สายฝนที่ตกกระหน่ำหลายวันติดต่อกันที่พะโต๊ะ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอุทกภัย และภิบัติภัย ดินถล่ม เท่านั้น หากแต่ยังพรากชีวิตเด็กน้อยตาดำๆ จากอกแม่อันเป็นที่รักไปด้วย พูดเช่นนี้ไม่ได้โทษว่าฝนเป็นตัวการ หรือโยนความผิดให้กับธรรมชาติ แต่นี่อาจจะเป็นเพียงทางออกหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของคนที่เพิ่งจะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้บ้าง เพราะอย่างน้อยๆ การให้สายฝนเป็นจำเลยก็มีผลกระทบน้อยกว่าให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
ตอนสายของวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ศูนย์ระบาดวิทยาอำเภอพะโต๊ะ ได้รับรายงานจากกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน รพ.พะโต๊ะ ว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านน้ำยืน ตำบลพระรักษ์ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เป็นเด็กชายวัยประมาณ 9 ขวบ ซึ่งเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ ถูกส่งตัวไปรักษาต่อด่วนที่โรงพยาบาลระนองตั้งแต่เมื่อตอนตีสองของวันเดียวกัน ... ผมเองไม่ได้รับงานระบาดวิทยาโดยตรง แต่การเป็นทีม SRRT (Surveillance Rapid and Response Team) หรือทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ทำให้รู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย การที่ผู้ป่วยถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า มีสาเหตุอยู่อย่างเดียวคือเรารักษาเองไม่ได้แล้ว

จำได้ว่าวันนั้น พี่เรย์ (ศรชัย เพ็ชรเวช) ผู้ซึ่งรับผิดชอบงานระบาดวิทยา ต้องรับโทรศัพท์จากทีม SRRT งานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร เกือบทั้งวัน เพื่อการติดตามสอบสวน Case ดังกล่าว พี่วิสุทธ์ ทองศิริ หมออนามัย-สถานีอนามัยบ้านพระรักษ์ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่นี้โดยตรง ได้ขึ้นมาประสานงานบนสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพะโต๊ะ ในขณะที่ทีมของพี่โจ้ (สุธานิน มุจจลินทร์) ซึ่งมีภาระกิจออกพ่นหมอกควัน ULV ในโรงเรียนในพื้นที่ดังกล่าวพอดี พอทราบข่าวจากศูนย์ระบาดวิทยาอำเภอ ว่ามีผู้ป่วยในพื้นที่จึงเข้าทำการสอบสวนโรคในเบื้องต้น พร้อมๆ กับทีมงานของสถานีอนามัยบ้านพระรักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่
ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย พี่วิสุทธิ์ ซึ่งบอกว่าสนิทสนมกับพ่อของเด็กที่ป่วย บอกว่าได้โทรศัพท์ไปสอบถาม ได้ความว่าเด็กอาการไม่ดีนัก อยู่ในขั้นโคม่า หัวใจหยุดเต้นไปครั้งหนึ่งแล้ว โรงพยาบาลระนองพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มความสามารถ เย็นวันนั้นพี่เรย์ชวนผมลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรค แต่พี่โจ้บอกว่าพี่โจ้ได้ลงไปดำเนินการควบคุมโรคในพื้นที่แล้ว และฝนตกอย่างนี้เข้าไปคงลำบาก รอพรุ่งนี้ดีกว่า พี่เรย์ไม่รอช้า แม้ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ ก็ได้โทรศัพท์แจ้งท่านสาธารณสุขอำเภอและนัดเจ้าหน้าที่ทุกสถานีอนามัยและโรงพยาบาลประชุม War Room ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น

คืนวันนั้น ประมาณสามทุ่ม ผมรับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจากพี่เรย์ ว่า เด็กคนนั้นเสียชีวิตแล้ว จำได้ว่าคืนนั้นพี่เรย์บอกว่าทางญาติไม่พอใจโรงพยาบาลพะโต๊ะเป็นอย่างมาก บอกว่าจะฟ้องร้องด้วย ในฐานที่ส่งตัวไปรักษาล่าช้าจนทำให้เด็กเสียชีวิต ... จริงๆ แล้วทราบจากพี่เรย์ว่า สาเหตุที่ รพ.พะโต๊ะ ส่งตัวเด็กเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว ก็เพราะว่าตอนแรกแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคมาลาเรียชนิดขึ้นสมอง (Malaria PF) จึงให้การรักษาโรคมาลาเรีย อีกทั้งผลแล็ปที่ออกมาก็ปกติ จนไม่ผิดสังเกตที่ทำให้ต้องเบนเข็มไปมองที่โรคไข้เลือดออก จนกระทั่งอาการรุนแรงจนสังเกตได้ คือ อาเจียนเป็นเลือด จึงได้ส่งตัวไปรักษา แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเด็กน้อยคนนี้ไว้ได้ทัน
เช้าวันที่ 13 พฤษภาคม พี่เรย์พร้อมท่านสาธารณสุขอำเภอ และเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง ได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อสอบสวนโรค ผมทราบจากคำบอกเล่าในภายหลังว่า เป็นการเข้าไปที่ลำบากมาก ไม่ใช่เรื่องหนทาง หากเป็นการเข้าไปในใจชาวบ้านในภาวะที่เพิ่งสูญเสียคนที่รักไป การไม่ให้การต้อนรับในตอนแรกเกิดขึ้นอย่างที่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ...แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจและความจริงจังในการสืบสาวให้ได้ว่าต้นตอแห่งการเกิดโรคมาได้อย่างไร การเข้าไปจัดการสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้ญาติๆ ของเด็กที่เสียชีวิตค่อยๆ แง้มประตูต้อนรับได้ง่ายขึ้น ท่านสาธารณสุขอำเภอบอกว่าวันนั้นเราได้ใจ เพราะเราเป็นฝ่ายรับฟัง ฟังมากๆ ในสิ่งที่เขาเล่า-ระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมา และการที่ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลและแพทย์เจ้าของไข้ได้เข้าไปหาญาติๆ ในวันนั้นด้วย ทำให้ความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นเริ่มผ่อนคลายลง และคงไม่มีการฟ้องร้องอย่างที่กังวลในตอนแรก

ผมไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรค เพราะไม่ใช่งานในหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง จึงได้แต่เก็บเพียงบางส่วนบางประเด็นที่คิดว่าน่าจะนำมาบอกเล่ากันได้ เพื่ออย่างน้อยๆ จะได้เป็นข้อคิดสะกิดใจเล็กๆ ต่อการทำงานในวันข้างหน้าบ้างก็เท่านั้น
เมื่อคืนวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพเด็กคนนั้นที่วัดพระรักษ์ ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อำเภอพะโต๊ะและโรงพยาบาลพะโต๊ะ ก่อนกลับผมได้รับฟังคุณแม่ของเด็กเล่าถึงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับลูก ตลอดจนความขับข้องใจ ความเจ็บปวดลึกๆ ในจิตใจ ที่ต้องสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวในวัยที่กำลังน่ารัก เธอบอกว่ารู้สึกโทษหมอที่ดูแลลูกเธอไม่ดี แต่ตอนนี้ไม่คิดอย่างนั้นแล้ว เพราะถ้าคิดอย่างนั้นลูกเธอที่จากไปจะพลอยเป็นบาปไปด้วย ไม่คิดเอาผิดแล้ว แต่ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นข้อเตือนใจให้หมอมีความใส่ใจผู้ป่วยมากขึ้น... ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยอีก ผมนิ่งฟังอย่างตั้งใจอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมง เพื่อให้เธอได้ระบายความรู้สึกออกมา อย่างน้อยก็อาจช่วยเยียวยาจิตใจในยามนี้ได้บ้าง ก่อนที่จะขอตัวกลับบ้านพัก ผมรู้สึกได้ว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่คิด และรู้จักปล่อยวางได้บ้างแล้ว

บางครั้งการสูญเสียก็ทำให้คนเราได้คิดอะไรมากขึ้น มองอะไรอย่างเข้าใจมากขึ้น ...การจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครคนใดคนหนึ่งอาจไม่ถูกเสมอไป หากเรามองและทบทวนอย่างใคร่ครวญแล้วว่าเราเองยังทำหน้าที่ของตนไม่ดีพอ...
เหตุการณ์ครั้งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่ดีให้เราได้เรียนรู้หลายๆ เรื่องหากเราได้นำมาขบคิดโดยไม่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ...ที่สำคัญเราจะใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส (ในการพัฒนา) ได้หรือไม่?
สายฝนที่กระหน่ำหลายวันติดต่อกัน ได้หยุดลงแล้ว ...ฟ้าหลังฝนที่สดใสกว่าเดิมยังรอให้เราผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ก้าวย่างอย่างมีสติต่อไป
------------------------
อำนวย สุดสวาสดิ์
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑


เมนูของ mangpor





เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 07:11
657606 [ลบ]
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 09:06
657672 [ลบ]
ขอบคุณครับอาจารย์
ดร.สุพักตร์
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 09:28
657693 [ลบ]
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 09:36
657702 [ลบ]
ขอบคุณอาจารย์
ดร.สุพักตร์ มากเลยครับ "...ทุกคนจะต้องได้รู้ว่า วันที่เท่าไหร่ เราจะต้องทำอะไร เพื่อการป้องกันโรค..."
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 10:09
657737 [ลบ]
เรื่องไข้เลือดออกนี่ เรื่องใหญ่เลย รวมทั้งโรคต่างๆจากยุงด้วยนะคะ
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 10:12
657742 [ลบ]
ขอบคุณมากครับคุณ
Sasinanda , มาลาเรีย ก็เป็นปัญหาสำคัญของพะโต๊ะ และของจังหวัดชุมพร ด้วยครับ
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 10:37
657775 [ลบ]
สาธารณสุข ยังเป็นสิ่งที่ต้องการในบ้านเราอีกมาก
แต่การระบาดของโรคต่างๆ หากระบาดแล้ว ทุกคนก้คงหนักใจ เป็นกังวล
และต้องทำงานอย่างหนักแข่งกับเวลา หากเปลี่ยนจากแนวทางการควบคุมการะบาด
มาเป็นป้องกันการระบาด คงไม่ต้องเสียใจในการสูญเสียแบบนี้ครับ
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 11:48
657856 [ลบ]
ผมก็เป็น srrt ของที่นี่ครับ
ไข้เลือดออก ปีนี้ เสียชีวิตไป สองคนแล้วครับ ควบคุมป้องกันยากมากครับ
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 12:00
657866 [ลบ]
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 14:54
658055 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
มาติดตามเรื่องราวการทำงาน
อ่านแล้วก้รู้สึกเศร้าที่แม่เด็กได้สูญเสียลุกไป
แต่ว่าการสูญเสียเมื่อถึงเวลาอะไรก้ห้ามไม่ได้ค่ะ
คนที่ยังอยู่ก็ต้องเรียนรู้และสู้ต่อไปค่ะ...ยังไงนาก็เป็นกำลังใจให้ สู้ๆนะค่ะ
เมื่อ อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 15:04
658074 [ลบ]
ขอบคุณมากครับคุณ นา
กล้วยแขก