ทำอย่างไรที่จะช่วยลดความทุกข์ให้กับน้องได้

หมอฝน สกาวเดือน นำแสงกุล ส่งข่าวเรื่องราวของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ ๑ รายหนึ่ง มาขอความช่วยเหลือจากทุกท่าน ท่านใดอ่านแล้วมีความประสงค์จะร่วมด้วยช่วยกัน ติดต่อหมอฝนได้โดยตรงที่โทรหรือ [email protected]

วัลลา ตันตโยทัย

น้องอมรรัตน์ เจริญครบุรี ปัจจุบันอายุ 21 ปี เป็นเบาหวานตั้งแต่ 4 ขวบ โดยในระยะแรก พ่อกับแม่เป็นผู้ฉีดยาให้น้อง ซึ่งตามธรรมดาของเด็ก ไม่มีใครอยากเจ็บตัว จึงหนีและไปแอบเป็นปกติ น้องเคยไปเข้าค่ายของโรงพยาบาลศิริราชที่มาจัดที่ จ.นครราชสีมา นานมาแล้ว แต่น้องก็ยังทำใจไม่ได้ ระดับน้ำตาลจะมีทั้งสูงและต่ำอยู่ตลอดเวลา

ฝนได้รู้จักกับน้องเมื่อประมาณ 3 – 4 ปีก่อน ตอนนั้นได้ดูแลน้องเป็นครั้งคราว เพิ่งจะได้ดูแลจริงๆ ตอนที่ได้มาดูแลคลินิกเบาหวาน 2-3 ปีมานี้ เป็นงานที่ยากมากเพราะระดับน้ำตาลของน้องเดี๋ยวสูง เดี๋ยวต่ำ น้องหิวบ่อย กินมาก ขาดการออกกำลังกาย การพูดคุยให้คำแนะนำในหลายรูปแบบ ไม่อาจทำให้ความทุกข์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กจางหายไป

เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2550 ได้ชวนน้องไปเข้าค่ายเบาหวานที่ อ.วังน้ำเขียว  น้องเริ่มฉีดยาเอง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อและแม่   ต่อมาน้องได้เข้าค่ายผู้ป่วยเบาหวานฉีดยาอีกครั้ง ได้เจาะระดับน้ำตาลในเลือดที่บ้าน มีเครื่องตรวจเป็นของตนเอง สุดท้ายเราก็พบว่าน้องไม่สามารถใช้ Mixtard ได้ เพราะ RI เกินขณะที่ NPH ไม่พอ ทำให้น้องหิวบ่อย เหนื่อย น้ำตาลสูงและต่ำเสมอ จึงได้คุยกันปรับเป็น NPH 2 ครั้ง, RI 3 เวลา โดยที่ถ้ามื้อกลางวันกินอาหาร no carb ก็ไม่ต้องฉีด RI   ชีวิตเริ่มเป็นชีวิต น้องเริ่มเปิดร้านขายชาไข่มุก เริ่มออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร มีกำลังใจอยากเห็นหลานซึ่งเป็นลูกพี่สาวเติบโต อยากเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชให้จบ ฝนเริ่มเห็นรอยยิ้มของน้อง

แล้ววันหนึ่ง น้องก็โทรมาบอกว่ารู้สึกมีแสงในตา มีอะไรสีดำลอยไปมา ซึ่งไม่เคยมี ฝนขอให้น้องบอกให้พ่อพาไปพบ อ.อัจฉราทันที วันนั้นเป็นวันหยุด จึงให้ไปที่คลินิกด่วน.... ต้องขอขอบพระคุณ อ.ณัฐชัย (สามีอ.อัจฉรา) ซึ่งอยู่ที่คลินิก ช่วยกรุณาตรวจรักษาในราคาที่ถูกมาก และส่งตัวเข้าไปยิงเลเซอร์เพื่อป้องกันตาบอด  ตาซ้ายของน้องเริ่มมัวลงมาก มีเลือดออกในน้ำวุ้นตา

แต่โชคร้ายซ้ำ ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ไม่สามารถรักษาได้ จึงต้องส่งตัวน้องไปพบอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งออกตรวจวันศุกร์ โดยวันศุกร์แรกหลังจากทราบ อาจารย์ติดไปประชุมไม่ได้มาตรวจ วันศุกร์ที่สอง ตรงกับงานมหกรรม KM เบาหวาน ครั้งที่ ๒ ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งฝนชวนน้องไปเล่าเรื่องก่อนหน้านั้นแล้ว ...... เมื่อต้องเลือก น้องอมรรัตน์ บอกกับพ่อว่า “พ่อ..หนูขอไปกับหมอฝนนะคะ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่หนูจะได้ไปแบบนี้” พวกเรารู้เรื่องนี้เมื่อน้องได้มาอยู่ที่งานแล้วในเย็นวันพฤหัส เพื่อพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฐานในวันรุ่งขึ้น

แต่ฝนและทีมงานได้รับรู้เรื่องราวอีกมากมายจากปากของน้อง เช่น

“เมื่อก่อนหนูหนีฉีดบ่อยมาก เข็มใหญ่มาก ต้องผสมยาก่อนฉีด หมอสอนมา หนูจำขั้นตอนได้หมด บอกให้พ่อหรือแม่ทำแล้วฉีดให้”
“ตอนนี้เข็มเล็กลง แต่ต้องฉีด 5 ครั้ง/วัน ยกเว้นไม่กินคาร์โบไฮเดรตกลางวันจึงไม่ต้องฉีดกลางวัน” 
“วันเดียวหนูก็ฉีดครบแล้วรอบสะดือ ไม่ใช่ 1 สัปดาห์
“บางทีหนูก็เบื่อ 10 โมง หนูก็ยังไม่ฉีดยา ไม่กินอาหาร นั่งมองโทรทัศน์เหมือนจะดูแต่ไม่ได้ดู หัวสมองมันตื้อไปหมด จนแม่มาเรียกว่าฉีดยาหรือยัง หนูก็นั่งไปตอบจนแม่เรียกอีกหลายครั้ง หนูจึงลุกไปฉีดยา แล้วไปอาบน้ำ อยู่เฉยๆ ในห้องน้ำนานเป็นชั่วโมง แม่ถึงได้มาเรียกอีก มันเหมือนไม่อยากทำอะไรจนมีคนมาเรียก”
“ตาข้างซ้ายของหนูมัวลงมาก สัปดาห์หน้าพ่อติดประชุมพามาหาหมอที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ คงต้องเป็นสัปดาห์ต่อไป ไม่รู้หมอจะอยู่หรือปล่าว”

ณ วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน 2551 ฝนก็บอกตัวเองว่า จะต้องทำให้น้องได้ตรวจตาในวันศุกร์หน้าให้ได้ และจะพยายามให้น้องได้ใช้อินซูลินปั๊มให้ได้ แม้จะไม่สามารถทำให้ตาซ้ายดีขึ้นได้ ก็จะพยายามรักษาตาข้างขวาให้ดี ไม่ว่าน้องจะอยู่อีกนานเพียงใด ทำอย่างไรที่จะช่วยลดความทุกข์ให้กับน้องได้

ความจริงฝนก็เริ่มสนิทกับน้องมานานพอควร แต่ไม่มีโอกาสฟังเรื่องจากใจน้องแบบนี้เลย ต้องขอบคุณ เอนก เภสัชกร จาก รพร.ยุพราชธาตุพนม ที่ช่วยให้เราได้มีโอกาสมานั่งคุยกันเพื่อเตรียมฐานยาฉีดอินซูลิน และบรรยากาศการพูดคุยที่เปิดกว้าง ทำให้เราได้น้องไประบายความในใจให้พวกเรารับทราบ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน น้องได้ไปตรวจตาและฉีดวุ้นเข้าตา โดยคุณพ่อนั่งรถตู้ไปส่งที่ กทม.แล้วเดินทางกลับมาประชุมทันที (เข้าช้าเล็กน้อย) และมี น้องหมวย DM educator ของบริษัท Novo  (ยาฉีดอินซูลิน) ซึ่งเป็นคนน่ารักมาก ช่วยพาน้องไปพบจักษุแพทย์ จนได้รับการรักษา นอกจากนี้ ได้ช่วยติดต่อคุณน้อย  ซึ่งดูแลเกี่ยวกับอินซูลินปั๊ม ของบริษัท Medtronic เพื่อขอทดลองใช้ เครื่อง 2 เดือน ในระหว่างนี้ คงต้องขอความเมตตาจากผู้ที่อ่านเรื่องราวนี้ ช่วยร่วมกันบริจาคเพื่อซื้อเครื่องอินซูลินปั๊มซึ่งแพงมาก ราคาประมาณ 1 แสน 4 หมื่นบาท สำหรับยาที่จะใช้ในอนาคตฝนว่าจะคุยกับผู้อำนวยการเพื่อสั่งใช้ให้กับน้อง และค่าเครื่องมือที่ต้องเสียในแต่ละเดือน ประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ได้คุยกับน้องและคุณพ่อของน้องแล้ว น่าจะพอหาเงินจ่ายได้

ตอนนี้ยอดเงินบริจาคเข้ามา ๒๐,๐๐๐ บาทแล้ว การบริจาคครั้งนี้จะเป็นการนำเข้าเงินบริจาคของโรงพยาบาลก่อน และนำมาซื้อเครื่องทีหลัง ดังนั้น จะมีใบรับเงินจากโรงพยาบาลครบุรี สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้


ขอขอบพระคุณ อ.ไพศาล และคุณหมอชุติมา รวมถึงเจ้าหน้าที่ รพ.ราชวิถี ที่ช่วยให้น้องได้ตรวจตาและฉีดยาเข้าเส้นเลือดในลูกตาเพื่อยับยั้งการทำลายจอประสาทตา รวมถึงยิงเลเซอร์ยับยั้งการงอกของเส้นเลือดในจอประสาทตา แต่เนื่องจากน้องมีต้อกระจกด้วยจึงทำให้แสงเลเซอร์ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้  คุณหมอจึงนัดอีก 1 สัปดาห์เพื่อดูผลหลังจากฉีดยา ต้องให้น้องผ่าตัดรักษาต้อกระจกก่อนแล้วค่อยกลับมารักษาเรื่องจอประสาทตาต่อ

ผู้เล่าเรื่อง : พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล รพ.ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา