บันทึกนี้ เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่อคนไทยทั้งมวล เป็นข้อมูลตามความเป็นจริง เท่านั้นค่ะ
เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้
ตลอดจนถึงการตั้งรัฐบาลใหม่ ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวของท่าน
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ดิฉันได้ไปร่วมงาน “เทวาลัยรำฦก : รวมพลคนอักษร” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดขึ้น ณ ศาลาดุสิดาลัยเพื่อให้ชาวชงโคสีเทา มารวมพลกัน เพื่อรวมหลั่งรินน้ำใจให้คณะ และเพื่อสานต่อปรัชญาการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ของชาติ และเพื่อให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ สร้างประวัติศาสตร์ อีกหน้าหนึ่งของการศึกษาไทย ฝากไว้ที่ อาคารมหาจักรีสิรินธร
โดยได้มีศิษย์เก่าทุกรุ่นมาร่วมงานประมาณ 1000 คนและได้รวบรวมเงินบริจาคทั้งหมด ประมาณ 100 กว่าล้าน ทูลเกล้าฯถวายเพื่อสมทบทุนมูลนิธิมหาจักรีสิรินธร เพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในโอกาสนี้ ดิฉันได้พบปะเพื่อนฝูง รวมทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องมากมาย เรามีเรื่องมาคุยกัน ไม่ได้หยุดตลอดเวลาที่พบปะกัน ซึ่งหนึ่งในหลายๆเรื่อง คือ เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้
ส่วนใหญ่พวกเพื่อนๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการเลือกตั้ง อย่าง ลงลึก นัก ทราบแต่ว่า มีความเหมือนของความเป็นนโยบายประชานิยม แต่มีความต่างของระดับกันบ้าง เพราะการเน้นไปที่นโยบายประชานิยม จะเป็นนโยบายที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย ซึ่งนักการเมืองดีๆ ก็ยังต้องเอนไปทางประชานิยมด้วย เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับเลือก
และนโยบายของพรรคต่าง ๆ ก็มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปด้วย จะมีพรรคขนาดใหญ่ 2 พรรคที่ เน้นนโยบายที่สนองกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั้งประเทศ เพราะฐานเสียงของพรรคที่มีความหลากหลาย แต่พอถามกันว่า นอกจาก 2 พรรคใหญ่นี้ แล้ว มีพรรคอื่นๆ ชื่ออะไรกันบ้าง มีนโยบายอะไรบ้าง ก็ไม่ค่อยมีใครทราบชื่อพรรคพร้อมทั้งนโยบาย ได้ครบนัก
ดิฉันจึงคิดว่า น่าจะไปรวบรวมชื่อและนโยบายของพรรคต่างๆมาให้อ่านกันก่อนไปเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ อาจเป็นประโยชน์บ้างค่ะ แต่เป็นเรื่องของข้อมูลล้วนๆเท่านั้นค่ะ โดยดิฉัน ขออ้างถึง........
จากผลการสัมมนา “เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน.”
จัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค กรุงเทพฯ และมีรายงานการสัมมนาอยู่ใน สารสภาที่ปรึกษา ฉบับที่ 70 ปีที่ 4 เดือนพฤศจิกายน 2550
มีพรรคการเมืองเข้าร่วมสัมมนา 7 พรรคด้วยกัน ซึ่งแต่ละพรรคได้แสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นรูปธรรมดังนี้ค่ะ.....
1. พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำเสนอว่า จะยกเลิก พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวทันที เนื่องจากเป็นการปิดกั้นเงินทุนต่างชาติ รัฐบาลที่จะเข้ามาต้องเร่งสร้างความมั่นใจ เพื่อให้การประกอบการของภาคธุรกิจเกิดการแข่งขัน และจะลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ทั่วประเทศเพื่อประหยัดเวลาและต้นทุนค่าขนส่ง จะลงทุนด้านระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถได้ผลผลิตมากขึ้น และจะเน้นในด้านการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย. เด็กไทยทุกคนได้เรียนฟรีจริง 15 ปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบาย 99 วัน ทำได้จริง คนไทยต้องมีชีวิตที่ดีกว่า" จะเห็นได้ว่าปัญหาอย่างหนึ่งของการเมืองไทย คือ เราไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สถานการณ์ของประเทศมีความขัดแย้งในสังคมสูง เศรษฐกิจฝืดเคืองมานาน พี่น้องประชาชนกินอยู่ด้วยความยากลำบาก รวมถึงความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
ต่อมา อีกไม่นาน ในปลายเดือนตลาคม นายกร ทัพพะรังสี ได้ลาออกจากพรรคนี้) หลังจากนั้น ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคว่างลง
กล่าวว่า จะขับเคลื่อนคนทั้ง 64 ล้านชีวิต โดยนำจุดแข็งคือการเกษตรกรรม สู่เวทีโลก ต้องทำให้ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทยมาได้มาใช้ประโยชน์ จะนำที่ดิน สปก. มาแปลงเป็นเอกสารสิทธิ์ เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร รวมทั้งจะพัฒนาคนซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาชาติ ให้อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน
การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือก โดยมีโอกาสเลือกคนที่เข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้ โดยยึดหลักว่า ประชาชนต้องมาก่อน ประชาชนมีโอกาสได้เลือกผู้นำที่มีไฟ มีความก้าวหน้า และมีความสามารถในการนำความปรองดองและความมั่นคงกลับมาสู่ประเทศไทย มากกว่าเลือกผู้นำรุ่นเก่าที่มีแต่ความขัดแย้งและปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไปอีก
2. พรรคประชาราช นายกร ทัพพะรังสี รองหัวหน้าพรรค(ในขณะที่กำลังนำเสนอนโยบายของพรรคนี้)
3. พรรคมัชฌิมาธิปไตย นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคเสนอนโยบาย ชีวิตคนไทย ร่ำรวย อยู่เย็นเป็นสุข พร้อมเสนอลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือร้อยละ 20 และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เกิน ร้อยละ 20 เพื่อขยายฐานภาษี ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง สร้างรถไฟฟ้า 10 สายทาง ค่าโดยสาร 15 บาท สร้างรถไฟฟ้ารางคู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ จะเร่งแก้ปัญหาคนตกงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีแบบนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งพักชำระหนี้ประชาชนทั่วไป ที่ไม่เป็นเอนพีแอล ส่งเสริมให้มีการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี และยกระดับโรงพยาบาลให้ดีขึ้น ส่วนสถานีอนามัย จะยกระดับเป็นโรงพยาบาลตำบล
4. พรรคพลังประชาชน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ประกาศนโยบายพรรค แนวทางเศรษฐกิจ 2 แนวทาง 3 ยุทธศาสตร์ 4 เป้าหมาย คือฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น ต่อไปจะ เร่งสร้างความปรองดอง สร้างการลงทุนและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยประกาศเป็น เศรษฐกิจคู่ขนาน ส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจต่างประเทศ และสานต่อนโยบายเศรษฐกิจรากหญ้า นอกจากนี้ จะยกเลิกมาตรการกันเงินสำรอง ร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดกว้าง รับเงินทุนจากต่างชาติ รวมทั้งยกเลิกกฎอัยการศึกทุกพื้นที่ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 โดยมีตัวแมนจากภาคประชาชน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าราชการในการปฏิบัติราชการ เพื่อการไม่ถูกฟ้อง และเช็กบิลภายหลัง พร้อมจะขยายฐานภาษี เพื่อให้มีการจัดเก็บอย่างเป็นธรรมในสังคม
5. พรรคชาติไทย โดย นายธรรมา ปิ่นกาญจนะ เหรัญญิก พรรค แถลงนโยบาย คือการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน การคลัง สร้างการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกระจายรายได้ให้ทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ทั่วถึง และเท่าเทียม มุ่งเน้นการบริหารจัดการ ด้วยเทคโนโลยี พัฒนาที่ดิน การจัดการน้ำ การถือครองและปฎิรูปที่ดิน นอกจากนี้ เสนอให้มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง และชุมชน เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพ ลดต้นทุนและมลพิษ รวมทั้งการเน้นด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริการท่องเที่ยวท้องถิ่น ลดช่องว่างของรายได้ระหว่างคนในเมืองกับชนบท และด้านการต่างประเทศ ทางพรรคจะทำตามเงื่อนไขกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อนำมาสู่การเจรจาแก้ไข
6. พรรคเพื่อแผ่นดิน นายจิรายุ วสุรัตน์ ตัวแทนพรรค แสดงนโยบายว่า จะนำความสุขคืนสู่ประชาชน มีนโยบาย 9 ความสุขแผ่นดิน โดยเริ่มจากครอบครัวและชุมชน พร้อมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น คุณภาพการศึกษา การขาดแคลนครู และเน้นการสอนภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการศึกษาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน และส่งเสริมให้มีโรงเรียนอัจฉริยะ รวมทั้งการสาธารณธสุขที่ทั่วถึงและฟรี
จะเห็นได้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะมุ่ง ตอบสนองต่อฐานเสียงของตนเอง
แต่ละพรรคจะพยายามพัฒนานโยบายให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีจุดเด่นของนโยบายที่แตกต่างกันไป เช่น พรรคพลังประชาชน เน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเร่งด่วน 99 วัน ดังนั้น ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ควรพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ครบถ้วน โดยจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริงค่ะ
การเลือกตั้งล่วงหน้า นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกเขต วันที่ 15 - 16 ธันวาคม 2550 จะมีน้อย
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งหรือร้องเรียนได้ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกกต.ประจำจังหวัดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมา มีการร้องเรียนการกระทำผิดเข้ามาเป็นจำนวนมาก และได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว นางสดศรี กล่าวต่อว่า ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนให้ออกมาใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่ เพราะสิทธิที่มีอยู่ขณะนี้ เป็นสิทธิที่หาซื้อไม่ได้ เป็นสิทธิที่ควรจะออกไปใช้สิทธิเพื่อชี้ชะตาของบ้านเมืองต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนสามารถออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
หมายเหตุ:: รายชื่อพรรคที่รวบรวม ณ ที่นี่นี้ อาจไม่ครอบคลุมหมดทุกพรรค เพราะอ้างถึง เฉพาะพรรคที่ไปร่วมสัมนา “เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน.” จัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 เท่านั้น


เมนูของ sasinanda
เมื่อ ส. 16 ก.พ. 2551 @ 22:29
548729 [ลบ]
ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้วนั้น(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.
บัดนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไป
นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช
รองนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
นายสหัส บัณฑิตกุล
พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ินายชูศักดิ์ ศิรินิล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมัคร สุนทรเวช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุธา ชันแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระชัย แสนแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสันติ พร้อมพัฒน์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายมั่น พัธโนทัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพล ฟองงาม
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิทธิชัย โควสุรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศกร อรรณนพพร นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุวิทย์ คุณกิตติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางอุไรวรรณ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไชยา สะสมทรัพย์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
ประกาศ ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบันเมื่อ ส. 16 ก.พ. 2551 @ 22:39
548741 [ลบ]
โอกาสนี้ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะรัฐมนตรี ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ความว่า
“ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ยินท่านทั้งหลายเปล่งวาจา เพื่อจะเป็นการแสดงความสัตย์ที่จะปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งความจริงไม่จำเป็นที่จะพูด
แต่ว่าเมื่อพูดต้องถือว่าคำพูดนี้เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ และท่านต้องเก็บเอาไว้เป็นคำที่จะปฏิบัติ ปฏิบัติในการกระทำทุกอย่างในอนาคต เพราะว่าถ้าพูดไปแล้ว และไม่ปฏิบัติ ก็ไม่เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์
ฉะนั้น ขอให้ท่านได้ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ที่ท่านมาเป็นรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าประเทศต้องมีผู้ใหญ่ ถ้าท่านเป็นผู้ใหญ่ ประเทศจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ถ้าประเทศอยู่เย็นเป็นสุข ก็หมายความว่าประชาชนมีที่พึ่ง
ท่านอาจจะนึกว่าแปลก ทำไมคน 35 คน จะต้องเสียสละเพื่อคน 63 ล้านคน เพราะว่าคน 63 ล้านคน เขาหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะทำงานเพื่อเขา ถ้าไม่ทำงานเพื่อประชาชน จะทำงานเพื่ออะไร ก็ขอให้ท่านพยายามที่จะทำ อาจจะทำยาก
แต่เชื่อว่าท่านจะต้องทำได้ เพื่อให้ประเทศชาติไม่ผิดหวังในงานที่ท่านกำลังทำอยู่ ถ้าหากเขาไม่ผิดหวัง ท่านก็เป็นผู้ที่มีความดี และถ้าทำด้วยความดีนั้น ที่จริงก็โก้ไม่หยอก คือโก้ดีที่ทำเพื่อให้ประชาชนได้สมหวัง และมองเห็นว่าขณะนี้เป็นรัฐมนตรีจะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และส่วนรวมนี้ก็บอกได้ว่า ในประเทศที่อยู่ใกล้เคียงประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เขาไม่ค่อยได้เห็นคนที่พยายามทำเพื่อส่วนรวม ท่านจะต้องทำเพื่อส่วนรวม
ถ้าทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว ท่านก็โก้ไม่หยอก ท่านก็มีความดีอยู่กับตัวอยู่แล้ว
วันนี้เมื่อท่านได้ปฏิญาณว่าท่านจะทำเพื่อส่วนรวม ท่านก็มีเกียรติไม่น้อย เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านพยายามทำตามที่ท่านได้ปฏิญาณตน เพื่อให้เป็นผลสำเร็จที่ดี
ถ้าทำได้ แม้จะนิดเดียวก็ยังดี ถ้าทำได้มากก็ยิ่งดี ฉะนั้น ขอให้ท่านรักษาความซื่อตรง และตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดว่าท่านนายกฯ เองและรัฐมนตรีต่าง ๆ ได้มีความตั้งใจที่จะทำ ก็เป็นเกียรติไม่ใช่น้อย และถ้าทำให้เป็นเกียรติอย่างที่ท่านได้พูด ก็เป็นสิ่งที่ดีมาก และประเทศจะอยู่ได้ ถ้าประเทศอยู่เย็นเป็นสุขได้ ท่านเรียกว่าได้บุญ ท่านได้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีมาก ในโลกนี้หายากคนที่ตั้งอกตั้งใจอย่างที่ท่านได้ตั้งใจที่จะทำ
ในเมืองไทยนี้ ท่านเป็นผู้ใหญ่ ในประเทศหนึ่งต้องมีผู้ใหญ่ รัฐมนตรีก็คือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าทำสำเร็จ ท่านมีความสามารถที่จะทำด้วยความรู้ ด้วยความสามารถ ทำเพื่อให้คนจำนวนมาก ทั้ง 35 คน บวกกับนายกฯ เป็น 36 คน ทำเพื่อคนเป็นจำนวนล้าน เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุด และท่านเองเมื่อรักษาความดี ความตั้งใจที่จะให้คณะของท่านอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติก็อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ ถ้าทำได้ดี ท่านก็มีเกียรติ คณะท่านก็มีเกียรติ
ขอให้ท่านได้ทำสำเร็จเพื่อเกียรติของคณะรัฐบาลไทยและของประเทศชาติ ขอให้ท่านได้มีความสำเร็จในการกระทำที่ท่านเองได้ตั้งใจที่จะทำ และขอให้ท่านและนายกฯ มีความสำเร็จในการงาน และขอให้ท่านได้พรที่จะปฏิบัติงานสำเร็จเรียบร้อยในงานที่ท่านตั้งใจจะทำ
ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานทุกอย่างที่ได้ตั้งใจจะทำ”
เมื่อ จ. 18 ก.พ. 2551 @ 13:42
550262 [ลบ]
นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ย้ำดำเนินนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก 19 ข้อ พร้อมวางนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 4 ปีอีก 7 นโยบาย
เมื่อ เวลา 09.40 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ณ อาคารรัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ได้เปิดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
โดยเริ่มจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา
นายกรัฐมนตรีกล่าวในที่ประชุมรัฐสภา ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลในการแถลงนโยบายพัฒนาบริหารประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของอหังสาริมทรัพย์หรือซับไพรม์และปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อในโลกและในประเทศไทยว่า
จะมีการดำเนินการแห้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปก่อน รวมถึงวางรากฐานการเจริญเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน และส่งเสริมภาคการผลิตและบริการให้สามารถปรับตัวไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ
ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สังคมไทยจะเริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของสังคมผู้สูงอายุในปี 2552 และประชากรไทยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุอยู่ในภาวะที่ต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมฐานความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ ในขณะที่ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ และปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในช่วง 4 ปีต่อไป
รัฐบาลจะดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว และมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ภายใต้หลักการสำคัญสองประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย
และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศ และประชาคมโลก
ประการแรก คือ การสร้างความสมานฉันท์ให้แก่คนไทยทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกันในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่าง ๆ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับประเทศในอนาคต การสร้างความสมานฉันท์นี้รวมถึงเรื่องที่สำคัญ
คือ การแก้ไขและเยียวยาปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่แนวทางของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
ประการที่สอง คือ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายในทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ การสนับสนุนการออมระยะยาว การส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม การพัฒนาชุมชนให้พึ่งตนเองได้และเชื่อมโยงกับตลาดอย่างเป็นขั้นตอน จนถึงการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์และต่อยอดเทคโนโลยีให้เข้ากับภูมิปัญญาไทยเพื่อนำไปสู่นวัตกรรมและสร้างรายได้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานของรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนอกจากหลักการทั้งสองประการแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้ความสำคัญแก่บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ และกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทางของการบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล
รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว และจะยึดเป็นแนวทางในการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ
โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องเริ่มดำเนินการในปีแรก และระยะการบริหารราชการ 4 ปีของรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
รัฐบาลถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ปราบปรามยาเสพติด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ฟื้นฟูให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง แก้ไขปัญหาความยากจน โดยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญเร่งด่วน โดยมีนโยบายที่สำคัญ คือ
1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ และสร้างเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ โดยมุ่งถึงประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
1.2 แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาดำเนินภารกิจในด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยให้มีความสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของประชาชน ตลอดทั้งอำนวยความเป็นธรรมและความยุติธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในพื้นที่โดยเร็วที่สุด
1.3 เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดและปราบปรามผู้มีอิทธิพล
โดยยังคงยึดหลักการ “ผู้เสพ คือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม” ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติด ลดปริมาณผู้เสพยา และป้องกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเข้าไปเป็นเหยื่อของยาเสพติด โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กับมาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตัดช่องทางการหาเงินทุจริตของผู้มีอิทธิพลในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การค้ามนุษย์ และการเป็นเจ้ามือการพนัน เป็นต้น
1.4 ดำเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ
โดยดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต พร้อมทั้งจัดหาสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย
1.5 เพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ให้เป็นแหล่งเงินหมุนเวียนในการลงทุน สร้างงานและอาชีพ สร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนในชุมชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน พัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่มีการบริหารจัดการที่ดี ให้สามารถยกระดับเป็นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน
1.6 จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร
(Small Medium Large: SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่จะก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรของรัฐ ท้องถิ่น และจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ
1.7 สานต่อโครงการธนาคารประชาชน
เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย สร้างทางเลือกและลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยตนเอง
1.8 สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน
เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
1.9 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะสนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่ แหล่งเงินทุน และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการตลาด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
1.10 พักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ที่ผ่านกระบวนการจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ
เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง
1.11 สร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร
เพื่อลดความเสี่ยง อันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสร้างกลไกในการสร้างเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตรที่เป็นธรรม
1.12 ขยายบทบาทของศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix-it Center) และสถาบันอาชีวศึกษา
เพื่อให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ในการใช้ การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเครื่องมืออุปกรณ์การประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งสร้างเครือข่ายศูนย์ฯ กับชุมชนและวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ระบบรับรองและตรวจสอบคุณภาพในขั้นต้นของสินค้าชุมชน
1.13 สร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง
เช่น โครงการ “บ้านเอื้ออาทร” “บ้านรัฐสวัสดิการ” และ “ที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นครั้งแรก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวก
1.14 เร่งรัดการลงทุนที่สำคัญของประเทศ
เช่น การพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 9 สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง และรถไฟก้างปลาเชื่อมโยงจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า และการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานสากล เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
1.15 ดำเนินมาตรการลดผลกระทบจากราคาพลังงาน
โดยเร่งรัดโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากก๊าซธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตร เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล รวมทั้งเร่งรัดมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
1.16 ฟื้นความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย
โดยประกาศให้ปี 2551 – 2552 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” และ “ปีแห่งการท่องเที่ยวไทย”
1.17 วางระบบการถือครองที่ดินและกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเป็นธรรม