สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
หอมละมุน
กลิ่นฟาง
P กลิ่นฟาง
สำนักพิมพ์ Thinkdd. [ www.Thinkdd.com]
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 144
ปัญญาญาณไร้กาลเวลา..
ปัญญาญาณไร้กาลเวลา..

ปัญญาญาณไร้กาลเวลา..

                                                 " สายซอซึงตึงนักก็มักขาด
                                              แต่หย่อนยานก็อาจไม่เป็นเสียง  
                                              ถ้าไม่หย่อน ไม่ตึง จะพึงเพียง
                                              เป็นสำเนียงตามทำนองที่ต้องการ"  
 สืบเนื่องมาจากงานสัปดาห์หนังสือ..ได้หนังสือมาหลายเล่ม แต่ที่จะเอามานำเสนอกันวันนี้คือเรื่อง
" ปัญญาญาณไร้กาลเวลา " จากบู๊ท สวนเงินมีมา ของอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ที่เคารพ
ปัญญาญาณไร้กาลเวลา  หรือ The Book of tibetan Elders. เขียนโดย sandy johnson ราคา220บาท
(ข้าพเจ้าได้วิ่งเต้นขอเงินพ่อแม่ข้ากว่าจะมีเงินไปจับจ่ายที่งานสัปดาห์หนังสือ)
หนังสือเล่มนี้เป็นสาส์นจากผู้เฒ่าธิเบต ถึง สังคมร่วมสมัย  ได้ดีเลยทีเดียว
ขอย่อบางส่วนจากตอน ชีวิตที่ฟุ้งเฝ้อ
-----------**ข้าพเจ้าในหนังสือ คือ sandy johnson
 ข้าพเจ้าหวนนึกถึงที่ลอบซัง* ลาลุงปะบอกเกี่ยวกับเรื่อง ตัวตน ก่อนจะเดินทางออกไปซานตาเฟ่
"เราเริ่มต้นชีวิตด้วยความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวอย่างแรงกล้า ความเห็นแก่ตัวที่เกิดจากอวิชชา(ความไม่รู้/ไร้ปัญญา)
คือ ไม่สามารถเข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต จิตใจตนเอง ของความเป็นจริง ดังนั้นเราจึงสร้างสิ่งที่เป็นศูนย์-
กลางของตัวตนนี้ขึ้นมา"
"ตัวตนที่เป็นศูนย์กลางนี้มีค่ายิ่งยวดต่อแต่ละคน จนกลายเป็นศูนย์กลางของคนนั้นๆ 'สิ่งอื่นนั้นแตกต่างจากฉัน
และเกี่ยวข้องกับฉัน ดังนั้นฉันจึงดำรงอยู่ ฉันจะสนใจแต่เรื่องที่ทำให้สวัสดิภาพของฉัน ความเป็นอยู่ของฉันดีขึ้น
ไม่สนใจมนุษย์หน้าไหนหรอก'
"แล้วคำตอบก็ชัดเจนมาก ในตอนที่เราสำรวจ ความคิด ใคร่ครวญความคิดตนเอง มองหาว่าตนเองบกพร่องตรงไหน
เราอาจจำไม่ค่อยได้ แต่ก็ยังถูกอวิชชาบดบัง และทำความผิดมากมาย เรารับรู้สิ่งต่างๆ อย่างบิดเบือน เพราะความคิดพื้นๆ
ที่คิดว่าตนเองเป็นคนพิเศษเราอาจมองความสัมพันธ์ได้หลากหลายแง่มุม ทั้งทางกาย ใจ จิวิญญาณ สิ่งแวดล้อม ซึ่งมี
ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น  จากนั้นเราเริ่งตระหนักถึงความรับผิดชอบส่วนตัว ไม่ว่า จะทำ พูด คิดอะไร
ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบต่อตนเอง หากยังกระเทือนต่อคนรอบข้าง ครอบครัว ภรรยา ลูกๆ เพื่อนพ้อง สังคม ตลอดจน
ทุกๆคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำนึกดังกล่าวจะช่วยให้เรามีเหตุผลยิ่งขึ้น ..
ข้าพเจ้า ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับยายเฒ่าที่อาศัยอยู่ในสถานที่คล้ายๆถ้ำ ตรงเชิงเขาหมู่บ้านเก่าแก่แห่งหนึ่ง(ในธิเบต)
เบ๊ตตี้อยากไปเปิดหูเปิดตาส่วนข้าพเจ้าที่เอาแต่พูดคุยเรื่องความเสียสละ ก็อยากจะเห็นหญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียว
กับแม่ของข้าพเจ้าว่าใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างไร    ดูเหมือนว่าเราจะดึงดูดชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นให้ตามไปหาคาลซัง ดอลมาด้วย
เราต้องก้มลงต่ำแทบจะคู้เข้าประตูไป  มีแสงสว่างเล็ดลอดมาจากช่องตรงผนังเพียงเท่านั้น เป็นหน้าต่างให้ลำแสงเล็กๆ
ยามบ่ายประกายเลื่อมพรายลงมา กองไฟเล็กๆ คุโชนอยู่ในเตาดินเหนียวหยาบๆ บนหิ่งและแท่นมีหม้อและพาชนะรองอยู่
  หญิงชรานั้งยองๆอยู่กับพื้นดินปล่าวๆเธอมองเราด้วยความประหลาดใจ งุนงงกับการมาอย่างกระทันหัน
ในชีวิตของเธอได้เห็นฝรั่งเพียงไม่กี่คน และแน่นอนว่า ไม่เคยพูดคุยด้วยสักคน  ชาวบ้านและเด็กๆก็ออกันเข้ามาด้วย ข้าพเจ้า
วางเทปบันทึกเสียง ไมโครโฟน และกล้องไว้ตรงพื้นข้างๆเธอ เราทำให้เกิดเหตุการณ์เล็กๆขึ้นในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าขอให้แม่เฒ่า
เล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟัง ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายขึ้นมา ในตอนที่เธอนั้งชันเข่าเอามือกอดไว้
"ข้าเกิดในครอบครัวยาการ์ปะ พ่อจับข้ากับน้องสาวแต่งกับชายคนหนึ่งบ้านอื่น มันเป็นมักปะ*(ผัว)ของเรา ตอนนี้ตายไปแล้ว
ข้าอยู่กับมันอย่างมีความสุข ไม่มีลูกด้วยกัน แต่น้องข้ามีลูกชายสองคนเป็นช่างแกะสลัก กับลูกสาวอีกคนซึ่งออกเรือนไปแล้ว
ข้ากับน้องต้องทำงานหนักมาก เราเลี้ยงวัวและเก็บหญ้าแห้งให้มันกินตอนหน้าหนาว บางครั้งก็ยังต้องไปทำงานบ้านคนอื่นด้วย
ตอนเด็กๆข้าลำบากมาก เราไม่มีข้าว ไม่มีแป้ง หรือนำตาลเลย ข้าต้องไปขออาหารกิน บางครั้งก็ต้องไปทำงานที่บ้านญาติแลกกับอาหาร
สมัยก่อน เด็กๆต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง
"หมู่บ้านข้าเปลี่ยนแปงไปเยอะแม้แต่ท้องฟ้ายังเปลี่ยนเลย ตอนนี้มันมีเมฆมากขึ้น คนก็เปลี่ยนด้วย เมื่อก่อนเราเป็นห่วงเป็นใยกัน
ไหว้พระไหว้เจ้ากันมากกว่านี้ ข้าเองก็ถือศีล อดอาหารอยู่บ่อยๆ เอาเสื้อผ้าครบชุดไปถวายวัด บูชาตระเกียงเนย ถึงจะไม่ได้สร้างสถูป
หรือพระพุทธรูปให้กับวัด แต่ข้าก็เคยเชิญคนทั้งหมู่บ้านวันมาลามาเลี้ยงชาง*(เบียร์ธิเบต) สมัยสาวๆข้าเคยใส่เปรัคกับหมวกขนแกะ
มีหนังสัตว์คลุมหลัง ข้ายังเก็บเปรัคที่มีหินเทอร์คอยซ์ติดอยู่เจ็ดแถว เอาไว้ใส่ไปหลามะที่วัดด้วย
"ตอนที่ข้ายังมีเรี่ยวแรงข้าไปแสวงบุญหลายที่เคยเห็นองค์ทะไลลามะ ในลาดัก*วัด สามครั้งและเห็นท่านรินโปเช ครั้งนึง
แม่เฒ่าอยู่ที่นี่คนเดียวหรือ? ข้าพเจ้าถาม
"ข้าอายุแปดสิบห้าแล้ว ยังทำงานบ้านทุกอย่างเอง ยกเว้นช่วงโลซาร์*ปีใหม่ กับหน้าหนาว ถึงจะไปอยู่ที่บ้านหลาน
สาวหลานชายไกลจากที่นี่พอดู แต่หน้าร้อน ข้าจะกลับมาที่บ้านเล็กๆนี่รดน้ำ ในสวน ตักน้ำทำกับข้าวเองด้วยฟืนที่หลานๆเอามาให้
พวกมันยังเอาแป้งข้าวบาเล่ย์ชา เนย ชาง มาให้ด้วย ตอนนี้ตาข้าชักเริ่มฝ้าฟางแล้วก็เลยจำคนไม่ค่อยได้
แม่เฒ่าไม่รู้สึกเหงาหรอที่อยู่คนเดียว? ข้าพเจ้าถามเมื่อผู้สูงอายุในประเทศตนเองต้องอยู่ด้วยการพึ่งพา
ข้าไม่เหงาหรอก ส่วนมากจะท่อง โอมมณี ปัทเม หุมสวดมนต์สั้นๆถึงพระเชนเรซี แก่แล้วอะไรก็เลอะเลือน
เลยต้องสวดมนต์เท่าที่จำได้ เตียงข้าอยู่ไกล้หน้าต่างก่อนนอนข้าจะไหว้พระ ขออโหสิกรรมทั้งหลายที่เคยทำไว้แต่หนหลัง
ส่วนวันพระ วันที่สิบสิบห้า สามสิบ ของทุกเดือนข้าจะไปถวายตะเกียงเนยร้อยดวงที่วัด สวดพระรัตนตรัยนิ้วที่ข้าใช้นับลูกประคำก็ชักเจ็บแล้ว
"ได้ยินว่าข้างนอกนั้น มีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายในบ้านมีโต๊ะ เก้าอี้ พรมและทุกๆอย่างที่จะทำให้มีความสุข
น้ำตาล ข้าว อะไรทำนองนั้นตัวข้ามีแค่น้ำซุปกิน แต่ก็มีความสุข ยังไงฟันก็หมดปากแล้วเห็นเจ้าใส่ชุดดีๆ ข้าสิ ยังกับผ้าขี้ริ้ว
แต่ได้ยินว่าข้างนอกนั้นไม่มีความสุขเลยบอกข้าหน่อยสิว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น..
"หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"ข้าพเจ้าสารภาพ "แล้วแม่ฒ่าคิดว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นหละค่ะ?.
เธอนักไหล่ "บางที..เสื้อผ้าดีๆ เครื่องเรือนทั้งหลายแหล่ และความร่ำรวย มันคงเอาเวลาเจ้าไปเยอะเสียจนไม่มีเวลาสวดมนต์ความรวยอาจจะเอา
เจ้า ไปมากกว่าที่มันได้ให้...แต่ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก.  แล้วหญิงชราก็หาว ทำให้ต้องยุติการสนทนา
ขณะที่เราลุกขึ้นเตรียมจะกลับ ข้าพเจ้าได้ให้เงินร้อยรูปี (ประมาณ4เหรียญสหรัฐ)ที่พับไว้แก่แม่เฒ่า เธอคลี่ออกแล้วจ้องมองเอาไปส่องกับหน้าต่าง
เพื่อความแน่ใจ จากนั้นก็ยิ้มอย่างมีความสุข
"เดี๋ยวก่อน" เธอกล่าวอย่างตื่นเต้น "ข้าจะให้เจ้าดูอะไรนี่" จากนั้นเธอก็หายไปในช่องมืดๆตรงกำแพงที่ใช้นอน ก่อนที่จะถือเครื่องประดับศรีษะ
ที่มีหินเทอร์คอยซ์เจ็ดแถวกับผ้าคลุมไหล่หนังแกะที่ถูกมอดแทะออกมา เราตามหญิงชราออกมาข้างนอก  เธอสวมใส่มัน
ให้เราดู หมุนตัวไปมาคล้ายเด็กสาวแล้วโค้งคำนับให้....
สร้าง: พ. 10 ม.ค. 2550 @ 20:35   แก้ไข: พ. 08 ส.ค. 2550 @ 02:49   ขนาด: 19350 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
1. t
เมื่อ พฤ. 11 ม.ค. 2550 @ 13:20
135110 [ลบ]

"เรือนใจ"

 

"ให้เป็นผู้เห็น แต่อย่าเป็นผู้เป็น"ถ้ามันเหนื่อยเกินไปก็พาหัวใจกลับบ้าน

 

ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเลยหยิบมาเขียนเพื่อแบ่งบันเพื่อนๆสมาชิกทุกคน

"หาก การทำงาน คือ ความรักที่จับต้องได้ แล้วคุณได้เคยสัมผัสกับมันแล้วหรือยัง ?"

"วันนี้ยังดีใจอยู่หรือเปล่าที่ได้ทำงาน"

"เคยลองถามตัวเองดูใหมว่า ในทุกๆเช้าที่ตื่นนอนขึ้นมาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ว่า มีสิ่งที่เราอยากทำกำลังรออยู่หรือเปล่า"

  ความจริงแล้วในชีวิตของเราทุกคนล้วนมีปัญหากันทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง แม้กระทั่งเรื่องการจัดการกับตัวเอง เรื่องยุ่งยากใจเหล่านี้ ถึงจะหนักแค่ไหนก็มีทางออกเสมอ เพียงแต่เราต้องยอมพาตัวเองออกมาจากปัญหาก่อน แล้วค่อยมองย้อนกลับเข้าไปในมุมมองใหม่ เปลี่ยนตัวเองให้เป็นแค่ผู้เฝ้าดู "ให้เป็นผู้เห็น แต่อย่าเป็นผู้เป็น" แล้วปัญหาเดิมๆก็จะเปลี่ยนไป อาจเล็กกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้ก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะค้นพบภายหลังก็ได้ว่าบางทีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากมายขนาดนั้นเมื่อเทียบกับชีวิตของเราที่เหลืออยู่

  ถ้ามันเหนื่อยเกินไปก็พาหัวใจกลับบ้าน

หากวันนี้ ตอนนี้ กำลังรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หมดพลังหรือกำลังมีปัญหาเรื่องงานอยู่ นั่นเพราะจิตใจกำลังถูกเล่นงานจากเจ้าความคิดแย่ๆ ทั้งหลายที่เข้ามายึดพื้นที่ในบ้านของเราจนเราไม่มีที่จะอยู่ ซึ่งบ้านก็คือใจของเรา  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของคุณจะสิ้นหวังเสียทั้งหมด คุณยังสามารถกลับมาเป็นคนเดิมที่เปี่ยมด้วยพลังใจได้ ขอให้หมั่นดูแลใจของเราให้เข้มแข็งก็พอ 

ฉะนั้นเมื่อชีวิตมันเหนื่อยนักก็ควรพาหัวใจกลับบ้านเสียก่อน  ยังมีสิ่งดีๆยังรอคุณอยู่ที่บ้าน  แล้วค่อยๆทำความสะอาด ค่อยๆเรียนรู้ด้วยความอดทน และมีสติ ทุกอย่างในบ้านแห่งชีวิตก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีได้  เพราะเรื่องทุกเรื่อง เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ ทำให้เราสามารถสร้างห้องเรียนชีวิตให้ตัวเองได้ตลอดเวลา และที่สำคัญมันจะนำไปสู่การปรับตัวเองเพื่อสิ่งใหม่ๆดีๆในชีวิตที่กำลังรอเราอยู่ในวันข้างหน้า

นำบทความจากหนังสือมาพิมพ์เสียยืดยาว เพียงเพราะอยากให้ทุกคนเห็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับเรือนใจของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจที่ทำให้ทุกคนที่กำลังเจอปํญหา สามรถมองปัญหาพร้อมกับแก้ปัญหาในชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด แต่วิธีที่ง่ายที่สุดจะพบหลังจากใช้วิธีที่ยากที่สุดไปแล้ว "โง่จึงมาก่อนความฉลาดเสมอ"

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
ลมโชย....พัดเอากลิ่นจากดิน...มากระทบฟาง.. ได้กลิ่นละมุนอ่อนๆ ช่วงนี้ข้าพเจ้าเองไม่ได้ไปไหน..เพียงแต่นอนอยู่บ้านจินตนาการ ถึงเมื่อเอนหลังลงฟางตอนอยู่บนดอย.... เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น..นอกจากจะได้พักผ่อนกายใจที่เมื้อยล้า จากความสับสนในเมือง... แถมยังได้เห็นลีลาการเก็บผักพื้นบ้านของชาวปะกากะยออีกด้วย ฟางมีกลิ่นหอม..นิดๆ ไว้เป็นที่พิงหลังทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น ตอนพลบค่ำหากจะหาโอกาสที่จะทำอย่างอื่นที่ดีกว่าการดูละครน้ำเน่าหละก็...ข้าพเจ้าเลือกจะไปเอนหลังนับดาวข้างนอกจะดีกว่า..