".... โลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่จะต้องเห็นถึงความเชื่อมโยงถึงกัน ต่างร่วมเป็นเหตุปัจจัยในทุกข์และสุขของกันและกัน ..."

        ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคนพูดว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" อยู่เสมอ คำกล่าวนี้เป็นหลักพิชัยสงครามและปรัชญาซุนวู คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และผู้รู้จำนวนมาก รวมไปจนถึงชาวบ้านชาวช่องทั่วไปก็มักจะพูดถึงหลักปฏิบัตินี้ ฟังดูดีมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยถือเป็นหลักการทำงานและใช้เป็นแนวดำเนินชีวิต

       ผมได้ยินทีไรก็รู้สึกว่าวิธีคิดอย่างนี้เหมาะสำหรับเป็นการเล่นเกมทำสงครามระหว่างกัน  ซึ่งในสถานการณ์ของการชิงไหวชิงพริบ  การแข่งขันเอาชนะคะคาน  หาความได้เปรียบแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็อาจจะใช้หลักคิดดังกล่าวนี้ได้ 

        แต่ในการทำงานชุมชน โดยเฉพาะในสังคมที่อย่างไรเสียเราก็จะต้องร่วมเผชิญสิ่งต่างๆแบบร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันต่อไปอีกตลอดไป เช่น อยู่ในสังคมเดียวกัน ซึ่งต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันในวิถีใหม่ๆ ต้องร่วมสร้างสิ่งต่างๆช่วยกันแบบเสมอภาค เท่าเทียม ช่วยกันคิดและทำ ต่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกันนั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้หลักนี้ เรื่องพวกนี้ก็เป็นหลักการทำงานที่สำคัญเหมือนกัน

        ผมมีบทเรียนหลายครั้งที่พบว่าในการทำงานกับคนอื่นนั้น อันดับแรกเลยที่จะต้องทำก็คือ วางหลักคิดนี้แหละ ออกไป แล้วจัดวางความสัมพันธ์กับผู้อื่นของเราเสียใหม่ แม้จะเป็นชาวบ้านหรือคนที่คิดต่างขั้วกับเรา

        การสมาคมเพื่อทำงานให้ผู้อื่นไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อรู้คนอื่นให้มากที่สุด ในขณะที่ผู้อื่นให้ความบริสุทธิ์ใจต่อเรา เดินในที่แจ้งทำงานและสิ่งต่างๆกับเรา แบบที่เพลงว่า "...มาด้วยกัน ไปด้วยกัน ลูกสุพรรณเอ๋ย..." ซึ่งจะถูกผิดและเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ร่วมทุกข์สุขกับคนอื่นๆ หรือที่คนทำงานประชาคมเรียกว่าให้ความไว้วางใจทั้งต่อตนเองและผู้คนรอบข้าง 

       ในขณะที่เรามีมุมป้องกันตนเองให้เป็นฝ่ายได้และปลอดภัยไว้ก่อนอยู่เสมอ  อีกทั้งถือหลักดำเนินตามปรัชญานี้เรียนรู้คนอื่นซึ่งมิใช่เพื่อสร้างพลังความร่วมมือกันออกมาจากความเปิดเผยจริงใจ ทว่า เพียงเพื่อใช้ป้องกันตนเองและกุมการทำสิ่งต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมายอันซ่อนไว้ของตนเองอย่างได้เปรียบผู้อื่นเสมอนั้น เป็นเหมือนการเรียนรู้แบบนักแบล๊คเมล์

       เป็นความไม่ซื่อตรงทั้งต่อผู้อื่นและตนเอง ได้ความสำเร็จเพียงเล็กน้อยแต่เสียความเป็นมนุษย์ที่ผู้อื่นเขาซื้อด้วยการให้ความไว้วางใจต่อเรา เป็นการให้ความสูงส่งต่อเราแต่กลับมีวิถีที่ต่ำกว่าที่คนอื่นจัดวางตำแหน่งให้ในใจ ภาษาชาวบ้านอาจเรียกว่าไม่ลูกผู้ชาย ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ วิธีคิดและสปิริตต่อคนอื่นอย่างนี้ ใช้ทำงานใหญ่ไม่ได้ คับแคบเกินไป ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกหรือระดับระหว่างสังคม

        การต้องเรียนรู้กันและกัน เป็นการเรียนรู้ที่มิได้มุ่งให้ปัจเจกรู้มากกว่าคนอื่น และเกิดอัตตา-มิจฉาทิฏฐิไปว่า ความรู้ของตนดีกว่าความรู้ผู้อื่น อย่างในกระแสหลักของโลก ทว่า เป็นวิถีการเรียนรู้เพื่อซาบซึ้ง จริงใจ และเคารพกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดระหว่างการทำสิ่งต่างๆไปด้วยกัน

        การรู้ไม่เท่ากันโดยรู้ให้มากกว่าคนอื่นอย่างซ่อนจุดหมายส่วนตนไว้ รวมทั้งวางเงื่อนไขโดยใช้ความรู้ของตนและการอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบผู้อื่น ให้ผู้อื่นเดินเข้าสู่กระบวนการที่เราทำโดยที่ไม่รู้หรือรู้ไม่เท่ากันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถึงแม้จะเป็นเรื่องดีและทำเพื่อสิ่งที่มิใช่เพื่อตนเอง ก็ไม่ควรทำ วิธีคิดและคุณธรรมอย่างนี้จำเป็นมากสำหรับนักวิจัยแนวชุมชน รวมไปจนถึงผู้มีโอกาสทำงานส่วนรวมระดับต่างๆ

        อาจจะถือว่าเป็นจริยธรรมและคุณธรรมของการทำงานชุมชนและในวิถีประชาคมด้วยก็ได้  โดยเฉพาะการกำหนดสิ่งต่างๆล่วงหน้าด้วยความรู้และความได้เปรียบของตน แล้วปล่อยให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมได้ทุกอย่าง ทว่า จะสนใจจำเพาะส่วนเสี้ยวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองต้องการซึ่งกำหนดไปตามความรู้ที่คนอื่นไม่รู้ 

         ทำให้ชีวิตของปัจเจกและชุมชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆผิดความเป็นธรรมชาติ กลายเป็นเหยื่อและผู้ถูกกระทำในสถานการณ์ที่ผู้อื่นกุมเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆที่เขาไม่รู้ไว้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นการสูญเสียโอกาสต่างๆในชีวิตไปจากที่ควรจะเป็นมากมาย เพราะไว้วางใจโลกรอบข้างโดยไม่รู้ว่าอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ผู้อื่นกุมสภาพเหนือตนไว้นั่นเอง จึงจัดว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างอย่างมากเลยทีเดียว

        ดังนั้น ในกรณีอย่างนี้ ปรัชญาซุนวู ก็จะสู้ปรัชญาในเพลง สองเราเท่ากัน ของ เต๋อ เรวัติ  พุทธินันท์ ไม่ได้ ที่บอกว่า มือจับมือ ใจต่อใจ ก้าวไปพร้อมๆกัน ไม่ต้องมีใครนำใคร เพราะบางครั้งเราต้องเป็นผู้ตาม แต่บางสถานการณ์เราก็ต้องเป็นผู้นำ ผู้คนจึงต่างพึ่งพาอาศัยกัน เท่ากัน ยิ่งนั่งฟังและคิดใคร่ครวญจากเพลง ก็ยิ่งเห็นว่าภายใต้ความเป็นบทเพลงของเต๋อนั้น แทบจะเป็นปรัชญาชีวิตและทรรศนะต่อสังคมทั้งสิ้น

         การทำงานชุมชนและการทำงานกับผู้อื่นในแนวทางนี้  จะพัฒนาการช้าในระยะแรกๆ   แต่ในระยะยาวแล้วจะได้ความไว้วางใจ  จริงใจ  และเข้าถึงภาษาที่มีความบริสุทธิใจต่อกัน  หนักแน่นพอที่จะปรึกษาหารือและทะเลาะถกเถียงกันได้ เป็นทุนทางสังคมและเป็นเงื่อนไขให้ทำงานอย่างอื่นขึ้นมาอีกได้ 

        อีกทั้งถึงยุคสมัยนี้แล้ว การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น  ก็ไม่ใช่ยุคสงครามอย่างที่เกิดวาทะของซุนวูนี้ขึ้นมา ที่ผู้คนต่างไม่มีใครไว้ใจใครได้นอกจากดาบและม้าของตัว ต้องแข่งขันเอาเปรียบกันและกันแบบเอาแพ้เอาชนะ จ้องเข่นฆ่าทำลายล้างกันไปข้างหนึ่ง ไม่มีมิตรและศัตรูที่ถาวร

        ทว่า  กลับเป็นยุคที่จะต้องเห็นถึงความเชื่อมโยงถึงกัน ต่างร่วมเป็นเหตุปัจจัยในทุกข์และสุขของกันและกัน ทั้งสังคมท้องถิ่นและสังคมโลก ต้องอยู่ร่วมกันอย่างพอดีทั้งการแข่งขันและความร่วมมือ

        "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ของ ซุนวู จึงสู้ สองเราเท่ากัน  ของ เต๋อ ไม่ได้ดังนี้แหละครับ.