สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
วลี
วลี
P วลี
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 87
พ่อแม่มีส่วนร่วมในการสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะได้อย่างไร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 ได้มีโอกาสไปฟังบรรยายในหัวข้อ "พ่อแม่มีส่วนร่วมในการสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะด้านภาษาอังกฤษได้อย่างไร"  โดยมี ผศ.สุภาเพ็ญ เตชะเพิ่มผล เป็นวิทยากร อาจารย์เป็นนักวิชาการ เป็นนักพัฒนาดีเด่น และมีประสบการณ์ในการสอนด้านภาษาอังกฤษมาอย่างเชี่ยวชาญ 

เมื่อฟังแล้วก็รู้สึกประทับใจในหลายๆอย่าง ทั้งลักษณะการบรรยาย  ตัวอย่างที่อาจารย์นำมาเล่าให้พวกเราฟัง รวมถึงบุคลิกของอาจารย์ที่ดึงดูดสายตาพวกเราไว้ตลอดเวลา สิ่งที่อาจารย์บอกเล่าให้ฟังในวันนั้นสรุปหลักๆ ได้ดังนี้ค่ะ

ในการพัฒนาสมองของลูกน้อย ควรเริ่มตั้งแต่เล็กๆ หัดให้ลูกคิดและวิเคราะห์เป็น อย่างเช่น นำตุ๊กตามา 1 ตัวแล้วให้ลูกบอกเล่าเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ ลูกก็จะได้เรียบเรียงความคิด รู้จักเล่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

อาจารย์มีหลักในการพัฒนาสมองอยู่ 9 ข้อ

1.  จิบน้ำบ่อย..สมองเรามีส่วนประกอบด้วยน้ำอยู่ 85% เซลสมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ดังนั้นในแต่ละวันจึงควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ อาจารย์แนะนำให้ลูกนำกระติกน้ำไปโรงเรียนเพื่อให้ลูกจิบน้ำได้บ่อยๆ .....สำหรับบ้านดิฉันเอง เด็กๆ รบเร้าอยากพากระติกน้ำไปโรงเรียนอยู่ตลอด อาจเนื่องจากชอบกระติกที่มันน่ารักหรือเห็นเพื่อนนำไป แต่ดิฉันก็ปฏิเศษมาตลอดเหมือนกันเนื่องจากเห็นว่าที่โรงเรียนก็มีน้ำให้ดื่มอยู่แล้ว พอได้ฟังอาจารย์พูดก็คิดว่าน่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย จึงจัดกระติกน้ำใส่กระเป๋าให้ลูกไปทุกวัน ลูกก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย

2.  กินไขมันดี..สมองก็คือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ อาจารย์แนะนำให้เด็กๆ กินไขมันดีในแต่ละวันด้วย เช่น น้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง และอื่นๆ อีก รวมถึงวิตามินรวมด้วย

3.  นั่งสมาธิวันละ 12 นาที... อาจารย์แนะนำให้นั่งสมาธิหลังจากตื่นนอนวันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลาย ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์  หากไม่ได้ทำในตอนเช้าก็ควรทำก่อนนอนทุกๆ วัน อาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังถึงโรงเรียนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นโรงเรียนประจำ โดยให้เด็กๆ นั่งสมาธิหลังจากตื่นนอนทุกวัน ผลที่ออกมาคือนักเรียนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 100%  

4.  ใส่ความตั้งใจ...การตั้งใจทำในสิ่งใดก็ตาม ก็คือการมีสมาธิและสติ    

5.  หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ.. พ่อแม่ควรสร้างบรรยากาศที่ดีร่วมกัน เพื่อให้ลูกมีความสุข การยิ้มและหัวเราะจะทำให้เกิดสารแห่งความสุขเกิดขึ้น

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน...ทำตัวเป็นน้ำชาครึ่งถ้วย ทุกสิ่งรอบตัวเราสามารถเป็นครูเราได้ทั้งสิ้น ก็เหมือนกับที่พ่อแม่เข้ารับฟังการบรรยายในครั้งนี้ (ดิฉันเองก็แอบปลื้มอยู่)

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน...ตัวพ่อแม่เองเมื่อทำสิ่งใดที่ไม่ดีจงอย่าโทษตัวเอง เพียงแต่ให้นึกว่าในครั้งต่อไปอย่าทำสิ่งที่ผิดพลาดอีก หรือเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ

8. เขียนบันทึกความดี...ให้พ่อแม่ฝึกเขียนบันทึกความดีก่อน แล้วสอนลูกๆ โดยหัดฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อาจจะเขียนในสมุดบันทึกหรือบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ เช่น ขอบคุณที่เรามีครอบครัวดีๆ  ขอบคุณสามีที่ดี  ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข  สำหรับเด็กๆ ก็อาจบันทึกว่า วันนี้ได้แบ่งขนมให้เพื่อน  วันนี้คุณครูชม  เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองเราคิดเชิงบวก...ดิฉันเองก็คิดว่าน่าจะเปิดบันทึกใหม่ในชื่อ "บันทึกความดี" เหมือนกัน

9.  ฝึกหายใจลึกๆ ...สมองใช้อ๊อกซิเจน 20 - 25 % ของอ๊อกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง  ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้อ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น  ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ปอดขยาย สามารถหายใจเอาอ๊อกซิเจนได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %  ...อาจารย์ยกตัวอย่าง ว่ามีฝรั่งท่านนึงมีเคล็ดลับในการฝึกก็คือ ให้เลียริมฝีปากล่างให้เปียก หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ผ่านริมฝีปากที่เปียกโดยนึกไปด้วยว่า เปียก เปียก เปียก หมาด แห้ง ....เมื่อจะหายใจเข้าใหม่ก็เลียริมฝึปากให้เปียกใหม่  ฝึกทำจนสามารถผ่อนลมหายใจได้ยาวๆ เลยค่ะ   อันนี้ดิฉันเองยังไม่ได้ลองฝึก  กะว่าจะลองทำดูเหมือนกันค่ะ

นอกจาก 9 ข้อแล้ว อาจาย์ให้สังเกตลูกๆ ว่าในอัจฉริยะทั้ง 8 ด้าน ลูกเราเข้าข่ายด้านไหนเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ถูกทาง

1. ด้านภาษาและการสื่อสาร...เช่น พูดเก่ง เล่านิทานได้เป็นเรื่องเป็นราว  เล่าข่าวได้ เป็นต้น

2. ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว...เช่น เต้นเก่งมากก ใน 1 เพลงท่าไม่ค่อยซ้ำกันเลย  หรือเล่นกีฬาเก่งๆ

3. ด้านมิติสัมพันธ์...เช่น การวาดรูป ลองเอากระดาษ A4 ให้ลูกวาดรูปดู  หากเค้าว่าตัวเล็กนิ๊ดเดียว หรือวาดเอียงมาอยู่ด้านล่างกระดาษหมดแสดงว่าไม่มีความสามารถด้านนี้  แต่หากวาดอยู่ใจกลางหน้ากระดาษ การวางรูปสวยงาม แสดงว่าลูกมีความสามารถในด้านนี้

4. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์...เช่น คิดเลขเก่ง  คิดเลขเร็ว ชอบตัวเลข อย่างคนโตของดิฉันเค้าน่าจะมีความสามารถในด้านนี้ ตอนนี้อยู่ ป.1 แต่สามารถคิดเลขในระดับ ป.2 ได้ ทำเลขทด 3 หลักได้ ท่องสูตรคูณได้  คิดเลขในใจได้รวดเร็วจนคุณตา คุณยายหรือแม้แต่ดิฉันเอง ยังคิดตามไม่ทัน

5. ด้านการเข้าใจตนเอง...เช่น ไปห้างสรรพสินค้า แล้วลูกอยากได้ตุ๊กตา เราบอกลูกว่า "อย่าเอาเลยลูกที่บ้านก็มีแล้วและลูกก็โตเกินกว่าจะเล่นตุ๊กตาตัวนี้แล้ว"  หากลูกเรามีความสามารถในด้านนี้เค้าก็จะเชื่อฟังและยินยอม   แต่หากไม่มีลูกก็จะร้องโยเยและพูดว่า "หนูจะเอา" "หนูจะเอา"

6. ด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษย์สัมพันธ์

7. ด้านธรรมชาติ

8. ด้านดนตรี

    3 ข้อสุดท้ายไม่มีโอกาสได้นั่งฟัง..มีธุระซะก่อน หากท่านผู้อ่านช่วยกรุณาเพิ่มเติมหรือยกตัวอย่างก็จะช่วยเสริมให้บันทึกนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณล่วงหน้านะคะ

สร้าง: พฤ. 18 ก.ย. 2551 @ 10:49   แก้ไข: พฤ. 18 ก.ย. 2551 @ 10:52   ขนาด: 14506 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
เพื่อบันทึกเรื่องราว เรื่องเล่า ที่ประสบพบเจอ