นิทานพื้นบ้านหรือที่นี่เราเรียกว่า นิทานชาติพันธุ์ โดยตัวของมันเอง อาจจะดูเผินๆก็ไม่ต่างจากนิทานทั่วไป ที่เป็นเรื่องสั้นๆเกี่ยวกับผู้คน สิงสาราสัตว์ มีอิทธิปาฏิหาริย์ และแฝงด้วยคติสอนใจ แต่สิ่งที่พิเศษกว่า มีอยู่อย่างน้อยสองอย่างครับ

ในขณะที่วันหยุดสุดสัปดาห์ เด็กๆส่วนใหญ่ที่ปางมะผ้า จะใช่เวลาหมดไปกับการพักผ่อน ดูทีวีอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็เที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง แต่มีเด็กอยู่ห้าหกคน ที่ขี่มอเตอร์ไซต์ไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อหาสมบัติล้ำค่า ที่ฝังอยู่ในสังคมกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน

 

เสียงเล่านิทานชาติพันธุ์จากคนแก่คนเฒ่า ถูกเสียงละครน้ำเน่าจากจอตู้กลบมานานหลายสิบปีแล้ว แต่วันนี้ ที่ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน สโมสรเล็กๆของพวกเราภูมิใจที่ได้มีส่วนเริ่มต้นกอบกู้อารยธรรมเหล่านี้

 

นิทานพื้นบ้านหรือที่นี่เราเรียกว่า นิทานชาติพันธุ์  โดยตัวของมันเอง อาจจะดูเผินๆก็ไม่ต่างจากนิทานทั่วไป  ที่เป็นเรื่องสั้นๆเกี่ยวกับผู้คน สิงสาราสัตว์ มีอิทธิปาฏิหาริย์ และแฝงด้วยคติสอนใจ แต่สิ่งที่พิเศษกว่า มีอยู่อย่างน้อยสองอย่างครับ

 

อย่างแรก ก็คือส่วนของเนื้อหา  เรื่องนิทานชาติพันธุ์เท่าที่โครงการเก็บมาได้ เนื้อหายังคงกลิ่นไอของความเป็นท้องถิ่น อัตลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงสิ่งดีงาม เช่น บางเรื่องสอนถึงความซื่อสัตย์ บางเรื่องสอนถึงความกตัญญู บางเรื่องอธิบายถึงวัฒนธรรมประเพณี  ทำให้รู้สึกชื่นชมกลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อนว่าพวกเขาก็มีคุณธรรมที่สูงส่งไว้สอนสั่งลูกหลานไม่ต่างจากคนไทย หรือคนกลุ่มที่มีอารยธรรมศิวิไลซ์

 

นิทานบางเรื่องก็สะท้อนการต่อสู้ หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบไว้ แต่ก็ถูกถ่ายทอดดัดแปลงมาเป็นนิทาน เช่น บางเรื่องอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องอพยพเข้ามา บางเรื่องก็เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่รู้หนังสือ เป็นต้น

          พ่อเฒ่าลาหู่ กำลังเล่านิทานสืบสานแก่อนุชน

 

อย่างที่สอง ซึ่งสำคัญไม่แพ้เนื้อหา แต่อาจจะยากกว่า (ในความคิดของผม) คือเรื่องกระบวนการ นับตั้งแต่การอบรม และเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กที่จะลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลนิทาน ตั้งแต่วิธีการเข้าหาผู้นำชุมชน วิธีการสัมภาษณ์ จดบันทึก การแปลภาษา และพิมพ์เรียบเรียง รวมถึงการวาดภาพระบายสีประกอบ ทั้งยังต้องจัดประชุมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จนหกเดือนผ่านไป  เราก็ได้นิทานครบทั้ง 5 กลุ่มชาติพันธุ์ รวม 25 เรื่อง โดยมีนิทานจากไทใหญ่  ลาหู่ ลีซู  กะเหรี่ยง และลัวะ จากมากไปน้อยตามลำดับ

 

            อีกหนึ่งบรรยากาศของการเล่านิทาน

โครงการหนังสือนิทานชาติพันธุ์ สำหรับอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เสร็จสิ้นลงแล้ว ต้องขอขอบคุณอาจารย์ ดร. ขวัญชีวันบัวแดง แห่งภาควิชาสังคมวิทยามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้นิทานชาติพันธุ์ทั้ง 8 หมู่บ้าน ที่ให้โอกาสแก่พวกเรา แน่นอนว่าสิ่งที่โครงการมอบเอาไว้ มิใช่แค่องค์ความรู้ที่เริ่มฟื้นคืน แต่ตัวผมและกลไกเด็กที่ทำงานในพื้นที่เองก็ได้เรียนรู้กระบวนการ สรรค์สร้างสุขภาวะแห่งการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

เด็กๆใช้การประชุมหลังเลิกเรียนเป็นการติดตามความก้าวหน้าของงานเป็นประจำ

แม้โครงการจะเสร็จสิ้นลง แต่ยังคงทิ้งโจทย์ที่ท้าทายกับพวกเราต่อไปว่าจะนำไปสู่การจัดการความรู้อย่างไร

 

โครงการนี้ ไม่เครียดครับ เด็กๆได้ความรู้ ได้ลดอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่ไม่ใช่พวกตน ได้ฝึกการลงภาคสนาม สร้างวินัยเชิงบวก รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ได้ทำงานที่มีคุณค่าสำเร็จ ภูมิใจที่เกิดมาเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความงามทางวัฒนธรรม แถมมีรายได้สะสมไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นไว้ลดภาระผู้ปกครอง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเองก็มีความสุข

 

            ตัวอย่างภาพวาดประกอบนิทาน ฝีมือเด็กๆไทใหญ่

เสียดาย ที่ อบต. กับโรงเรียนยังไม่ออกมารับลูกต่อ ถามหาการมีส่วนร่วมทีไร อย่างดี ก็ได้แต่มาร่วมเป็น ผู้ตามทั้งๆที่สังคมเรายังต้องการผู้นำทาง หรือผู้มีส่วนร่วมในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (boundary partner) จากสถาบันเหล่านี้ ซึ่งก็มีคนเก่งๆมากมาย แต่ไม่ว่าท่านจะตาม หรือไม่ ยังไง เราก็จะเดินหน้าต่อไป

 

อีกไม่นานเกินรอ ถ้าหนังสือนิทานชาติพันธุ์พิมพ์เป็นเล่มออกมา ลูกชายผมก็ไม่ต้องง้อหนังสือนิทานอีสปแล้วครับ

          "ขอบคุณ ป่าป๊า มากคับ"