ความเห็น: 15
212 นึกถึงกิจกรรมหลัง 14 ตุลา
ช่วงหลัง 14 ตุลาเราตั้งพรรคขึ้นในมหาวิทยาลัยส่งทีมงานชิงตำแหน่งนายกองค์การนักศึกษา และก็ได้รับเลือก กิจกรรมหนึ่งที่เราทำคือจัดค่ายจรขึ้นในพื้นที่ อ. แม่ทา จ. ลำปาง เป็นหมู่บ้านชนบทที่ห่างจากตัวอำเภอไปไม่ไกลมากนัก
ผู้สนใจส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆ น้องๆฝั่งสวนดอก ไม่ว่าคณะแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ เภสัช มีคณะสังคม มนุษย์ วิทยาศาสตร์ เกษตร และศึกษาบ้าง รวมทั้งสิ้นประมาณ 20 กว่าคน เราไม่ได้ไปก่อสร้างถาวรวัตถุอะไร แต่เราจะสร้างคน โดยเราไปพักที่โรงเรียนใหม่แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ที่ติดกับป่าเห้ว (ป่าช้า) ห้องน้ำก็ไม่มี ผู้ชายต้องปีนรั้วข้ามไปเอาฝาโลงศพที่เขาทิ้งในป่าเห้วมาประกอบเป็นห้องส้วมแบบง่ายๆ ไม่มีไฟฟ้าเราใช้เทียนและตะเกียง เวลาจะไปห้องน้ำทีก็ยกโขยงกันไปเป็นกำลังใจ อิ อิ
รูปแบบค่ายเน้นการศึกษาชนบท โดยจัดแบ่งชาวค่ายออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-5 คน ผสมกันทั้งชายและหญิง ก่อนไปเราตกลงกันว่าให้ทุกกลุ่มออกไปใช้ชีวิตกับชาวบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วกลับมาพบกันที่โรงเรียนแห่งนี้ มาคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
กลุ่มเรามีน้องพยาบาลผู้หญิงไปด้วย 1 คน เราเดินตั้งแต่สายวันนั้นจนเกือบค่ำ ต่างก็เหนื่อยอ่อนเพราะคิดไม่ตกว่าจะไปนอนที่ไหนกัน ระหว่างทางที่เราเดินไปเราสังเกตว่ามีเสียงดังเหมือนกบไฟฟ้าใสไม้ เมื่อเราเดินเข้าใกล้เสียงเหล่านั้นก็หยุดเงียบหมดอย่างผิดสังเกต เราบอกทุกคนหยุดปรึกษากันก่อนว่าจะเอาอย่างไรดีค่ำคืนนี้ บางคนเสนอไปพักวัด บางคนเสนอไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน และบางคนบอกย้อนกลับไปนอนที่โรงเรียน
ไม่มีข้อสรุป ขณะนั้นมีเกวียนบรรทุกอ้อยมาเต็มและจอดลงใกล้ๆ ผู้อยู่บนเกวียนบังคับวัวเทียมเกวียนมานั้นเป็นสตรี ผมจึงออกไปคุยด้วยพร้อมกับถามว่าตัดอ้อยเอามาทำอะไร เอามาจากไหน ปลูกเมื่อไหร่ ปลูกกี่ไร่ มีแรงงานกี่คน ค่าจ้างเท่าไหร่ น้ำท่าดีไหม ฯลฯ ขณะที่เราตั้งคำถามเราก็ช่วยเขาขนอ้อยลงจากเกวียน เพื่อนๆ น้องๆเห็นต่างก็มาช่วยกัน พร้อมกับแนะนำตัวว่า เราเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปิดเทอมเลยออกเยี่ยมชนบท
เมื่อเจ้าของเกวียนทราบเช่นนั้น และจากพฤติกรรม สีหน้าที่เราแสดงออก เธอก็ออกปากถามว่าแล้วจะไปนอนที่ไหนกันคืนนี้ เราบอกยังไม่มีที่นอน แค่นั้นเอง เธอก็ชวนทั้งหมดไปนอนที่บ้านเธอ ทีมเราดีใจกันว่าคืนนี้มีที่นอนแล้วเรา ตกค่ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จไม่รู้ว่าใครต่อใครมากับเต็มบ้านไปหมด หลังจากคุยกันจึงทราบว่า ชาวบ้านเขาอยากรู้จักว่าคนแปลกหน้าเป็นใครมาเดินในหมู่บ้าน เมื่อทราบต่างก็โล่งอก เพราะ บ้านนี้ทำไม้เถื่อน โดยเอาท่อนไม้สักบ้าง ตอไม้สักบ้างมากลึงทำลูกกรงขายบ้าง ทำเป็นของใช้ต่างๆบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเขานึกว่าเราคือสายตำรวจมาสืบ...
วันต่อๆมาเราเดินไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนค่ำเราเห็น “พิธีลงข่วง” ของท้องถิ่น คือ ลูกสาวเกือบทุกบ้านจะเอาเสื่อมาปูที่ลานดินหน้าบ้านมีตะเกียง เอาเครื่องแยกเมล็ดฝ้ายมาทำการแยกฝ้ายที่เรียกว่า “อีดฝ้าย” เราเห็นเด็กวัยรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ เดินมาเป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้างมานั่งลงคุยกับสาวหน้าบ้านนั้น เป็นทำนองเกี้ยวสาว พูดจาหยอกล้อกัน เอาผลไม้ เอาน้ำมาสู่กันกิน เสียงหัวเราต่อกระซิกกัน ส่วนพ่อแม่ก็นั่งจุดตะเกียงอยู่บนบ้าน นานเข้าก็กระแอมเสียทีหนึ่ง นัยว่ามีพ่อแม่นั่งฟังหนุ่มสาวคุยกันอยู่นะ
เด็กหนุ่มกลุ่มใหม่เดินมา กลุ่มเดิมก็ลุกจากไปบ้านอื่นๆต่อ ไม่เห็นมีตีกัน ไม่เห็นมีทะเลาะแย่งสาวกัน ไม่เห็นฉุดพรากอนาจารกัน กลุ่มเราบางคนก็เดินไปคุยกับสาวบ้าง บ้างก็ขึ้นบนเรือนไปคุยกันพ่อแม่ เมื่อครบวันที่ เจ็ด เราก็เดินทางกลับไปที่โรงเรียนรวมกลุ่มกัน ต่างมีเรื่องราวมาคุยเก ทับกันสนุกสนานว่าพบสิ่งนั้นสิ่งนี้
เราใช้เวลาที่โรงเรียนนั้นอีก 2 วันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเข้าเยี่ยมลาผู้นำท้องถิ่น เราทราบว่าวันนี้จะมีการเอาศพสาวตายทั้งกลม มาทำตามประเพณีที่ป่าเห้วข้างโรงเรียนที่พักเรานี้ พวกเราตื่นเต้น ทั้งกลัวทั้งอยากดูประเพณีท้องถิ่น เมื่อพิธีแห่ศพมาเรารวมกลุ่มกันไปดูประเพณีโดยเฉพาะเพื่อนๆที่เป็น แพทย์ พยาบาล ต่างบอกว่า โชคดีนี่เป็นกรณีศึกษา บ่ายวันนั้นแดดจัดมาก เราไปคอยที่ป่าช้าอยู่แล้ว และสัปเหร่อมาเตรียมสถานที่ไว้หมดแล้วพร้อมจะรับศพ
เราเห็นซุ้มทางผ่านเขาเอาใบมะพร้าวมาทำเป็นครึ่งวงกลม ทุกคนต้องผ่านประตูนี้เท่านั้น เราเห็นถังน้ำส้มป่อยวางอยู่ข้างๆประตูใบมะพร้าวนั้น มีน้ำเต็มสำหรับล้างหน้าก่อนเดินออกจากประตูนั้นกลับบ้านและห้ามเหลียวหลังมามองกองฟอนเผาศพอีก เมื่อศพมาถึงสัปเหร่อเอาศพออกจากโลง แล้วทำพิธีทางไสยศาสตร์ท้องถิ่น คือเอาตะปูหมอ(สัปเหร่อ)มาตอกที่มือสองข้าง ตอกที่หน้าผาก บอกว่าเป็นการสกัดจุดมิให้วิญญาณออกไปอาละวาด แล้วหมอก็ทำพิธีเอาเคียวหมอผ่าท้องศพเอาเด็กในท้องออกมา เขาบอกว่าต้องแยกแม่แยกลูก เอาลูกฝัง แต่เอาแม่เผา.....ฯลฯ ผมยืนดูไม่เท่าไหร่ก็เป็นลมล้มพับตรงนั้นเอง เดือดร้อนน้องหมอหิ้วมานอนดมยาดมที่โรงเรียน
คืนนั้นเรามานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ท่ามกลางกลิ่นกองฟอน นี่คือกิจกรรมบางส่วนของนักศึกษาสมัย หลัง 14 ตุลา เราทำเช่นนี้หลายรุ่น เปลี่ยนสถานที่ไปกัน เราพบว่า นักศึกษาที่ก่อนและหลังเข้าค่ายจรนั้นมีทัศนคติต่อชนบท ต่อสังคม ต่อการทำหน้าที่ของตนเองเปลี่ยนไป หลายคนบอกว่า เขาไม่เคยเข้าใจชนบทมาก่อนเลยว่ามีวิถีชีวิตจริงอย่างไร ฯลฯ และเขาบอกว่า เราจะจบออกไปรับใช้สังคมตามบทบาทหน้าที่ของวิชาชีพแต่ละคนอย่างเข้าใจ
เราคุยกันยาวนาน ยันสว่าง แต่ปรากฏว่าคืนนั้นไม่มีใครเข้าห้องน้ำเลยครับ....
14 ตุลาปีนี้ที่ผ่านมา คิดถึงเพื่อนค่ายจรครั้งนั้นๆ….
เป็นอย่างไรกันบ้างเพื่อนรัก
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « 211 แด่ผู้สวมหมวกสีขาว
- ใหม่กว่า » 213 เฮฮาศาสตร์ 3 ดงหลวง ไปถึงไหน...
ความเห็น
วันต่อๆมาเราเดินไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนค่ำเราเห็น “พิธีลงข่วง” ของท้องถิ่น คือ ลูกสาวเกือบทุกบ้านจะเอาเสื่อมาปูที่ลานดินหน้าบ้านมีตะเกียง เอาเครื่องแยกเมล็ดฝ้ายมาทำการแยกฝ้ายที่เรียกว่า “อีดฝ้าย” เราเห็นเด็กวัยรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ เดินมาเป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้างมานั่งลงคุยกับสาวหน้าบ้านนั้น เป็นทำนองเกี้ยวสาว พูดจาหยอกล้อกัน เอาผลไม้ เอาน้ำมาสู่กันกิน เสียงหัวเราต่อกระซิกกัน ส่วนพ่อแม่ก็นั่งจุดตะเกียงอยู่บนบ้าน นานเข้าก็กระแอมเสียทีหนึ่ง นัยว่ามีพ่อแม่นั่งฟังหนุ่มสาวคุยกันอยู่นะ
เอามาแลกเปลี่ยนด้วยครับ

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธาราม จังหวัดมหาสารคามครับ ประกอบเรื่องเล่าตอนนี้ได้ดีมาก ๆ ออตชอบรูปนี้มากครับ
- น้องออต โห ทำไมมันเข้ากันดีแท้เลย
- ขอบคุณมาก มากครับที่เอารูปมาประกอบให้เห็นภาพวิถีไทยโบราณที่หาดูยากแล้ว
- เพราะไอ้หนุ่ม อีสาวไม่อยู่บ้านอีกต่อไปแล้ว
- เราไม่เห็น ภาพเช่นนี้ในชีวิตจริงอีกต่อไปแล้ว นอกจากการสาธิตตามการแสดงใหญ่ๆ หรือภาพฝาผนังอย่างที่ออตกรุณาเอามาให้ชม
- เด็กรุ่นหลังนึกไม่ออกว่าวิถีแต่เก่าเขามี "ระยะห่าง" ระหว่างชายหญิงอย่างไร เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้สัมผัสมารยาทที่ชายมีต่อหญิงสาว และสาวที่มีต่อชายหนุ่ม ต่างอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
- วิถีชีวิตที่มีคุณค่าแบบนั้นจะเอาเด็กรุ่นใหม่เรียนรู้ได้อย่างไร
- ออต พี่นึกถึงรูปแบบนี้ที่ออตมีอยู่ทั้งหมด มาจัดชุดวิถีชีวิตแล้วเอาไปทำเป็น VDO หรือสื่ออื่นๆพร้อมคำอธิบาย หรือแบบไหนก็ได้ ให้คนรุ่นใหม่ได้ชม เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ฯลฯ
- โอ้ คิดไป ก็มีงานมากมายที่ควรทำนะ ออตนะ
- ขอบคุณครับ ออต
- สิ่งที่ท่านทำตอนเป็นนักศึกษา คือหัวใจของอุดมศึกษา เพราะศึกษาที่มีอุดมการณ์
- สถาบันไหนไม่เอาอุดมการณ์มาเรียนมำออกแบบในเชิงการเรียนการสอน จะแห้งเหี่ยว ไม่ดูดำดูดีสังคม
- ไม่เข้าใจว่ากิจกรรมนักศึกษาแบบนี้หายไปไหน
- อุดมศึกษากำลังทำอะไรกันอยู่
- เป็นเนื้อหาที่สมบูรณ์แบบมาก แม้แต่การจะจัดประชุม สมศ ต้นเดือนหน้า ก็หาได้มีเรื่องอย่างนี้ไม่ แม้แต่ระดับนโยบายก็เข้าไม่ถึง กรรมแท้ๆๆ
ท่านครูบาครับ
- ผมเองก็คิดอยู่ว่ากิจกรรมแบบนี้มันหายไปไหนหมด
- แม้แต่การฝึกงานของนักศึกษาถือเป็นเรื่องบังคับ ออกชนบทเหมือนถูกบังคับมา เอาแต่โทรศัพท์ถึงใครก็ไม่รู้
- ท่านครับอยากทำอะไรต่ออะไรตั้งเยอะแยะไปหมดนะครับท่าน
- สานต่อแล้วนะครับ
- ความฝันเล็ก ๆที่ปลายทางครับ
- แต่จะเดิน แม้บทบาทเล็ก ๆในเทอมสั้น ๆ
- ที่นี่ครับ http://gotoknow.org/blog/thaiphon/139605
บันทึกนี้เป็นเหตุการณ์(ประวัติศาสตร์ ) และเป็น อุดมการณ์ อย่างที่ครูบาพูดจริง ๆ ครับ ผมคิดประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน
เราศึกษาความรู้ แต่ไม่ศึกษาชีวิต
เราศึกษาเหตุการณ์ แต่ไม่สนอุดมการณ์
เรื่องภาพเขียนฝาผนังที่คุณออตนำมา มันเชื่อมโยงได้จริง ๆ ครับ ที่อีสานยังมี คำพูดนี้อยู่นะครับ "ลงข่วง" แต่วิธีการก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยอยู่บ้าง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
5. รัตน์ชนก
- ขออภัยที่ตอบช้าเพราะไปร่วมชุมนุมศิษย์เก่า มช.มา 2-3 วันไม่ได้แตะคอมเลยครับ
- ยุคสมัยมันต่างกันอย่างที่น้องว่าแหละครับ สมัยของพี่นั้นกระแสแสวงหาทางเลือกของนักศึกษามันสูงมาก บรรยากาศในมหาวิทยาลัยมีแต่ 2 ขั้วคือเที่ยวงานบอลล์ กับออกค่ายพัฒนาชนบท
- การออกค่ายพัฒนาชนบทเป็นกระแสเรียกร้องให้นักศึกษาควรศึกษาเข้าใจชนบทและออกไปทำประโยชน์ให้ชนบทในรูปแบบต่างๆ สมัยนั้นคือการออกค่ายส้รางโน่นสร้างนี่ ช่วยชาวบ้านทำนั่นทำนี่ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาไปด้วย แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เรามักเรียกกันว่ากลุ่ม activist ใหม่ คือเน้นการศึกษาทำความเข้าใจสังคมว่ามันเป็นอย่างไรมาอย่างไรจึงมาถึงวิกฤตสมัยนั้น (14 ตุลา)
- นักศึกษากลุ่มนี้จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มทำกิจกรรมเช่น ทำหนังสือพิมพ์อิสระในมหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นวิภาควิจารย์สิ่งที่ไม่ดีงามต่างๆของมหาวิทยาลัย ของนักศึกษา เลยออกไปถึงสังคมนอกมหาวิทยาลัย
- นักศึกษากลุ่มเหล่านี้จะรวมตัวกันเสนอตัวเป็นตัวแทนนักศึกษาเข้าไปเป็นนายกองค์การนักศึกษา ปรับเปลี่ยนการทำกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆที่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยและสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
- นักศึกษากลุ่มนี้จะอ่านหนังสือ ตำราต่างๆกันเป็นกองๆ อ่านแล้วก็เอามาถกกัน อ่านแล้วก็เอามาตั้งวงเสวนากันว่าคนเขียนเสนอสิ่งนั้น เราคิดอย่างไร อ่านมากจริงๆ ตรงข้ามกับพวกเที่ยวงานบอลล์เขาอ่านเฉพาะหนังสือเรียนแล้วก้ไปเต้นงานบอลล์ตามคณะต่างๆจัดกัน สนุกลูกเดียว
- นักศึกษากลุ่มนี้ บางครั้งก็เชิญนักพูดดังๆสมัยนั้นมาเปิดเวทีพูดคุยกัน อภิปรายกัน จัดบ่อยมาก เป็นการสร้างบรรยากาศให้ในมหาวิทยาลัยมีความคึกคักทางกิจกรรมเพื่อบ้านเมืองมากขึ้น
- และในที่สุดกลุ่มของพี่คิดกันว่า มีเพื่อนๆที่ไม่เข้าใจชนบท และสนใจจะออกไปศึกษาชนบทกันตามเงื่อนไขของเราคือช่วงปิดเทอม เราก็คิดรูปแบบค่ายศึกษานี้ขึ้นมาเราเรียกค่ายจร เพราะจรยุทธไปเรื่อยๆ ออกหมู่บ้านนี้ไปหมู่บ้านโน้น ดังที่เล่ามา สาระที่เขียนลงคือเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่งที่ประทับใจในการจัดคราวนั้นและเอามาบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ผ่านหูผ่านตาบ้างว่า คนรุ่นก่อนๆเขาทำกันแบบนี้ คนรุ่นนี้คิดอะไร ทำอะไรกัน จะทำให้ดีกว่ารุ่นก่อนๆได้อย่างไร
- การลงไปแบบ เบอะ บะ ไม่มีอะไรในหัวมีเพียงเจตนาจะไปรู้จักคน วิถีชีวิต เห็นอะไรก็หยิบเอามาคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน สมัยนี้เรียก AAR สมัยนั้นเรียกการวิเคราะห์ร่วมกัน
- สิ่งที่ได้คือ เพื่อนๆที่เรียน หมอ เภสัข ทันต เทคนิค พยาบาล ฯลฯ หลายคนเป็นลูกผู้ดีมีเงินจาดเมืองหลวง เมืองใหญ่ๆ ไม่เคยเข้าใจชนบทแบบที่ออกไปสัมผัสจริงๆ เขาก็เห็น เขาก็รู้ แม้ถึงวันนี้เขายังพูดถึงค่ายจรครั้งนั้นกันเลยว่าได้ทีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองของชีวิตเขาต่อสังคม และมีส่วนสำคัญต่ออาชีพหมอที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนครับบางท่านกลายเป็นหมอชนบทที่มีคุณค่าต่อชาวบ้านมากๆ พยาบาลบางท่านอุทิศตัวเพื่องานคนไข้ชนบทมากกว่าที่เคยเห็น
- เราได้สิ่งเหล่านี้ครับ
- ไม่มีในหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่มีการกำหนดไว้ในกระบวนการศึกษาในมหาวิทยาลัยครับ แต่พวกเราทำกันเอง
- น่าสนใจมากครับน้องครับ
สวัสดีครับน้อง
7. mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง
- ขออภัยนะครับน้องที่ตอบช้า พี่ไปร่วมชุมนุมศิษย์เก่ามาครับ
- พอดีครับรอบ 14 ตุลา พี่ก็เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาเขียน เป็นความหลังที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง และส่งผลดีต่อคนต่อสังคมครับ
- ออตเอารูปมาใส่ มันลงตัวจริงๆครับน้องครับ
- แล้วเจอะกันนะครับที่เฮฮาศาสตร์ 3 ดงหลวง
- ตอนหนุ่มๆไปนอนที่ อ.แม่ทาบ่อย แต่ไม่เคยผิดผีนะครับ อิอิ ลงข่วงไม่เคยเห็น เป็นศิลปินเดี่ยวชอบบุกขึ้นบ้านไปนั่งคุยคนเดียว ทางบ้านผมเรียกว่า ไปอู้สาวครับ
- แต่อยู่ที่ จ.ลำพูน นะครับ ลงจากเขาขุนตานก็ถึง สมัยโน้นต้องลอดถ้ำขุนตานไปครับ ไม่แน่ใจว่าบางทรายจำผิดรึเปล่า ? อิอิ
เรียนคุณหมอคนชอบวิ่งครับ
- หากผมสับสนเรื่องภาษาต้องขออภัยด้วยครับ
- ขอบคุณครับที่มาช่วยแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูกต้อง
คุณบู๊ท ครับ
AAR มันย่อมาจากอะไรนะ ช่วยบอกเป็นวิทยาทานให้ด้วย อยากรู้ครับ
ถ้าออกค่ายไปตามหมู่บ้านกันวันนี้จะได้เก็บภาพคนหนุ่มสาว กำลังเดินพูดอยู่คนเดียวกับอะไรน้าที่เขาเสียบเข้าไปในรูหู หรือไม่ก็มีสายรุงรัง ทั้งเสียบหู ทั้งห้อยคอ ในรูปแบบขอสื่อสารไร้พรมแดน คุยแบบไม่อั้น แต่ก็อย่างน้อยได้สัมผัสกับบรรยากาศของท้องทุ่งและป่าเขาได้บ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ ติดหูติดตา มาเป็นความทรงจำเล็ก ๆ ก็ยังดีครับ
ยอดเยี่ยมเลยเพื่อน "นิคม"
ขออภัยตอบช้าไป
AAR= After Action Review
BAR=Before Action Review
เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการ KM=Knowledge Management จริงๆเราใช้มานานแล้ว แต่ก่อนเราเรียกการประชุมเตรียมงานก่อนดำเนินงาน(BAR) และเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินงานก็มานั่งสรุปบทเรียนหาจุดบกพร่องหาจุดที่จะทำให้ดีที่สุดในการดำเนินการครั้งต่อไป (AAR)
ดังนั้น หลังการจัดสัมมนา, ประชุม, workshop, ฝึกอบรม, ก็ควรทำ AAR และเช่นเดียวกันก่อนทำก็ควรทำ BAR
ศัพท์แสงมันมีใหม่ๆออกมาเรื่อยๆครับ จนตัวย่อเต็มไปหมดแล้ว























