สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
งานวิจัย กับ วิชชาธรรมกาย ( วิชา ธรรมกาย )
ดร. มนัส โกมลฑา
P ดร. มนัส โกมลฑา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 137
ข้อบกพร่อง ในงานวิจัย เกี่ยวกับ วิชชา ธรรมกาย 1 (หน้าที่ 4)

ข้อบกพร่อง ในงานวิจัย เกี่ยวกับ วิชชา ธรรมกาย 1 (หน้าที่ 4)

 

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 3 คือ ข้อความนี้

เมื่อปรากฏนิมิตเป็นดวงแก้วใสเกิดขึ้นแล้ว ให้หยุดบริกรรมภาวนาเหลือแต่การกำหนดสติเพ่งอยู่กลางดวงนิมิตอย่างเดียว

      ดังที่ได้อธิบายไปแล้วว่า เมื่อนึกดวงนิมิตแก้วใสได้แล้ว ไม่ใช่หยุดภาวนาสัมมาอะระหัง แต่ต้องภาวนาต่อ จนกว่าจะเกิดดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การที่พระสุธรรมยานเถระ/พระธัมชโยให้หยุดภาวนา เหลือแต่กำหนดสติเพ่งอยู่กลางดวงนิมิตอย่างเดียว เป็นการสอนที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง  ผู้ปฏิบัติธรรมก็จะไม่รู้จะเพ่งอยู่ตรงไหน

      ในการสอนที่เป็นของจริงของแท้นั้น ดวงแก้วกลมใสจะมีจุดศูนย์กลางเล็กเท่าปลายเข็มอยู่  ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถทำได้ก็ให้ส่งใจไปที่จุดเล็กใสกลางดวงเลย  แต่ต้องท่องสัมมาอะระหังไปด้วย  แต่ปกติแล้ว ตอนที่นึกถึงดวงนิมิตได้นั้น ใจของผู้ปฏิบัติจะยังไม่นิ่งพอ ส่วนใหญ่จึงจะนึกถึงจุดเล็กใสกลางดวงนิมิตไม่ได้  ผู้สอนควรจะให้ผู้ปฏิบัติส่งใจไปที่ดวงนิมิต ท่องไปเรื่อยจนกว่าจะเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 4 คือ ข้อความนี้

ทำใจให้หยุดสงบเข้าไปตรงกลางดวงนิมิตเรื่อยไป ดวงนิมิตก็จะสดใสยิ่งขึ้น

      ข้อความที่ว่า ดวงนิมิตก็จะสดใสยิ่งขึ้นนั้น ไม่เชิงถูกต้องนัก เพราะ ถ้าใจยิ่งนิ่งไปมากเข้า ดวงนิมิตจะสว่างใสยิ่งขึ้น  ไม่ใช่สดใส

 

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 5 คือ ข้อความนี้

จนสามารถจะนึกขยายให้ใหญ่หรือเล็กลงได้ตามปรารถนา

      ตรงนี้ถ้าถามว่า ผู้ที่เห็นดวงนิมิตจะทำได้ไหม  ตอบว่า ทำได้ แต่ผู้ที่สอนไม่ควรให้ผู้ปฏิบัติธรรม มัวไปนั่งนึกขยายให้ดวงใหญ่ขึ้น และทำให้หดเล็กลงมา เพราะ มันเสียเวลาการปฏิบัติ  ควรจะให้ท่องคำภาวนาต่อไป จนกระทั่งเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ให้เปลี่ยนคำท่อง จากสัมมาอะระหังเป็นหยุดในหยุด

      ต่อไปก็ให้สมมุติว่าใจของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นเข็มเย็บ แล้วก็ส่งเข็มใจไปกลางดวงใส ท่องใจหยุดในหยุด นึกให้เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงใส

      เมื่อเห็นจุดเล็กใสแล้ว ก็ส่งใจเข้าไปที่จุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด แล้วก็นึกให้จุดเล็กใสว่างออกไป ก็จะพบกายใหม่หรือดวงใหม่ แล้วแต่จะกำหนดหลักสูตรไหนให้ผู้ปฏิบัติเรียน

      ถ้าเป็นการสอนของพวกผม ซึ่งเป็นคณะลูกศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช ในการสอนเบื้องต้น ก็จะสอนให้ผู้ปฏิบัตินึกให้จุดเล็กใสว่างออกไป ก็จะเกิดกายธรรมพระโสดา หน้าตักกว้าง 5 วา สูงวา นั่งขัดสมาธิอยู่ในกลางว่างใส หันหน้าไปทางเดียวกับเรา

 

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 6 คือ ข้อความนี้

ดวงนิมิต คือ ดวงปฐมมรรค (ดวงธรรม)

      นี่เป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดที่ว่า พระสุธรรมยานเถระ/พระธัมชโยไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายเลย  วัดพระธรรมกายภายใต้การนำของพระสุธรรมยานเถระ/พระธัมชโยเอาชื่อเสียงของหลวง พ่อวัดปากน้ำไปหากินเท่านั้น

      วิชชาเบื้องต้นแท้ๆ ยังไม่รู้เรื่องเลย ถึงว่า  คนเข้าวัดพระธรรมกายเป็นแสนๆ จึงไม่มีใครทำวิชชา 18 กายได้เลย  วิชชา 18 กายเป็นวิชาที่เอื้อมไม่ถึงของวัดพระธรรมกายไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นวิชชาในระดับอนุบาลของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

      ผมขอยืนยันว่า ดวงนิมิตไม่ใช่ดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ความแตกต่างกันมันเป็นอย่างนี้

      1) ดวงนิมิตนี่ จะมีทิศทางกำกับอยู่ เพราะ ปกติคนเราเห็นสิ่งของได้นั้น ไม่ใช่เพราะ สิ่งของมันอยู่ใกล้เรา  ไม่ใช่ว่าสิ่งของนั้นมันใหญ่ แต่เป็นเพราะ แสง

      แสงได้สะท้อนจากสิ่งของเข้ามาที่ตาเรา  เราจึงเห็นสิ่งของได้

      จินตนาการของมนุษย์นั้น  มันมีข้อจำกัด เราจะจินตนาการได้ในสิ่งที่เราเคยพบ เคยเห็นมาเป็นพื้นฐานเท่านั้น  เช่น  เราจินตนาการถึงพญานาคได้ เพราะ เขาบอกว่า คล้ายงู แต่มีหัว 7 หัว อย่างอื่นก็จินตนาการเสริมต่อกันไป

      ดวงนิมิตนั้น เป็นการจินตนาการของเรา ดังนั้น จึงจะมีทิศทางกำกับ เพราะ เราเห็นสิ่งของก็มีทิศทางกำกับ แต่พอเราเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นการเห็นโดยรอบ ที่ไม่มีทิศทางกำกับ

      อธิบายที่ดวงปฐมมรรคอธิบายยาก เพราะ เป็นทรงกลม  อธิบายกับกายธรรมก็แล้วกัน  เอาคำถามของนักศึกษาของภาคชีววิทยาของมหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลกมาเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน

      นักศึกษาถามว่า “ทำไมตอนเห็นกายธรรม ทำไมเห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลังของพระพร้อมกัน”

      คือ นักศึกษาเขาเห็นกายธรรมโดยรอบ ที่จริงเขาจะเห็นทั้งข้างนอกข้างใน ข้างบน ข้างล่าง ถ้าเป็นศัพท์ของหลวงป๋าก็ว่า

      บน ล่าง นอก ใน ซ้าย ขวา เห็นพร้อมกันหมด

      เห็นพร้อมกันหมดเลย  แต่มันถามยาก เขาจึงถามว่า ทำไมเห็นพระทั้งข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกัน

      นั่นคือ การเห็นโดยรอบ  ไม่ใช่เป็นการเห็นของเราแบบมองพระแก้วใสนะ  เพราะ เราจะเห็นทะลุไป  แต่การเห็นนี่ เหมือนกับเรา นั่งมองอยู่ด้านหน้า และนั่งมองอยู่ด้านหลังพระ พร้อมๆ กัน  

      โดยสรุป การนึกดวงนิมิตได้ จะมีทิศทางกำกับอยู่  แต่การเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นการเห็นโดยรอบ นี่เป็นความแตกต่างข้อที่ 1

      2) ดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานมีความใสสว่างและใหญ่กว่าดวงนิมิต  ดวงนิมิตนี่ปกติก็จินตนาการหรือนึกกันขนาดเท่าแก้วตาดำ ความใสสว่างก็แล้วแต่จะจินตนาการกันได้ แต่ไม่เกินความใสสว่างที่มีในโลกมนุษย์นี้  แต่ดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี่อย่างต่ำๆ ก็ขนาดไข่แดงของไข่ไก่ บางคนอาจจะเท่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และที่สำคัญก็คือ ใสสว่างกว่ากัน

      ความใสของดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับความใสในโลกนี้ได้ เพราะ ใสและสว่างกว่านั้น 

ตัวอย่าง

      มีวิทยากรท่านหนึ่ง ท่านเรียนจบสาขาวิศวกรรมในระดับปริญญาโท ปัจจุบันทำงานอยู่ในเครือบริษัทปูนซีเมนต์ไทย  ท่านยังไม่เห็นดวงดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ท่านสอนหลานของท่านจนได้วิชชาธรรมกายชั้นสูง 

      “วันหนึ่งท่านถามหลานว่า กายธรรมใสสว่างขนาดไหน”

      หลานของท่านตอบว่า

      “ไม่รู้จะเปรียบเทียบอย่างไร เพราะ เอดิสันไม่เคยผลิตหลอดไฟที่สว่างเท่านี้มาก่อน”

      เป็นคำตอบที่ “จ๊าบ” มาก

      3) การเปลี่ยนจากดวงนิมิตเป็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายด้วย คือ  ร่างกายจะรู้สึก โปร่ง โล่ง สบาย

      ในการศึกษาพระไตรปิฎกนั้น  เรามักจะพบคำนี้บ่อยๆ คือ ความสุขจากความสงบ  แต่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ค่อยมีใครมีประสบการณ์จาก “ความสุขจากความสงบ” นี้

      คนที่ปฏิบัติธรรมจนจิตสงบและเห็นดวงปฐมมรรค/ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือเห็นกายธรรมในท้องได้ จะรู้และเข้าใจได้ทันทีว่า

      อ๋อ  ความสุขที่เกิดจากความสงบมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

      ผมได้ผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว ด้วยตัวของผมเอง

      โดยสรุป ผมขอถอนคำพูดและข้อเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์พระมหาสมศักดิ์ จันทสีโล หนึ่งในคณะนักวิจัยออกทั้งหมด เพราะ ก็ขนาดเจ้าอาวาสยังสอนวิชชาเบื้องต้นแบบผิดๆ ซึ่งยืนยันถึงความไม่รู้เกี่ยวกับวิชชาธรรมกายของท่าน  แล้วพระลูกวัดจะมารู้อะไร

      แต่ความผิดพลาดของงานวิจัยชิ้นนี้ ก็ยังคงอยู่ และจะส่งผลถึงข้อผิดพลาดโดยสรุปในภาพรวมทั้งหมด ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

สรุปในภาพรวมทั้งหมด

      ข้อบกพร่องในงานวิจัยชิ้นนี้ ที่เกี่ยวกับวิชชาธรรมกายก็คือ งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ควรเลือกวัดพระธรรมกายเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้ง นี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาว (Scandal) ที่ออกมาจากวัด และประเด็นเรื่องคำสอนที่ผิดๆ ที่สานุศิษย์ของวัดหลวงพ่อวัดปากน้ำกลุ่มอื่นๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์วัดพระธรรมกายอยู่บ่อยครั้ง  งานวิจัยนี้ควรเลือกวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามเป็นกลุ่มตัวอย่างมากกว่า โดยผมมีเหตุผล ดังนี้

      1) พระธัมชโยไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ในงานวิจัยแม้แต่ครั้งเดียว  ไม่ใช่แต่งานวิจัยชิ้นนี้  ในงานวิจัยชิ้นอื่นด้วย 

      2) หลวงป๋า เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามเคยเป็นอาจารย์สอนวิจัยเลย ตอนที่ท่านเป็นฆราวาสอยู่ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มให้กับงานวิจัยชิ้นนี้มากขึ้นไปอีก  และกลุ่มบุคลากรของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ไม่เคยทำปัญหาให้กับสังคมไทยเลย

      ในกรณีที่คณะผู้วิจัยเลือกวัดพระธรรมกายเป็นกลุ่มตัวอย่าง ผมในฐานะนักวิจัยด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน ขอฟังธงว่า คณะผู้วิจัยมีความลำเอียงอยู่ลึกๆ  ที่ต้องการ Discredit (ขออภัยไม่รู้จะใช้ภาษาไทยคำไหน) วิชชาธรรมกาย 

      ถ้าใช้กลุ่มตัวอย่างจากแหล่งอื่น วิชชาธรรมกายก็จะโด่งดังขึ้นไปอีก หลักฐานของผมก็คือ การที่คณะผู้วิจัยเลือกหนังสือของคุณยงยุทธ์ วิริยายุทธังกูร เรื่อง หลวงพ่อวัดปากน้ำกับอานุภาพวิชาธรรมกาย มาอ้างอิง ดังที่ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว

      เนื้อที่ตรงอ้างอิงเนื้อหาของคุณยงยุทธ์นั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้หนังสือของคุณยงยุทธ์  ควรใช้เอกสารชั้นต้น จากแหล่งใดก็ได้ พูดง่ายๆ ก็ว่า จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิชชาธรรมกายในระดับปริญญาโทก็มีหลายเล่ม

      นั่นคือ ข้อผิดข้อบกพร่องในงานวิจัยเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายของงานวิจัยชิ้นนี้  สิ่งที่ผมได้รู้จากงานวิจัยชิ้นนี้อีกก็คือ  บุคลากรของวัดพระธรรมกายไม่ได้มีความรู้เรื่องในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัด ปากน้ำหลงเหลืออยู่แล้ว  เพราะ นักวิจัยที่เป็นพระภิกษุอยู่ในวัดพระธรรมกาย ไม่รู้เลยว่า งานเขียนที่ออกมานั้น ผิดพลาด

      นอกจากนั้นแล้ว  พระสุธรรมยานเถระ/พระธัมชโยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสก็สอนผิดๆ ทั้งที่เป็นความรู้เบื้องต้น 

      พระสุธรรมยานเถระ/พระธัมชโยทำได้อย่างเดียวก็คือ เอาคุณความดีของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเสริมสรรค์ปั้นแต่งให้เป็นประโยชน์แก่ตัว ท่านเอง เพื่อโครงการเรี่ยไรอภิมหานิรันดร์กาล โดยล่อหลอกให้สานุศิษย์เรี่ยไรในชาตินี้ก่อน  สำหรับปฏิบัติธรรมให้ไปรอปฏิบัติในชาติหน้า

      ก็ยังมีคนโง่ๆ ที่เชื่อ และปฏิบัติตาม

      อย่างนี้มีด้วย.....ชาติหน้าน่ะมันมีจริง ผมก็เชื่อ แต่มันจะมาเจอะกันหรือ  โง่ซะไม่มี  ทำไมไม่ทำเสียตั้งแต่ชาตินี้

 

--------------------------------

 

 

มนัส โกมลฑา  Ph.D. (Integrated Sciences)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา

Email: komoltha4299@gmail.com; komoltha4299@yahoo.com

-----------------------------------------------

เว็บแนะนำครับ  

ศูนย์รวมข้อมูลการเผยแพร่ การเรียนการสอน วิชา ธรรมกาย
เว็บบอร์ดของเว็บ Wisdominside
เว็บ Wisdom Inside ภาคภาษาไทย
ตำราเกี่ยวกับวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรสำหรับให้ค้นคว้า ฟรี!!
Blog of Free Meditation Training

ประชาสัมพันธ์

 
 โปรแกรมทัวร์และจองโรงแรมจากทั่วโลก

Around the world Booking & tour

Thailand hotels booking

Interesting Websites Network

Travel Cheap Books Reviews

สร้าง: ส. 16 ส.ค. 2551 @ 11:10   แก้ไข: ส. 16 ส.ค. 2551 @ 11:10   ขนาด: 29981 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
1. อานาปา
เมื่อ ส. 16 ส.ค. 2551 @ 13:22
788495 [ลบ]

ดีครับ ได้รู้อะไรเพิ่มเติม

ผมก็เด็กวัดนวลเก่า ( ไกล้วัดปาน้ำ ) เมื่อก่อนก็ไปฝึกกรรมฐาน ที่วัดปากน้ำบ่อย 25ปีที่แล้ว ฝึกเพ่งกษิน ลูกแก้ว ( หรือที่เราสมมุติเรียกกันว่า วิชชาธรรมกาย) ตามแบบครูบาอาจารย์ หลวงพ่อ สด ที่เคารพ ( แม้นฟังจากเทป) แต่ไม่ตรงจริตของผม

ได้แค่ความสงบชั่วคราว พอมาเจอโลกของจริง จิตก็โลดแล่นไปกับกิเลส ต่างๆตามสิ่งที่มากระทบทาง อายตนะทั้งหก เคยบวชกับหลวงพ่อใหญ่ วัดสระเกศ ท่านก็สอน เพ่งกษินลูกแก้วเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้อะไร ( จรืตผมไม่มาทางนี้)

ผมได้ ไปเรียนกรรมฐาน กับท่านอาจารย์ ท่านหนึ่ง ท่านสอน และบรรยายธรรมอยู่ที่

ธรรมสถานจุฬา (มหาวิทยาลัย) โดยฝึกแบบ อานาปาณสติ ไม่บริกรรมอะไรทั้งสิน (ตามแบบที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงปฎิบัติ ) ใช้สติ ดูลมหายใจ เข้าออก เข้าก็รู้ ออก ก็รู้ ปรากฎว่า สงบดีกว่า เพ่งลูกแก้ว (อย่างที่ท่านทราบดีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้า ทรงบอกไว้ มี 40วิธี ในการ ฝึก สมถะ กรรมฐาน)เพ่งน้ำ ดิน ไฟ ลม สีต่างๆ กำหนด อสุภ พุทธานุสติ หรือจะบริกรรม พุทธโธ สัมมาอาระหัง ยุบหนอ ( สายพม่า) และอีกมากมาย.....)

จริตผมชอบ อานาปา ทำให้รู้สภาวะธรรมได้ง่าย ดี

กำหนดรู้กาย มีสัมปชัญญ ร้ตัวตั่วพร้อม สติกำหนดรู้อยู่ ที่ลมหยาใจ กำหนดรู้ดูเฉยๆ

พอสมาธิ เริ่มดีขึ้น ก็รู้นิวรณ์ธรรมได้ง่าย

หากมีอารมณ์ อะไรที่เข้ามา ก็ดู เพียงสักว่าดู เดี๋ยวมันก็ดับไป ไม่ไปยึดไม่ไปตามเล่น กับมัน

ท่านไม่ให้หลงไปเล่นกับนิมิต หรือติดในสุขในสมาธินิ่ง ใช่...มันปีติ มันสุข หากตายไปขณะนั้นมันก็ไปเกิดได้แค่ พรหม์ ด้วยอำนาของอัปนาสมาธิ ( ฌาน)พระพุทธะท่านว่า มันผิดทาง กลายเป็น สมถะ ภาวนาอย่างเดียว (ฤาษีชีไrรสมัยก่อนพุทธกาลก็มีมาแล้ว พวกนี้ได้ฌาน มีฤทธฺมาก แต่เป็น โลกีย์ อภิญญา หุทิพยื ตาทิพย์ เหาะได้ รู้ใจคน จะไห้ดีต้องต่อยอดด้วยวิปัสนา ( ปัญญา)

เดี๋ยวนี้ ดูสภาวะจิตได้ไวขึ้น โกรธก็รู้ ชอบก็รู้ ขัดใจก็รู้ แล้วก็ดับไป

เล่นมันอยู่ 4 อย่างนี้แหละ ( สติปัฎฐาน4 นี้เป็นทางสายเอก)

ดีใจทีท่านไม่หลงไปอยู่กับวัด ธรรมกาย เราก็เกือบไปเหมือนกัน

สติปัฐานสี่ นี้แหละทางสายเอก แม้นหลวงพ่อสด ก่อนนิพพานก็ได้กล่าวไว้ !

ท่านได้ไปต่อยอดวิปัสนา กรรมฐาน กับ เจ้าคุณโชฏกแห่งวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์

ท่านได้กล่าวไว้กับหลวงพ่อจรัญ (พระอริยะแห่งสิงห์บุรี) ว่าหลังจากที่ท่านละสังขารแล้ว ลูกศิษย์ ท่านจะทำลายหลักฐานที่ท่านเคยมาเรียนวิปัสนากับ เจ้าคุณโชฏก แล้วก็จะเอาวิชชาธรมกายไว้ ดีครับ อย่างน้อยสมถะก็ยังทำให้คนเรามีจิตเย็นลง

มีเงิน ร่ำรวย แล้วก็ไปสร้างบุญ บำเพ็ญบารมีกันต่อไป ดีกว่าไปหาสิ่งบัญเทิงเริงรมย์อื่นๆ

ขอให้ท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้น

กราบบูชาอาจาริยคุณ พ่อแม่ครุอาจารญ์ หลวงพ่อสด ที่เคารพบูชายิ่ง

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
การวิจัยและศึกษาวิชาธรรมกายอย่างเป็นวิชาการ (เพื่อเรียบเรียงแล้วนำมาเขียนเป็น บทความวิชาการ)


LeftHit.com


Go here for more info about Firefox>>