สวัสดีครับ

วันนี้อยากเล่าถึงเรื่องของการดูแลผู้ป่วยกลุ่มหนึ่ง  ที่เรียกว่าเป็น  กลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายครับ

ที่มาของเรื่อง

    เกิดจาการที่ได้มีโอกาศที่ต้องได้ดูและผู้ป่วยกลุ่มนี้มาหลายปี  และมากขึ้นเรื่อยๆ 

    เดิมทีนั้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เราได้มาจากการเรียนนั้นมีน้อยมาก(เพราะต้องเรียนหลายอย่าง...)     สิ่งที่เรียนรู้  เข้าใจนั้นเกิดจากการสัมผัสกับประสบการณ์จริง  เรื่องจริง  และการนำสิ่งที่เราไม่รู้  ไม่เข้าใจ  หรือติดขัดนั้นไปค้นคว้าด้วยตนเองเพิ่มเติมครับ

     

        เดิมทีนั้น  ตอนที่ทำงานใหม่ๆ  เวลาสัมผัสกับการสูญเสียหรือความตายนั้น 

     จิตใจของเรา  มันเป็นอะไรที่ยังไม่ชัดเจน บางครั้งก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  คนเราถึงคราก็ตาย  บางครั้งก็รู้สึกเศร้า  สงสาร  และสัมผัสได้ถึงควาสูญเสียของผู้คน 

           สรุปแล้วมันเป็นการขับเขี้ยวกันของสองแนวทางคือ  หนึ่งเย็นชา  ไม่รู้สึกอะไรมากนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น    สองคือ  เข้าใจ  เข้าถึงความรู้สึก...

  

     แต่เมื่อมีผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะที่เรียนกว่าผู้ป่วยระยะสุดท้าย   จำนวนมากขึ้นๆ  และต้องมาหาเราบ่อยๆ  หรือว่าต้องดูแลนานๆ    ทำให้เกิดการเรียนรู้  แบบค่อยๆซึมซับและเป็นไป  อย่างที่เราก็ไม่รู้ตัว

 

        การเริ่มต้นแบบเป็นทางการ

                 เมื่อผมพยามเริ่มต้นงานนี้  งานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น  ก็เป็นตรรกะ  ง่ายๆครับ 

    คือต้องมีความรู้ก่อน  ดดยพยามหาความรู้จากหนังสือ internet บ้าง  คิดว่าเริ่มเข้าใจมากขึ้น

               จากนั้นก็พยามฟอร์มทีม   สื่อสารผู้เกี่ยวข้องเริ่มที่คนน้อยๆก่อน

               จากนั้นก็เริ่มที่การลองปฏิบัติ  ปฏิบัติให้ล้อเข้าไปกับงานประจำ

 

  ประเภทของผู้ป่วย

     ที่เห็นได้ชัดคือ  ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย   ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย   และผู้ป่วยโรคติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยที่กิน paraquat มา

   

 ทำอะไรบ้าง...

    เนื่องจากงานประจำที่มาก  และงานอื่นๆที่มี  ทำให้การเริ่มงานนนี้เป็นไปแบบค่อยๆคืบคลาน   สิ่งสำคัญคือการเริ่มที่ตัวเราเองก่อน    คือเมื่อพบผู้ป่วยก็จะให้การดูแลตามที่ได้เรียนรู้เข้าใจ  เน้นการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ  การสร้างความเข้าใจ  การให้กำลังใจผู้ป่วย  ญาติ 

    การให้การดูแลทางกายตามมาตรฐานที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยตอนนั้นให้มากที่สุด

    การทำเป็นแบบอย่าง  และกระตุ้น  สะกิดทีมของเราให้เกิดความเข้าใจ  ความรู้  ทัศนะที่ดีและถูกต้องต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้  ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน...

 

  สิ่งที่ได้รับ...

    จากการลองทำ  ลองฝึกและเรียนรู้  สิ่งที่ได้คือความรู้สึกที่ดีขึ้น  ความเข้าใจที่มีมากขึ้น  และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำไป  หรือสิ่งที่เราควรทำในรูปแบบนี้มากขึ้น....

    เกิดความสุขและปีติจากทุกๆกรณีที่เราได้ทำไป  เพราะเสมือนว่าเราได้ทำเรื่องบางอย่างที่อาจจะดูเล็กน้อย  แต่มันก็เกิดคุณค่าทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วย  ญาติ  และตัวเราเองอย่างมาก

   ที่สำคัญนั้น  คือการเติบโตของจิตใจเราเอง  เพื่อนร่วมทีม  เป็นการเรียนรู้จากสิ่งใหม่ที่เราได้กระทำและซึมซับ...

 

  กรณีล่าสุดที่ได้เรียนรู้...

     กรณีนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดความคิดที่จะถอดบทเรียน  มุมมองลงในบทความนี้ครับ  เพราะเกิดความรู้สึกปีติ  และจิตที่สงบมาก...

       เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย....อายุท่าน 80 กว่าปี...

       มารับการรักษาครั้งนี้ด้วยปัญหาปอดอักเสบ  และเสมหะอุดตัน

       ตอนนี้อาการก็ทรงๆ แต่ท่านรู้สึกตัวดีระดับหนึ่ง  ลืมตา  ตอบรับสิ่งที่เราสื่อสารได้  เหมือนเข้าใจ  แต่ไม่สามารถพูดโต้ตอบได้   ท่านมีปัญหาเรื่องการหายใจ  จนต้องให้ O2  ตลอดเวลา  ญาติเข้าใจการรักษาดี  และไม่ต้องการ CPR

       เมื่อ5 วันก่อนผมก็เริ่มต้นดูแล  และ3 วันก่อนก็คิดว่าอยากให้มีพระสงฆ์  เข้ามามีส่วนร่วม   จึงขับรถไปนิมนต์พระที่อยู่ไกล้ๆ  2 วัด  แต่ท่านไม่สามารถมาได้เลยเพราะว่าติดกิจธุระ   จึงทำได้เพียงหยิบเทปธรรมะ  กับวิทยุเทป มาเปิดให้ท่านฟัง  โดยการขอญาติก่อน  ซึ่งท่านก็เห็นด้วย  เป็นเทบของหลวงพ่อชา...

    จริงๆผมได้รู้จักพระท่านหนึ่งที่ปายแล้วรู้สึกศรัทธามาก  แต่จำไม่ได้ว่าท่านอยู่วัดไหน

     ทราบเพียงว่าท่านเป็นผู้ป่วยโรคความดัน  เบาหวานที่รพ เรา สักวันคงจะพบอีก...

 

    วันนี้ขณะตรวจผู้ป่วยที่ OPD  ก็เงยหน้ามองออกไปข้างนอก  พบพระสงฆ์รูปนั้นพอดี  วันนี้ท่านมารับยา  แต่ตรวจที่ห้องหมออีกท่าน   เป็นโอกาสดีของผมอย่างมากครับ  ที่คิดไว้ในใจว่าจะเรียนกราบนมัสการท่านให้เป็นผู้ร่วมเข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย....

   หลังตรวจคนไข้เสร็จที่หน้าห้อง  ผมก็ออกไปกราบท่าน  และเล่าเรื่องชี้เเจงให้ท่านฟัง  ทันใดนั้นท่านบอกผมกลับมาว่า   ท่านยินดีมาก  ท่านยินดีอย่างยิ่งครับ

   ผมจึงนำท่านเข้าไปที่หอผู้ป่วยใน  พบว่ามีญาติ  ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวที่อยู่ดูแลตลอดพอดี กำลังอาบน้ำทาแป้งอย่างดีให้กับคุณพ่อ...  (เหมือนกับชำระกายก่อนที่พระท่านนี้จะมาพบพอดี)

   เริ่มต้นผมอธิบาย  เล่ารายละเอียดความเจ็บป่วยเบื้องต้น  และแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย  ท่านก็เข้าใจทันทีและเห็นตรงกันว่าเป็นสิ่งที่ดี...ควรทำอย่างยิ่ง..

 

    ทันใดนั้นท่านก็เดินเข้าไปพูดคุยกับคุณตาซึ่งนอนป่วยบนเตียง   ท่านพูดคุย ถามเล็กน้อย  แล้วสัมผัสมือ  สัมผัสร่างกายที่ผมแห้ง ดูเหนื่อย  จากนั้นก็สวดมนต์ คาถาเป็นบาลี  เป็นบทอะไรผมก็ไม่แน่ใจ  แต่ผมรู้สึกถึงความดี  พลังที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น   ในห้วงเวลานั้น  ผมรู้สึกขนลุก..แบบจริงๆ  ช่วงเวลาที่ท่านกล่าวสวดมนต์นั้น  เป็นเวลาหลายนาที  บุตรสาวที่อยู่ข้างๆก็อยู่ร่วมด้วย  แววตาที่เห็นนั้นเกิดปีติและรู้สึกว่าท่านเข้าใจ  ในสิ่งที่ทีมผู้ดูแลทำครั้งนี้

     แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปีติมากในครั้งนี้คือ

    การที่ท่านพระอาจารย์เอื้อมมือเอาผ้าไปซับน้ำตาให้กับคุณตา  ท่านน้ำตาคลอ  แม้ว่าไม่มีเสียงร้องให้  แต่น้ำตาที่เกิดขึ้นพระอาจารย์บอกว่าเป็นน้ำตาของความปีติ   ความยินดี  ท่านบอกว่าจะทำให้เกิดพลังที่จะเกิดสิ่งดีๆต่ผู้ป่วย  โดยเฉพาะกำลังใจ 

     หลังจากนั้นท่านหันมาพูดกับผมว่า

       สิ่งที่ทีมเราทำไปนั้น  เป็นเรื่องที่ดี  เพราะว่าทำให้รู้สึกว่าพระมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยด้วย  มีคุณค่าประโยชน์  เป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อชุมชนแห่งนี้  ที่เกิดเรื่องแบบนี้   ท่านยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลช่วยกัน

      ผมเรียนท่านว่า  ผมจะไปรับท่านที่วัดซึ่งไกลออกไป  5 กิโลเมตร ตอนเช้าถ้ามีผู้ป่วยเช่นนี้

 

   ทั้งหมดเป็นที่มา  และเรื่องเล่าเล็กๆครับ

  ที่คาดหวังว่าจะทำให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ในพื้นที่นี้  ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ให้เป็นไปในรูปแบบของ  ความเป็นมนุษย์  ความรัก และความเข้าใจมากยิ่งๆขึ้น

 

  และที่สำคัญที่สุดคือ เกิดปัญญา  และลดละความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจของเราเองครับ