สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
หอมละมุน
กลิ่นฟาง
P กลิ่นฟาง
สำนักพิมพ์ Thinkdd. [ www.Thinkdd.com]
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 264
Dimensions of Spirituality มิติแห่งจิตวิญญาน
ท่านทะไลลามะองค์ที่14(Tenzin Gyatso)ปัจจุบันเป็นพระ/พระประมุขของรัฐบาลพลัดถิ่น(ธรรมศาลา อินเดีย)ของธิเบตเนื่องจากจีนได้โจมตีและยึดธิเบตในปี1949 และองค์ทะไลลามะได้ใช้ความเมตตากับจีนแม้ว่าธิเบตจะถูกจีนทำลาย(และผู้คนจำนวนมากถูกทำร้าย)อย่างเสมอมา ทรงเป็นผู้นำที่สำคัญในการสร้างสันติภาพของโลก เว็บไซด์ http://www.dalailama.com/

Monday, January 15, 2007

Dimensions of Spirituality





His Holiness the Fourteenth Dalai Lama
© Tenzin Gyatso, the Fourteenth Dalai Lama 1995
This teaching was given at the National Tennis Centre,


Melbourne, Australia on May 4, 1992.
-oOo-
Two Levels of Spirituality




Brothers and Sisters, I would like to address the topic of spiritual values

by defining two levels of spirituality.

To begin, let me say that as human beings

our basic aim is to have a happy life; we all want to experience happiness.

It is natural for us to seek happiness.

This is our life's purpose. The reason is quite clear: when we lose hope,

the result is that we become depressed and perhaps

even suicidal. Therefore, our very existence is strongly rooted in hope. Although

there is no guarantee of what the future will bring, it is because we have hope

that we are able to continue living. Therefore, we can say that the purpose of

our life, our life's goal, is happiness.

Human beings are not produced by machines.

We are more than just matter; we have feeling and experience.

For that reason, material comfort alone is not enough.

We need something deeper, what I usually refer to as human affection, or compassion. With human affection, or compassion, all the material

advantages that we have at our disposal can be very constructive and can produce

good results. Without human affection, however, material advantages alone will

not satisfy us, nor will they produce in us any measure of mental peace or happiness.

In fact, material advantages without human affection may even create additional problems. Therefore, human affection, or compassion, is the key to human happiness.

---------------------------------------------
เพิ่งเริ่มจะหัดแปลๆ
(ขออภัยด้วยหากผิด/ไม่สละสลวย)

มิติแห่งจิตวิญญาน
โดยทะไลลามะองค์ที่๑๔
ณ สนามกีฟาแห่งชาติ เมล์เบริร์น ออสเตเลีย
วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๓๕

พี่น้องที่รักทั้งหลาย วันนี้ข้าพเจ้าอยากจะพูดในเรื่องของความสำคัญของ
จิตใจของเรา ในสองแง่มุม
เริ่มแรก จากพวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันล้วนแต่มีพื้นฐาน
และตั้งใจไว้ว่าจะมีชีวิตที่เป็นสุข พวกเราต้องการ
ที่จะได้รับ และสัมผัสกับมัน มันเป็นธรรมชาติ
สำหรับมุนษย์ที่แสวงหาความสุข
เหตุผลค่อนข้างจะชัดเจน เมื่อเราต้องเผชิญกับอุปสรรค
ผิดหวัง และ เป็นผลทำให้เราเกิดความสิ้นหวังและ
อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเราเอง
เพราะอย่างนั้นเองที่เราหวังที่จะมีชีวิต
ที่มั่นคง แม้ว่าอนาคตข้างหน้าจะไม่ได้รับประกัน
ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากพวกเราหวังว่าเราจะ
สามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป
ทั้งหมดที่เกริ่นมานี้ เราสามารถบอกได้ว่าความสุขนั้น
เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ

มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ได้เกิดมาจากเครื่องจักร
แต่ว่าเราเป็นมากกว่านั้น
เรามีอารมณ์ความรู้สึก เรามีประสบการณ์
ด้วยเหตุนี้ วัตถุสิ่งของ สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย
ไม่เป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์ต้องการ
มนุษย์เราต้องการอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
อะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นคน ความมีเมตตา
ด้วยการมีสิ่งทั้งสองอย่างนี้บวกกับสิ่ง
ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งหลาย
สามารถที่จะพัฒนาเป็นโครงสร้างที่สร้างสรรค์
และก่อให้เกิดสิ่งดีงาม
ถ้าปราศจากความรู้สึกอันเป็นมนุษย์
แม้จะมีวัตถุมากมายก็ไม่สามารถชดเชย
สิ่งที่เรียกว่า ความสุข ความสงบ ได้
โดยแท้จริงแล้ว สิ่งของภายนอก เหล่านี้
อาจเป็นตัวเพิ่มปัญหา ให้แก่มนุษย์
และความเป็นมนุษย์ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ความมีเมตตา จะเป็นกุญแจสำคัญ
ที่นำพวกเราไปสู่ การมี"ความสุข"

*********





 

สร้าง: อ. 16 ม.ค. 2550 @ 12:32   แก้ไข: พ. 08 ส.ค. 2550 @ 02:49   ขนาด: 11640 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. nash
เมื่อ อ. 16 ม.ค. 2550 @ 12:53
138698 [ลบ]

สวัสดีค่ะ,

 

บล๊อกสวยดีค่ะ

 

แต่คำพูดที่เลือกมาแปลสวยงามกว่า

 

ขอบคุณที่เลือกสิ่งดี ๆ มาฝากกันนะคะ

 

คุณฟางได้ไปฟังท่านพูดที่ออสเตรเลียหรือคะ?

 

ตัวเองได้ไปฟังท่านพูดมาตอนอยู่ญี่ปุ่นค่ะ

 

คิดว่าการนั่งสมาธิของท่านทำให้ท่านอ่านใจคนได้  และมีเมตตามากค่ะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

P
2. กลิ่นฟาง
เมื่อ อ. 16 ม.ค. 2550 @ 12:59
138702 [ลบ]

ขอบคุณมากค่ะ คือไม่เคยไปฟังท่านจริงๆเลยแต่ว่าสนใจชีวิตแบบท่านมากค่ะ บทความของท่านตรงใจทุกอัน เหมือนกับมันเป็นART OF LIVEING เป็นเรื่องจริงที่น่าประทับใจค่ะ ตอนที่คุณ ณัชร ได้ไปฟังท่าน

อยากรู้จังค่ะว่าบรรยากาศเป็นยังไงแล้วคนที่ฟังมีความรู้สึกยังไงบ้างค่ะ?

P
3. nash
เมื่อ อ. 16 ม.ค. 2550 @ 13:35
138727 [ลบ]

โอ้โฮตอบเร็วมากตกใจเลยค่ะ ฮิ ๆ

แน่นอนค่ะ ธรรมะนั้น  คือ ธรรมชาติ   คือความจริง  เพราะฉะนั้น  ผู้ที่เข้าใจในธรรมชาติด้วยกัน  จึงรู้สึกตรงใจได้เป็น "ธรรมดา" ค่ะ

อย่างคุณฟางนี่  ถ้าสนใจ Art of Living อย่างนี้ ขอแนะนำให้ลองไปฝึกการเจริญสติที่นี่ดูนะคะ  คือ ที่ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ค่ะ   ฟรีค่ะ  และดีมาก ๆ ด้วย  

ตอนนี้ฝรั่งหันมาเห่อเรื่องการเจริญสติ หรือ mindfulness กันมากมาย  เพราะอะไร?  เพราะนั่นคือหัวใจที่นำไปสู่การพ้นทุกข์  ทั้งในปัจจุบัน และโดยสิ้นเชิงเลยล่ะค่ะ

ก็ไม่ทราบว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่านะคะ  เห็นคุณฟางเขียนไว้เยอะเรื่องนี้

พอไปเรียนแล้ว  จะได้ทำเองเป็น  จะได้รู้ว่า  วิธีที่พระพุทธเจ้าท่านฝึกจนตรัสรู้นั้นทำอย่างไรบ้าง บางที กลับมาอ่านที่ท่านดาไลลามะเขียน  อาจจะได้อรรถรสที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกก็ได้ค่ะ

หนึ่งในอาจารย์ที่สอนที่นั่น  ก็เขียนบล๊อกอยู่ที่นี่ค่ะ ชื่อ อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร   ท่านเป็น คณบดี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏเชียงใหม่ค่ะ  ท่านเป็นศิลปิน  คือ จบด้านภาพพิมพ์จากศิลปากร  เพราะฉะนั้น  ธรรมะที่ท่านสอน  จึงลุ่มลึก สวยงาม  รวมทั้งวิธีปฏิบัติในแนวคุณแม่สิริ กรินชัย  ในสถานที่ที่สะดวก สบาย เหมือนรีสอร์ท  และไม่ต้องอดข้าวเย็นด้วยค่ะ  เพราะเป็นคอร์สสำหรับฆราวาสน่ะค่ะ

ตัวเองเคยไปปฏิบัติธรรมมาหลายที่   เคยเรียนหนังสือทางโลกมาก็หลายที่ในหลายประเทศ แต่คิดว่าไม่มีอะไรมีความหมายมากเท่ากับการได้น้อมกาย น้อมใจ มาฝึกหัดปฏิบัติเจริญสติ วิปัสสนา ๗ วันที่เชียงใหม่เลยค่ะ เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง  และต้องได้ครูที่ดีด้วยน่ะค่ะ  ไม่งั้นมันจะไม่เห็นผลน่ะค่ะ

คือชอบเสียจนเปลี่ยนสาขาการทำงานจากทำธุรกิจ  มาเรียนเอกด้านนี้เลยน่ะค่ะ คิดเอาเองแล้วกันว่าการได้เจอสิ่งนี้มันดีขนาดไหน

สำหรับบรรยากาศการฟังท่านดาไลลามะนั้น  ไว้มีเวลาเมื่อไหร่  ก็ว่าจะเขียนอยู่เหมือนกันล่ะค่ะ  (จะมีเวลาไหมนี่ ฮิ ๆ)

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ  คุณฟาง,

ณัชร

ไม่มีรูป
4. หญิง
เมื่อ อ. 16 ม.ค. 2550 @ 20:44
139018 [ลบ]

สวยดีค่ะบล๊อกอ่ะ

ชอบค่ะ มาเม้นให้จนได้แล้วนะคะ

P
5. บีเวอร์
เมื่อ พ. 17 ม.ค. 2550 @ 01:24
139216 [ลบ]

  • ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ
  • ทุกวันนี้คนเราสับสนระหว่าง ความสนุก และ ความสุข
  • ซึ่งคนเราเลือกได้ว่าจะปฏิบัติตนให้เกิดความสนุก หรือ ความสุข
  • เนื้อหาบล็อกนี้ถูกใจมากครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีรูป
6. ปรุตม์
เมื่อ พ. 13 ก.พ. 2551 @ 10:16
545268 [ลบ]

หวัดดี กลิ่นฟาง

คงต้องเรียกตามนี้ จำกันได้น่ะ

อ่านแล้ว ดีมาก ชีวิตบวกดี  แต่อย่าเลือดบวกน่ะ

ในบล้อกนี้ ของผมก็มี แต่ไม่ได้เขียนเท่าไร ลองหาดู ผมก็ลืมไปล่ะ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
ลมโชย....พัดเอากลิ่นจากดิน...มากระทบฟาง.. ได้กลิ่นละมุนอ่อนๆ ช่วงนี้ข้าพเจ้าเองไม่ได้ไปไหน..เพียงแต่นอนอยู่บ้านจินตนาการ ถึงเมื่อเอนหลังลงฟางตอนอยู่บนดอย.... เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น..นอกจากจะได้พักผ่อนกายใจที่เมื้อยล้า จากความสับสนในเมือง... แถมยังได้เห็นลีลาการเก็บผักพื้นบ้านของชาวปะกากะยออีกด้วย ฟางมีกลิ่นหอม..นิดๆ ไว้เป็นที่พิงหลังทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น ตอนพลบค่ำหากจะหาโอกาสที่จะทำอย่างอื่นที่ดีกว่าการดูละครน้ำเน่าหละก็...ข้าพเจ้าเลือกจะไปเอนหลังนับดาวข้างนอกจะดีกว่า..