สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
Good Living
Sasinand
อ่าน: 2426
ทอง..ทอง..ทอง..ใครมีทองอย่าขาย เก็บไว้ให้ดี
ข่าวสารที่เราได้รับนั้น บ่อยครั้งมันไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด จริงๆแล้ว ข่าวสารที่เราได้รับส่วนใหญ่สะท้อนภาพที่แท้จริงเพียงด้านเดียวเท่านั้น และมักจะสะท้อนแต่เสียงของ "ผู้ชนะ"หรือผู้ที่ได้กำไร

ทอง..ทอง..ทอง..ใครมีทองอย่าขาย เก็บไว้ให้ดี
ความต้องการทองคำแท่ง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้อีกในปี 2551 นี้ค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณของท่านด้วยค่ะเพราะท่านเท่านั้น ที่จะเป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมด 
ด้วย ดิฉันได้ไปร่วมในงานสัมมนา
Market Outlook Seminar   ที่  Credit Suisse  จัดเมื่อวันที่  31  มกราคม  2551  ที่โรงแรมโฟร์ซีซัน กทม.

เป็นการเผยแพร่การวิจัยของเธนาคารครดิตสวิส ในเรื่องที่เกี่ยวกับ Private Banking  และ Asset Management   ซึ่งผู้ที่นำทีม มาพูดให้ฟังในวันนี้คือ Mr.Giles  B  Keating—Managing Director of Credit Suisse in the Private Banking Division , based in Zurich.

มีผู้เข้าฟังหนาตาพอสมควร เพราะธนาคารนี้   ตั้งมาตั้งแต่ ปี 1856 มีอายุเก่าแก่ถึง 152 ปี และ เป็นธนาคารใหญ่เป็นที่ 2 ของประเทศสวิส รองจาก UBS AG. เรียกว่า เก่าแก่มาก มีประสบการณ์สูง ดังนั้น งานวิจัย จึงน่าจะเชื่อถือได้ในระดับที่มากพอควร

เนื้อหาการบรรยาย..:::ค่อนข้างมากแต่กระชับ  มีแผนภูมิประกอบแบบมืออาชีพ (ขอชมว่า มีการจัดทำเอกสาร ที่ดูน่าเชื่อถือ  เป็นProfessional มาก)    ซึ่งดิฉันขอสรุปดังนี้คือ  ::

1. ขณะนี้มีวิกฤตการณ์ทางการเงิน เรื่อง สินเชื่อที่อยู่อาศัยเกิดขึ้น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ยังไม่เรียกว่า ถดถอย  เพราะภาคเศรษฐกิจจริงยังมีความเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ   เขาใช้คำว่า ว่า US corporate balance sheets are still very healthy                          แม้ในยุโรปเอง ก็ยังไม่เรียกว่า เป็นภาวะถดถอย  และหวังว่า ทุกอย่างจะคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

 (จริงๆแล้วเหตุการณ์นี้  ดิฉันคิดว่า ทางสถาบันการเงินต่างๆไม่ค่อยอยากเปิดเผย แต่จำเป็นต้องเปิดเผย   เพราะ มีปรากฏผลขาดทุนในงบการเงิน   และการปรับลดมูลค่าทางบัญชีสำหรับทรัพย์สินที่ด้อยค่า และทางบริษัทจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือ ก็ทะยอยปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง.....)

 (แต่การบรรยายในครั้งนี้ พยายามให้คน  มองภาพดีไว้ก่อน ไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนก ---ผู้เขียน)

2.อสังหาริมทรัพย์ ในประเทศจีน   อยู่ในภาวะที่ร้อนแรงมาก จนรัฐบาลต้องพยายาม ดึงๆเอาไว้บ้าง แม้แต่อุตสาหกรรมการผลิตก็เข้มแข็งดี
3.ในปี 2008  ประเทศที่จะเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก คือ ประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นจะถดถอยลง แต่ GDP Growth กลับถดถอยลงหมด  แทบทุกประเทศ เช่น  ตัวเลขการขยายตัวทางศก.ของอินเดียที่ลดลง มาจากผลกระทบเศรษฐกิจโลกอ่อนตัว  จากมาตรการคุมเข้มด้านการเงิน และความผันผวนของค่าเงินรูปี      ในขณะที่จีนประเทศคู่แข่ง ก็ผ่านจุดสูงสุดของการขยายตัวเหมือนกัน  ดูในภาพค่ะ
   ยกเว้นประเทศไทยและเวียดนาม   ที่กลับ จะเติบโตดีขึ้น   แต่แม้เวียดนามจะขยายตัวดี แต่เงินเฟ้อสูงกว่าประเทศไทยค่ะ
4.  เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลงมาก เพราะปัญหา ซับไพรม์ (Subprimes)........ เป็นสินเชื่อในสหรัฐที่ให้แก่ผู้กู้ที่มีประวัติด้านเครดิตที่ด้อย หรือมีศักยภาพด้านการชำระหนี้ต่ำ 
โดยพิจารณาจากคะแนนความน่าเชื่อถือด้านเครดิต (FICO credit scores) ที่ต่ำกว่า 620 จากมาตรวัดระหว่าง 300-850     สินเชื่อเหล่านี้มีประมาณร้อยละ 10   ของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ
  ซึ่งใกล้เคียงกับสินเชื่อ   ที่ให้แก่ผู้ที่ได้คะแนนความน่าเชื่อถือด้านเครดิตสูงกว่า 620   แต่ขาดเอกสารประกอบการกู้อื่นๆ ที่เชื่อถือได้ (เรียกว่าประเภท Alt-A) ปัญหาคือ    ขนาดของสินเชื่อซับไพรม์นี้นำไปสู่ความเสี่ยงที่ยากจะประเมินให้ถูกต้องได้       
 เมื่อถูกนำไปใช้ค้ำประกันหรืออ้างอิงตราสารใหม่ๆ   อีกหลายต่อหลายทอด กองทุนประเภทดังกล่าวนี้    ได้ถูกตัดแต่งให้มีโครงสร้างใหม่เป็นที่ถูกใจนักลงทุน   จนได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงถึงระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาล    และพันธบัตรของบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงได้   
  ทั้งๆ ที่มาจากหนี้ย่อยๆ ที่ด้อยคุณภาพอย่างมาก  การตัดแต่งทางการเงิน (financial engineering) แบบนี้        ปกติจะไม่เกิดปัญหาพร้อมๆกัน 
  แต่สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้   เกิดเพราะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติจากปัจจัยระดับมหภาค   ซึ่งส่งผลถึงฐานะทางการเงินของผู้กู้หลายรายพร้อมๆ กัน 
 วิกฤตการณ์ซับไพรม์เป็นบทเรียนของการปล่อยสินเชื่ออย่างไม่ได้มาตรฐาน นั่นเอง
และเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ตลาดแรงงานก็อ่อนแอลง รายได้คนกู้ยืมก็จะน้อยลง จนไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้   โปรดดูภาพข้างล่างนี้ค่ะ

5.            เงินต่างประเทศไหลจะเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากราคาหุ้นของเราถูก   และจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ใน Asia ได้ นอกจากนี้ สิงคโปร์และฮ่องกง ก็น่าลงทุนมาก

เหตุผลหลักที่ตลาดหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้น Asia ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  เนื่องมาจาก  ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองด้วย 
ไทยมีความน่าดึงดูด เพราะผลกำไรจากบริษัทจดทะเบียนออกมาดีต่อเนื่อง พีอี เรโช ของเราน่าจะเป็น 13เท่า ดีขึ้น จาก ต่ำกว่า11เท่า  ในขณะนี้ 
ประเทศที่น่าระวังคือญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน
 เพราะจะได้รับผลกระทบจาก  ภาคเทคโนโลยี่    ที่ปรับตัวย่ำแย่ที่สุด ในช่วงที่สหรัฐประสบภาวะชลอตัว
นอกจากนี้     Credit Suisse เน้นว่า ประเทศจีน ยังมีความเติบโตสูงมาก   ในด้านการส่งออกอาหาร มาเลี้ยงคนในภูมิภาคเอเซียทั้งหมด ดุในด้านผักผลไม้ค่ะ กราฟ กำลังเชิดหัวขึ้นอย่างน่ากลัว     คงจะเป็น New High อีก
6. สำหรับการลงทุนในด้านอื่นๆ
Credit Suisse แนะนำให้ลงทุนในกองทุนทอง หรือ ใครมีทองก็ให้เก็บทองไว้ปีนี้
 ทองกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมาก และราคาน่าจะดีขึ้น
ทองเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมาก ความเสี่ยงก็ต่ำเพราะทองสามารถรักษาคุณค่าไว้ได้เสมอ ที่สำคัญก็คือ ทองนั้นไม่มีการหลอกลวง หรือเก๊ เหมือนตราสารการเงิน เช่น หุ้นที่ราคาอาจถูกปั่นขึ้นไปสูงมาก หรือพื้นฐานของบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงจนทำให้มูลค่าสูญหายได้มาก แต่ทองอย่างไรก็ยังเป็นทอง และมันให้ความรู้สึกที่ดีเสมอ
ซึ่งตรงกับที่ มหาวิทยาลัยหอการค้า กล่าวว่า....ราคาทองคำที่สูงขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อหายไป อย่างมาก ในช่วงตรุษจีน
พร้อมกันนี้ ได้ทำการสำรวจประเด็นความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่
 ส่วนใหญ่ 73.3% มองว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น และฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้
ส่วนอีก 14% มองว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง
และ 12.7% มองว่าเศรษฐกิจเหมือนเดิม โดยคาดหวังให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก

สรุปจาการที่ได้ฟังมาทั้งหมด::  Credit Suisse มีการมองภาพเป็นบวก ให้กำลังใจแก่นักลงทุนมาก

เศรษฐกิจไทยปี 2008 มีแนวโน้มจะโตได้มากกว่าในปีนี้

นอกจากการที่    จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่แล้ว    ภาคเอกชนเองก็มี Pent-up demand (ความต้องการที่ถูกอั้นไว้) อยู่สูงมาก

 เช่นภาคธุรกิจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูท่าทีของรัฐบาลใหม่ ต่างประเทศชะลอการตัดสินใจด้วยเหตุผลเดียวกัน หรือประชาชนที่ยังไม่รีบร้อนที่จะซื้อบ้านหรือรถยนต์

 เหล่านี้คือ Pent-up demand ที่จะทะลักเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเมื่อ Confidence level มีสูงขึ้น และเชื่อว่า เราอาจจะได้เห็น Growth rate ของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่มีการพูดถึงกัน

       ในเรื่องของทอง    ศูนย์วิจัยกสิกร  ก็ยังให้คำแนะนำว่า  ยุคนี้ เป็นช่วงขาขึ้นของราคาทอง    

เนื่องจาก  การที่ค่าเงินสกุลดอลลาร์   กำลังอ่อนค่าลง   ราคาน้ำมันก็ยังทรงตัวในระดับสูง และสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่งดีนัก   ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการทองคำแท่งของบรรดานักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น    และมีส่วนผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้อีกในปี 2551 

        อย่างไรก็ตาม   ดิฉันเห็นว่า  เรายังไม่ควรเชื่ออะไรไปทั้งหมด ตามที่นักวิเคราะห์พยายามจะบอกเรานะคะ

ข่าวสารที่เราได้รับนั้น บ่อยครั้งมันไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด จริงๆแล้ว  ข่าวสารที่เราได้รับส่วนใหญ่สะท้อนภาพที่แท้จริงเพียงด้านเดียวเท่านั้น 

เวลาเราได้รับข่าวสาร ดิฉันเห็นว่า  เราอาจจะต้อง "กรอง" และพินิจพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า   ข่าวสารนั้น อาจจะมีความ "ลำเอียง" มากน้อยแค่ไหน    "ความลำเอียง" ที่ว่านี้  มักจะสะท้อนแต่เสียงของ "ผู้ชนะ"หรือผู้ที่ได้กำไร และ      ในช่วงนี้ดูเหมือนว่า จะมีคนได้กำไรจากทอง เพราะราคาทองขึ้นไปมากเหมือนกัน

 ข้อมูลที่ออกมาก็คือ ทองน่าจะ เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดี   แต่ควรเป็นการลงทุนในกองทุนที่มี มืออาชีพ จัดการให้   ไม่ใช่ไปซื้อทองเอง  แล้วมาเก็งกำไรเอง คงไม่ Work ค่ะ

ดังนั้น ใครก็ตาม  ที่จะอยากซื้อหุ้น  ซื้อทอง หรือค้าเงิน เพื่อเก็งกำไร  โปรดระมัด ระวัง และใช้วิจารณญาณของท่านอย่างถ้วนถี่ด้วยค่ะ    เพราะท่านเท่านั้น ที่จะเป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมด    สำหรับดิฉันเอง มีประสบการณ์มาพอควรในด้านการเล่นหุ้น   ทั้งดีและไม่ดี  ทั้งได้กำไรและขาดทุน ไม่มีอะไรแน่นอน ในเรื่องของการลงทุนทุกชนิดค่ะ ยิ่งเล่นมาร์จิน  เมื่อติดหุ้น  และราคาหุ้นตกยาวมาก  อาจโดนบังคับฟอร์ซเซลล์ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่    ขาดทุนอย่างเดียวเลยค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม วันตรุษจีนนี้ ดิฉันก็มีความสุขมาก  เพราะให้อั่งเปาเป็นทองแก่หลาน  และพากันไปกินอาหารอร่อยๆด้วยค่ะ

สร้าง: พ. 06 ก.พ. 2551 @ 23:30   แก้ไข: อา. 14 ก.ย. 2551 @ 17:01   ขนาด: 55296 ไบต์
ความคิดเห็น
P
91. Sasinand
เมื่อ พ. 13 ก.พ. 2551 @ 10:11
545263 [ลบ]

สวัสดีค่ะคุณนุช

ถ้าจะซื้อเพื่อการออม ก็คงจะดีนะคะ แต่ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร

แต่ทองจะมีขึ้นๆลงๆค่ะ รอดู ตอนราคาลงหน่อยก็ดีค่ะ

P
92. Sasinand
เมื่อ พ. 13 ก.พ. 2551 @ 20:26
545734 [ลบ]

ในปีนี้ พวกนักลงทุน เริ่มที่จะมองไปในกลุ่มประเทศ ที่เรียกว่า Frontier Markets บ้างแล้ว เพราะยังมีช่องว่างที่เงินทุนจะเคลื่อนย้ายไปได้โดยเสรี

เราจะเห็นเงินทุนหรือปัจจัยทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแสวงหาผลตอบแทนต่อปัจจัยทุนที่สูงกว่า และด้วยกลไกนี้เองที่จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา มีปัจจัยทุนเพิ่มมากขึ้นและมีสัดส่วนของทุนต่อแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประเทศดังกล่าวนี้เช่น....เช่น Marocco/ Botswana / Kazakhstan เป็นต้นค่ะ

 

ไม่มีรูป
93. นิด
เมื่อ พฤ. 14 ก.พ. 2551 @ 11:26
546308 [ลบ]

ได้ความรู้ ทันโลกมากขึ้นค่ะ มีอะไรคืบหน้าไม๊คะ ได้ข่าวว่า ค่าไฟกำลังจะขึ้นอีกแล้ว
P
94. Sasinand
เมื่อ ศ. 15 ก.พ. 2551 @ 00:10
546988 [ลบ]

สวัสดีค่ะคุณนิด

ก็อย่างที่ เราได้ทราบจากข่าว และจากการพยากรณ์เศรษฐกิจจากทุกๆสำนัก ที่พุดตรงกันว่า

ปีนี้ ต้องระวังให้มากขึ้น ทั้งเรื่องเงิ้นเฟ้อ ของน่าจะแพงขึ้น มีความผันแปร ไม่แน่นอน ในเศรษฐกิจของโลกมากขึ้นค่ะ

แต่เราควรมองการมองโลกในแง่ดีไว้บ้างค่ะ

 ไม่ใช่มองข้ามปัญหา การมองโลกแง่ดีจะทำให้เราเผชิญโลกด้วยสภาพจิตใจที่พร้อมมากกว่า"

“Burger crisis” เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา 

เริ่มต้นจากการปล่อยกู้  ให้แก่บรรดานักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์... ซึ่งในประเด็นนี้ดูแล้วไม่ต่างจากตอนที่ฟองสบู่ประเทศไทยแตกเมื่อปี 2540 เท่าใดนัก

เพียงแต่ปัญหาของสหรัฐอเมริกามีขนาดมหึมาขนาดที่พร้อมจะดึงเศรษฐกิจทั้งโลกให้ชะลอตัวตามลงไป

 ข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม ชวนให้ขนหัวลุก

และหลายคนคาดกันว่าโลกทั้งโลกคงต้องผวากับแฮมเบอร์เกอร์เน่าชิ้นนี้กันไปตลอดทั้งปี และดีไม่ดีอาจข้ามไปถึงต้นปีหน้าด้วยซ้ำไปนะคะ

P

ขอบพระคุณครับ  กระผมจะคอยจับตาอยู่ไว้ให้ดีครับจะได้แย่งเอาปลาไปกินไม่ได้ (ติดตามทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยเพื่อการศึกษานะครับ)  

 ในอนาคตจะมีใครสนใจซื้อg2k บ้างหรือเปล่าน้า (แค่คิดเล่นๆครับ)

P
96. Sasinand
เมื่อ ศ. 15 ก.พ. 2551 @ 12:56
547267 [ลบ]

สวัสดีค่ะคุณวุฒิชัยฯ

ดีจังค่ะ ที่คุณสนใจในเรื่องของเศรษฐกิจอย่างนี้ เราอาจไม่ต้องไปเครียดอะไร แต่ก็ควรติดตามข่าวนะคะ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับประเทศและกับตัวเราด้วยค่ะ

แต่ในด้านการพยายามชักชวน ต่างชาติเข้ามาลงทุนที่ประเทศไทย ทราบว่าทางรัฐบาล ก็พยายามดำเนินการกันอย่างเต็มที่นะคะ เช่น ข่าวเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ได้มีการกำหนดกลยุทธ์ในการขยายฐานผู้ลงทุนชาวต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการขยายฐานผู้ลงทุนต่างประเทศต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

โดยในไตรมาสแรกนี้ได้เตรียมไปให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนชาวญี่ปุ่น ทั้งผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายบุคคลรวม 3 งาน ในระหว่างเดือนก.พ. - มี.ค. 2551 นี้


          ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคมนี้ ตลท. จะไปโรดโชว์เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ตามคำเชิญของ บล.พัฒนสินและ Nomura Securities

โดยจะมีบริษัทจดทะเบียนซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มธุรกิจการเงิน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

กลุ่มทรัพยากร คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง คือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

 เข้าร่วมให้ข้อมูลความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันชาวญี่ปุ่นด้วยค่ะ

           นายทัตซึยะ โคโนชิตะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ยูไนเต็ด จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ....

บริษัทมีความมั่นใจว่า การเดินทางไปให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนบุคคลครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในกลุ่มผู้ลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกในการลงทุน

และจะทำให้เห็นว่าตลาดทุนไทยเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นแห่งอื่นในเอเชียที่คนญี่ปุ่นให้ความสนใจและลงทุนอยู่แล้ว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Statistics Bureau ของญี่ปุ่น http://www.stat.go.jp       

ผู้ลงทุน ชาวญี่ปุ่นต้องการหาแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นทางเลือกนอกจากการออมหรือการลงทุนในประเทศ เนื่องจากคาดว่า....

ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีคนญี่ปุ่นเกษียณอายุกว่า 8 ล้านคน ทำให้มีเม็ดเงินหลังเกษียณจำนวนมากที่ต้องการหาแหล่งลงทุนใหม่ เพราะการฝากเงินในธนาคารญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนต่ำมาก

P
97. Sasinand
เมื่อ ส. 16 ก.พ. 2551 @ 00:27
547888 [ลบ]

มีข่าวจาก  http://www.theasianbanker.com  ว่า UBS AG   แบงค์ใหญ่ที่สุด ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์  มีตัวเลขขาดทุน จากการไปลงทุนใน US.subprime mortgages........

On Thursday posted a fourth-quarter net loss of  $11.28 billionand a loss for the entire year, besieged as other banks were by investments in U.S. subprime mortgages.          Switzerland's largest bank posted its first full-year net loss since 1997, when it was created out of two major Swiss lenders. It said it expected more problems in 2008. 

                    "Last year was one of the most difficult in our history," said Chief Executive Marcel Rohner. "While most of our businesses continued to be very profitable, the sudden and serious deterioration in the U.S. housing market, in combination with our large exposure in subprime mortgage-related securities and derivatives, has driven us into (a) loss for the year." 

 

 The bank added in a statement: "UBS expects 2008 to be another difficult year." 

The losses have resulted in spiraling write-downs totaling $18.4 billion so far and have forced UBS to seek 13 billion francs ($11.8 billion) in fresh capital from Singapore's government fund and an unnamed Middle East investor. 

 

UBS shares, which have slumped 22 percent this year on fears of even greater losses, dropped 0.78 percent to 40.54 francs ($36.72) in Zurich.

UBS has fired a number executives, including Chief Executive Peter Wuffli, investment banking head Huw Jenkins and financial chief Clive Standish.

The bank said it still holds $27.59 billion in securities linked to the U.S. subprime residential mortgage market, down from $38.77 billion in September.

Analysts said they were reassured that UBS appears to be reducing its holdings of toxic securities. 

Net new money inflows - a closely watched gauge of future revenue - was positive thus far in 2008, Rohner told a conference call.  

 

 

ไม่มีรูป
98. ดอยตุง
เมื่อ ส. 16 ก.พ. 2551 @ 11:24
548163 [ลบ]

เฮ้อ น่าเศร้า แย่ยิ่งกว่าต้มยำกุ้งมากเลยนะครับ ผ่านมาอ่าน ได้ความรู้มากครับ
P
99. Sasinand
เมื่อ ส. 16 ก.พ. 2551 @ 13:01
548210 [ลบ]

สวัสดีค่ะคุณ ดอยตุง
ขอบคุณที่สนใจเข้ามาอ่านนะคะ

มีข่าวความเสียหาย จากซับไพร์มมาเรื่อยๆค่ะ ล่าสุด.....

นิวยอร์ก - แบงก์ออฟอเมริกา

เผยรายงานที่ระบุว่าวิกฤตในตลาดอสังหาฯเกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อซับไพร์มในสหรัฐ ทำให้มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกสูญไป 7.7 ล้านล้านดอลลาร์นับจากเดือนตค. วิกฤตการณ์ครั้งนี้ซึ่งลุกลามจากสหรัฐไปยังธนาคารและภาคอื่นๆ ทั่วโลก

เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งประวัติศาสตร์การเงิน

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นร้ายแรงมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่กี่ทศวรรษ รวมถึงเหตุการณ์แบลคมันเดย์ปี 2530 สูญเสีย Market cap 9.8 %

  วิกฤตค่าเงินบราซิลปี 2542  เสีย Market cap  6.1%

และการล่มสลายของบริษัทลองเทิร์มแคปิตอลแมเนจเมนต์เมื่อปี 2541 เสีย Market capไป 13.2%

ตอนนี้ ความเสียหาย ขยายวงกว้างมากขึ้น คงใช้เวลาอีกพอสมควร ที่จะฟื้นขึ้นมาอีกค่ะ

Bank of America วิเคราะห์อีกว่า...

ผลกระทบของการสินเชื่อปล่อยกู้บ้านของผู้บริโภคที่มีความเสี่ยงสูงนี้ ทำให้Market Cap ของตลาดหุ้นทั่วโลก ลดลง 14.7% ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากเคยที่ทำสถิติสูงสุด เมื่อ ต.ค. ที่ผ่านมานี้

 

P
100. Sasinand
เมื่อ จ. 18 ก.พ. 2551 @ 16:45
550423 [ลบ]

พรบ.ฉบับบสำคัญ ออกมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ที่เรากำลัง กล่าวถึงกันในบันทึกนี้   จึงขอนำมาบันทึกไว้ในที่นี้ ให้ทราบทั่วกันค่ะ

"พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก" ประกาศแล้ว

แสนล้านหมื่นล้านได้คืนแค่ "ล้านเดียว"
 พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2551 พ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วัน หรือ 6 เดือน นับจากวันที่ 13 ก.พ.
หลักการและเหตุผล คือ
การฝากเงินกับสถาบันการเงินเป็นประโยชน์ ในการออมเงินของผู้ฝากเงินในอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน
รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นผลให้เกิดภาระการคลังแก่รัฐมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีกลไกดำเนินการที่เหมาะสม
ดังนั้น เพื่อลดภาระการคลัง สมควรนำระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินมาใช้ พร้อมกำหนดกลไกต่างๆ ในการคุ้มครองเงินฝาก อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบ สถาบันการเงิน อันจะเป็นการสนับสนุนการออมเงินของประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินภาพรวม โครงสร้างของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 
(1) การจัดตั้ง กำหนดให้สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น
 (2) วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่
วัตถุประสงค์ของสถาบันมี 3 ประการ
 คือ คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงิน ที่ถูกควบคุม และชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
สถาบันมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด เช่น บริหารจัดการกองทุน ทุนและทรัพย์สินของสถาบัน มีอำนาจกระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักรออกตั๋วเงินหรือตราสารทางการเงินตลอดจนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้และมีอำนาจหน้าที่ประการสำคัญ
คือเรียกเก็บเงินที่สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากและจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินหรือจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ควบหรือรับโอนกิจการหรือสถาบันการเงินที่รับโอนเงินฝาก ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
(3) เงินทุนกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรทุนประเดิมให้แก่สถาบันเป็นวงเงิน ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท และกำหนดทุนของสถาบัน
ได้แก่
 (ก) เงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้
 (ข) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบัน
(ค) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้มอบให้
(ง) ดอกผลของกองทุนที่คณะกรรมการจัดสรรให้
 (จ) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของสถาบัน
 (4) การเงินและการบัญชี กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบ
บัญชีของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีด้วย
(5) คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จำนวนกรรมการและวาระการดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีจำนวนอย่างน้อย 7 คน แต่ไม่เกิน 9 คน
ซึ่งประกอบด้วย (1) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนธนาคารแห่งปรเทศไทย
(2) กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี โดยในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดสองปีให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก 
และ (3) ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นกรรมการและเลขานุการ องค์ประชุมของคณะกรรมการสถาบัน และการลงคะแนนเสียงในที่ประชุม
กำหนดให้กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการ ที่มีอยู่ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
P
101. Sasinand
เมื่อ จ. 18 ก.พ. 2551 @ 16:54
550429 [ลบ]

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
 ได้แก่ - อำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการมอบอำนาจ และการทำการแทนหรือการรักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงิน การบัญชี การงบประมาณ และการพัสดุ ตลอดจนอนุมัติรายงานประจำปีของสถาบัน -
อำนาจหน้าที่เฉพาะเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการนำส่งเงินเข้ากองทุน การยื่นคำขอรับเงิน การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงิน กำหนดรายละเอียดของประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนการออกข้อบังคับให้สถาบันการเงินใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เพื่อ แสดงว่าเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก
นอกจากนี้ กำหนดเพิ่มเติมให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ หรือที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อดำเนินการใดๆตามที่คณะกรรมการมอบหมายให้ สำหรับผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดย คำแนะนำของรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารงานของสถาบันและเป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
โดยผู้อำนวยการมีวาระการ ดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
 การคุ้มครองเงินฝาก