".... เป็นการออกแบบแหล่งให้ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบ มีความยืดหยุ่น หลากหลายต่อโอกาสการเข้าถึงสาระแห่งธรรมที่คัดสรร ออกแบบ และจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี....."

           การเกิดประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยิ่ง ในหลักความเชื่อต่างๆนั้น  มักกล่าวกันว่าต้องอาศัยการเกิดและสะสมกันอย่างข้ามภพ-ข้ามชาติเลยทีเดียว แต่ท่านพุทธทาส ท่านเชื่อมั่นว่า ภาวะนิพพานและการพัฒนาทางจิตวิญญาณนั้น นำมาเป็นแนวพัฒนาสังคมและเป็นสิ่งที่บรรลุผลในช่วงชีวิตหนึ่งของเราได้ ซึ่งเป็นทรรศนะเชิงปฏิรูปอย่างยิ่ง

  วิเคราะห์โรงมรสพทางจิตวิญญาณโดย Edutech and Arts Approach [๑] 

           ในทรรศนะผู้เขียนแล้วเห็นว่า ความเป็นโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ เป็นการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแปรแนวคิดเชิงปฏิรูปดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติ  สร้างความเป็นจริงใหม่ๆให้เกิดขึ้นในสังคม เป็นผลงานที่ผ่านการศึกษาอย่างลึกซึ้งและพิสูจน์ในชีวิตตนเองอย่างยาวนานของพุทธทาสและสานุศิษย์ เป็นสิ่งหายากที่มิใช่เพียงศาสนสถานแบบดาดๆ และมิใช่เพียงสื่อการเรียนการสอนเพื่อให้การศึกษาอบรมทางศาสนาแบบทั่วไป ในบทความนี้จึงสนใจที่จะลองศึกษาในแง่ที่เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและนำเสนอให้ได้ความบันดาลใจใหม่ๆของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาสังคม

          เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมไปเป็นวิทยากรเตรียมการวิจัยประเมินโครงการเครือข่ายด้านสุขภาพที่ภาคใต้ แล้วก็ถือโอกาสแวะไปสวนโมกขพลารามที่อำเภอไชยาอีกรอบ เลยอดไม่ได้ที่จะไปดู ศึกษา แล้วก็เก็บภาพโรงมหรสพทางจิตวิญญาณแง่มุมต่างๆไว้อีก หลังจากเคยลงไปเมื่อปี ๒๕๕๑ มาครั้งหนึ่งแล้ว[๒]

           ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการเรียนรู้เพื่อสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณนั้น มีความเป็นปัจจัตตังและสอนให้กันยาก  ดังนั้น ความเป็นโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ จึงเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเรียนรู้ ที่ช่วยขยายขีดความสามารถของผู้คนให้สามารถเรียนรู้และให้การศึกษาอบรมสิ่งที่ยากให้ทำได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนและศึกษาอบรมตนเองสามารถเกิดประสบการณ์ที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณและเข้าถึงธรรมด้วยตนเองได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ศาสนธรม การเรียนรู้ทางสังคม และสังคมโลกในยุควิทยาศาสตร์ มีบทบาทเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากขึ้น

  ความคิดริเริ่มและกระบวนคิดเชิงระบบในโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ 

           องค์ประกอบต่างๆของความเป็นโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ สามารถพิจารณาให้เห็นถึงความความสร้างสรรค์หลายด้านที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ.......

  • ความเป็นนวัตกรรม  สื่อบูรณาการ  เทคโนโลยีทางการศึกษา  เป็นการใช้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์และกระบวนการเรียนรู้ ผสมผสานทั้งศาสตร์ทางด้านจิตใจและวิทยาศาสตร์การศึกษา  มาออกแบบให้เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ต้องการ
  • ศิลปะเพื่อการสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ  เป็นการใช้สื่อศิลปะ ซึ่งมุ่งให้ประสบการณ์ภายในแก่มนุษย์โดยตรงทั้งทางด้านพุทธิปัญญา มโนปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อสร้างความมีสุนทรียภาพ อันเป็นองค์ประกอบด้านความละเอียดอ่อนโยน ความประณีต การพัฒนาทรรศนะเชิงคุณค่าและรสนิยมต่อสิ่งต่างๆ  มาบูรณาการกับเนื้อหาทางด้านศาสนา
  • การจัดสิ่งแวดล้อมและการจัดศูนย์การเรียนรู้  สามารถเห็นบทบาทของการจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง และการจัดศูนย์การเรียนรู้ รองรับการเรียนรู้ของสังคม อย่างมีรูปแบบ เป็นสัดส่วน
  • มิติพัฒนาการของศิลปะแห่งความศรัทธาในสังคมไทย  สามารถศึกษาให้เห็นถึงพัฒนาการของงานจิตรกรรมฝาผนังแนวประเพณีกับการจัดวางใหม่ของงานศิลปะทางศาสนา 

         มองในแง่ของการจัดกระบวนการศึกษาและการเรียนรู้นั้น โรงมหรสพทางจิตวิญญาณจะมีลักษณะที่น่าสนใจ 2 ประการ คือ เป็น กลวิธีการออกแบบกระบวนการเรียนการสอน  และ การสร้างนวัตกรรมการศึกษาอบรมอย่างบูรณาการ  

  การพัฒนารูปแบบอย่างบูรณาการ 

         ในความเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่มีความเป็นบูรณาการนั้น หากใช้หลักจิตวิทยาการศึกษาและแนวคิดกรวยประสบการณ์ของนักการศึกษาแนวประสบการณ์นิยมอย่าง Edgar Dale มาวิเคราะห์[๓]  ก็จะเห็นถึงการใช้รูปแบบการออกแบบเพื่อจัดการปฏิสัมพันธ์เพื่อการเรียนรู้บนหลักการที่สำคัญ ๒ ส่วน คือ (๑) การสร้างความครอบคลุมช่องทางหลายทางของการรับรู้และการเรียนรู้ (๒) การเพิ่มโอกาสในการเกิดประสบการณ์กับโลกภายนอกของปัจเจก[๔] โดยความครอบคลุมและการเพิ่มโอกาสในลักษณะดังกล่าว จะได้จากการออกแบบและบูรณาการองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกัน คือ......  

  • การใช้สื่อศิลปะ ภาพเขียนและการสร้างประสบการณ์เชิงสัมผัสทางการเห็น 
  • บทกวีและกระทู้ธรรมเพื่อบูรณาการประสบการณ์ทางการอ่านและการคิด 
  • การปั้นและติดตั้งเป็นชิ้นงานประติมากรรม รวมทั้งสิ่งแสดงแบบลอยตัวเพื่อสร้างประสบการณ์สมจริง
  • การจัดอาคารและจัดวางสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อความเป็นสมาธิ อยู่กับตัวเอง และปฏิสัมพันธ์กับแหล่งเรียนรู้อย่างใกล้ชิด รอบด้าน
  • การจัดอาณาบริเวณที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ความร่มรื่น และมีความวิเวก

           เรียกว่าเป็นการออกแบบแหล่งให้ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบ  มีความยืดหยุ่น หลากหลายต่อโอกาสการเข้าถึงธรรมะต่างๆที่คัดสรรมาออกแบบและจัดวางด้วยกัน อย่างดี

 

 

                              ภาพบริเวณโดยรอบและอาคารโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ[๕]  

 

                                งานประติมากรรมลอยตัว พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร [๖]  

 

 

 

 

 

            ภายในโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ  สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  มีเนื้อหาและลักษณะการจัดวางภายในที่บ่งบอกถึงการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

  การเรียนรู้ระหว่างศาสนาด้วยท่าทีของการสร้างความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน 

           เห็นได้ถึงการทำงานทางความคิดอย่างลึกซึ้ง หากได้ศึกษาเรียนรู้อย่างละเอียด จะสามารถเข้าใจกระบวนทรรศน์และวิถีคิดที่สำคัญหลายแนวของโลก มิใช่เพียงที่มาในพระพุทธศาสนาเท่านั้น[๗]  คือ.....

  • ระบบคิดพื้นฐานและจักรวาลวิทยา รวมทั้งทรรศนะต่อสรรพสิ่งในรูปของงานวรรณกรรมเทพปกรณัม ของกรีกและยุโรป (เขียนบนเสาใกล้ทางเข้าออก)
  • แนวคิด ปรัชญาพื้นฐาน และทรรศนะที่สำคัญต่อโลกและสันติภาพของโลก ของคริสตศาสนา
  • แนวคิดและปรัชญาสำคัญของเซน และมหายาน
  • ระบบคิดและทรรศนะสำคัญของผู้นำทางสังคมของโลกในบางด้านที่นำเข้าสู่หัวข้อธรรมสำคัญๆ
  • วิถีคิด และทรรศนะต่อความดี  ความจริง ความงาม แบบพื้นบ้าน ทั้งของไทยในภูมิภาคต่างๆ และของต่างประเทศ
  • คติ  งานวรรณกรรม  บทกวีนิพนธ์ งานศิลปะและภาพเขียน ที่ให้ทรรศนะสำคัญของโลกฝ่ายจิตวิญญาณของสังคมต่างๆทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก

  แบบแผนโดยทั่วไปของศิลปะกับศาสนาและสิ่งศรัทธา 

            ภายในโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ แสดงให้เห็นจุดหมายของพุทธศาสนาว่ามุ่งสู่การปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณโดยวิถีแห่งปัญญาและการปฏิบัติออกมาจากการพัฒนาตนเอง 

             ในทางศิลปะแห่งความศรัทธา และศิลปะเพื่อศาสนา  แนวทางการทำงานศิลปะอย่างนี้  เทียบได้กับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง และการทำสื่อภาพ ตามศาลาและศาสนสถาน  ซึ่งแต่เดิมก็มุ่งให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และสืบทอดเรื่องราวที่ลึกซึ้งในการเข้าถึงพุทธธรรม ทว่า ต่อมา เนื้อหาการเขียนภาพก็มักมุ่งเป็นการบันทึกเชิงประวัติศาสตร์  โดยเน้นพุทธประวัติและกฤษฎาภินิหาร

             ในยุครัชกาลที่ ๓  งานจิตรกรรมฝาผนังของ ขรัวอินโข่ง  ปรากฏพัฒนาการ ทั้งในเชิงขนบการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง และเนื้อหาการเขียนภาพในศาสนสถาน  โดยผสมผสานเทคนิคการเขียนภาพแบบแสดงทัศนียภาพ (Perspective)  รวมทั้งมีการให้แสงเงา และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาค ซึ่งเป็นแนวทางของสมัยใหม่  แทนการแสดงเรื่องราวด้วยเส้นและการวางกรอบเป็นสัดส่วนด้วยเส้นสินเทาแบบขนบเดิมๆในการเขียนภาพจิตรกรรมประเพณีของไทย 

              อีกทั้ง มีการนำเอาเรื่องราวทางสังคม และการบันทึกเหตุการณ์ทางสังคม  เข้ามาผสมผสานกับเรื่องราวทางพุทธศาสนา นับเป็นจุดเชื่อมต่อวิถีดั้งเดิมของสังคมไทยเข้าสู่แนวทางศิลปะสมัยใหม่ ตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก เป็นเสมือนบันทึกและหมายเหตุเล็กๆ ของสังคม ทว่า เห็นความลงตัวและสื่อสะท้อนภาวะการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

  พัฒนาการและความริเริ่มที่ปรากฏในโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ 

             หากแสดงถึงพัฒนาการและความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะเพื่อศาสนาจากผลงานโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณของสวนโมกข์นี้แล้ว ก็จะเห็นการสร้างความแตกต่างและต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมในสังคมไทย ในสองเรื่อง  คือ 
             (๑) การทำให้ศิลปะและสื่อแห่งศรัทธามีบทบาทจำเพาะต่อการศึกษาอบรมทางจิตใจ โดยทั่วไปนั้น งานศิลปะทางศาสนาที่มีมาในอดีต มักทำหน้าที่เป็นบันทึกจรดจารเชิงประวัติศาสตร์ รวมทั้งทำเป็นสิ่งตบแต่งศาสนสถานให้สวยงามให้สัปปายะต่อความเจริญงอกงามทางจิตใจ ทว่า การทำขึ้นเพื่อให้เป็นสื่อและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และเป็นวิธีการให้การศึกษาอบรมโดยตรงอย่างโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณที่สวนโมกข์นี้ เป็นวิธีการที่พบเห็นได้น้อยมาก
              (๒) การสร้างพื้นที่ขึ้นใหม่ที่บูรณาการทางศิลปะ ศาสนา และการศึกษาอบรม ศาสนสถานโดยทั่วไป ก็มักเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนาและเพื่อการอยู่อาศัยของชุมชนทางศาสนาที่เอื้อต่อการศึกษาอบรมในแนวทางที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในพระธรรมวินัย การอบรมสั่งสอนก็มีแหล่งเฉพาะ เช่น บนศาลา บนธรรมมาส และในพื้นที่ที่สร้างขึ้นจำเพาะเมื่อมีกิจกรรมทางศาสนา ทว่า กรณีโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ จัดว่าเป็นการทำขึ้นอย่างเป็นศาสนสถานอีกชนิดหนึ่งให้มีบทบาทต่อการทำกิจกรรมให้ศึกษาอบรมทางศาสนธรรม ผ่านสื่อและการผสมผสานวิธีการต่างๆที่เห็นว่ามีประสิทธิภาพ เป็นสื่อและอาคารสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่สามารถเดินเข้าไปและก่อเกิดประสบการณ์ที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณด้วยตนเองได้ [๘]

 

 

                                                                       ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

                     สองภาพบน เป็นศิลปะแนววิพากษ์สังคม แสดงทรรศนะต่อสังคมว่ามีภาพความเป็นไปที่แตกต่างกับสิ่งที่หลักศาสนาต่างๆ ได้แสดงไว้ ในขณะที่แต่ละสังคมที่มีแนวความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ต่างก็อ้างความเป็นคนในศาสนานั้นๆ และขัดแย้งกัน บ่งชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นผู้ศึกษาและปฏิบัติในศาสนาของตนอย่างแท้จริง รวมทั้งสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงว่า  สังคมโลกละทิ้งการพัฒนาทางจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก  ศาสนาและการพัฒนาทางจิตวิญญาณจะต้องได้รับการเอาใจใส่มากขึ้น   

 

 

 

 

                                                                               ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

               ลักษณะการเขียนภาพ เป็นการระดมการวาดและทำสื่อศิลปะแห่งศาสนา เพื่อมุ่งให้บรรลุผลสำหรับการพูดคุย สนทนา บรรยายธรรม และให้การศึกษาอบรมทางด้านพุทธิปัญญา  แนวการทำงานจึงผสมผสานหลายแนวไปตามความสมัครใจและตามความศรัทธาของกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงาน 

 

 

                                                                               ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

               ภาพบน :  หลักการดำเนินชีวิตคติชาวบ้านของชุมชนพื้นถิ่นไทย  เล่นกับหมา  หมาเลียปาก  เล่นกับสาก  สากตีหัว  เขียนเป็นภาพจิตรกรรมบนเสา  

 

 

                                                                              ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

                สภาพแวดล้อม  ภายนอกโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ และผู้แสวงหาการศึกษาอบรมตน  ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  มุ่งค้นพบตนเองและมุ่งความปีติสุขด้วยการหวนคืนสู่ความสามัญ-ความเรียบง่าย ที่สวนโมกข์

 

  แนวการขยายผลและพัฒนาให้เหมาะสมกับความจำเป็นของสังคม 

             ทั้งหมด  จะเห็นความเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาของโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ สวนโมกข์  รวมทั้งเป็นเทคโนโลยีการศึกษาเชิงระบวนการ ที่มีกลวิธีการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ สร้างขึ้นจากการทำงานความคิดและศึกษาค้นคว้าเนื้อหาเพื่อการศึกษาอบรมทางศาสนาที่ลึกซึ้งและก้าวหน้ามาก 

            ในทางรูปแบบและนวัตกรรมทางการศึกษานั้น อาจถือเป็นแนวสร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของปัจเจกและชุมชน ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นแหล่งพัฒนาพลเมืองและศูนย์ให้การศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างความสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน.

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ บรรณานุกรม และการอ้างอิงในบทความ :

[๑] Edutech and Arts Approach จำเพาะที่ใช้ในบทความนี้ ขอใช้ Edutech เพื่อเป็นคำเฉพาะที่หมายถึงเทคโนโลยีทางการศึกษา ให้สั้นกระชับแทน Educational Technology และ Edutech and Arts Approach หมายถึงการพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆด้วยทรรศนะทางศิลปะ สุนทรียภาพ แง่มุมในความเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการศึกษาเรียนรู้ และวิธีการบรรลุจุดหมายต่างๆ ด้วยวิธีการทางศิลปะ สื่อสุนทรีภาพ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ทั้งนี้ ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า การพัฒนาวิธีคิด วิธีมอง และสร้างแนวปฏิบัติออกจากจุดยืนของกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายให้สอดคล้องกลมกลืนกับความซับซ้อนของสังคม เพื่อเข้าปสู่ความสูงสุดในสิ่งเดียวกันได้มากเท่าใด ก็อุปมาดังการทำประตูหน้าต่างและทางขึ้นไปสู่จุดหมายเดียวกันให้ได้หลายช่องทางได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ใครเข้าช่องทางใดก็นำไปสู่ภาวะเดียวกันได้เหมือนกัน ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้และยกระดับภาวะทางปัญญาขึ้นจากทุกกิจกรรมการปฏิบัติ ส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ปัญญาของผู้คน รวมทั้งส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างปัจจัยทางวิทยาการและเทคโนโลยีกับการพัฒนาทางสังคมวัฒนธรรม ให้เกื้อหนุนส่งเสริมกันอย่างอย่างเหมาะสมมากยิ่งๆขึ้น

 [๒] ผู้เขียนเคยรวบรวมเอกสารและสื่อสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ เกี่ยวกับโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ ทั้งของสวนโมกข์และที่เขียนโดยคนภายนอก มาศึกษาและเตรียมความรู้เพื่อที่จะลงไปดูของจริงด้วยตนเอง  ด้วยเห็นว่า  เรื่องราวต่างๆในหนังสือและข้อมูลที่มี  เมื่อลองติดตามศึกษาทรรศนะของท่านพุทธทาส  อันเป็นที่มาของการสร้างโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ และการทำงานทางด้านตางๆมากมายของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่า  มีอีกหลายมิติที่อยู่ในโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณ  ที่คนเข้าไม่ถึงรหัสนัยและไม่ได้กล่าวถึงไว้ ผู้เขียนได้ไปดูด้วยตนเองรอบหนึ่งเมื่อปี  ๒๕๕๑  และอีกครั้งในปี ๒๕๕๒ นี้  ก็ยิ่งเห็นเช่นที่กล่าวนั้น

[๓] Edgar Dale  เอดการ์ เดล (๑๙๐๐-๑๙๘๕) เป็นนักการศึกษาชาวอเมริกัน และเป็นศาสตราจารย์ทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ  สหรัฐอเมริกา เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการศึกษา  โดยเฉพาะทางด้านสื่อ เทคโนโลยีการศึกษา การออกแบบและพัฒนาหลักสูตร งานวิจัยและการนำเสนอแนวคิดทฤษฎีทางการศึกษาของเดลที่รู้จักกันดีคือ แนวคิดเกี่ยวกับกรวยประสบการณ์ (Cone of Experiences)  ว่าด้วยลำดับความเข้มข้นของประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ให้ความชัดแจ้งแก่ปัจเจก (Concrete experinces) กรวยประสบการณ์ของเดล จัดลำดับประสบการณ์จากช่องทางเชิงสัมผัส นับแต่การสื่อสารด้วยภาษาที่มิใช่คำพูด (Non-Verbal Communication) เป็นแหล่งให้ประสบการณ์ที่เข้มข้นต่ำสุด ไปจนถึง สถานการณ์จำลองของจริง (Simulation) และประสบการณ์ตรงจากของจริง เป็นประสบการณ์ที่มีความเข้มข้นสูงสุด ในขั้นที่สามารถเกิดความชัดแจ้ง จำได้ และคิดเห็นภาพได้ ความเข้มข้นของกรวยประสบการณ์ จะทำให้ปัจเจกสามารถเกิดการเรียนรู้ มีคุณภาพต่อการจำได้และมีคุณภาพต่อระดับการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน กล่าวคือ จากการอ่าน จะได้คุณภาพการเรียนรู้เมื่อเทียบกับความเป็นจริงได้เพียงร้อยละ ๑๐ ของสิ่งนั้น  การได้ยินได้ฟังจะได้ร้อยละ  ๒๐ การได้เห็นเพิ่มเป็นร้อยละ ๓๐  การบูรณาการการได้ยินได้ฟัง กับการได้เห็น  เพิ่มพูนประสบกาณ์ให้เข้มข้นสมจริงได้อีกร้อยละ ๕๐  การได้พูดและแสดงออกด้วยการเขียน เพิ่มความเข้มข้นเป็นร้อยละ  ๗๐  และการได้พูดพร้อมกับได้ลงมือทำไปด้วยในสิ่งที่สนใจให้ประสบการณ์เข้มข้นถึงร้อยละ  ๙๐ ของสิ่งที่เรียน

[๔] แนวคิดและทฤษฎีของเดล เป็นหลักที่นักการศึกษาและนักเทคโนโลยีทางการศึกษานำไปประยุกต์ใช้ทั้งในสาขาการวิจัยและพัฒนาสื่อ  การสร้างภาพยนต์และสื่อผสมผสานทางเทคนิคเพื่อการศึกษา  การประเมินผลทางการศึกษา  รวมทั้งการออกแบบและการจัดกระบวนการทางการศึกษาอย่างบูรณาการ  ซึ่งในกรณีของโรงมหรสพทางจิตวิญญาณนี้  สามารถเทียบได้กับกลวิธีทางการศึกษาของการสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เพื่อให้ประสบการณ์ที่เข้มข้นแก่ผู้ศึกษาเรียนรู้  ซึ่งอยู่ในลำดับเกือบสูงสุดรองลงมาจากประสบการณ์จริง

[๕] ภาพบริเวณโดยรอบและอาคารโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ  การทำให้เราสามารถเดินเข้าไปในพื้นที่ทางนามธรรมที่สุดของมนุษย์ เพียงกระบวนการคิดและการแปรมาสู่นวัตกรรมทางการเรียนรู้  ที่เรียกว่าโรงมโหรสพทางจิตวิญญาณนี้  ก็น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว  ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

[๖] ด้านหน้า เยื้องไปทางด้านข้าง มีงานประติมากรรมลอยตัว พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร  ติดตั้งอยู่สนามหญ้ากลางแจ้ง งดงามทั้งในเชิงศิลปะ และสื่อสะท้อนพลังแห่งความเมตตา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพุทธะ  เป็นผลงานของท่านเขมานันทะ ศิษย์เอกท่านหนึ่งของท่านพุทธทาสภิกขุ หรือในปัจจุบันคิอ ท่านโกวิท อเนกชัย ศิลปินแห่งชาติ (๒๕๕๐)  มีนัยสำคัญต่อความเป็นสวนโลกขพลารามหลายประการ ในความเป็นพุทธศาสนานั้น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  เป็นวิถีแห่งโพธิสัตว์ซึ่งเน้นความเมตตาและการมุ่งประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่ การก้าวหน้า ร่วมแก้ไขความทุกข์และร่วมสร้างความสุขไปด้วยกันในวิถีของคนส่วนใหญ่ ไม่เน้นการบรรลุและวิถีการหลุดพ้น ที่ถึงแม้จะดีกว่า  สูงกว่า  บริสุทธิ์กว่า  ทว่า เป็นไปเพื่อความสูงส่งของปัจเจกและก่อเกิดผลดีต่อคนส่วนน้อยเท่านั้น จึงเป็นแนวทางหนึ่งของพุทธศาสนาที่ปรับวิถีปฏิบัติให้เข้ากับแนวทางที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ หรือเป็นมหายาน  ยานที่ง่ายและเอื้อต่อการที่มหาชนคนส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ บ่งบอกถึงทรรศนะที่เปิดกว้างของสำนักปฏิบัติศึกษาสวนโมกข์ ไม่มีกรอบจำกัดต่อความเชื่อ  ความศรัทธาและวิถีที่แตกต่าง ที่สำคัญคือ คนสนใจศิลปะและนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ย่อมทราบดีว่า รูปปั้น พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร เป็นร่องรอยความก้าวหน้าของอารยธรรมยุคโลหะ และเป็นหมุดหมายการเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิของพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคนี้ที่ไชยา สุราษฏร์ธานี  ผู้ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์   กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒  

[๗] ในงานของ Chi. M.T,H (๑๙๖๘) และคณะ   ( http://www.willatworklearning.com/2006/05/people_remember.html เมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๒  เวลา  ๐๑.๓๐ น. ) ได้ศึกษาวิเคราะห์ความสามารถจำและรำลึกประสบการณ์จากแหล่งต่างๆได้  ว่ามีความแตกต่างกัน คือ จากการอ่าน คนเราจะสามารถจำและระลึกได้เพียงร้อยละ ๑๐  หากได้เห็นจะจำได้ร้อยละ  ๒๐  ผ่านการได้ฟังร้อยละ  ๓๐ การได้เห็นบูรณาการกับการได้ฟังเพิ่มเป็นร้อยละ ๕๐  การผสมผสานทั้งการอ่าน ดู ฟัง เพิ่มเป็นร้อยละ  ๗๐  และหากได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง สามารถจำและระลึกได้ร้อยละ  ๘๐   

[๘] รูปแบบการจัดวางทางศิลปะ ที่ทำให้ความเลื่อนไหลของสังคมและความเป็นปัจเจกกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างเนื้อหาให้เกิดขึ้นไปตามบริบทหนึ่งๆ อยู่เสมอนั้น ในทางศิลปะและการพัฒนาทางญาณวิทยานั้น ถือว่าเป็นความท้าทายซึ่งในสังคมหนึ่งๆต้องใส่ใจที่จะสร้างสรรค์ พัฒนา และค้นคว้า ให้เกิดความก้าวหน้าหลากหลายอยู่เสมอ เพราะมีความหมายต่อการขยายพรมแดนการพัฒนาความรู้พื้นฐานเพื่อเป็นฐานความคิดให้กับการพัฒนาด้านอื่นๆต่อไปอีก ในการทำงานศิลปะที่เป็นงานจิตรกรรมหรือการวาดรูปบนพื้นราบมิติเดียวนั้น โดยทั่วไปแล้วก็มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้เพียงติดตั้งให้ยืนชม แต่กรณีของโรงมโหรสพทางจิตวิญวิญญาณของสวนโมกข์ เราจะพบว่าก็ได้ใช้วิธีวาดรูปบนผนัง แผ่นไม้ และเฟรมผ้าใบ เช่นกัน ทว่า กลับมีพลังการเป็นสภาพแวดล้อมเพื่อการศึกษากล่อมเกลาทางจิตใจ ก็เนื่องจากเพิ่มการจัดวางซึ่งทำให้เกิดพื้นที่สำหรับปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้มากขึ้นกว่าการยืนดู วิธีดังกล่าว ทำให้ผู้คนเกิดการบูรณาการประสบการณ์ขึ้นอย่างรอบด้าน รวมทั้งสามารถเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการจัดวางองค์ประกอบและสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการได้ความสงบกายใจ เอื้อต่อการได้ภาวะการตื่นรู้ ได้อยู่กับตนเอง ฟังและสดับเสียงจากห้วงอารมณ์ธรรมในตน คิดใคร่ครวญอย่างแยบคายกับตนเอง และได้ประสบการณ์ตรงทางจิตวิญญาณไปตามกำลังเหตุปัจจัยของตนเองเป็นของใครของมัน ซึ่งกระบวนการภายในดังกล่าวนี้ เป็นการเห็นตนเองด้วย ดังนั้น จึงเป็นศักยภาพการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์ที่ทุกคนมี และเป็นกระบวนการทางปัญญาญาณที่ให้การเข้าถึงความปีติ ความเบิกบานแจ่มใส ได้เป็นประสบการณ์ตรงแก่ปัจเจกและผู้คนที่เดินเข้าไปสัมผัส ในมิติที่พ้นไปจากสิ่งที่จะสามารถสั่งสอนกันได้