สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ประกาศ: UKM 14 ที่ ม.มหาสารคาม เลื่อนเป็นวันที่ 9-10 ม.ค. 2552
สนทนาธรรม
BM.chaiwut
อ่าน: 145
ม็อบมาคันทิยา
ม็อบมาคันทิยา

วันนี้ไปร่วมทำบุญครบรอบ ๕๐ วันของอดีตเจ้าอาวาสวัดคอหงษ์ หาดใหญ่ ก็ได้คุยกับเพื่อนสหธัมมิกหลายรูป... เมื่อพาดพิงการเมือง สหธัมมิกรูปหนึ่งก็เล่าว่า กลุ่มคนที่ไปตะโกนด่าท่านนายกฯ คนใหม่นั้น มีผู้เรียกว่า ม็อบมาคันทิยา ... พอผู้เขียนได้ฟังก็เข้าใจทันที พลางวิจารณ์ว่า ผู้ที่เปรียบเปรยอย่างนี้ได้น่าจะเป็นมหาเปรียญ แต่จะมาจากนอกวัดหรือในวัด ข้อนั้นมิใช่ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจ... ขณะที่สหธัมมิกอีกรูปก็บอกว่าเอาเรื่องนี้ไปเขียนได้ ดังนั้น คืนนี้ก็จะเล่าพอได้ใจความ...

สำหรับผู้จะเป็นมหาเปรียญชั้นต้นระดับ ป.ธ.๓ ได้ต้องแปล คัมภีร์ธัมมปทัฎฐกถา หรือที่เรียกกันว่า นิทานธรรมบท มีจำนวน ๘ เล่ม ซึ่งรวมนิทานไว้ร้อยกว่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง โดยเรื่องที่ยาวที่สุดคือ สามาวดี ซึ่งเป็นเรื่องแรกในเล่มที่ ๒ (ทุติโย ภาโค) ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่ครูบาลีนำมาให้นักเรียนหัดแปลเป็นเรื่องแรก และผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่าวิชาแปลบาลีภาคปฏิบัติก็มีเรื่องสามาวดีนี้แหละเป็นครู... ม็อบมาคันทิยา ก็เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในเรื่องนี้ ผู้สนใจต้องการจะอ่านก็ คลิกที่นี้ แต่แนะนำว่าค่อยหาเวลาว่างอ่าน เพราะเรื่องนี้ยาวมาก อาจต้องใช้เวลาเกินกว่าชั่วโมงกว่าจะจบ ตอนนี้ก็อ่านเฉพาะประเด็นย่อที่นี้ก่อน...

ในเรื่องสามาวดีนี้ พระนางสามาวดี เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ซึ่งพระองค์มีอัครมเหสีอยู่หลายพระนาง และในบรรดาอัครมเหสีเหล่านั้นรวม พระนางมาคันทิยา ไว้ด้วย... ที่เกิดม็อบขึ้นในเรื่องนี้ก็เพราะว่า พระนางมาคันทิยาเกิดความอิจฉาริษยาพระนางสามาวดี จึงได้ผูกเรื่องราวต่างๆ นานา ใส่ร้ายพระนางสามาวดี รวมทั้งการจ้างคนให้ไปคอยด่าพระนางสามาวดีด้วย... ซึ่งวิธีการของพระนางมาคันทิยาในนิทานครั้งกระโน้น อาจทำนองเดียวกับการก่อม็อบ ปลุกม็อบ หรือม็อบรับจ้างในยุคสมัยนี้ และอาจเรียกได้ตามชื่อของผู้บ่งการว่า ม็อบมาคันทิยา ...

นอกจากเหตุการณ์ม็อบมาคันทิยาแล้ว ในเรื่องนี้ก็ยังมีพระพุทธดำรัสที่ตรัสถึงผลกรรมของผู้ที่ประทุษร้ายต่อผู้อื่นที่ไม่มีความผิดไว้ด้วยว่าจะเป็นไปอย่างไร... ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนก็คิดว่า การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นที่ไม่มีความผิด ด้วยการสร้างข่าวลือให้เค้าเกิดความเสียหาย หรือด้วยการจ้างคนไปด่า ทำนองเดียวกับม็อบมาคันทิยาในเรื่องนี้ ก็จัดอยู่ในการประทุษร้ายต่อผู้ไม่มีความผิดด้วยเช่นกัน... ดังนั้น จึงขออัญเชิญคำแปลมาไว้ที่นี้

  • ผู้ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้าย หาอาชญามิได้ ด้วยอาชญา
  • ย่อมพลันถึงฐานะ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว 
  • คือ พึงถึงเวทนาอันหยาบ ๑
  • ความเสื่อม ๑
  • ความแตกแห่งสรีระ ๑
  • ความเจ็บไข้อย่างหนัก ๑
  • ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑
  • ความขัดข้องแต่พระราชา ๑
  • ความกล่าวตู่อย่างทารุณ ๑
  • ความเสื่อมรอบแห่งหมู่ญาติ ๑
  • ความย่อยยับแห่งโภคะ ๑
  • อีกประการหนึ่ง ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของผู้นั้น 
  • เพราะความแตกแห่งกาย เขาผู้มีปัญญาทราม ย่อมเข้าถึงนรก.

 

สังคมไทยปัจจุบันมีข่าวลือ มีการใส่ร้ายป้ายสี มีการปลุกม็อบ มีม็อบรับจ้าง ฯลฯ ซึ่งจริงบ้างเท็จบ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทางการเมือง... ผู้เขียนก็ไม่อาจยืนยันหรือคัดค้านได้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่สำหรับผู้ที่ประทุษร้ายต่อผู้ที่ไม่มีความผิดนั้น ถ้ากลัวเวรกรรม ไม่อยากจะประสบผลกรรมสนอง ๑๐ ประการเหล่านี้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ก็ควรหยุดคิดทบทวนอีกครั้ง...

เพราะ ผู้เขียนรู้สึกว่าเวรกรรมบางอย่างนั้นไม่ต้องรอชาติหน้า อาจเห็นผลทันตาในชาตินี้... 

 

สร้าง: อ. 30 ก.ย. 2551 @ 23:34   แก้ไข: พฤ. 09 ต.ค. 2551 @ 20:52   ขนาด: 10109 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. บังหีม--ผู้เฒ่าnatachoei--
เมื่อ อ. 30 ก.ย. 2551 @ 23:47
851503 [ลบ]

นมัสการพระคุณ เจ้า

ขอบคุณอาหารสมอง "อาคันทิยา"

ขออนุญาตินำไปขยาย ใช้ในเวทีชุมชนครับ

P
2. กวิน
เมื่อ พ. 01 ต.ค. 2551 @ 00:59
851553 [ลบ]

นมัสการพระคุณเจ้า อ่านแล้ว ก็ได้แง่คิดนะครับ กวิน อ่าน โลกทีปนี ของ พระธรรมธีราชมหามุนี (วิลาส ญาณวโร ป.ธ.9) มีอยู่บทหนึ่งท่านกล่าวถึง ไฟในนรก ที่ว่ามีพรานมาขอดื่มน้ำ ที่กุฎิพระเถระ แต่มองไม่เห็นน้ำในโอ่งเพราะบาปกรรมบังตา พระเถระทราบด้วยญาณว่า พรานผู้นี้ตายไปต้องตกนรก จึงชวนให้บวชบำเพ็ญความเพียร ต่อมานายพรานยอมบวชเป็นสามเณร แต่เมื่อนายพรานบวชแล้วก็เห็นภาพสัตว์ที่ตนได้ฆ่าจิตใจไม่สงบจึงจะขอสึก พระเถระ ท่านจึงบอกว่าก่อนสึกให้ไปตัดต้นไม้กิ่งไม้ รอบๆอารามเสียก่อนแล้วจึงสึก  สามเณรตัดกิ่งไม้ที่รกครึ้มรอบๆ อารามเสร็จแล้วพระเถระท่านก็มาสั่งว่าทำไมไม่เผากิ่งไม้เหล่านั้นเสียเล่า สามเณรบอกว่ากิ่งไม้มันยังสดอยู่ ต้องรอให้แห้งก่อน พระเถระจึงแสดงฤทธิ์ แหวกพื้นดินแล้วนำ ไฟในนรกมาประมาณ แสงหิ่งห้อย จุดลงบนกองกิ่งไม้สดนั้น กิ่งไม้สดก็มอดไหม้ไปเป็นจุรณ พระเถระกล่าวว่า ดูเอาเถิดขนาดไฟในนรกเพียงน้อยนิดยังทำลายกองกิ่งไม้สดให้มอดไหม้ได้ถึงเพียงนี้แล้วถ้าเจ้าต้องตกไปอยู่ในนรก จะได้รับความทุกข์ร้อนสักเท่าใด ด้วยเหตุนี้สามเณรควรเร่งบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ได้ดวงตาเห็นธรรมจะได้นำพ้นจากอบายภูมิ ต่อมาสามเณร เกรงกลัวว่าตนจะต้องตกนรก แล้วถูกไฟในนรกเผาไหม้ จึงได้ตั้งหน้าตั้งใจบำเพ็ญกรรมฐาน จนพ้นจากสถานแห่งอบายภูมิได้ขอรับ 
 
นึกขึ้นได้ก็เลยโล่ง อกว่ายังพอมีทางรอดพ้นจากอบายภูมิเมื่อยามแตกกายทำลายขันธ์ ครับ กระผม

P
3. BM.chaiwut
เมื่อ พ. 01 ต.ค. 2551 @ 01:40
851569 [ลบ]

P บังหีม

 

  • มาคันทิยา มาคันทิยา มาคันทิยา ...

บังจำชื่อให้ถูกนะ (5 5 5...)

..............

P กวิน

 

  • อนุโมทนาที่อาจารย์นำนิทานมาเล่ายามดึก...

หนังสือที่พระเดชพระคุณท่านรจนาไว้ น่าอ่าน และควรแก่การสะสมสำหรับผู้สนใจพระพุทธศาสนาที่ไม่รู้บาลี...

..........

เจริญพร

P
4. ครูอ้อย แซ่เฮ
เมื่อ พ. 01 ต.ค. 2551 @ 01:54
851573 [ลบ]

กราบนมัสการพระคุณเจ้า 

  • ครูอ้อย มาตั้งใจอ่าน  และรับ อาหารสองในยามดึก  โรงเรียนจะปิดภาค ครูอ้อยมีเวลามากขึ้นที่จะอ่าน เขียน ต่อไปเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ 

P
5. BM.chaiwut
เมื่อ พ. 01 ต.ค. 2551 @ 09:02
851795 [ลบ]

P ครูอ้อย แซ่เฮ

 

โยมครูอ้อยเข้ามารับสมองในยามดึก แต่อาตมาเข้ามาเจริญพรตอบรับในยามเช้า (.... )

จำได้ว่าตอนใช้โกทูโนระยะแรกนั้น ครูมักจะเข้ามาโพสต์ประมาณ ๔ นาฬิกา จนกระทั้งจำได้เลยว่า ถ้าเห็นครูเข้ามาก็ตีสี่แล้ว...

เจริญพร

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
พูดคุยเรื่องธรรมะทั่วไปเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเกื้อกูลในการดำเนินชีวิต


Website Hit Tracking
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม :: 27 มกราคม 2550