กล่าวกันว่า ผู้ที่มีศีลห้า หลังจากกายแตกตายไปแล้ว จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เจ้าปายาสิจึงนำประเด็นนี้มาเป็นข้อยืนยันความเห็นความเชื่อของพระองค์ทำนองว่า...
- ข้าแต่ท่านกัสสป ญาติสนิทมิตรสหายของเกล้าในโลกนี้ ที่เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ก็มีอยู่ เมื่อคนเหล่านั้นป่วยหนักใกล้จะตาย เกล้าก็ได้เข้าไปหาแล้วสั่งพวกเขาว่า...
- ท่านทั้งหลาย สมณพราหมณ์มีคำสอนว่า ผู้ที่เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น (มีศีลห้า) เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ ก็พวกท่านเป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น ดังนั้น ถ้าท่านตายไปแล้วได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขอจงช่วยกลับมาบอก เผื่อเราจะได้เชื่อว่า โลกหน้ามีจริง สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริง ผลแห่งกรรมดีชั่วมีจริง...
- ข้าแต่ท่านกัสสป ! คนเหล่านั้นรับคำของเกล้าแล้ว แต่ก็หามีใครกลับมาบอกหรือส่งข่าวให้เกล้าได้รับทราบเลย ดังนั้น เกล้าจึงมีความเชื่อความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มี ผลแห่งกรรมดีชั่วก็ไม่มี
พระกุมารกัสสป จึงได้ทูลเปรียบเทียบทำนองว่า...
- ดูกรบพิตร ! อาตมาจะเฉลยตามที่เห็นสมควร ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ สามสิบราตรีตามนั้นก็เป็นเดือนหนึ่ง สิบสองเดือนตามนั้นก็เป็นปีหนึ่ง และพันปีตามนั้นจะเป็นประมาณอายุของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์...
- ญาติสนิทมิตรสหายของพระองค์ ที่เว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น เมื่อตายไปแล้วเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็จะมีความคิดว่า พวกเราบำเรอตนด้วยกามคุณห้าอันเพรียบพร้อมอยู่ก่อนสัก ๒-๓ วัน แล้วค่อยกลับไปทูลเจ้าปายาสิว่า โลกหน้ามีจริง สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริง ผลแห่งกรรมดีชั่วก็มีจริง...
- ดูกรบพิตร ! พวกเขาเหล่านั้นจะกลับมาทูลตามที่ว่านี้หรือไม่ ?
เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า..
- หามิได้ เพราะพวกเราคงจะตายเสียก่อนเป็นแน่...
- ท่านกัสสป ! แต่ใครเป็นผู้บอกว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ และมีอายุยืนถึงเพียงนั้น
สรุปว่า เจ้าปายาสิเข้าใจด้วยพระองค์เองว่า ๒-๓ วันของเทวดาชั้นดาวดึงส์เท่ากับ ๒-๓ ร้อยปีของโลกมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่บรรดาญาติมิตรของท้าวเธอจะกลับมาแจ้งให้ทราบได้ แต่ท้าวเธอก็ตรัสถามแทรกขึ้นมา เพราะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์จะมีอยู่จริงและมีอายุยืนขนาดนั้น
ดังนั้น พระกุมารกัสสปจึงต้องเปรียบเทียบต่อไปว่า...
- ดูกรบพิตร ! เปรียบเหมือนคนตาบอดตั้งแต่เกิด ย่อมไม่เคยเห็นรูปสีดำ หรือสีขาวเป็นต้น รูปที่เรียบหรือไม่เรียบก็ไม่เคยเห็น รูปดาว พระจันทร์ หรือพระอาทิตย์ก็ไม่เคยเห็น คนตาบอดแต่กำเนิดนั้นจะบอกได้หรือไม่ว่ารูปสีดำเป็นต้นไม่มี หรือรูปพระจันทร์เป็นต้นไม่มี เพราะเราไม่รู้สิ่งนี้ ไม่เห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี...
เจ้าปายาสิทูลว่า...
- หามิได้ รูปสีดำหรือรูปพระจันทร์เป็นต้นเหล่านั้นมีอยู่ อันที่จริง คนตาบอดแต่กำเนิดต้องพูดว่า แม้เราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้จะชื่อว่าไม่มีก็หามิได้...
เมื่อท้าวเธอทูลอย่างนี้ ก็เข้าทางพระเถระ จึงได้เปรียบเทียบต่อไปว่า...
- ฉันนั้นนั่นแหละ พระองค์เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด เพราะพระองค์ตรัสถามว่า ใครเป็นผู้บอกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรืออายุของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยืนยาวถึงเพียงนั้น...
- ด้วยว่า พระองค์จะเห็นโลกหน้าด้วยตาเนื้อเหมือนกับโลกนี้ก็หามิได้ แต่สมณพราหมณ์ที่อยู่ในป่าที่เงียบสงบ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อาจยังตาทิพย์ซึ่งล่วงเลยตาเนื้อของมนุษย์ทั่วไปให้เกิดขึ้นได้ จึงอาจเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า...
- ส่วนพระองค์มีเพียงตาเนื้อ จึงเห็นแต่เพียงโลกนี้ ดังนั้น พระองค์จึงเปรียบดังคนตาบอดแต่กำเนิด เห็นแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น จะตรัสว่าโลกหน้าไม่มีเพราะไม่เห็นหามิได้
ด้วยโวหารการเปรียบเทียบของพระเถระ ทำให้ข้ออ้างของเจ้าปายาสิต้องตกไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ท้าวเธอยังมีประเด็นอื่นๆ ที่มาโต้แย้งพระเถระอีก ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...
อนุโมธนาด้วยครับ อ่านมาเรื่อย ๆ สนุกดีครับพระคุณเจ้า
นมัสการพระคุณเจ้า
แสดงว่า สาวกของปาริสิยังคงมีอยู่ทุกชาติ เพราะมีผู้แสวงหาสวรรค์ด้วยหนทางลัด หรือทางผ่านมีอยู่มากมาย
นมัสการครับท่าน แวะมาอ่านธรรมะก่อนนอน สาธุ...
.............
เจริญพรทุกท่าน
เมื่อ พฤ. 25 ธ.ค. 2551 @ 04:56
1030584 [ลบ]
ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์
เวลาเรามีความสุข จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก
แต่ถ้ามีความทุกข์ ก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามาก
(พอจะเทียบเคียงกันได้ใหมครับ)
อาตมาก็เคยคิดทำนองนี้ และก็เคยรับทราบมาว่าหลายๆ คนก็คิดทำนองนี้เหมือนกัน...
เคยอ่านความเห็นของพระมหาสมณเจ้าทำนองว่า เรื่องสมัยก่อนนั้น เป็นการยากที่คนสมัยเราจะเชื่อได้ คนหัวอ่อนอาจเชื่ออย่างทันที คนแข็งกระด้างอาจคัดค้านด้วยความไม่เชื่อ ส่วนผู้ฉลาดอาจตีความเป็นปริศนาธรรม...
ท่านรองฯ อาจจัดเป็นผู้ฉลาดเพราะตีความเป็นปริศนาธรรม (......)
เจริญพร
(ลบความเห็นของท่านรองฯ มา เพราะที่โพสต์ไว้มีพื้นที่ว่างมากเกินไป อาจผิดพลาดตอนโพสต์)
นมัสการครับ
อ่านแล้วทำให้เชื่อว่า "อย่าเชื่ออะไรเลยดีกว่า" ถ้าจะมาถกกันว่า ชาติหน้ามีจริงไหม แล้วก็ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพราะมันไม่สามารถแสดงให้คนธรรมดาดูได้ ผมว่าคนธรรมดาก็สมควรเอาเวลาไปทำในสิ่งที่ควรทำ ทำหน้าที่ อาชีพการงานของตนให้ดี ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นจะดีกว่า เพราะชีวิตมนุษย์มันสั้นนัก จะคิด จะเชื่อทำไมกับสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีจริงไหม
ปล. แต่ผมเชื่อว่าเรื่องเล่านี้อาจเป็นกุศโลบายของศาสนาที่ต้องการให้คนทำกรรมดีครับ
อาตมาเห็นด้วยกับคุณโยม เพราะนั้นเป็นสิ่งที่สมควร แต่มนุษย์เป็นผู้สงสัยและอยากรู้อยากเห็น ซึ่งพัฒนการของโลกเกิดขึ้นได้ก็อาศัยรากเหง้ามาจากนี้...
ที่นำมาเสนอก็เีพียงเป็นข้อคิดว่า เรื่องทำนองนี้ มีผู้สงสัยมานานหลายพันปีแล้ว มิใช่เริ่มต้นในยุคสมัยนี้ และเป็นเรื่องสนุกสำหรับผู้สนใจการใช้เหตุผล...
อนึ่ง คำสอนทางศาสนาทั่วไป จะมีเรื่องทำนองนี้อยู่ด้วย และคนยังคงเชื่ออยู่ แม้ว่าบางคนจะคิดว่าเป็นเพียงกุศโลบายก็ตาม...
เจริญพร