หากถือว่ามหาวิทยาลัยมีความสำคัญ เพราะอาจใช้เป็นดัชนีที่สะท้อนความรู้และศักยภาพของสังคมหนึ่งๆ ก็น่ารู้ไว้ว่า มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกนั้นเกิดขึ้นในอินเดีย ภายใต้วัฒนธรรมพุทธศาสนานี่เอง

       
ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง นาลันทามหาวิหาร (Nalanda Mahavihara) ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทา ทั้งนี้เพราะแม้สถานที่แห่งนี้จะเริ่มจากการเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาก่อนในระยะแรก แต่ต่อมาได้ขยายขอบข่ายวิชาการครอบคลุมสาขาวิชาอื่นๆ เช่น การแพทย์ กฎหมาย และดาราศาสตร์ อีกทั้งยังรับคฤหัสถ์เข้าเรียนด้วย



นาลันทาในปัจจุบัน


จริงๆ แล้ว หากคิดเฉพาะแค่การศึกษาทางพุทธศาสนา ก็อาจถือได้ว่านาลันทาเป็นสถานศึกษานานาชาติอีกด้วย  เพราะพระสงฆ์ที่มาร่ำเรียนที่นี่ ไม่ได้มีเฉพาะพระอินเดียเท่านั้น พระจากธิเบตก็มี พระจากจีนก็มา แถมยังมีพระจากอาณาจักรศรีวิชัยอีกต่างหาก

        คำว่า นาลันทา หมายถึงอะไร? มาจากไหน?

        เรื่องนี้มีข้อสันนิษฐานหลายอย่าง...
บ้างก็ว่ามาจากคำว่า นาลัน (ดอกบัว) + ทา (ให้) หมายถึง ให้ดอกบัว โดยมีตำนานเสริมว่า บริเวณนี้มีดอกบัวมาก จึงเป็นเสมือนสถานที่ให้ดอกบัว

บ้างก็ว่ามาจาก น + อลัง + ทา หมายถึง ให้ไม่รู้จักพอ  ความหมายอย่างนี้ฟังแล้วงงๆ แต่อาจจะชัดเจนขึ้น หากได้อ่านบันทึกของพระถังซำจั๋ง ความตอนหนึ่งว่า
      
        “ผู้สูงอายุเล่าสืบมาว่า มีสระแห่งหนึ่งในป่าอามรเบื้องใต้ของอาราม พญานาคที่อาศัยอยู่ในสระนามว่า นาลันทา เมื่อมาสร้างอารามอยู่ใกล้สระ จึงตั้งชื่อสระตามชื่อนาค 
        แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วคือ เมื่อครั้งพระตถาคตเจ้าเสวยพระชาติโพธิสัตว์เป็นพระราชาของแว่นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งได้สร้างราชธานี ณ ที่แห่งนี้ พระองค์มีน้ำพระทัยเมตตากรุณา ทรงมีความยินดีในการบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ผู้คนทั้งหลายจึงสรรเสริญ ยกย่องพระองค์ว่า ผู้ไม่เบื่อในการให้ทาน เมื่อสร้างอารามเสร็จก็ขนานนามอารามตามชื่อนี้”

        แล้วนาลันทามหาวิหารสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไร?

        เรื่องนี้ดูเหมือนจะยังไม่ชัด เพราะเอกสารบางแห่งระบุว่าราวปี พ.ศ. 993 แต่หากเชื่อแหล่งข้อมูลของธิเบตซึ่งระบุว่า  ปราชญ์คนสำคัญของพุทธศาสนานิกายมหายาน คือ พระนาคารชุน (Nagarajuna) เคยมาอยู่ที่นาลันทานี้ ก็จะสรุปว่านาลันทาน่าจะสร้างก่อนช่วงปี พ.ศ. 613-713 ซึ่งเป็นช่วงสมัยของนาคารชุน (ช่วงอายุของนาคารชุนที่ให้ไว้นี้ เอกสารแหล่งอื่นๆ อาจจะให้ตัวเลขต่างกันไป)

 

พระถังซำจั๋งเมื่อครั้งเดินทางมาถึงนาลันทามหาวิหาร
(ภาพดัดแปลงจากหนังสือ ภาพประวัติ พระถังซัมจั๋ง เรียบเรียงโดย ล. เสถียรสุต)

        ส่วนบันทึกของพระถังซำจั๋งก็เล่าไว้ว่า พระเจ้าศักราทิตย์ (จีนสมัยถังเรียกว่า ตี้เย่อ) เป็นผู้สร้างอารามแห่งนี้เป็นคนแรก โดยกษัตริย์องค์ต่อๆ มาได้สร้างอารามหลังอื่นทางทิศต่างๆ เพิ่มเติม โดยพระถังซำจั๋งเขียนไว้ว่า

        “… บริเวณอารามทั้งหมดนี้มีกำแพงเดียวกันสูงล้อมรอบและมีประตู [เข้าออก] เดียวกัน จากการก่อสร้างของกษัตริย์หลายยุคหลายสมัย ที่นี่จึงเป็นอารามที่จำหลักกันอย่างสุดฝีมือ วิจิตรโอฬารหาใดเทียม”

        ในยุคแรกๆ นั้น นาลันทามหาวิหารนับเป็นแหล่งชุมนุมของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา (ฝ่ายมหายาน)  มากมาย เช่น นาคารชุน อสังคะ ทินนาค และท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน รวมทั้งพระถังซำจั๋ง จึงนับเป็นศูนย์กลางในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พุทธศาสนา

       

อย่างไรก็ดี ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ การที่มีอาจารย์เก่งๆ  มากระจุกรวมกันนี่เอง ทำให้พระดีมีความสามารถมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ผลก็คือวัดพุทธในชนบทได้อ่อนแอลง จนทำให้วัดฮินดูเข้มแข็งขึ้น จนในที่สุด วัดพุทธในชนบทก็ถูกฮินดูกลืนไป

        ส่วนในตัวนาลันทาเองนั้น เมื่อพระอยู่สบาย คือ ได้รับการอุปถัมภ์จากทางการอย่างดี ก็เลยขาดความสัมพันธ์กับชาวบ้าน แถมตัวพระเองก็หันไปสนใจเรื่องทางปรัชญา อภิปรัชญา หรือถกเถียงกันด้วยเหตุผลและทฤษฎีต่างๆ อีกทั้งยังมัววุ่นวายกับพิธีกรรมต่างๆ มากมาย

        ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้พระห่างจากการปฏิบัติ นั่นคือ มัววุ่นกับเปลือกจนลืมแก่น และเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดกับกับนาลันทามหาวิหารเท่านั้น แต่สถาบันทางพุทธศาสนาใหญ่ๆ ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

        ในที่สุด อวสานที่แท้จริงก็มาถึง เมื่อกองทัพเติร์กซึ่งทำสงครามชิงดินแดนไล่มาเรื่อยบุกมาถึงนาลันทาในปี พ.ศ. 1736  โดยเผาทำลายอาคาร ส่งผลให้พระสงฆต้องหนีกระจัดกระจายไป สิ้นสุดพุทธศาสนาในอินเดีย


        ซากปรักหักพังของนาลันทามหาวิหาร อาจทำให้เรานึกได้ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาในอินเดียได้เจริญรุ่งเรืองอย่างสูง แต่ก็ได้ผันผวนตกต่ำลงไปตามหลักเหตุปัจจัย อันเป็นหลักสำคัญในพุทธธรรมนั่นเอง
       


ขุมทรัพย์ทางปัญญา

  • หนังสือ ถังซำจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง เขียนโดย ชิว ซูหลุน สำนักพิมพ์มติชน (ISBN 974-323-332-6) หน้า 379-386
  • หนังสือ จาริกบุญ จารึกธรรม เขียนโดยท่านพระธรรมปิฎก (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) สนพ. มูลนิธิพุทธธรรม (ISBN 974-7890-74-7) หน้า 46-66


ประวัติของบทความ

  • ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ท่องเวลา-ผ่าอารยธรรม ในเซ็คชั่น จุดประกายเสาร์สวัสดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เสาร์ 30 กันยายน 2549
  • ดัดแปลงนำลงใน GotoKnow เพื่อประโยชน์สาธารณะ

บันทึกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องใน G2K