ข่าวดี!!สำหรับการท่องเที่ยวไทย มีปัจจัยส่งให้มีแนวโน้มสดใสในปีนี้
หลังจากที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 แล้ว
คาดการณ์รายได้ 600,000.00ล้านบาท
ถ้าเรา ย้อนดูในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.2 หลังจากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ0.4 ในไตรมาสที่ 2 และตามตัวเลขจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งปี 2550 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศเรา 14.5 ล้านคน เพิ่มจากปี 2549 ร้อยละ4.9เท่านั้น
ต่ำกว่าเป้าที่ได้ตั้งไว้(ที่ 14.8 ล้านคน) แต่ปัจจุบัน ก็น่าจะกลับมา ฟื้นดีขึ้นอีก ในปี 2551แน่นอน(รายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ -3 ธันวามคม 2550 )
โดยจะมีการปรับกลยุทธิ์ใหม่ เน้นการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การตลาด บุคลากร การสร้างกิจกรรมกระแสหลัก กิจกรรมส่งเสริม การเผยแพร่กิจกรรมเที่ยวในประเทศ เชิงอนุรักษ์ กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การท่องเที่ยววิถีไทยต้านภัยโลกร้อน เป็นต้น
ปี 2551 ทางสภาพัฒน์ฯได้ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวไว้ 15.7 ล้านคน และรัฐบาลก็ประกาศให้ ปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย เพื่อหารายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น
คาดการณ์รายได้ 600,000.00ล้านบาท เพิ่มจาก 547,500.00 ล้านบาทของปีที่แล้ว กำหนดแนวทาง ให้เน้น นักท่องเที่ยวคุณภาพ มุ่งที่รายได้ มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ใช้ระบบ E- Marketing ควบคู่กับระบบเดิม แต่มุ่งขยายฐานลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าเดิม
เมื่อย้อนไปเมื่อ 25 ธันวามคม 2550- 3 ม.ค. 2551 ครอบครัวดิฉันเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงใหม่ เราได้ปรารภกันว่า การท่องเที่ยวซบเซาไปมากกว่าที่คิด นักท่องเที่ยวบางตา จนเรียกได้ว่า โหรงเหรง ทั้งๆที่ ชียงใหม่เวลานั้น อากาศหนาว กลางวันเย็นสบาย สถานที่ท่องเที่ยวก็จัดไว้อย่างดี สวยงามมาก

ดิฉันรู้สึกกังวลแทนรัฐบาล เพราะแกนนำเศรษฐกิจประเทศปัจจุบัน คือการส่งออก และ การท่องเที่ยว ซึ่งก่อนเหตุการณ์ธรณีพิบัติ "สึนามิ" การท่องเที่ยวไทยอยู่ในช่วง "ขาขึ้น"มาตลอด ภาพรวมอยู่ในขั้นดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในประเทศกันเอง หรือการวัดผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยว

ยกตัวอย่าง สถานที่ท่องเที่ยวที่ดิฉันเห็นว่าดีมากแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ แต่คนไปเที่ยว น้อยไปหน่อยในช่วง peak ของการท่องเที่ยว
คือ Queen Sirikit Botanic Garden
"As the King is the water, I shall be the forest. The forest devotes its loyalty to the water."
From H.M. Queen Sirikit's Speech - December 20, 1982
เป็นแหล่งที่รวมพันธุ์ไม้เมืองร้อน หลากหลายทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 มีพื้นที่ประมาณ 6,500 ไร่ สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบและที่สูงสลับกันเป็นชั้นๆ ในระดับ 300-970 เมตร จัดทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ เป็น Botanical garden แห่งแรกในประเทศไทย
เป็นองค์การสวนพฤกษศาสตร์ สังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

มีพันธุ์ไม้มากมายที่ปลูกอยู่ใน Glass House Complex ด้วยความชื้น 50-70 % ตลอดปี เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบต้นไม้ดอกไม้ และผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ มีป่าฝนจำลองด้วยค่ะ น่าสนใจมาก

สามารถขับรถเที่ยวชมได้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.30-16.00 น. ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถรวมทั้งคนขับ 50 บาท
เราขับรถเข้าไปชม แวะจอดทุกจุดเลยค่ะ จุดที่แวะชมได้
คือ 1. อาคารศูนย์สารนิเทศ เป็นสถานที่อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ 2.กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ขนาดต่างๆ 12 โรงเรือน รวบรวมพรรณไม้ประเภทต่างๆจากทั่วประเทศมาปลูกแสดงไว้ในโรงเรือน เช่น ไม้ป่าดงดิบ ไม้น้ำ กล้วยไม้ ไม้แล้ง บัว ไม้ดอกไม้ประดับ บอน ไม้ไทยหายาก ไม้สกุลสัมกุ้ง สมุนไพร
3.ศูนย์วิจัยพัฒนา สง่า สรรพศรี เป็นศูนย์ข้อมูลวิชาการโดยมีนักพฤกษศาสตร์ประจำอยู่ตลอดเวลา 4. เรือนพรรณกล้วยไม้ไทย 5.โรงเรือนอนุบาลพรรณไม้
6.อ่างเก็บน้ำแม่สาวารินทร์ 7.แปลงรวมพันธุ์ไม้ดอกขาว ซึ่งได้จัดปลูกไปแล้วกว่า 120 ชนิด
ที่นี่ ทั้งศูนย์วิจัยและปฎิบัติการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ หอพันธ์ไม้ เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย และอาคารกระจกใหญ่ ตั้งอยู่บนถนน แม่ริม-สะเมิง ก.ม.ที่ 12
และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จัดไว้ 4 เส้น คือ
1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร
2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร
3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม.
4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร และในช่วงที่ไปเป็นหน้าหนาว ดอกไม้ออกดอกกันสะพรั่ง สวยงามมาก
ส่วนที่เข้าไปชมในวันนั้น เข้าทาง เส้นทางสวนรุกขชาติค่ะ (Arboretum trail) และทยอย เข้าไปชมจนครบทุกจุด ที่น่าสนใจมากในสายตาดิฉันคือ .....
กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยเรือนกระจก 12 โรงเรือน ภายในจัดปลูกตกแต่งพรรณไม้ไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะพรรณไม้หายากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ไปเที่ยวชม ได้เรียนรู้ สัมผัสคุณค่า และความงดงามของพรรณไม้ได้ตลอดทั้งปี ทุกฤดูกาล
วัสดุที่ใช้เป็นโครงร่างของอาคารต่าง ๆ จะเป็นโลหะผสมที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ และไม่เป็นสนิมสามารถรับน้ำหนักได้มาก และมีความยืดหดตัวได้สูง กระจกที่ใช้ก็เป็นกระจกแบบพิเศษหนา 3 ชั้น สามารถกรองแสงและถ่ายเทระบายความร้อนได้ดี นอกจากนี้ยังมีม่านพรางแสงที่ปรับเปิดเลื่อนได้ด้วยมือหมุน และระบบระบายอากาศแบบเรียบง่าย โดยการเปิดกระจกด้านข้างได้ทุกมุมและหลายระดับ พื้นล่างรองไว้ด้วยดินผสมที่มีความลึกถึง 2 เมตร และรองใต้ดินด้านล่างอีกชั้นหนึ่งด้วยท่อระบายน้ำแบบก้างปลาเพื่อไม่ให้น้ำขังด้วยค่ะ

เมื่อกลับมายังกรุงเทพฯ ดิฉันและครอบครัว ยังได้ นำภาพ ไปประกอบการเขียนบล็อกท่องเที่ยวแบบ Unseen Thailand แนะนำให้ชาวต่างประเทศทราบว่า ที่นี่สวยและน่าชมอย่างได้วยค่ะ เพราะรู้สึกว่า ถ้ามีคนไปชมน้อยไป ก็จะไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปมากมายค่ะ เรื่องการท่องเที่ยวนี้ ต้องอาศัยการตลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ
พวกเราคิดว่า ถ้าจะสามารถช่วยอะไรประเทศได้บ้าง ก็อยากช่วย ยิ่งในช่วงนี้ ที่ รายได้หลักจากการส่งออกของประเทศมีผลกระทบ และขาดความแน่นอน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลก รายได้อีกส่วนหนึ่งที่มาจากการท่องเที่ยว จึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยจุนเจือ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่
แต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย กับการโปรโมตการท่องเที่ยวด้วยการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ซึ่งอาจไม่ค่อยคุ้มค่าต่อการลงทุนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เช่น การประกวด Miss Universe งาน Bangkok Fashion หรือการพยายามสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองภาพยนตร์ Bangkok Film Festival ที่มีงบฯ ลงทุนมหาศาล ที่ยังไม่สามารถวดัผลความคุ้มค่าได้อย่างชัดเจนค่ะ
และข่าวล่าสุด.....การเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปยังสมุยของการบินไทยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 นับว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะทำให้การท่องเที่ยวสมุยในปี 2551 ขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งที่แล้วมาชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2549
สมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 5 ของภาคใต้ รองจากภูเก็ต หาดใหญ่ กระบี่ นครศรีธรรมราช แต่เป็นอันดับ 3 ในด้านรายได้ รองจากภูเก็ต กระบี่ การเปิดเที่ยวบินตรง ด้วยเครื่องโบอิ้ง 737-400 วันละ 2 เที่ยวนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ในด้านการท่องเที่ยวในประเทศของเรา เป็นอย่างมากค่ะ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดคาดว่าในปี 2551 จะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสมุยประมาณ 1.14 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากปี 2550 ก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดในสมุยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากปี 2550
โดยสรุป ----ประเทศไทยอาศัยการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจมานาน และประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างงดงาม จนเป็นที่รู้จักในฐานะ “สยามเมืองยิ้ม” และกลายเป็นสถานพักผ่อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ดิฉันเองไปเที่ยวชายหาดที่มีชื่อเสียงของโลกมาหลายแห่ง แต่ก็ยังเห็นว่า ชายหาดของเราสวยกว่า โดยเฉพาะ ทางภาคใต้ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เช่น เราพัฒนาการท่องเที่ยวโดย มุ่งแต่การเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าคุณภาพ การใช้ธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ผลประโยชน์ที่ได้จากการท่องเที่ยวมิได้กระจายไปอย่างเท่าเทียมกัน คนในท้องถิ่นไม่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยว และบางครั้งกลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระผลเสียจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย
แต่นั่นเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขค่ะ แต่ถ้ามองในภาครวมแล้ว ดิฉันมั่นใจว่า เรายังจะสามารถเป็นจุดท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ได้




เราขับรถเข้าไปชม แวะจอดทุกจุดเลยค่ะ จุดที่แวะชมได้ ที่นี่ ทั้งศูนย์วิจัยและปฎิบัติการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ หอพันธ์ไม้ เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย และอาคารกระจกใหญ่ ตั้งอยู่บนถนน แม่ริม-สะเมิง ก.ม.ที่ 12
และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จัดไว้ 4 เส้น คือ
1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร
2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร
3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม.
4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร และในช่วงที่ไปเป็นหน้าหนาว ดอกไม้ออกดอกกันสะพรั่ง สวยงามมาก
ส่วนที่เข้าไปชมในวันนั้น เข้าทาง เส้นทางสวนรุกขชาติค่ะ (Arboretum trail) และทยอย เข้าไปชมจนครบทุกจุด ที่น่าสนใจมากในสายตาดิฉันคือ .....
|
ส่วนที่เข้าไปชมในวันนั้น เข้าทาง เส้นทางสวนรุกขชาติค่ะ (Arboretum trail) และทยอย เข้าไปชมจนครบทุกจุด ที่น่าสนใจมากในสายตาดิฉันคือ ..... |
กลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยเรือนกระจก 12 โรงเรือน ภายในจัดปลูกตกแต่งพรรณไม้ไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะพรรณไม้หายากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ไปเที่ยวชม ได้เรียนรู้ สัมผัสคุณค่า และความงดงามของพรรณไม้ได้ตลอดทั้งปี ทุกฤดูกาล
วัสดุที่ใช้เป็นโครงร่างของอาคารต่าง ๆ จะเป็นโลหะผสมที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ และไม่เป็นสนิมสามารถรับน้ำหนักได้มาก และมีความยืดหดตัวได้สูง กระจกที่ใช้ก็เป็นกระจกแบบพิเศษหนา 3 ชั้น สามารถกรองแสงและถ่ายเทระบายความร้อนได้ดี นอกจากนี้ยังมีม่านพรางแสงที่ปรับเปิดเลื่อนได้ด้วยมือหมุน และระบบระบายอากาศแบบเรียบง่าย โดยการเปิดกระจกด้านข้างได้ทุกมุมและหลายระดับ พื้นล่างรองไว้ด้วยดินผสมที่มีความลึกถึง 2 เมตร และรองใต้ดินด้านล่างอีกชั้นหนึ่งด้วยท่อระบายน้ำแบบก้างปลาเพื่อไม่ให้น้ำขังด้วยค่ะ
เมื่อกลับมายังกรุงเทพฯ ดิฉันและครอบครัว ยังได้ นำภาพ ไปประกอบการเขียนบล็อกท่องเที่ยวแบบ Unseen Thailand แนะนำให้ชาวต่างประเทศทราบว่า ที่นี่สวยและน่าชมอย่างได้วยค่ะ เพราะรู้สึกว่า ถ้ามีคนไปชมน้อยไป ก็จะไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปมากมายค่ะ เรื่องการท่องเที่ยวนี้ ต้องอาศัยการตลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ
พวกเราคิดว่า ถ้าจะสามารถช่วยอะไรประเทศได้บ้าง ก็อยากช่วย ยิ่งในช่วงนี้ ที่ รายได้หลักจากการส่งออกของประเทศมีผลกระทบ และขาดความแน่นอน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลก รายได้อีกส่วนหนึ่งที่มาจากการท่องเที่ยว จึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยจุนเจือ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่
แต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย กับการโปรโมตการท่องเที่ยวด้วยการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ซึ่งอาจไม่ค่อยคุ้มค่าต่อการลงทุนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เช่น การประกวด Miss Universe งาน Bangkok Fashion หรือการพยายามสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองภาพยนตร์ Bangkok Film Festival ที่มีงบฯ ลงทุนมหาศาล ที่ยังไม่สามารถวดัผลความคุ้มค่าได้อย่างชัดเจนค่ะ
และข่าวล่าสุด.....การเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปยังสมุยของการบินไทยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 นับว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะทำให้การท่องเที่ยวสมุยในปี 2551 ขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งที่แล้วมาชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2549
สมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 5 ของภาคใต้ รองจากภูเก็ต หาดใหญ่ กระบี่ นครศรีธรรมราช แต่เป็นอันดับ 3 ในด้านรายได้ รองจากภูเก็ต กระบี่ การเปิดเที่ยวบินตรง ด้วยเครื่องโบอิ้ง 737-400 วันละ 2 เที่ยวนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ในด้านการท่องเที่ยวในประเทศของเรา เป็นอย่างมากค่ะ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดคาดว่าในปี 2551 จะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสมุยประมาณ 1.14 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากปี 2550 ก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดในสมุยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากปี 2550
โดยสรุป ----ประเทศไทยอาศัยการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจมานาน และประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างงดงาม จนเป็นที่รู้จักในฐานะ “สยามเมืองยิ้ม” และกลายเป็นสถานพักผ่อนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ดิฉันเองไปเที่ยวชายหาดที่มีชื่อเสียงของโลกมาหลายแห่ง แต่ก็ยังเห็นว่า ชายหาดของเราสวยกว่า โดยเฉพาะ ทางภาคใต้ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เช่น เราพัฒนาการท่องเที่ยวโดย มุ่งแต่การเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าคุณภาพ การใช้ธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ผลประโยชน์ที่ได้จากการท่องเที่ยวมิได้กระจายไปอย่างเท่าเทียมกัน คนในท้องถิ่นไม่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยว และบางครั้งกลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระผลเสียจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย
แต่นั่นเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขค่ะ แต่ถ้ามองในภาครวมแล้ว ดิฉันมั่นใจว่า เรายังจะสามารถเป็นจุดท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมสูงสุดในภูมิภาคนี้ได้






เมนูของ sasinanda

เมื่อ อา. 02 มี.ค. 2551 @ 21:29
563134 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณ ประจักษ์ ขอบคุณในคำชมค่ะ
ไม่ได้ดีขนาดนั้นค่ะ เป็นมือสมัครเล่นมากๆ ทั้งในการเขียนและเทคนิคต่างๆ แต่ก็พยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะชอบด้วยค่ะ
เมื่อเห็นว่า มีข่าวสาร หรือเรื่องใดที่น่าสนใจก็มานำเสนอบล็อกนี่ค่ะ
ดิฉันก็ตามไปอ่านที่บล็อกของคุณประจักษ์บ่อยๆนะคะ
ปี 2551 นี้ ประเทศเราอาจมีผลกระทบจากวิกฤติซับไพร์มของอเมริกาบ้าง
แต่เรายังมีเวลาที่จะปรับยุทธศาสตร์ใหม่ที่มุ่งสร้างกำลังซื้อภายในขึ้นมาแทนตลาดภายนอก
เราต้องพึ่งตัวเอง และสร้างการจ้างงาน สร้างกำลังซื้อภายใน เช่น งบประมาณของการท่องเที่ยว ควรจะเพิ่มและนำมาใช้ปฏิสังขรณ์หรือปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวของเราที่มีแหล่งท่องเที่ยวดีๆอยู่มากมาย เหมือน เช่น ยุโรปที่ปฏิสังขรณ์เมืองโบราณ และสถานที่โบราณของเขา
เช่น ตลาดร้อยปี ที่สุพรรณ ให้คืนชีพขึ้นมาเหมือนเดิม ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านของชำร่วย โรงงานของชำร่วย อุตสาหกรรมเสื้อผ้าบูติค โรงแรมขนาดเล็ก ฯลฯ เป็นต้น
จะทำให้เกิด การจ้างงานรวมๆ กันแล้ว อาจมากกว่าการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วเอาเปรียบแรงงานไทยเสียอีก
ดูอิตาลีเป็นตัวอย่างซึ่งมีนักท่องเที่ยวปีละกว่า 100 ล้านคน
ถ้าพวกเราคนไทย นำเงินไปจับจ่ายใช้สอยกันที่ อยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ และเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองทั่วทุกภาคน่าจะทำให้ประเทศเรามีเศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอนค่ะ
เมื่อ ศ. 07 มี.ค. 2551 @ 16:42
567865 [ลบ]
เมื่อ ศ. 07 มี.ค. 2551 @ 23:50
568300 [ลบ]
สวัสดีค่ะท่านผอ.นายประจักษ์
ปากหวานเหลือเกินนะคะ เคราะห์ดีทานข้าวเย็นแล้ว ไม่งั้น อิ่มลูกยอค่ะ ไม่ต้องทานอะไรเลยไปมื้อนึงเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ อย่างน้อยก็ทำให้ชื่นใจมากๆค่ะ
ฟังข่าวตอนนี้ รตม.ท่องเที่ยวคนใหม่ได้ประกาศนโยบายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวไทยให้เข้าสู่ระดับ World Class และจะไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะหันมาเน้นด้านรายได้แทน ทำให้ผู้อยู่ในวงการต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามๆ ว่ากันว่ามาถูกทางแล้วค่ะ
สำหรับนโยบายที่มุ่งจะเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นนั้น นับว่าดีจริงค่ะ
เพราะประเทศไทยมิใช่แหล่งท่องเที่ยวของคนรวย เป็นนักท่องเที่ยวปานกลางค่ะ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น อ่านตามสถิติของการท่องเที่ยวนะคะ จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าเปรียบเทียบกับมาเลเซียทั้งๆ รายได้ต่อหัวเรามากกว่า ทั้งที่มาเลเซียมีนักท่องเที่ยวมากกว่าไทย
นั่นก็เพราะว่านักท่องเที่ยวที่ไปมาเลเซียส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นการเดินทางแบบวันเดียวกลับ หรือบ้างก็ขับรถไปกินข้าวเย็นแล้วกลับ ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อหัวของมาเลเซียต่ำ ซึ่งก็เป็นธรรมดาค่ะ
อยากให้มีการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาด้วยนะคะ
เช่น ให้เด็กไทยทุกคนได้เที่ยวอยุธยา สุพรรณ นครปฐม เป็นต้นเพื่อเป็นทัศนศึกษาค่ะ อาจจะเป็นทุกวันศุกร์ สำหรับนักเรียนมัธยม ส่วนเด้กประถม ก็ให้เที่ยวภายในกรุงเทพฯ ซึ่งรู้สึกจะมีจัดกันอยู่แล้วค่ะ
ข้อด้อยของเราตอนนี้ คือระบบโลจิสติคส์ที่ดีสำหรับผู้ท่องเที่ยวอิสระ ระบบขนส่งมวลชนของเรายังไม่ได้มาตรฐานโลก และไม่มีการเชื่อมต่อสถานีระหว่างการคมนาคมรูปแบบต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ รถเมล์ เรือบิน จึงทำให้เป็นอุปสรรคอยู่พอควรต่ะ
เมื่อ ส. 08 มี.ค. 2551 @ 13:43
568747 [ลบ]
เมื่อ อ. 11 มี.ค. 2551 @ 00:33
571400 [ลบ]
สวัสดีค่ะอาจารย์ นายประจักษ์
อาจารย์ชมเกินไปค่ะ เขินจัง ไม่ดีอะไรขนาดนั้นค่ะ มีความรู้อยู่บ้างก็นำมาแบ่งปันกัน ถ้าไม่ทราบก็ค้นคว้ามาให้ค่ะ
เพราะมีหลายๆคนเข้าใจว่า เป็นนักศึกษาอีเมลมาถามอะไรอยู่บ้าง เลยมีอะไรก็เล่าไปเลย เผื่อเขาจะนำไปใช้ประโยขน์ได้ค่ะ
มีข่าวเรื่องท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครค่ะ
ตอนนี้บุกหนัก นำแคมเปญการท่องเที่ยว เสน่ห์บางกอก “Saneh Bangkok” อวดโฉมให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวชาวยุโรป ในงาน International Tourismus Borse (ITB 2008) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 มี.ค. 51 เวลา 10.00 -18.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้ากรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีค่ะ
เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เสน่ห์บางกอก หรือเสน่ห์กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ทั้ง 5 ด้าน
ประกอบด้วย เสน่ห์ด้านวัฒนธรรม... เสน่ห์การท่องเที่ยวแม่น้ำลำคลอง... เสน่ห์อาหารไทย.... เสน่ห์การจับจ่าย... และเสน่ห์งามยามราตรี ให้เป็นที่รู้จักของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
สำหรับงาน International Tourismus Borse (ITB 2008) เป็นงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในระดับโลก เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ เข้าร่วมงานในฐานะ Exhibitor หรือ Seller
โดยจัดหาพื้นที่เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สินค้าทางการท่องเที่ยวของตนเองต่อสื่อมวลชนด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว และนักท่องเที่ยวจากท่องเที่ยว โดยการจัดงานในระหว่างวันที่ 5-7 มี.ค. 51 เปิดสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว วันที่ 8-9 มี.ค. 51
เปิดสำหรับผู้ซื้อและประชาชนทั่วไป การจัดงานในปีนี้ 2008 นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 โดยในแต่ละปีมีประเทศต่างเข้าร่วมงานกว่า 150 ประเทศ
สำหรับการจัดงานในปีนี้มีจะมีกิจกรรมด้านการส่งเสริมการการขายทางการท่องเที่ยว กิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมทางวิชาการ โดยเฉพาะความคืบหน้าทางเทคโนโลยีในการดำเนินกลยุทธ์การตลาดท่องเที่ยวที่สำคัญค่ะ
เมื่อ อ. 11 มี.ค. 2551 @ 01:03
571415 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณพี่Sasinandaที่เคารพรัก
ด้วยความเคารพรักและนับถือ
หนูหมูอ้วนเองค่ะ
เมื่อ อ. 11 มี.ค. 2551 @ 12:46
571709 [ลบ]
สวัสดีครับ
รูปสวยมากครับและได้รับความรู้มากเลยทีเดียว
เมื่อ พ. 12 มี.ค. 2551 @ 01:09
572427 [ลบ]
คุณ J. Maglinคะ
ความเห็นของคุณมีประโยชน์มากค่ะ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งเลยค่ะ เรื่องของจริยธรรม และความรู้ต่างๆรวมถึงวิธีการในการประชาสัมพันธ์ประเทศ
ซึ่งรู้สึกว่าทางการท่องเที่ยวฯจะมีเปิดอบรมมัคคุเทศน์ท้องถิ่นขึ้น และให้ประกาศนียบัตรรับรองด้วย สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ หาละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. ส่วนการขึ้นทะเบียนมัคคุเทศน์ ต้องติดต่อที่ กองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ โทร. 0 250 5500 ต่อ 2431 ค่ะ
เมื่อ พ. 12 มี.ค. 2551 @ 01:29
572434 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณพี่Sasinandaที่เคารพรัก
ขอบพระคุณมากค่ะ
ด้วยความเคารพรักและนับถือ
หนูหมูอ้วนเองค่ะ
เมื่อ พ. 12 มี.ค. 2551 @ 09:02
572601 [ลบ]
สวัสดีและขอต้อนรับคุณ วัชรา ทองหยอด ค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักและขอให้เข้ามาอ่านบ่อยๆนะคะ
มีข่าวของประเทศอื่น ในช่วงเงินบาทแข็งค่ะ.....
การท่องเที่ยวฮ่องกงเผยยอดนักท่องเที่ยวประจำเดือนมกราคม ปี 2551 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,518,566 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่ผ่านมาถึง 16.2% ส่วนนักท่องเที่ยวไทยรับค่าเงินบาทแข็งแห่เยือนฮ่องกงเพิ่มขึ้นอีก 9.4%
ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าฮ่องกงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ไม่ได้มาจากจีนแผ่นดินใหญ่สูงขึ้นถึง 12.6% อาทิ ตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างเกาหลีใต้ (28.2%) และตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย (+44.2%) และตะวันออกกลาง (+22.9%) ในขณะที่ยอดนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญหลักของฮ่องกง มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูง 19.1% ด้วยจำนวน 1,441,667 คน
จากตัวเลขนักท่องเที่ยวในเดือนมกราคม ปี 2551 มีนักท่องเที่ยวที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ คิดเป็น 57.2% และนักท่องเที่ยวที่มาจากภูมิภาคอื่นๆ คิดเป็นมากกว่า 40% ดังนี้
ตลาดภูมิภาค
สัดส่วน (%)
จีนแผ่นดินใหญ่
57.2%
มาเก๊า
2.0%
ภูมิภาคอื่นๆ
เอเชียเหนือ
8.7%
เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้
8.1%
ไต้หวัน
7.5%
ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง
7.5%
อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
6.1%
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแปซิฟิคใต้
2.9%
รวม
100%
ยอดนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พักค้างคืนในฮ่องกง ประจำเดือนมกราคม 2008
ในเดือนมกราคม ปี 2551 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในฮ่องกง 59.5% ต่ำกว่าเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา 2.3% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พักค้างคืนในฮ่องกง โดยเดินทางกลับหรือแวะพักเปลี่ยนเส้นทาง คิดเป็น 40.5% โดยนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันเป็นกลุ่มที่ไม่ได้พักค้างคืนสูงสุด คิดเป็น 65.9% โดยแวะเปลี่ยนเส้นทางระหว่างทางไป-กลับจีนแผ่นดินใหญ่
อัตราการเข้าพักโรงแรมของเดือนมกราคม 2551
ส่วนอัตราการเข้าพักโรงแรมในฮ่องกงในเดือนมกราคมปีนี้ คิดเป็น 87% เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา 2% โดยโรงแรมในย่านเยามะไต๋/มงก๊ก มียอดผู้เข้าพักสูงสุดคิดเป็น 91% ของอัตราการเข้าพักทั้งหมด ราคาห้องพักโดยเฉลี่ยของโรงแรมในฮ่องกงอยู่ที่ 1,245 เหรียญฮ่องกง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา 5.7%
เมื่อ จ. 07 เม.ย. 2551 @ 21:25
601084 [ลบ]
ปี 2551 นี้ จะมีคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เพราะมีปัจจัยต่างๆเกื้อหนุน โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นค่ะ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ว่าจะมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ 4.1 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 จากปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ช่วยเกื้อหนุน
1. โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
2.การขยายการให้บริการในเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบินต้นทุนต่ำ
3.และการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศจากบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศที่ต่างมุ่งขยายฐานตลาดลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับกลาง
การใช้จ่ายในต่างประเทศของนักท่องเที่ยวคนไทยในปี 2551 มีแนวโน้มก่อให้เกิดเงินไหลออกนอกประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 125,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 จากปี 2550
เม็ดเงินส่วนใหญ่ คือ ประมาณร้อยละ 32.8 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 41,000 ล้านบาทเป็นค่าที่พัก
รองลงมาคือ ร้อยละ 30.4 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 38,000 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในต่างประเทศ
โดยค่าใช้จ่ายที่ซื้อสินค้าในต่างประเทศส่วนใหญ่คือ เกือบร้อยละ 80 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาทเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออก รองลงมาคือ ร้อยละ 13 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในกลุ่มประเทศแถบยุโรป
แหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ในเอเชียตะวันออกยังคงได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวคนไทย โดยมีลาว เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เป็นปลายทางท่องเที่ยวที่มีคนไทยเดินทางไปเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวระยะไกลในยุโรปและอเมริกาเหนือได้รับความนิยมลดลง คงมีเฉพาะตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ยังคงนิยมเดินทางไปเที่ยวเป็นประจำ
เมื่อ จ. 07 เม.ย. 2551 @ 21:40
601100 [ลบ]
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
เมื่อ จ. 07 เม.ย. 2551 @ 22:01
601120 [ลบ]
สวัสดีค่ะ อาจารย์ คนไม่มีราก
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมนะคะ และปลื้มใจมากๆจากน้ำคำที่ไพเราะ ให้กำลังใจ หายร้อนเลยค่ะ
วันนี้ กลางวัน ไม่ค่อยมีแดด แวะไปเดินเล่นที่สวนเบญจสิริค่ะ ใกล้ๆบ้าน มีคนมาเดินเล่นกันพอควร ส่วนใหญ่มาทั้งครอบครัวค่ะ มาออกกำลังกายก็มี นำภาพมาฝากให้คลายร้อนนะคะ
เมื่อ อ. 22 เม.ย. 2551 @ 22:07
619494 [ลบ]
ข่าวจากศูนย์วิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
21 เม.ย.2551....
จากกระแสความนิยมเที่ยวต่างประเทศที่ได้หวนกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับในหมู่คนไทย โดยในปี 2550 มีคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 3.85 ล้านคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.5 จากปี 2549 ที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 10.8 ทั้งนี้โดยได้แรงเกื้อหนุนสำคัญจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง