ผมเลือกที่จะมานอนที่บ้านพ่อในคืนนี้อย่างตั้งใจ เพราะผมเกิดที่บ้านหลังนี้ และเขียนบันทึกนี้ในช่วงเวลาที่แม่กำลังคลอดผมออกมา เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ไม่ได้ติดยึดหรือเพื่ออะไร แต่รู้สึกได้ทำแล้วสบายใจ สำหรับในตอนสาย ๆ ถัดจากช่วงเวลานี้ก็ตั้งใจว่าจะไปทำบุญที่วัดโตนด ซึ่งเป็นวัดที่ผมบวชเรียน เป็นบ้านเดิมของแม่ และเป็นวัดที่มีบัวเก็บกระดูกแม่อยู่ที่นี่

     เมื่อผมได้ออกฝึกงาน ณ รพ.สะเดา ในช่วงที่เรียนหมออนามัย ในรั้ว วสส.ยะลา ก็มีโอกาสได้เก็บ Case คลอด ได้รับรู้และเห็นกระบวนการคลอดเป็นครั้งแรก เมื่อจบออกมาทำงาน ณ สถานีอนามัยตำบลหนองธง ผมก็ได้ร่วมกับหมอตำแยออกทำคลอดตามบ้านที่เขามาตามเพราะผมพักอยู่ที่บ้านพักคนเดียวหลายต่อหลายครั้ง เรียกได้ว่ามากครั้งเชียวล๊ะ ที่หมออนามัยผู้ชายคนหนึ่ง จะพึงได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน ทั้ง ๆ ที่การคมนาคมก็สะดวกที่จะไป รพ.ป่าบอน หรือ รพ.ตะโหมด นี่ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่ตอกย้ำให้ผมได้รับรู้ว่าความเจ็บปวดในระหว่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังให้กำเนิดบุตรเป็นอย่างไร และความปิติที่เกิดขึ้นหลังจากเขาผ่านช่วงนั้นไปได้อย่างปลอดภัยเป็นอย่างไร ลูกยิ่งใหญ่มากสำหรับแม่ เมื่อได้เห็นสีหน้า แววตา ขณะที่เขารับลูกคืนจากหมอตำแยที่ไปพร้อมผม

     และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมไม่เคยมีการเลี้ยงฉลองวันเกิดให้กับตัวเองอีกเลยมาประมาณ 15 ปีแล้ว นอกจากการไปทำบุญอย่างเงียบ ๆ ที่วัดในวันคล้ายวันเกิด (แม่ผมเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคมะเร็งมา 13 ปีแล้ว) ซึ่งผมถือว่าเป็นวันที่แม่ต้องเจ็บปวดมากที่สุดเพื่อให้กำเนิดผมมา โดยยังไม่นับความลำบากในช่วง 10 เดือนที่แม่ต้องอุ้มท้องอยู่ด้วย แม่สำหรับผมจึงไม่มีนิยามใด ๆ ให้ผมให้ความหมายถึงท่านได้ ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอะไรได้เลย ผมจึงเขียนถึงแม่น้อยมาก เพราะทุกครั้งที่คิดจะเขียนก็อิ่มเอิบจนเขียนไม่ออก แม้จะตั้งใจหลายครั้งแล้วก็ไม่เคยเขียนได้เลย ผมสนิทกับแม่มาก ขอนอนกอดแม่ทุกครั้งที่กลับบ้าน และมีเรื่องคุยกับแม่ก่อนนอนเสมอ ผลัดกันเล่า ผลัดกันหยอก จนเผลอหลับไป สิ่งหนึ่งที่แม่สอนคือ “อย่าได้คิดเอาเปรียบใคร” สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ผมยึดถืออย่างแม่นมั่นจนทุกวัน แม้ผมจะถูกเอาเปรียบบ้างก็ไม่เคยคิดจะเอาคืน

     ผมมี Commitment กับแม่อยู่เรื่องหนึ่ง โดยที่แม่เคยบอกว่าไม่มีเงื่อนไขเวลามาทำให้เป็นความทุกข์ แม้วันนี้จะยังไม่สำเร็จแต่ก็กำลังพยายามอยู่ และสัญญาว่าจะทำให้สำเร็จให้ได้ คือการเรียนต่อระดับสูงสุดในระบบการศึกษานี้ แม่อยากเห็นมาก ผมเชื่อว่าแม่ยังรับรู้ได้จึงไม่ลืม Commitment นี้ รวมถึงคำสอนต่าง ๆ ที่แม่สอนไว้โดเฉพาะ “อย่าได้คิดเอาเปรียบใคร” เพราะแม่เชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานง่าย ๆ สู่การเป็นคนดีได้ โดยการจัดการที่ตัวเราเองเสียก่อน

     วันนี้สำหรับ “แม่” ที่ผมไม่มีนิยามใด ๆ เลย ผมเลือกที่จะมานอนที่บ้านพ่อในคืนนี้อย่างตั้งใจ เพราะผมเกิดที่บ้านหลังนี้ และเขียนบันทึกนี้ในช่วงเวลาที่แม่กำลังคลอดผมออกมา (03.35 น.) เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ไม่ได้ติดยึดหรือเพื่ออะไร แต่รู้สึกได้ทำแล้วสบายใจ สำหรับในตอนสาย ๆ ถัดจากช่วงเวลานี้ก็ตั้งใจว่าจะไปทำบุญที่วัดโตนด ซึ่งเป็นวัดที่ผมบวชเรียน เป็นบ้านเดิมของแม่ และเป็นวัดที่มีบัวเก็บกระดูกแม่อยู่ที่นี่ หากแต่ปีก่อน ๆ จะไปวัดไหนก็ได้ไม่ได้ยึดติดสัญญลักษณ์ ปีนี้มีโอกาสดีจึงได้ไปวัดนี้

     ผมเคยชักชวนคนหลายคนที่เป็นเพื่อน ๆ กันว่าลองเลิกเลี้ยงเหล้า เลิกเที่ยว เลิกงานเลี้ยงฉลองที่ฟุ่มเฟือยในวันเกิด ด้วยการพูดเจ็บ ๆ ว่า “วันเกิดคือวันที่แม่เจ็บเพื่อเรา ชวนกันเมาทำไม” อย่างน้อยที่ผมรับรู้อยู่ก็มี 3 คน ที่ได้ปฏิบัติอยู่ วันนี้ก็อยากลองเชิญชวนคนอื่น ๆ บ้าง แต่ก็ไม่หวังผลอะไร และไม่ซีเรียส เพียงแต่ผมก็ไม่ค่อยเต็มใจนักที่จะไปร่วมงานวันเกิดใครหากมองว่าเป็นการเลี้ยงฉลองที่ลืมนึกถึง “แม่” และแน่นอนสิ่งนี้ผมถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติถึง “น้องเดม” ลูกสาวผมด้วย วันเกิดน้องเดมจึงไม่มีงานเลี้ยงใด ๆ นอกจากการซื้อขนมแจกเพื่อน ๆ ของเขา และแนะนำให้เขาได้ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแม่ เช่น การ์ดขอบคุณ