หนังสือ The College Solution และการระดมความคิดเรื่องนโยบายสาธารณะเมื่อวันที่ ๔ ส.ค. ๕๑ ทำให้ผมปิ๊งแว้บว่า นวัตกรรมอุดมศึกษาที่สังคมไทยต้องการอย่างเร่งด่วน คือการวิจัยทำความเข้าใจว่าชั้นเรียนในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ นั้น มีลักษณะอย่างไร แล้วบอกให้สังคมรับรู้ เพื่อให้นักเรียนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้เลือกสถาบันที่จัดรูปแบบการเรียนการสอนเหมาะสมกับตนเอง
โดยผมคิดว่าต้องเป็นโจทย์วิจัยที่มองนักเรียนและผู้ปกครองเป็น “ผู้ใช้” ผลงานวิจัย ไม่ใช่นักการศึกษาเป็นผู้ใช้ และมองที่นักศึกษา ๙๙% ของประเทศ ไม่ใช้เน้นที่นักศึกษาที่เรียนเก่งระดับยอด ๑% บน
และวิธีวิจัยควรใช้ KM Approach คือเสาะหาชั้นเรียนที่ “ดี” ในมหาวิทยาลัยแบบต่างๆ โดยมีเกณฑ์กำหนดว่า “ชั้นเรียนที่ดี” เป็นอย่างไร แล้วเชิญอาจารย์/ทีมอาจารย์ ที่จัดชั้นเรียนดี มาร่วมเวที ลปรร. ผลัดกันเล่าแบบ storytelling ว่าคิดอย่างไรจึงจัดชั้นเรียนแบบนั้น มีวิธีจัดอย่างไร ผลเป็นอย่างไร นศ. ได้อะไร อจ. ได้อะไร สถาบันได้อะไร ถ้าจะขยายผลให้เกิดห้องเรียนที่ดีทั่วไปหมดต้องทำอะไรบ้าง และเชิญ นศ. ที่เคยเรียนในชั้นเรียนที่ดีมาเล่า ว่าในมุมมองของตนชั้นเรียนที่ดีเป็นอย่างไร ตนได้ประโยชน์อะไร
แล้วสนับสนุนการรวมตัวกันของอาจารย์นักจัดห้องเรียนที่ดี ให้ได้เรียนรู้ทฤษฎีว่าด้วยการเรียนรู้ และว่าด้วยวิชาการสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้จัดห้องเรียนดียิ่งขึ้นไปอีก และสามารถไปชักชวนอาจารย์ท่านอื่นมาร่วมขบวนการ
ที่สำคัญ นักทฤษฎี เข้าไปร่วมตีความในเวที ลปรร. ว่าอาจารย์ที่จัดชั้นเรียนได้ดีใช้หลักการอะไรบ้าง ให้เกิดความเข้าใจลึกยิ่งขึ้น สำหรับนำไปพัฒนาชั้นเรียนต่อไปอีก
สำคัญที่สุด มีการเก็บบันทึกข้อมูลจากเวที ลปรร. เหล่านี้ (จำนวนมาก ทั่วประเทศ) เป็นทั้ง quantitative data และ qualitative data เอามาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เชิงทฤษฎี และเชิงปฏิบัติ สำหรับให้อาจารย์นักปฏิบัตินำไปปรับใช้ หมุนเป็นวัฏฏจักรไม่รู้จบ
จะยิ่งดี ถ้าได้ฝึกให้อาจารย์นักจัดห้องเรียนดีเหล่านี้ได้เขียน “ผลงานวิจัยและพัฒนา” ของตนออกมาเป็นผลงานวิชาการ ให้ได้เลื่อนตำแหน่งและระดับชั้นทางวิชาการ
ทั้งหมดนี้คือแนวทางสนันสนุน R2R เพื่อพัฒนาชั้นเรียน หรือพัฒนาการเรียนการสอนนั่นเอง โดยที่การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน
ตัวอย่างของครูที่ทำวิจัยและพัฒนาชั้นเรียนตลอดชีวิตคือครู Rafe http://gotoknow.org/blog/thaikm/tag/rafe
วิจารณ์ พานิช
๕ ส.ค. ๕๑