ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2550 และนำเสนอผลงานวิจัยของพยาบาลชุมชน โดยมีหัวข้อหลักของการประชุมคือ “พยาบาล.....กับระบบสุขภาพท่ามกลางวิกฤตของสังคมไทย” ขึ้น ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ๒๕๕๑ ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพฯ
ดิฉันได้ทราบจากคุณจรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ประธานชมรมฯ ว่ามีผู้เข้าประชุมประมาณ ๗๐๐ คน น่าชื่นชมที่การรวมตัวของพยาบาลกลุ่มนี้มีความเข้มแข็ง และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพในบริบทพยาบาล สนับสนุนให้มีการทำวิจัยเชิงคุณภาพ
ดิฉันได้รับเชิญให้เป็นผู้วิพากษ์ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเรื่องเบาหวาน ในช่วงเช้าของวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑ มีข้อมูลที่ส่งมาให้อ่านล่วงหน้าปึกใหญ่ (๑๘๕ หน้าขนาดครึ่ง A4) ประมาณ ๑ สัปดาห์ล่วงหน้า หนังสือแจ้งว่าเป็นการสังเคราะห์งานวิจัย ๓๑ เรื่อง ชมรมฯ ส่งจดหมายเชิญมาให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แสดงว่ามีการวางแผนการทำงานล่วงหน้าเป็นเวลานานทีเดียว
เช้าวันที่ ๒๔ มกราคม ดิฉันเดินทางไปถึงที่ประชุมก่อนเวลา ๐๘.๓๐ น. ผู้จัดได้ชี้แจงให้ทราบว่าจะมีการวิพากษ์งานวิจัยหลายเรื่อง นอกจากดิฉันแล้ว ก็มี พญ.ฉายศรี สุพรศิลป์ชัย วิพากษ์เรื่องความดันสูง นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์ และ รศ.ดร.กุลยา ตันติผลาชีวะ วิพากษ์เรื่องพฤติกรรมเด็กวัยรุ่น การดื่มสุราและการมีเพศสัมพันธ์
๐๘.๕๐ น. เริ่มการประชุมด้วยกิจกรรมผ่อนคลายเพลงดอกไม้อะไรสักอย่างที่ดิฉันเผอิญไม่ได้ฟังชัดๆ ต่อจากนั้นเป็นการเกริ่นนำโดย พอ.นพ.ทวีศักดิ์ นพเกษร ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยชุมชนทางการแพทย์เชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของชมรมฯ กล่าวถึงทฤษฎีการปรับพฤติกรรมและการประยุกต์ Social Network, Social support, พลังของการสื่อสารเพื่อปรับพฤติกรรม ทฤษฎีการปรับพฤติกรรม เช่น Social Learning Theory, The Diffusion of Innovation, Health Belief Model, Theory of Reasoned Action คาดว่าคงจะให้เชื่อมโยงกับผลการสังเคราะห์งานวิจัยที่จะนำเสนอต่อไป
หลังจากนั้นเป็นการนำเสนอผลการสังเคราะห์งานวิจัย เริ่มจากเรื่องความดันสูง (นำเสนอ ๔ คน) เบาหวาน (นำเสนอ ๕ คน) และพฤติกรรมเด็กวัยรุ่นฯ (นำเสนอ ๒ คน) เนื้อหาก็เป็นไปตามที่เขียนมา ใช้เวลากันพอสมควรจนถึงประมาณ ๑๑ น.
ต่อไปเป็นเวทีของผู้วิพากษ์ที่มีเวลาคนละ ๑๐ นาทีเท่านั้น วิทยากรท่านอื่น โดยเฉพาะคุณหมอยงยุทธและอาจารย์กุลยาวิพากษ์เรียกเสียงหัวเราะได้ดีทีเดียว
สำหรับดิฉันได้ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักวิจัยเชิงคุณภาพ แต่อ่านงานที่ส่งให้แล้วมีประเด็นที่อยากฝากให้ไปคิดต่อดังนี้
- ความแตกต่างของ “ความรู้” และ “องค์ความรู้”
- การวิจัยเชิงคุณภาพมีหลาย design ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการวิจัย การรวบรวม/ใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเดียว แตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าวิจัยเชิงคุณภาพ
- การสังเคราะห์งานวิจัยที่ทำมานี้มีขั้นตอน กระบวนการอย่างไร ที่ว่าคัดสรรเฉพาะเรื่องที่มีคุณภาพนั้นพิจารณาอย่างไร งานวิจัยลักษณะใดที่ว่ามีคุณภาพ
ความเห็นภายหลังที่อ่านรายงานการสังเคราะห์ฯ แล้วคือเนื้อหาเป็นเรื่องเล่าของผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ให้บริการเป็นรายคน เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมในเรื่องต่างๆ เช่น อาหาร การใช้ยา การใช้สมุนไพร การไปตรวจตามนัด การเตรียมตัวไปตรวจเลือด การให้บริการ เป็นต้น ไม่รู้ว่าพฤติกรรมแต่ละเรื่องที่นำเสนอมานั้นมีมากน้อยแค่ไหน
อ่านแล้วยังไม่เกิดความรู้สึก “ปิ๊งแว๊บ” เห็นทางสว่างในเรื่องใด มีเรื่องของความทุกข์มากกว่าความสุข แต่ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะดิฉันได้รู้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้วเพราะอยู่ในวงการมานาน หากเป็นคนหน้าใหม่ก็อาจจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่งก็ได้
เนื้อหาในรายงานบางบทก็มีการวิเคราะห์และตีความอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมของรายงานดิฉันมีความเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น “การสังเคราะห์งานวิจัย” เพราะยังมองไม่เห็นส่วนที่เป็นการ “ยกระดับความรู้” อีกประการหนึ่งคือยังไม่เห็นขั้นตอนกระบวนการที่ชัดเจนของวิธีการที่ว่าเป็นการสังเคราะห์งานวิจัยนี้
อย่างไรก็ดีความพยายามที่จะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ผู้คิดผู้ทำมีความตั้งใจดี และน่าจะไปทำต่ออีกขั้นหนึ่ง
ข้อเสนอแนะ
- คนที่ทำวิจัยเอง วิเคราะห์/สังเคราะห์เองอาจจะมองไม่เห็นอะไรใหม่ๆ
- การทำวิจัยไม่จำเป็นต้องไปค้นหาเฉพาะปัญหาเท่านั้น ประสบการณ์ของเครือข่าย KM เบาหวาน เราค้นพบ Best practice มากมายทั้งในส่วนของผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และในส่วนของเจ้าหน้าที่ ข้อค้นพบเหล่านี้เมื่อเอามาเผยแพร่ทำให้เป็นที่รู้ จะจุดประกายการพัฒนาตน พัฒนางาน และเกิดการขยายผล (ทีมงานเล่าให้ฟังว่าเพราะมีการตั้งโจทย์ให้ไปหาปัญหา) - งานวิจัยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ (เลข ๐) ก่อนทำวิจัย นักวิจัยควรศึกษาก่อนแล้วว่าเรื่องนั้นๆ มีความรู้อะไรอยู่แล้วบ้าง มีอะไรที่ยังไม่รู้และเราต้องการหาคำตอบ
- อยากให้มีการวิเคราะห์และสรุปให้เห็นภาพว่างานวิจัยทั้ง ๓๑ เรื่องที่เอามาทำงานต่อนั้น แต่ละงานวิจัยให้ประเด็นความรู้อะไรบ้าง จากหลายๆ งานวิจัยน่าจะมีประเด็นความรู้มากมาย นำมาจัดหมวดหมู่ เชื่อมโยง/เปรียบเทียบให้เห็นภาพ “พฤติกรรมเบาหวาน” ตามที่ตั้งชื่อไว้
- อยากเห็นผลการวิจัย การวิเคราะห์/สังเคราะห์งานวิจัย ที่จุดประกายคน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน ผู้ป่วย ครอบครัว หรือชุมชน ให้เกิดความหวังหรือเห็นทางออก
วัลลา ตันตโยทัย