จิตแพทย์ กับนักจิตวิทยา คำสองคำนี้มีคนสับสนกับพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเขียนให้ละเอียด เผื่อมีคนสนใจจะได้ค้นหาได้ ตามที่ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ แนะนำไว้สืบเนื่องจาก นักจิตวิทยา จิตแพทย์ ครับ
ผมขอย่อสั้นๆ ก่อนว่า
จิตแพทย์ (psychiatrist) : ต้องเรียนจบแพทย์มาก่อน แล้วศึกษาเพิ่มเติมต่อเฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ ส่วนใหญ่จะสนใจในเรื่องของความผิดปกติ เรื่องโรค และการรักษา
นักจิตวิทยา (psychologist) : ศึกษาระดับปริญญาตรี -โท -เอก ทางด้านจิตวิทยา ส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องจิตใจในลักษณะทั่วไป การพัฒนาศักยภาพ ในกรณีของจิตวิทยาเฉพาะทาง เช่น จิตวิทยาคลินิก (clinical psychology) จะเน้นด้านความผิดปกติทางจิตมากกว่าแขนงอื่น
ผมจะขอพูดถึงเฉพาะเรื่องจิตแพทย์นะครับ ส่วนเรื่องนักจิตวิทยานั้น จะขอเชิญนักจิตวิทยามาเล่าให้ฟังต่อไป
เล่าแบบให้เห็นภาพเลยนะครับ เริ่มจากเมื่อเรียนจบ ม.ปลายแล้วก็เข้าเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ ตอนเรียนปี 4-6 จะต้องขึ้นวอร์ด (ดูคนไข้ตามอาจารย์ ศึกษา ทำรายงานส่ง) ตามแผนกต่างๆ เช่นสูติ-นรีเวช ศัลยกรรม อายุรกรรม กุมารเวชกรรม ตอนปี 4 หรือ 5 จะมีผ่านวอร์ดจิตเวชศาสตร์ประมาณ 1 เดือน ก็ดูคนไข้จิตเวช ทั้งแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ตอนอยู่ปี 6 อาจมีดูคนไข้จิตเวชอีก 1- 2สัปดาห์
พอเรียนจบแพทย์ 6 ปีแล้ว ก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัด 3 ปี ก่อนจะมาเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง ถ้าเทียบกับแขนงอื่นๆ ผู้ที่จบแพทย์ทั่วไปจะอยู่ในระดับปริญญาโท ระหว่างนี้เราเรียกว่าเป็นแพทย์ทั่วไป คือสามารถรักษาได้ทุกโรค ผ่าตัดได้ในบางกรณี โรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ก็รักษาได้ แต่หากซับซ้อนหรือจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลก็จะส่งให้จิตแพทย์รักษาต่อ
กรณีของจิตแพทย์ถือเป็นแพทย์สาขาขาดแคลน
ดังนั้นหลังจากเรียนแพทย์จบ 6 ปีแล้ว
หากใครสนใจก็มาเรียนต่อได้เลยโดยไม่ต้องไปทำงานก่อน
การเรียนต่อเป็นจิตแพทย์ทั่วไปใช้เวลา 3 ปี (รักษาผู้ใหญ่)
ถ้าเป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นใช้เวลาเรียน 4 ปี
โดยสมัครเรียนที่ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
หรือรพ.พระมงกุฎเกล้า ที่ๆ หนึ่งจะรับจิตแพทย์ประมาณ
2-6 คน ตามแต่ว่าแต่ละสถาบันมีอาจารย์จิตแพทย์มากหรือน้อย
โดยรวมปีๆ หนึ่งมีแพทย์ที่เรียนต่อเป็นจิตแพทย์ทั่วไปประมาณ 25-30
คน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประมาณ 12 คน
ระหว่างนี้เราเรียกว่าเป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ (resident in
psychiatry)
ที่บอกว่าเรียนนั้น ไม่ได้เป็นการเล็กเชอร์หรือเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวเหมือนกับการเรียนปริญญาโท เอก แต่จริงๆ แล้วเป็นแบบการฝึกงานมากกว่า คือต้องดูคนไข้ทุกวัน ทั้งคนไข้ในและคนไข้นอก ร่วมกับอยู่เวรนอกเวลาราชการ นำประวัติคนไข้มาปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำ นำกรณีคนไข้เข้าที่ประชุมเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน
ปี 1 จะเรียนจิตเวชศาสตร์พื้นฐานทั่วๆ ไป
เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ ทางจิตวิทยา และความผิดปกติทางจิต
เรียนเรื่องโรคทางจิตเวช และการรักษา
ปี 2 จะเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคทางร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ
ถูกไฟไหม้ ไตวาย มะเร็ง ที่มีปัญหาทางจิตใจ เช่นซึมเศร้า สับสน
การเรียนรู้กรณีผู้ป่วยทางประสาทวิทยาเช่นโรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก
ฯลฯ และดูแลผู้ป่วยเด็กทีมีปัญหาทางจิตใจ
ปี 3 ก็จะเป็นการเรียนลงลึกมากขึ้นเช่น ผู้ติดยาเสพติด
ผู้มีปัญหาสมองเสื่อม นิติจิตเวช จิตเวชชุมชน
การส่งเสริมสุขภาพจิต การทำจิตบำบัดแนวลึก
จิตเวชในโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช จิตเวชทหาร
การวิจัยทางจิตเวช ฯลฯ
ในแต่ละปีก็มีการสอบถ้าไม่ผ่านก็ต้องซ้ำอีก 1 ปี
พอเรียนจบ 3 ปีแล้ว ประมาณต้นเดือนมิถุนายนก็จะมีการสอบใหญ่รวมทุกสถาบันโดย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ใช้เวลาสอบประมาณ 7 วัน การสอบจะเป็นการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติคืออาจารย์จิตแพทย์จะสังเกตการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและให้แพทย์อภิปรายกรณีผู้ป่วยและการรักษา ถ้าสอบไม่ผ่านอีก 6 เดือนก็ต้องสอบใหม่ หรือสอบใหม่ปีหน้า ถ้าสอบผ่านทั้งหมดแล้วก็จะได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์ จากแพทยสภา ซึ่งเราเรียกสั้นๆ ว่าเขาเป็น จิตแพทย์
อีกวิธีหนึ่งในการเป็นจิตแพทย์เป็นการศึกษานอกระบบการฝึกอบรม กล่าวคือหลังจากจบแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว ก็ทำงานในโรงพยาบาลจิตเวช หรือโรงพยาบาลทั่วไปที่มีการบริการตรวจผู้ป่วยนอกจิตเวช และ มีการบริการผู้ป่วยในจิตเวช หรือมีการให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตเวชในแผนกอื่น โดยได้รักษาผู้ป่วยนอกจิตเวชไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 30 ราย และดูคนไข้ในด้านจิตเวชไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15 คน ทำอย่างนี้จนครบ 5 ปีแล้วก็มาสอบพร้อมกับแพทย์คนอื่นที่ผ่านการฝึกอบรม สอบผ่านแล้วจะได้เป็นหนังสืออนุมัติฯ ซึ่งเราก็เรียกจิตแพทย์เหมือนกันเพราะเขามีคุณสมบัติครบทั้งทางประสบการณ์และความรู้
ปัจจุบันเราสามารถดูรายชื่อผู้ที่เป็นจิตแพทย์โดยดูจากหน้า http://www.tmc.or.th/service_check.php ของแพทยสภาครับ ขอขอบคุณแพทยสภาที่ทำให้การแพทย์เป็นระบบมากขึ้น
จิตแพทย์ทำอะไรบ้าง เรื่องยาวเหมือนกัน แล้วค่อยต่ออีกตอนนะครับ เดี๋ยวจะไปเชิญคุณ เบิร์ด มาเล่าเรื่องนักจิตวิทยาให้ฟังครับ อีกตอนจะเป็นนักจิตวิทยากับจิตแพทย์ทำอะไรมั่ง โดยคุณเบิร์ด เริ่มก่อนในหน้าคุณเบิร์ดครับ ^___^
ขอบพระคุณค่ะคุณหมอ หนิงจะจำแบบง่ายๆตามความเข้าใจตัวเองแบบนี้อ่ะค่ะ
จิตแพทย์ : รักษา
นักจิตวิทยา : บำบัด
สวัสดีครับอาจารย์หมอ
ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อเรื่อง Mistake were made (but not by me) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่ครับ อ่านๆแล้วก็สนุกดีครับ แต่ก็มีข้อสงสัยอยากกราบขอความรู้อาจารย์หมอนิดนึงครับ
ในหนังสือนั้นได้เขียนว่า eating disorder นั้นจากการศึกษาพบว่าส่วนหนึ่งมาจาก sexual abuse ที่ได้รับตอนเด็กๆ ทำให้ผมอยากจะทราบนิดหนึ่งครับว่า แล้วในเมืองไทยในวงการจิตวิทยานั้นมีการพูดถึงเรื่อ eating disorder ว่าเกิดจากอะไรบ้างหรือเปล่าครับ
เพราะผมคิดว่า sex abuseที่ได้รับในตอนเด็กๆที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อาจจะไม่ได้พบบ่อยนักถ้าเทียบกับกรณีนี้ที่เกิดในอเมริกาครับ
ซึงกรณีนี้ทำให้เกิดกรณีน่ากลัวอย่างหนึ่งครับ คือการตั้งธงของนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์พอเวลาเจอผู้ป่วยที่เป็นโรค eating disorder ก็จะตั้งธงว่าเกิดจาก eating disorder นะครับ แล้วก็ทำการรักษาตามที่ตั้งธงไว้ โดยที่ไม่สนใจว่าจริงแล้วอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้ครับ
กรณีนี้ไม่ทราบว่าที่เมืองไทยเคยมีการพูดถึงกันบ้างหรือเปล่าครับ
ขอบพระคุณอาจารย์หมอมากครับ
จำแบบคุณหนิงก็ช่วยในการจำดีครับ จริงๆ แล้วงานด้านจิตวิทยากว้างมากไม่เพียงแค่การบำบัดเท่านั้น เช่น จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา
คุณไปอ่านหนังสือ อ่ านหนังสือเยอะจริงๆ ครับ เรื่องการถูกทารุณกรรมทางเพศในโรคกินผิดปกติเป็นผลการวิจัยของทางตะวันตก ซึ่งจะไม่ค่อยตรงกับบ้านเราเท่าไร เรื่องทางจิตเวชเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางวัฒนธรรมมากครับ ในการดูแลคนไข้จริงๆ เราจะเอาคนไข้เป็นตัวตั้งครับ ไม่ใช่จับทฤษฎีมาเข้ากับคนไข้ อันนี้ตอนผมเรียนอาจารย์เน้นมากๆ เราจะช่วยเหลือตามแต่ว่าเขามีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งแต่ละคนก็มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไป โรคนี้ในบ้านเราที่ผมพบเป็นปัญหาความขัดแย้งในเรื่องการเป็นตัวของตัวเองครับ
ขอบคุณ อาจารย์ นมินทร์ ครับที่แวะเยี่ยม
สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอมาโนช
อาจารย์ ดอกไม้ทะเล ครับ จริงครับที่ว่าต้องมีความมั่นคงทางจิตใจระดับหนึ่ง เพราะไม่อย่างนั้น จะเอาเรื่องของตัวเองไปปะปนกับปัญหาของคนไข้จนยุ่งเหยิงได้ การฝึกอบรมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพื่อที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ชี้ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
บุคลากรทางการแพทย์ ไม่เฉพาะแพทย์เท่านั้น เป็นผู้ที่อยู่กับกองทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกายและทางใจ แต่ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะได้เรียนรู้จนเกิดการตระหนักถึงความไม่เที่ยงของคนเรา เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและฝืนธรรมชาติของคนเรามาก ผมเองก็พยายามทำแต่มองได้แค่ครั้งคราวเองครับ และส่วนใหญ่ก็เป็นการรู้ทางความคิดมากกว่ารู้ด้วยจิต นี่คงต้องอาศัยการฝึกฝนอีกแบบหนึ่งซึ่งทางการแพทย์ไม่ได้สอนไว้ครับ
สวัสดีค่ะ
แล้วโรค ลมชักเหมือนโรคจิตไหมคะ
คุณหมอมาโนชครับ
อ่านแล้วชอบใจหลายประโยคครับ พร้อมมีคำถามจำนวนหนึ่งครับ
สวัสดีค่ะ อ.มาโนช
เบิร์ดต้องกราบขออภัยที่เข้ามาช้า.... มาก แต่จะชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องนะคะ ( อาจารย์ให้การบ้านอีกบันทึกแล้ว....ว ^ ^ )
เอาสั้นๆก่อนแล้วกันค่ะ..จิตแพทย์...เน้นด้าน Medical treatment ร่วมกับ Psychological treatment....นักจิตวิทยา..เน้นด้าน Psychological treatment และนักจิตวิทยามีหลายสาขามาก แต่ในการทำงานกับผู้ป่วยจะเป็นนักจิตวิทยาคลินิกอย่างเบิร์ดนี่แหละค่ะ ( อยู่ในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่างๆ )..ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับนักจิตวิทยาคลินิกจะบรรยายความตามไท้ เพิ่มเติมให้ในบันทึกของเบิร์ดนะคะ ( อย่างนี้ทางบ้านเบิร์ดเรียกว่า ...โกงค่ะอาจารย์ ^ ^ )
จุดสำคัญคือการทำงานเป็น" ทีม " ที่จิตเวชทำกันมานาน...นก่อนที่จะมีการเต้นพึ่บพั่บในเรื่องการดูแลแบบองค์รวมในปัจจุบันเสียอีก เพราะแต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่ของตนเองตั้งแต่จิตแพทย์ที่ถือว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อน ( แต่มีจำนวนน้อยมาก อาจารย์คิดว่าเป็นเพราะอะไรคะ ที่แพทย์เลือกเรียนจิตแพทย์น้อย...ยเหลือเกิน ? ..ตาเบิร์ดมั่ง อิ อิ )..นักจิตวิทยาคลินิกที่ดูแลในเรื่องการใช้แบบทดสอบต่างๆ และการร่วมค้นหาปัญหาคนไข้ที่เน้น ในความเป็นปัจเจกชน ไม่ใช่เหมารวม และหยิบทฤษฎีมาใช้โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ..เรื่อยไปจนถึงการวางแผนในการรักษา การจำหน่าย การติดตาม..ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน มั่นคง ไม่มีอคติ และการยอมรับซึ่งกันและกัน..
" เรา "..ทีมจิตเวชที่ประกอบด้วยหลายๆวิชาชีพทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวช นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด นักอาชีวบำบัด ต่างล้วนมีหน้าที่ที่ต้องทำในส่วนเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้นเพราะ มนุษย์ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว และต่างก็เป็นปัจเจกชนทั้งหมด ไม่มีทฤษฎีใดที่เหมาะสมกับทุกคน และไม่มีทฤษฎีเดียวที่ใช้ได้ในแต่ละคน..นี่คือสิ่งที่ทุกคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ถูกหล่อหลอม เคี่ยวกรำมาตลอดชีวิตการเรียนและการทำงาน ทำให้ " เรา " ยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์และชื่นชมในความแตกต่างเหล่านี้
เบิร์ดไปประชุมที่ กทม. ตั้งใจว่าจะไปแวะหาอาจารย์อยู่ค่ะ แต่ถูกฝนที่ตกลงมาตลอด 4 วันล็อคไว้ในโรงแรม ( หนีไม่ได้ ) แถมยังต้องเตรียมงานชุมชน และเตรียมชุมชนรักสุขภาพตัวอย่าง ( ชุมชนสันโค้งหลวง ) ที่ได้รับการคัดเลือกจากกองสุขศึกษาให้เป็นตัวแทนของภาคเหนือ ไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนน้ำพองของขอนแก่น ก็เลยปลีกตัวไปไม่ได้ ( ของฝากที่เตรียมไปก็เลยทานเองไปแล้วค่ะ แหะ แหะ )..
ขอบพระคุณค่ะที่อาจารย์กรุณาไขข้อข้องใจให้หลายๆท่านได้ทราบถึงความแตกต่างและความเหมือนของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก..
คราวนี้ถึงตาเบิร์ดที่ต้องไขเรื่องความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยาคลินิกกับนักจิตวิทยาสาขาอื่น ^ ^
คุณ sasinanda ครับ โรคลมชักเป็นโรคทางระบบประสาท คนไข้จะมีอาการชักเป็นครั้งคราว แต่บางคนก็มีอาการแสดงออกเป็นอาการโรคจิตได้เหมือนกันครับ คนไข้ลมชักถ้าป่วยนานหลายๆ ปี ตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น บางคนเกิดอาการโรคจิตตอนหลังก็มี เวลาซักประวัติส่วนใหญ่จะต่างกันชัดเจน แต่บางรายอาการก็ก้ำกึ่งของ 2 โรคเหมือนกัน ต้องตรวจเพิ่มเติมอีก ขอบคุณครับสำหรับประเด็นที่น่าสนใจนี้
อาจารย์ สุรเชษฐ ครับ ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ก็มีเรียนพวกสังคมวิทยา สังคมวิทยาการแพทย์ หรือเลือกลงได้ แต่พอขึ้นปีสูงๆ ปี 5-6 ก็จะลืมกันหมด การสอนก็จะไม่มีอีกแล้ว เรียกว่าใครสนใจก็อ่านเอง ไม่สนใจก็ดูแต่การแพทย์ ส่วนตอนเรียนเป็นจิตแพทย์ 3 ปี ก็จะไม่มีเรียนตรงๆ ครับแต่จะเป็นการสอนผ่านกรณีผู้ป่วยเสียมากกว่า (ความจริงก็น่าจะมีนะครับ พวก anthropology แต่พอถึงระดับนี้แล้วส่วนใหญ่จะเน้นอ่านเองแล้วมาคุยกับอาจารย์มากกว่า)
ข้อสังเกตเรื่องการเอาวิชาเป็นตัวตั้งมากกว่าคนผมเห็นด้วยครับ เราเห็นบ่อยๆ ว่าบางครั้ง เด็กอยู่ชนบทแต่อาจารย์ก็จะสอนให้พูดอังกฤษเสียให้ได้อยู่นั่น ทั้งๆ ที่พอจบแล้วก็ไม่ได้ใช้ ขณะที่วิชาที่ใช้ในการดำรงชีพกลับไม่ค่อยได้สอน
เรื่องการเป็นตัวของตัวเอง สัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าของตนเอง มาจากการเลี้ยงดู การอบรม ค่านิยมทางสังคมฯลฯ มีปัจจัยเกี่ยวข้องกันเยอะครับ ขอบคุณครับสำหรับประเด็นดีๆ
ขอบคุณคุณเบิร์ด มากครับที่ชี้ให้เห็นภาพชัดขึ้น ใช่ครับพอพูดถึงนักจิตวิทยาคนส่วนใหญ่จะนึกถึงนักจิตวิทยาคลินิก คุณเบิร์ด เขียนเรื่อง นักจิตวิทยาคลินิกกับนักจิตวิทยาสาขาอื่นอีกเรื่องก็ดีครับ แล้วช่วยแวะมาทำลิงค์ไปที่บันทึกคุณเบิร์ด ด้วยนะครับ (อ้อ ฝากทำลิงค์ไปบันทึกคุณเบิร์ดด้วย) เผื่อวันหลังมีคน search ทาง google เจอจะได้เข้าใจชัดเจนไปเลย
สวัสดีค่ะ อ.มาโนช
การบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ^ ^
http://gotoknow.org/blog/beutifulmemories/94801
ขอคุณ ท่านอาจารย์หมอ มากเลยครับ
ได้เข้าใจ และเห็นถึงการทำงาน ของจิตแพทย์ตรงๆเลยครับ
ผมแอบอ่าน ความเห็นที่อาจารย์ไปแสดงความคิดเห็นต่อบันทึกอื่นๆ ครับ
ชอบ ครับ ได้ประเด็น เกิดไอเดีย เอาไปต่อยอดได้เลยครับ
นี่คงเป็นประโยชน์ จาก G2K จริงๆเลยครับ
คุณเบิร์ดครับ ขอบคุณมากที่จัดการการบ้านให้เรียบร้อย หยั่งนี้ต้องให้คะแนนเต็มแล้วละมั๊ง แบบว่าตั้งใจทำงานดีมาก ^O^
ขอบคุณ ตาหยู ครับที่แวะเยี่ยม ดีใจครับที่คุณตาหยู่ได้อ่านความคิดเห็นต่อบันทึกอื่นๆ ของผม เพราะผมเองไม่ค่อยได้เขียนบันทึกอะไรเท่าไร ชอบอ่านและถกมากกว่าครับ แล้วผมจะแวะไปต่อความคิดในบันทึกคุณตาหยูนะครับ
สงสัย + ทึ่งค่ะว่าจิตแพทย์มี "วิธีจำ" รายละเอียดคนไข้อย่างไรคะ ทั้งที่คนไข้ก็เยอะมาก แต่คุณหมอก็ยังจำรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเราได้ ซึ่งบางครั้งเราเองก็ลืมไปแล้วค่ะ