ตั้งหัวข้อไว้เช่นนี้ เพราะอยากรู้ว่าการเลี้ยงลูกแบบไม่ตี มีหรือไม่ เนื่องจากเคยถามอาจารย์ที่มาอบรมเกี่ยวกับจิตวิทยา ท่านบอกว่าไม่ควรตีลูก ควรพูดด้วยเหตุและผล และควรระงับอารมณ์ของเราเอง.........
ไม่ทราบพี่ๆ มีความคิดเห็นว่างัยคะ...
|
วลี
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อีเมลติดต่อ |
ตั้งหัวข้อไว้เช่นนี้ เพราะอยากรู้ว่าการเลี้ยงลูกแบบไม่ตี มีหรือไม่ เนื่องจากเคยถามอาจารย์ที่มาอบรมเกี่ยวกับจิตวิทยา ท่านบอกว่าไม่ควรตีลูก ควรพูดด้วยเหตุและผล และควรระงับอารมณ์ของเราเอง.........
ไม่ทราบพี่ๆ มีความคิดเห็นว่างัยคะ...
เมื่อ ศ. 29 มิ.ย. 2550 @ 23:11
307573 [ลบ]
สวัสดีค่ะ..น้องวลี..ในความคิดของพี่นะคะ..พี่ว่าการตีหรือไม่ตีนั้นก็แล้วแต่..แต่ยังไงเมื่อเด็กทำผิดเราก็ต้องลงโทษซึ่งอาจจะไม่ใช่การตีก็ได้..อย่างพี่เป็นครูพี่ก็เลี่ยงให้ไปทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วมแทนได้ประโยชน์กับโรงเรียนอีกด้วย..โดยพี่คิดว่า..แรงเสริมทางบวกและทางลบล้วนมีส่วนในการปรับพฤติกรรมแต่อาจจะไม่ได้จำกัดว่าการตีเป็นคำตอบสุดท้าย..ที่เราต้องทำ..แต่ทั้งนั้นเหตุผลนี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องพูดคุยเสมอ...เพราะเหตุผลเนี่ยเป็นการฝึกการคิด..วิจาณญาณให้กับเด็กที่เราควรทำ..ห้ามขี้เกียจในการอธิบายเหตุผลเด็ดขาด..เพราะเหตุผลจะเป็นตัวช่วยให้เค้ายอมรับและหันกลับมามองตัวเองเพื่อพัฒนาตนเองอย่างแท้จริงค่ะ..(ขอโทษนะคะ..น้องถามสั้นแต่พี่ตอบยาวเชียว...พอดีจบไม่ลงน่ะค่ะ..อิอิ)
เมื่อ ศ. 29 มิ.ย. 2550 @ 23:23
307593 [ลบ]
ตอบยาวๆ ดีแล้วค่ะคุณครูแอ๊ว...อยากอ่านอีกค่ะ
เมื่อ ศ. 29 มิ.ย. 2550 @ 23:40
307601 [ลบ]
ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องดี หรือไม่ดีหรอก แต่เป็นเรื่องเข้าใจ หรือไม่เข้าใจมากกว่า ถ้าไม่เข้าใจ ผลเสียก็อาจเกิดขึ้นได้
มีหนังสือเกี่ยวกับการทำความเข้าใจเด็กๆ ที่มีบุคลิกหลากหลาย และอาจแตกต่างจากพ่อแม่ ชื่อว่า "เกิดมาต่างกัน เลี้ยงดูฉันอย่างเข้าใจ" ผมก๊อป 2 หน้าแรกมาให้อ่านดูเผื่อจะสนใจครับ
.........................................................................
เด็กๆ ตามสไตล์เอ็นเนียแกรม การช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการและอุปนิสัยที่ผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก จำเป็นต้องใช้วิธีที่แตกต่างและหลากหลายย – ทะไล ลามะ คุณเลี้ยงลูกแบบไหน ตามใจหรือเข้มงวด หรือเลี้ยงไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้น เขาเป็นกันอย่างไร ถ้าคุณกำลังเตรียมตัวจะเป็นพ่อแม่ที่ดี หรืออยากเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูก แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ภูมิปัญญาของเอ็นเนียแกรมช่วยคุณได้ คนเรามักวิตกกังวลว่าลูกๆ ของเราจะไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เนื่องจากบุคลิกภาพของเด็กเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ เราจึงพยายามบังคับให้เขาเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราต่างหากที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูให้เข้ากับเด็ก และสนับสนุนให้เขาเติบโตไปในเส้นทางของเขาเอง ก่อนที่ฉันจะมีลูก ฉันก็เคยคิดถึงการทำตัวเป็นแม่ที่ดี ฉันเชื่อว่า ถ้าให้ความรักและทุ่มเททำเพื่อลูกแล้ว เราก็จะเข้ากันได้ดีในแทบทุกเรื่อง เมื่อก่อนเรามักจะคิดกันว่า บุคลิกภาพของเด็กเป็นผลพวงมาจากตัวพ่อแม่มากกว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเด็กเอง แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า แม้วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมภายในบ้านจะมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคนๆ หนึ่งขึ้นมาก็จริง หากเด็กแต่ละคนก็มีความโน้มเอียงทางบุคลิกภาพติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น บางคนเป็นเด็กชอบเก็บตัวแต่บางคนอาจชอบแสดงออก บางคนอ่อนไหวแต่บางคนเฉยชา บางคนชอบเล่นโลดโผนแต่บางคนขี้กลัว บางคนนิ่งเฉยแต่บางคนก้าวร้าว นอกจากนี้ เด็กๆ ยังอาจเกิดมาโดยมีแนวโน้มที่จะเป็นคนเนี๊ยบหรือเป็นคนไม่มีระเบียบ ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่บ่มสอนมาอย่างไร เราใช้เอ็นเนียแกรมในการพัฒนาตนเองและทำความเข้าใจผู้อื่น และถ้ารู้จักใช้ เราสามารถประยุกต์ใช้ความรู้นี้กับเด็กๆ ได้ด้วย เช่น วิธีเลี้ยงเด็กดูเด็กที่มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นศิลปินย่อมแตกต่างจากวิธีเลี้ยงดูเด็กที่เข้มแข็ง ซุกซน คนเป็นพ่อเป็นแม่จำนวนมากจึงประสบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็ก อันเนื่องมาจากความเชื่อผิดๆ ที่ว่า วิธีเลี้ยงดูเด็กที่ถูกต้องมีวิธีเดียว วิธีอื่นผิดหมด เอ็นเนียแกรมบอกว่าเราแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็ยังสามารถแยกแยะพฤติกรรมของคนตามแบบแผนที่แตกต่างได้อย่างเด่นชัด ความรู้ทางบุคลิกภาพที่ลึกซึ้งและแยบยลนี้ช่วยในการวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับผู้อื่น ซึ่งเป็นไปตามความเหมือนและความต่างระหว่างเรา เมื่อเราเริ่มรู้จักคนอื่นดีขึ้น ก็จะเกิดการยอมรับและเข้าใจกันมากกว่าเดิม เอ็นเนียแกรมจะช่วยพ่อแม่และครูได้ดังนี้v เข้าใจเด็กที่มีความแตกต่างจากตัวเราv ตระหนักว่า ไม่มีบุคลิกภาพใดที่ “ดีกว่า” หรือ “ด้อยกว่า” บุคลิกภาพแบบอื่นๆ v ช่วยให้เด็กๆ มีความสุขและความมั่นใจในตนเองมากขึ้น โดยชี้แนะวิธีดึงเอาคุณค่าของเด็กทั้ง 9 สไตล์ออกมาv ทำให้เด็กเข้าใจและมองเห็นคุณค่าของตนเองและของผู้อื่น (“เด็กแต่ละคนมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน บางคนเรียนเก่ง แต่บางคนอาจมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า”)v คลายความวิตกกังวลของผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวเมื่อเด็กในความดูแลไม่ประพฤติตัวตามความคาดหวังพฤติกรรมเด็ก 9 สไตล์ฉันโตมาในสไตล์ห้า หรือที่เรียกว่า “นักสังเกตการณ์” เป็นคนที่มีแรงจูงใจในการใฝ่หาความรู้ ถึงฉันอยากอยู่กับครอบครัวและเพื่อนเล่นเพียงใด แต่ฉันก็รู้สึกสบายใจกว่าเวลาอยู่คนเดียว เพื่อนของฉันส่วนใหญ่มีแรงจูงใจและสไตล์ไม่เหมือนกับฉัน สไตล์หนึ่ง - เพอร์เฟคชั่นนิสต์ อยากทำทุกอย่างให้ถูกต้องสมบูรณ์สไตล์สอง - ผู้ช่วยเหลือ ต้องการเป็นที่รักและชื่นชมของผู้อื่นสไตล์สาม – ผู้ใฝ่สำเร็จ มีแรงขับในการสร้างผลงานที่ดีสไตล์สี่ – คนโรแมนติก จดจ่อกับอารมณ์ความรู้สึก ทั้งที่เป็นความทุกข์และความงดงามสไตล์ห้า – นักสังเกตการณ์ สนใจใคร่รู้ในเรื่องต่างๆสไตล์หก – นักตั้งคำถาม แสวงหาความมั่นคงทางใจสไตล์เจ็ด – นักผจญภัย เสาะหาความสนุกสนานและความแปลกใหม่สไตล์แปด – ผู้ปกป้อง เข้มแข็งและมีพลังสไตล์เก้า – ผู้ประสานไมตรี ต้องการให้ทุกคนพอใจและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บุคลิกภาพแต่ละแบบจะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะรับรู้เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราอย่างไร และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจคนอีก 8 แบบที่ต่างจากเรา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเด็ก ๆ จะมีความโน้มเอียงบางอย่างติดตัวมา พวกเขาก็มีการปรับเปลี่ยนและทดลองพฤติกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อนร่วมชั้นของฉันบางคนเมื่อตอนเป็นเด็กมีบุคลิกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่บุคลิกค่อนข้างคงที่แล้ว กลับมีสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม และบุคลิกภาพที่คงที่แล้วของเรานี้เองจะเป็นตัวกำหนดว่า ลักษณะนิสัยของลูกแบบไหนที่เราจะให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญ ตัวอย่างเช่น พ่อแม่แบบเพอร์เฟคชั่นนิสต์จะให้ความสำคัญกับเรื่องความดีงามและความเรียบร้อย ส่วนพ่อแม่แบบผู้ช่วยเหลือจะให้คุณค่ากับความมีน้ำใจมากกว่า แต่ถ้าเป็นพ่อแม่แบบผู้ใฝ่สำเร็จ คุณค่าสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการงานและการแข่งขัน ฉันหวังว่า คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ที่จะรับรู้และเคารพความสามารถพิเศษของลูกๆ และคอยสนับสนุนส่งเสริมความสนใจของเขา แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่คุณสนใจก็ตามเมื่อ ส. 30 มิ.ย. 2550 @ 10:58
307800 [ลบ]
ไม่เคยมีลูกค่ะ พี่วลี ...แต่ขอเผยความในใจในฐานะลูกคะ
สมัยเด็กๆ รู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจเราเพราะบางครั้งผู้ใหญ่ก็มองในมุมของผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์มามาก พยายามบอกเหตุผลต่างๆ ที่ไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของเด็ก...ซึ่งรู้สึกว่ามีผลต่อพฤติกรรมเมื่อโตขึ้น พอโตขึ้น ทำให้รู้สึกว่า เรื่องบางเราก็ไม่กล้าที่จะบอกท่านไปงั้นคะ ทั้งที่เราคิดว่าเรื่องนั้นไม่ได้ทำผิดอะไรคะ....คิดทบทวนตนเองแล้วก็ตลกดีนะคะ
ตกลงที่พี่หนึ่งถามว่า เลี้ยงลูกไม่ตีมีไหม
ไม่ตี คิดว่าดีแน่นอนคะ...เนืองจากไม่เป็นการแสดงออกที่รุนแรงคะ
แล้วเลี้ยงลูกแบบไหนดี....
อันนี้ไม่มีประสบการณ์ตรงคะ
เมื่อ จ. 02 ก.ค. 2550 @ 12:38
309382 [ลบ]
อ่านแล้วรู้สึกดีจัง ขอบคุณคุณวาจาสิทธิ์และน้องเมนะคะ ตอนนี้พยายามเข้าใจในพฤติกรรมตามวัยของเขาค่ะ
เมื่อ ส. 07 ก.ค. 2550 @ 18:52
314155 [ลบ]
ขออภัย ก๊อปโดยไม่ได้ดู เลยอ่านยาก
มาเรียงบันทัดใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น เผื่อมีใครเข้ามาอ่าน
เด็กๆ ตามสไตล์เอ็นเนียแกรม
การช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการและอุปนิสัยที่ผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก จำเป็นต้องใช้วิธีที่แตกต่างและหลากหลายย – ทะไล ลามะ
คุณเลี้ยงลูกแบบไหน ตามใจหรือเข้มงวด หรือเลี้ยงไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้น เขาเป็นกันอย่างไร ถ้าคุณกำลังเตรียมตัวจะเป็นพ่อแม่ที่ดี หรืออยากเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูก แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ภูมิปัญญาของเอ็นเนียแกรมช่วยคุณได้ คนเรามักวิตกกังวลว่าลูกๆ ของเราจะไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เนื่องจากบุคลิกภาพของเด็กเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ เราจึงพยายามบังคับให้เขาเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราต่างหากที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูให้เข้ากับเด็ก และสนับสนุนให้เขาเติบโตไปในเส้นทางของเขาเอง
ก่อนที่ฉันจะมีลูก ฉันก็เคยคิดถึงการทำตัวเป็นแม่ที่ดี ฉันเชื่อว่า ถ้าให้ความรักและทุ่มเททำเพื่อลูกแล้ว เราก็จะเข้ากันได้ดีในแทบทุกเรื่อง เมื่อก่อนเรามักจะคิดกันว่า บุคลิกภาพของเด็กเป็นผลพวงมาจากตัวพ่อแม่มากกว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเด็กเอง แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า แม้วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมภายในบ้านจะมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคนๆ หนึ่งขึ้นมาก็จริง หากเด็กแต่ละคนก็มีความโน้มเอียงทางบุคลิกภาพติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น บางคนเป็นเด็กชอบเก็บตัว แต่บางคนอาจชอบแสดงออก บางคนอ่อนไหวแต่บางคนเฉยชา บางคนชอบเล่นโลดโผนแต่บางคนขี้กลัว บางคนนิ่งเฉย แต่บางคนก้าวร้าว นอกจากนี้ เด็กๆ ยังอาจเกิดมาโดยมีแนวโน้มที่จะเป็นคนเนี๊ยบหรือเป็นคนไม่มีระเบียบ ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่บ่มสอนมาอย่างไร
เราใช้เอ็นเนียแกรมในการพัฒนาตนเองและทำความเข้าใจผู้อื่น และถ้ารู้จักใช้ เราสามารถประยุกต์ใช้ความรู้นี้กับเด็กๆ ได้ด้วย เช่น วิธีเลี้ยงเด็กดูเด็กที่มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นศิลปินย่อมแตกต่างจากวิธีเลี้ยงดูเด็กที่เข้มแข็ง ซุกซน คนเป็นพ่อเป็นแม่จำนวนมากจึงประสบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็ก อันเนื่องมาจากความเชื่อผิดๆ ที่ว่า วิธีเลี้ยงดูเด็กที่ถูกต้องมีวิธีเดียว วิธีอื่นผิดหมด
เอ็นเนียแกรมบอกว่าเราแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็ยังสามารถแยกแยะพฤติกรรมของคนตามแบบแผนที่แตกต่างได้อย่างเด่นชัด ความรู้ทางบุคลิกภาพที่ลึกซึ้งและแยบยลนี้ช่วยในการวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับผู้อื่น ซึ่งเป็นไปตามความเหมือนและความต่างระหว่างเรา เมื่อเราเริ่มรู้จักคนอื่นดีขึ้น ก็จะเกิดการยอมรับและเข้าใจกันมากกว่าเดิม เอ็นเนียแกรมจะช่วยพ่อแม่และครูได้ดังนี้
ฉันโตมาในสไตล์ห้า หรือที่เรียกว่า “นักสังเกตการณ์” เป็นคนที่มีแรงจูงใจในการใฝ่หาความรู้ ถึงฉันอยากอยู่กับครอบครัวและเพื่อนเล่นเพียงใด แต่ฉันก็รู้สึกสบายใจกว่าเวลาอยู่คนเดียว เพื่อนของฉันส่วนใหญ่มีแรงจูงใจและสไตล์ไม่เหมือนกับฉัน
บุคลิกภาพแต่ละแบบจะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะรับรู้เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราอย่างไร และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจคนอีก 8 แบบที่ต่างจากเรา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเด็ก ๆ จะมีความโน้มเอียงบางอย่างติดตัวมา พวกเขาก็มีการปรับเปลี่ยนและทดลองพฤติกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ
เพื่อนร่วมชั้นของฉันบางคนเมื่อตอนเป็นเด็กมีบุคลิกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่บุคลิกค่อนข้างคงที่แล้ว กลับมีสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม และบุคลิกภาพที่คงที่แล้วของเรานี้เองจะเป็นตัวกำหนดว่า ลักษณะนิสัยของลูกแบบไหนที่เราจะให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญ ตัวอย่างเช่น พ่อแม่แบบเพอร์เฟคชั่นนิสต์จะให้ความสำคัญกับเรื่องความดีงามและความเรียบร้อย ส่วนพ่อแม่แบบผู้ช่วยเหลือจะให้คุณค่ากับความมีน้ำใจมากกว่า แต่ถ้าเป็นพ่อแม่แบบผู้ใฝ่สำเร็จ คุณค่าสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการงานและการแข่งขัน ฉันหวังว่า คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ที่จะรับรู้และเคารพความสามารถพิเศษของลูกๆ และคอยสนับสนุนส่งเสริมความสนใจของเขา แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่คุณสนใจก็ตาม
เมื่อ อา. 08 ก.ค. 2550 @ 11:14
314565 [ลบ]
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ