔๗๕๖-๙

“พลังชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็ง ถ้าได้รับการเสริมแรงอย่างทันท่วงที” ปรากฏการณ์รวมพลังใจของชาวชุมชนหนองราชวัตรที่จะร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดี ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติไทยในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นด้วยงานวัฒนธรรม ที่ทุกภาคส่วนในชาติต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมโดยทั่วกัน

จาก http://archaeology.thai-archaeology.info/index.php?option=content&task=view&id=660 

ไม่มีรูป
36. จิตรปรีดี พร้อมศรีทอง
เมื่อ อ. 10 เม.ย. 2550 @ 14:44
219864 [ลบ]

ได้ปรึกษากับ คุณบุษกร ผู้ประสานงานของกลุ่ม ๕ ว่าทำอย่างไรจึงจะผลักดันโครงการที่ทุกกลุ่ม นำเสนอในการอบรมผู้นำฯ ของกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็น โครงการที่ทำได้จริงและได้ทำจริงๆ และได้ทราบจาก คุณบุษกร ว่าได้ประสานกับประธานรุ่น ๕ แล้ว กะว่าจะนัดคุยกันกลุ่มเล็ก ๆ หลังสงกรานต์ นี้ ค่ะ
ไม่มีรูป
37. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:54
221358 [ลบ]

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม Mature กลุ่มนี้เกิดก่อน พ.ศ.2488 หรือปัจจุบันจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเป็นพ่อแม่ของกลุ่ม Baby Boomer หรือกลุ่ม Generation Xกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Baby Boomer เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507  ในยุคหลังสงครามที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ สนับสนุนนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 57 - 39 ปี ส่วนมากมีลูกอยู่ในกลุ่ม Generation Y กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตในกระแสสังคมยุคที่โลกเปิดกว้าง เช่น  คนในช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนในมีแนวคิดสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาคน ให้มีการพัฒนาคุณภาพ คนกลุ่มนี้เติบโตมาในสังคม 2 ระบบคือสังคมปิดที่พ่อแม่จะทำมาหากิน เลี้ยงลูกไปทำงานไป เด็กจะเติบโตในครอบครัว และโรงเรียน เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนๆ กับเนื้อหาสาระที่เรียนรู้จากโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะรับรู้เฉพาะเรื่องสำคัญๆ ส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆมักไม่เป็นกังวล เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาหยุมหยิมจากคนรุ่นเก่า
มามาก
กลุ่มที่ 3  กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520  ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z
กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว
กลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X
ไม่มีรูป
38. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พ. 11 เม.ย. 2550 @ 15:58
221367 [ลบ]

ไปอ่านเจอเรื่องกลุ่มคนรุ่นต่างๆ ในหลายๆเว็บ นึถึงที่อาจารย์เคยบรรยาย ก็เลยเอามารวมคลุกยำตำรวมกันออกมาเป็นยังงี้

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม Mature กลุ่มนี้เกิดก่อน พ.ศ.2488 หรือปัจจุบันจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเป็นพ่อแม่ของกลุ่ม Baby Boomer หรือกลุ่ม Generation X

กลุ่มที่ 2 กลุ่ม Baby Boomer เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507  ในยุคหลังสงครามที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ สนับสนุนนโยบายเพิ่มจำนวนประชากร ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 57 - 39 ปี ส่วนมากมีลูกอยู่ในกลุ่ม Generation Y กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เติบโตในกระแสสังคมยุคที่โลกเปิดกว้าง เช่น  คนในช่วง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นคนในมีแนวคิดสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาคน ให้มีการพัฒนาคุณภาพ คนกลุ่มนี้เติบโตมาในสังคม 2 ระบบคือสังคมปิดที่พ่อแม่จะทำมาหากิน เลี้ยงลูกไปทำงานไป เด็กจะเติบโตในครอบครัว และโรงเรียน เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนๆ กับเนื้อหาสาระที่เรียนรู้จากโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะรับรู้เฉพาะเรื่องสำคัญๆ ส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆมักไม่เป็นกังวล เพราะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาหยุมหยิมจากคนรุ่นเก่า
มามาก

กลุ่มที่ 3  กลุ่ม Generation X คือ เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2520  ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 38 - 26 ปี กลุ่มนี้ แทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดการเลี้ยงดูลูกจากปู่ย่าตายายแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะอิงสื่อเนื่องจากเข้าถึงสื่อได้ง่าย ถ้าใช้สื่อได้ดี ก็จะได้ประโยชน์ คนกลุ่มนี่จะใช้สื่อเยอะ อย่างเช่น เข้าไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็ดีที่เขามีช่องทาง เพราะฉะนั้นเขาก็จะคุยกันเอง เมื่อมีปัญหาพวกนี้จะเข้าเว็บไปโยนปัญหาแล้วรอคนในเว็บที่จะระดมเข้ามาตอบ คนกลุ่มนี้จึงขาดความรู้พื้นฐานในการใช้ชีวิต
คนรุ่นนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง จึงเป็น“คนรุ่นสับสนทางวัฒนธรรม” หรือ Generation X ที่เกิดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าคนยุคก่อนหน้า จนคนที่เติบโตในช่วงนั้นปรับตัวไม่ทัน X จึงเป็นเครื่องหมายของทางแยกที่คนรุ่นนั้นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จากสมการคณิตศาสตร์เวลาเรายังไม่รู้ว่าจะแทนค่านั้นด้วยตัวเลขอะไรเราจะใช้ X
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว มาอยู่กัน 2 คนไม่มีช่องให้เขาเรียนรู้ทักษะชีวิตเหล่านี้ เขาเรียนหนังสือจบก็ทำงานแล้วมาเป็นพ่อแม่เลย ซึ่งคนรุ่นนี้จะเป็นพ่อแม่ของคนใน Generation Z

กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2537 ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 25-9 ปี เรียกสั้นๆ ว่า Generation Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Echo Boomers และ Millennium Generation กลุ่มนี้มีพ่อแม่เป็นพวก Baby Boomer ซึ่งมักจะเริ่มทำงานราชการหรือบริษัท เด็กกลุ่มนี้จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วย พ่อแม่จึงเป็นคนสมัยใหม่ค่อนข้างมาก พึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่ และสื่อพอสมควร เนื่องจากพ่อแม่ของเขาหรือพวก Baby Boomer ได้เริ่มถูกตัดขาดจากพ่อแม่ยุคก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
เนื่องจากเป็น ประชากรสำคัญของสหัสวรรษใหม่ ที่จะมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลกพอๆ กับ Baby Boomer กลุ่มพ่อแม่ของพวกเขา จากการคลี่คลายทางโลกที่การสื่อสารที่ก้าวหน้า จนย่อโลกและปั่นโลกให้หมุนเร็ว ค่อนข้างปรับตัวไปในทางที่คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เดินได้ทันมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มเหมือนรุ่น Generation X
คนรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่สามารถหยิบเอาโลกของการสื่อสารสมัยใหม่ที่พัฒนาไปมาก นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วกว่ารุ่น X
ในขณะที่คนรุ่น X ตื่นงง และตื่นเต้นเดินสะเปะสะปะในโลกไซเบอร์สเปซ แต่คนรุ่นใหม่ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กลับสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ และจับจองสร้างบ้านแปลงเมืองของตัวเองในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อย
ในขณะที่คนรุ่นอายุ 30 40 หรือ 50 เก็บเงินเพื่อไปซื้อหาจับจองที่ดินแถวเขาใหญ่ หรือคอนโดฯ หรูชายทะเลหัวหิน เด็กหนุ่มสาวอายุ 20 เดินหน้าเข้าจับจองพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของเขาเองในโลกไซเบอร์สเปซ
เด็กรุ่นใหม่เข้าเป็นเจ้าของพื้นที่ใน youtube.com หรือใน my space ใน MSN หรืออย่างน้อยก็ต้องมี blog แสดงความเป็นตัวตนและความเห็นในเว็บใดสักแห่ง
อย่าง youtube หรือเว็บที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอัพโหลดคลิปวิดีโอของตัวเองและคลิปต่างๆ ขึ้นไปโชว์กันในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคลังคลิปวิดีโอมหึมาที่กลายเป็นห้องสมุดภาพเคลื่อนไหวอันทรงคุณค่าไปเรียบร้อยแล้ว

กลุ่มที่ 5 Generation Z - เด็กกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังอายุไม่ถึง 9 ขวบ ส่วนมากเป็นลูกของ Generation. X

ไม่มีรูป
39. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 05:59
224949 [ลบ]

นางสงกรานต์ ธิดาท้าวกบิลพรหม มีอยู่ด้วยกันเจ็ดนาง ปีใดนางสงกรานต์ตรงกับอะไรในเจ็ดวัน นางทั้งเจ็ดก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมารับเศียรของบิดาตนเพื่อมิให้ตกลงสู่แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้งเจ็ดมีชื่อต่างๆกันและแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือก็แตกต่างกันไปดังนี้ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช(แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร(ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ) วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษก ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล (หลาวสามง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ(หมู) วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา) วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง) วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิทิมา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย) วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักรายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง) สงกรานต์ 2550 ปีนี้นางสงกรานต์นามว่า "มโหธรเทวี" โดยเชื่อกันว่า วันสงกรานต์ตรงกับวันเสาร์ซึ่งมี มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ ปีนั้นจักมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเกิดการบาดเจ็บไข้ร้ายแรง ฝนจะแล้ง แมลงต่างๆจะทำลายพืชผล เกิดอัคคีภัย ข้าวยากหมากแพง วันเนาหรือวันก่อนสงกรานต์(Songkran Eve) ตรงกับวันศุกร์ (ศุกร์ 13 เสียด้วย) หมายความว่าข้าวปลาอาหารจะแพง น้ำจะน้อย เกิดการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม ขุนนางจะต้องโทษ ทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศัตรู
ไม่มีรูป
40. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ อา. 15 เม.ย. 2550 @ 06:29
224953 [ลบ]

นางสงกรานต์ และคำทำนาย ธิดาท้าวกบิลพรหม มีอยู่ด้วยกันเจ็ดนาง ปีใดนางสงกรานต์ตรงกับอะไรในเจ็ดวัน นางทั้งเจ็ดก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมารับเศียรของบิดาตนเพื่อมิให้ตกลงสู่แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้งเจ็ดมีชื่อต่างๆกันและแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือก็แตกต่างกันไปดังนี้ วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช(แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร(ผลมะเดื่อ) อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ ทำนายว่าปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารในเลือกสวนไร่นาไม่สู้งอกงามนัก วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน) อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ) ทำนายว่าปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และราชบริพารจะเรืองอำนาจ วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษก ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล (หลาวสามง่าม) ซ้ายธนู พาหนะวราหะ(หมู) ทำนายว่าปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา) ทำนายว่าปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้ยศถาบรรดาศักดิ์จากต่างประเทศ วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะคช (ช้าง) ทำนายว่าปีนั้นจะแพ้ผู้เป็นใหญ่และเจ้าไททั้งมวล วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิทิมา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย) ทำนายว่าปีนั้นพืชพรรณธัญญาหารอุดม ฝนหนัก พายุร้าย จะเจ็บตายกันมาก วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักรายตรี พาหนะมยุรา (นกยูง) ทำนายว่าปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก สงกรานต์ 2550 ปีนี้นางสงกรานต์นามว่า "มโหธรเทวี" โดยเชื่อกันว่า วันสงกรานต์ตรงกับวันเสาร์ซึ่งมี มโหธรเทวี เป็นนางสงกรานต์ ปีนั้นจักมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเกิดการบาดเจ็บไข้ร้ายแรง ฝนจะแล้ง แมลงต่างๆจะทำลายพืชผล เกิดอัคคีภัย ข้าวยากหมากแพง วันเนาหรือวันก่อนสงกรานต์(Songkran Eve) ตรงกับวันศุกร์ (ศุกร์ 13 เสียด้วย) หมายความว่าข้าวปลาอาหารจะแพง น้ำจะน้อย เกิดการปะทะกันของคน 2 กลุ่ม ขุนนางจะต้องโทษ ทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศัตรู
ไม่มีรูป
41. บุษกร
เมื่อ จ. 23 เม.ย. 2550 @ 12:54
235581 [ลบ]

ดีใจที่ท่านศ.ดร. จีระ พอใจของที่ระลึกที่รุ่นที่ 5 มอบให้ ท่านศ.ดร. จีระ ชมว่าทั้งภาพที่คุณศักยวาดและกรอบที่คุณศักยเลือกใส่ให้เข้ากันได้ดี ถ้าอยากเห็นของจริงขออนุญาตท่านศ.ดร. จีระ ชมได้ที่สำนักงานของท่าน                                                                                      สิ่งที่ท่านศ.ดร. จีระ เน้นกับพวกเราอยู่เสมอคือการใฝ่หาความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้       ได้หาเวลาเข้าไปดูblog อื่นๆ  เช่น blog การอบรมกระทรวงวัฒนธรรมรุ่นที่1-3, รุ่นที่4             การทูตภาคประชาชนที่หลวงพระบางฯลฯ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน รวมทั้งบทความที่น่าสนใจของท่านศ.ดร. จีระ เช่น Innovation หรือ Integrity นวัตกรรมหรือความถูกต้อง ล้วนน่าสนใจและเปิดมุมมองใหม่ๆที่ไม่สามารถหาอ่านจากสื่อไหนๆได้ฉับไวและตรงประเด็น หวังว่าผู้ผ่านการอบรมจะหาเวลาและโอกาสเข้าไปอ่านดูกันบ้าง                             ดีใจที่เห็นว่า blog รุ่นที่ 5 ยังมีความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะขาประจำเช่นคุณพีรพนเขียน    อย่างสม่ำเสมอและน่าสนใจ เช่น เรื่องนางสงกรานต์น่าสนใจมาก ถ้ามีภาพประกอบที่เพื่อน   ร่วมรุ่นที่ 5 ท่านหนึ่งแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นนางสงกรานต์ ชื่อกิริณี ประกอบด้วยจะยิ่ง           สุดยอด  ขอบอก
ไม่มีรูป
42. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:39
239571 [ลบ]

กาลเวลากับประวัติศาสตร์
      มนุษย์และประวัติศาสตร์มนุษย์เกี่ยวข้องกับ  ๒  สิ่ง คือ  เวลา กับสถานที่ (Time และ Space)  เพราะทั้ง ๒ สิ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา เวลาทำให้เราสามารถลำดับเหตุการณ์และเรื่องราว สถานที่ทำให้เราทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนใด  การแบ่งช่วงเวลา มนุษย์ใช้  

๑.  ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่นการหมุนของโลก, การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ฯลฯ
 

๒. เหตุการณ์สำคัญ, ของกิจกรรมมนุษย์  เช่น การเกิดหรือดับของศาสดา  การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์

๓. เครื่องจักรกล หรือ เครื่องมือในการกำหนดช่วงเวลา  เช่น  นาฬิกา  ปฏิทิน ฯลฯ

การแบ่งช่วงเวลา 
     มนุษย์ได้แบ่งหน่วยของช่วงเวลาออกเป็น
  

๑.  ปี จากปรากฏการณ์โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  ๑  รอบ  จะประกอบด้วยฤดูกาลต่างๆแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก หมุนเปลี่ยนไปจนครบรอบ  เท่ากับ ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน
  

๒.  เดือน จากปรากฏการณ์ดวงจันทร์โคจรรอบโลก  ๑  รอบ  เริ่มจากดวงจันทร์เต็มดวง แล้วค่อยๆแหว่งเว้า จนมืดสนิทแล้วค่อยๆ ปรากฏจนเต็มดวงอีกครั้ง  เท่ากับ  ๒๙.๕๓๐๕๘๙ วัน
  

๓.  วัน จากปรากฏการณ์ที่โลกหมุนรอบตัวเอง ๑ รอบ  ประกอบด้วย  ดวงอาทิตย์ขึ้น   ดวงอาทิตย์อยู่กลางศีรษะ ดวงอาทิตย์ตก  เวลากลางคืน  จนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง  เมื่อเทียบกับนาฬิกาจะได้เท่ากับ  ๒๔  ชั่วโมง

       ในช่วง ปี เดือน และ วัน มนุษย์ได้ประดิษฐ์ปฏิทินขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการนับ ปฏิทิน มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า เฉพาะวัน  หรือสำหรับวัน  หรือว่าโดยวัน มนุษย์คิดค้นเพื่อเป็นกติกาในการแบ่ง และนับ วัน เดือน ปี  รวมทั้งบางครั้งก็ลงรายละเอียด ข้างขึ้น ข้างแรม  วันสำคัญ และศักราช ต่าง ๆ ลงในปฏิทินด้วย
  

๔.  ชั่วโมง หมายถึง ๑ ใน ๒๔ ส่วนของวัน
  

๕.  นาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของชั่วโมง
  

๖.  วินาที หมายถึง ๑ ใน ๖๐ ส่วนของนาที
 

      ในช่วงของชั่วโมง นาที และวินาที มนุษย์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้กำหนดช่วงเวลาในวันหนึ่งๆเรียกว่า นาฬิกา โดยมีพัฒนาการของนาฬิกาเริ่มจากธรรมชาติ  เช่น  นาฬิกาแดด  นาฬิกาน้ำซึ่งเคลื่อนย้ายไม่ได้  ต่อมาจึงประดิษฐ์นาฬิกาเคลื่อนย้ายได้  เช่น  นาฬิกาทราย  และในที่สุดพัฒนาเป็นนาฬิกาจักรกล  นาฬิกาอิเล็คโทรนิกส์  มีหน่วยนับเป็นชั่วโมง  นาที และวินาที
 

      นอกจากนี้ยังแบ่งย่อย, ออกไปอีกเป็น   ปักษ์  เท่ากับ  ๑๔ ถึง ๑๕  วัน  (ขึ้น และ แรม)  สัปดาห์  เท่ากับ  ๗  วัน โดยกำหนดจากจำนวนดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ในขณะนั้น
 

      การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงอาทิตย์  เรียก  สุริยคติ การแบ่งช่วงเวลาโดยใช้ดวงจันทร์  เรียก  จันทรคติ

ไม่มีรูป
43. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:43
239576 [ลบ]

การกำหนดยุคและศักราช

                แม้ว่ามนุษย์จะสามารถแบ่งช่วงเวลาได้เป็น วัน  เดือน  ปี  จากการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดจนการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการแบ่งย่อยเวลาในหนึ่งวันเป็นชั่วโมง  นาที  และวินาที   แต่มนุษย์จะประสบปัญหาในการกำหนดช่วงเวลาในกิจกรรมที่กินระยะเวลายาวนาวกว่าหนึ่งปี การกำหนดนัดหมายหรือการนับเวลาที่ยาวนานกว่า  มนุษย์จึงได้พัฒนาระบบยุคและศักราชขึ้นเพื่อสามารถใช้ร่วมกันในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนาน ๆ หรือการนัดหมายล่วงหน้านานกว่าหรือปี  โดยมักจะเริ่มต้นนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา  หรือนับศักราชจากเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์

ยุค                ยุค  มีความหมายตามพจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาว่า คราว, สมัย  อันหมายถึงการกำหนดเวลาของโลก  ยุคเป็นการแบ่งช่วงเวลาที่ใช้ในการแบ่งช่วงเวลาของโลกในการกำหนดช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ๆ ตัวอย่างยุคในประวัติศาสตร์ตะวันตกเช่น ยุคกลาง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคแห่งการสำรวจดินแดน ฯลฯ หรือยุคในทางธรณีวิทยาซึ่งได้แบ่งออกเป็นบรมยุค(eon) มหายุค(era) ยุค(period) และสมัย(epoch) ตัวอย่างเช่น มหายุคเมโสโซอิก ยุคจูราสสิก,  มหายุคซีโนโซอิก ยุคควอเตอร์นารี สมัยไพลสโตซีน เป็นต้น

                ในเอเชียได้มีการแบ่งยุคโดยใช้กฎเกณฑ์ทางดาราศาสตร์ของโหราศาสตร์มายาวนานกว่าพันปีมาแล้ว  ดังปรากฏในคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณของอินเดีย  โดยแบ่งเวลาของจักรวาลที่มีช่วงเวลายาวนานถึง ๔,๓๒๐,๐๐๐ ปี  ออกเป็น  ๔ ยุค  ประกอบด้วย กฤดายุคระยะเวลานาน  ,๗๒๘,๐๐๐  ปี  ไตรดายุคระยะเวลานาน  ,๒๙๖,๐๐๐  ปี ทวาบรยุค  ระยะเวลานาน  ๘๖๔,๐๐๐  ปี  และ กลียุคระยะเวลานาน  ๔๓๒,๐๐๐  ปี แต่ยังมีโหราจารย์บางท่านได้แบ่งยุคทั้งสี่ออกเป็น ๑,๐๘๐,๐๐๐ ปีเท่า ๆ กัน

ศักราช : หน่วยนับของกาลเวลา                นอกจากวันซึ่งแบ่งเป็น  ชั่วโมง  นาที  วินาที  แล้วการแบ่งเป็น  ๑๒  เดือน ใน  ๑ ปี ก็ถือเอาการโคจรของกลุ่มดาวฤกษ์(ตามจักรราศี) มาเป็นตัวกำหนด  และเมื่อมนุษย์มีความต้องการจะทำกิจกรรมหรือนับเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าปี  เพื่อสามารถใช้ร่วมกัน ในการนับช่วงเวลาที่เกิดมาแล้วนานๆ  หรือนัดหมายล่วงหน้านานๆ  โดยกำหนดเป็นศักราชจาก  เหตุการณ์สำคัญทางศาสนา หรือเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ที่มักเรียกว่ารัชศักราช

 

ไม่มีรูป
44. ไม่แสดงตน
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:47
239583 [ลบ]

ศักราชจากเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา
     พุทธศักราช  :  เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน  พระเจ้าอชาติศัตรูและบรมมหากัสสปเถระ  กำหนดขึ้น  โดยนับพุทธศักราช  ๑  เมื่อดับขันธ์ ปรินิพพาน พุทธศักราชเริ่มต้นใช้ในประเทศไทยเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๕๕  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ใช้พุทธศักราช เป็นศักราชประจำชาติ แทนที่มหาศักราช จุลศักราช และรัตนโกสินทร์ศกที่ใช้มาก่อนหน้านี้ เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ  และพุทธศักราชมีจำนวนปีมาก  ทำให้สามารถสืบเรื่องราวได้ยาวนานกว่า
     การนับเริ่มต้นพุทธศักราชมี ๒ แบบคือ แบบแรกเป็นแบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย การนับจะเริ่มต้นที่ ๐ แล้วนับพุทธศักราช ๑ เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๑ ปี แบบที่สองเริ่มนับพุทธศักราช ๑ ทันทีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน เช่น ในประเทศพม่า ลังกา กัมพูชา จึงทำให้พุทธศักราชในประเทศไทยช้ากว่าประเทศดังกล่าว ๑ ปี และการเปรียบเทียบกับศักราชอื่นก็ผิดไป ๑ ปีด้วย เช่น การเทียบเป็นคริสต์ศักราช ของไทยใช้ ๕๔๓ ลบ แต่ในประเทศเหล่านั้นใช้ ๕๔๔ ลบ

     คริสตศักราช  :  ตั้งขึ้นโดย สันตปาปาเซนต์ปอลที่ ๑  มอบหมายให้ ไดโอนิซัส  เอซิกุอัส คำนวณวันประสูติของพระเยซุ  ได้ตรากับวันที่  ๒๕  ธันวาคม  โรมันศักราช  ๗  ๕๓  แต่จากธรรมเนียมการนับวันที่  ๑  มกราคม เป็นวันเริ่มต้นปี  ดังนั้นวันที่  ๑  มกราคม  โรมันศักราช  ๗๕๔  จึงเป็นวันเริ่มต้นปีคริสตศักราชที่ ๑  คริสตศักราชเริ่มต้นใช้ตั้งแต่สันตะปาปาเซนต์ปอลที่ ๑  ตั้งหลังปี คศ. ๕๐๐  และเผยแพร่ไปทั่วโลกจาการสำรวจดินแดน และการล่าอาณานิคม

      ฮิจเราะห์ศักราช  :  ศักราชของศาสนาอิสลาม  เริ่มต้นเมื่อพระมะหะหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามได้อพยพจากเมกกะไปเมืองเมดินะ ในคศ.๖๒๒  (วันที่  ๑๖  กรกฎาคม  พศ. ๑๑๖๕)  ฮิจเราะห์ศักราชเคร่งครัดในจันทรคติมาก ไม่มีการเพิ่มอธิกมาส  จึงเดินไม่ทันกับปฏิทินสุริยคติ  และเดือนก็คลาดเคลื่อนไปจากฤดูกาล แต่จะกลับมาตรงฤดูกาลอีกครั้งในรอบ  ๓๒  ปีครึ่ง  ฮิลเราะห์ศักราชในปัจจุบันแตกต่างจากพุทธศักราช  ๑๑๒๓  ปี

ไม่มีรูป
45. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ พฤ. 26 เม.ย. 2550 @ 22:55
239589 [ลบ]

ศักราชเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ หรือรัชศักราช

     รัชศักราชในอินเดีย มหาศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญที่สุดของอินเดีย มหาศักราชเริ่มต้นจากปีครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะใน พศ. ๖๒๑  เป็นที่นิยมใช้ทั่วไปในอินเดีย  และแพร่เข้ามาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย
นอกจากมหาศักราชแล้ว ยังมีรัชศักราชอื่นๆในอินเดียอีกมากมาย แต่นิยมใช้เฉพาะบางช่วงเวลาและบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิกรมศักราช สักกะศักราช หรรษศักราช ฯลฯ

     รัชศักราชในพม่า จุลศักราชเป็นรัชศักราชที่สำคัญของพม่า จุลศักราชนับปีครองราชย์ของพระเจ้าสุริยวิกรมแห่งอาณาจักรพยูหรือปยู เริ่มในปี  ๑๑๘๑  แล้วแพร่หลายไปยังดินแดนใกล้เคียง  ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่สุโขทัย  ถึงอยุธยา

     รัชศักราชแบบจีน ในเอกสารจีนพบว่ามีการบันทึก วัน เดือน ปี ไว้ครบถ้วน ที่สำคัญที่สุดคือปี จีนไม่ใช้ศักราชทางศาสนา แต่จะใช้รัชศักราชแทนเพราะถือว่ากษัตริย์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ จีนถือเอาปีที่ขึ้นครองราชย์เป็นปีเริ่มต้นรัชศักราช ส่วนชื่อเรียกรัชศักราชเป็นมงคลนามที่ตั้งขึ้นเมื่อครองราชย์ ไม่ใช่พระนามเดิมของกษัตริย์ เช่น รัชศกหงหวู่เริ่มต้นขึ้นในปีที่จักรพรรดิจีนพระนามว่า ไท่จู่ ขึ้นครองราชย์

     รัชศักราชแบบญี่ปุ่น รัชศักราชยุคปัจจุบันเป็นการนับเริ่มต้นจากปีที่พระจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน ค.ศ.๑๘๖๘ เป็นสมัยเมจิ จนถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยไทโช วันที่ ๒๕ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๒๖ เริ่มต้นสมัยโชวะ และวันที่ ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๙ เริ่มต้นสมัยเฮ็นไซ ตัวอย่างเช่น ปีไทโชที่ ๓ ตรงกับ ค.ศ. ๑๙๑๔  ปีโชวะที่ ๓ ตรงกับปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ปี เป็นต้น

     รัตนโกสินทรศก  เริ่มนับตั้งแต่กรุงเทพเป็นราชธานีหรือเริ่มต้นราชวงศ์จักรี  นับเริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ คนไทยใช้รัตนโกสินทรศกแทนจุลศักราชเริ่มต้นตั้งแต่  พ.ศ.  ๒๔๓๒  หรือ ร.ศ. ๑๐๘  เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕  เมื่อเริ่มใช้พุทธศักราช


ไม่มีรูป
46. พีรพน พิสณุพงศ์
เมื่อ ส. 28 เม.ย. 2550 @ 18:06
241636 [ลบ]

ข้างบนนี่เรียบเรียงไว้ใช้เขียนหนังสือเรียน ส่วนเรื่อง การนับปีย่าง การนับปีตรง ปัญหาปี ค.ศ.0 การใช้ BP, BC, BCE และ BP ไว้ว่างๆจะเอามาลง แต่ตอนนี้ยัง

P
47. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เมื่อ จ. 30 เม.ย. 2550 @ 15:16
243658 [ลบ]

ถึง   ลูกศิษย์รุ่น ๕ ทุกคน      
           ผมได้กลับไปเปิด Blog อีกครั้งหนึ่ง หลังจากช่วง  ๒ อาทิตย์ที่ได้จัดการเรียนรู้ให้กับกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ ๕ ผ่านไป ซึ่งหลายคนก็ได้ให้ความสนใจมาโดยตลอดครับ     
           หลังจากจบการเรียนรู้แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ คุณวราพร ได้มากระซิบผมครับว่า มีการเปิด Blog ต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวาน ผมได้อ่าน Blog ของรุ่น ๕  ผมขอแสดงความชื่นชมในวัฒนธรรมการหาความรู้ของทุกท่านด้วยครับ     
           และเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณบุษกร  และได้โทรหาคุณศักย แต่ไม่อยู่ ผมก็เลยได้คุยกับภรรยาของคุณศักย แทนครับ   ทั้งนี้ ผมยังได้ฝากข้อมูลให้คุณบุษกรทราบว่ารูปที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมรุ่น ๕ ได้วาดให้ผมและใส่กรอบ พร้อมส่งมาเป็นของขวัญให้ที่บ้านผมนี้ มีคุณค่ามากครับ เป็นรูปที่สวยมาก  
         วันที่ ๓๐ เมษายน นี้ ผมได้โทรศัพท์ ถึงคุณพีรพล รองประธานผู้ประสานงานรุ่น ๕  ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ส่ง Blog ถึงผมอย่างต่อเนื่องครับ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน คุณพีรพลก็ได้ส่งBlog ให้ผมมาอีกครับ เป็นการแสดงถึงทุนแห่งความต่อเนื่อง      
         ที่ผมอยากฝากไว้คือ ผมขอเรียนเชิญตัวแทนกรรมการประสานงานรุ่น ๕ มาทานข้าวที่ Office  ผมด้วยครับ ซึ่งผมจะให้คุณวราพรเป็นคนโทรประสานอีกครั้งหนึ่งครับ     
         นอกจากนี้ ผมยังได้คุยกับศิลปกรรมที่ จังหวัดชลบุรี  คุณสถาพร ซึ่งจะเน้นเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้กับวัฒนธรรมที่พัทยาครับ      
         สำหรับคนที่ติดตามอ่านบทความแนวหน้า ตอนนี้คงทราบว่าผมกำลังมีโครงการใหญ่ ๓ โครงการ คือ
๑.             การพา กฟผ. ไปทัศนศึกษาและดูงานที่ประเทศออสเตรเลีย
๒.             โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกฟผ. ที่กรุงเทพฯ  และที่หัวหิน ซึ่งก็คล้าย กับที่จัดให้กับกระทรวงวัฒนธรรมครับ
๓.            โครงการพัฒนาท้องถิ่นจำนวน ๕,๐๐๐ คน โดยจะเน้นเรื่อง ประชาธิปไตย สังคมการเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง และ 7 Habits 
         อนึ่ง ผมขอฝากข้อคิดเห็นของการเป็นผู้นำ โดย Mr.Klann นักวิจัยเรื่องภาวะผู้นำ ที่ Center of Effective Leadership , USA. ซึ่งมีสาขาอยู่ที่ สิงคโปร์ด้วย จัดได้ว่าเป็น ๑ใน ๓ของโลกที่ทำการวิจัยเรื่องผู้นำ ครับ ค่าใช้จ่าย ของหลักสูตรมีทั้งหมด ๓ วัน คิดเป็นเงินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ครับ แต่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่มี ครับ
           แนวคิด เรื่องการพัฒนาผู้นำมี ๕ วิธี ใน ทฤษฎี 5 E ของ Mr.Klann ครับ 
1.              Example
2.              Experience
3.              Education and Training
4.              Environment
5.              Evaluation
           สุดท้ายนี้ ผมถือโอกาสขอบคุณทุกคนที่ติดตามผมมาโดยตลอดครับ            
                  จีระ  หงส์ลดารมภ์
ไม่มีรูป
48. บุษกร
เมื่อ อ. 01 พฤษภาคม 2550 @ 15:53
245114 [ลบ]

เมื่อวันที่25-26 เมษายน คณะผู้ตรวจราชการกรมศิลปากร

ได้ไปตรวจราชการหน่วยงานกรมศิลปากรและโครงการที่

กรมศิลปากรดำเนินการในจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรีและ

เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1

ถ้าเอ่ยชื่อ คุณพีรพน ในรุ่นที่5 รู้จักและคุ้นเคยกันดี แม้จบการอบรม

แล้วก็ยังเข้า blog เป็นประจำและติดอันดับTop ten ศิษย์เอก

ผู้รอบรู้และไม่เลิกเรียนรู้ ได้เอาบทความเรื่อง 6Zigma มาให้

อ่านแล้วคิ้วที่ขมวดและแววตาเป็นเครื่องหมายคำถามตอน

ได้ยินคำนี้ทีแรก ค่อยคลายลงบ้าง คิดถึงเพื่อนร่วมรุ่น  ถ้าสนใจ

อดใจรออีกนิด คุณพีรพนคงภูมิใจนำเสนอในเร็ววันนี้

คณะผู้ตรวจราชการได้ชม วัดอัมพวัน อุทยานพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี พระรามราชนิเวศน์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี และวัดอีกหลายแห่ง

จัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก จะเป็น1วันหรือมากกว่านั้น

ก็ได้ คุณจิตรปรีดีก็เห็นด้วย  

เมื่อเช้านี้ได้เรียนให้ท่าน ศ.ดร. จีระ ทราบทางโทรศัพท์ว่าจะ

ส่งภาพไปให้ท่านชม เผื่อเส้นทางนี้จะเป็นตัวเลือกในการจัดศึกษา

ดูงานที่ท่าน ศ.ดร. จีระ จะจัดอบรมคราวหน้า

ขอขอบพระคุณที่ท่าน ศ.ดร. จีระจะให้โอกาสตัวแทนกรรมการ

ประสานงานรุ่นที่ 5 พบและจะกรุณาเลี้ยงอาหาร ตัวแทนกรรมการ

ทุกท่านคงเห็นตรงกันและน้อมรับด้วยความยินดี

ไม่มีรูป
49. ไม่แสดงตน
เมื่อ พฤ. 03 พฤษภาคม 2550 @ 12:45
247420 [ลบ]

    พักเที่ยง ฝนตกหนักมาก พอคิดถึงข้าวก็นึกเลยเถิดไปตอนสงกรานต์ เคยมีวีรกรรมเดินผ่านถนนข้าวสารได้โดยไม่เปียก แสดงว่าหน้าตาอย่างนี้ไม่น่าสาด ตอนนี้นอกจากถนนข้าวสารแล้ว ยังมีถนนข้าวอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะในจังหวัดต่างๆ บางชื่อก็ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสงกรานต์เซ็นเตอร์แบบที่ข้าวสาร แต่บางชื่อดูยังไงไม่น่าจะเกี่ยวเท่าไหร่ เท่าที่รวบรวมมาได้ก็มี

     ถนนข้าวเหนียวที่จังหวัดขอนแก่น ถนนข้าวเปียกหรือเข้าเปียกที่จังหวัดอุดรธานี ถนนข้าวหลามที่จังหวัดเลย ถนนข้าวปุ้นที่จังหวัดนครพนม ถนนข้าวโพดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ถนนข้าวหอมมะลิที่จังหวัดร้อยเอ็ด ถนนข้าวลอดช่องที่จังหวัดยโสธร ถนนข้าวยำที่จังหวัดปัตตานี ถนนข้าวหมากที่จังหวัดนราธิวาส  ถนนข้าวสุกที่จังหวัดอ่างทอง ถนนข้าวแช่ที่จังหวัดเพชรบุรี ถนนข้าวสวยที่จังหวัดราชบุรี ถนนข้าวต้มที่มหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร ถนนข้าวซอยหรือถนนข้าวนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ 

     มีอยู่ที่นึงดูแล้วนักท่องเที่ยวคงไม่ไปกันก็คือสงกรานต์ที่ถนนข้าวแดง ในทัณฑสถานจังหวัดขอนแก่