เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคมนี้ ดิฉันนอนอ่านหนังสือพร้อมเปิดเพลงฟังเบาๆจากวิทยุ ที่จัดเพลงฮิตจาก London Symphony Orchestra มีเพลงที่ชื่นชอบอยู่หลายเพลง เช่น Stairway to Heaven ,II. Sunday Morning เป็นต้น
พลันก็นึกขึ้นมาถึง เรื่องของความนิยมของพ่อแม่ปัจจุบันที่ มักเปิดเพลงคลาสสิคให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง (เอาสายที่ถ่ายทอดเสียงเพลงไปแปะไว้ที่ท้องดังที่มีขายกัน) หรือในช่วงแบเบาะจนโตเข้าอนุบาล หวังว่าจะให้มีพัฒนาการที่เร็วขึ้นกว่าธรรมดา และมีอารมณ์ดีโดยเฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไป โดยอ้างอิงจาก Mozart Effects ของ Dr. Alfred A. Tomatis แพทย์ทางหู คอ จมูก ซึ่งเขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องของการออกเสียง และการได้ยินเป็นต้น
ในปี 2001 องค์การ College Board เคยรายงานว่า นักเรียนที่เล่นดนตรีเป็น และบางคนก็เก่งด้วย สอบได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์สูงกว่าพวกที่ไม่มีพื้นฐานดนตรี ประมาณ 41 แต้ม ในส่วนที่เป็นคณิตศาสตร์ของการสอบ Sat
(คะแนน Sat เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และโครงการนานาชาติของไทยThe SAT Reasoning Test is a standardized test forcollege admissions in the United States)
แต่ บางคนก็ค้านว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพ่อแม่ที่สนใจให้ลูกเรียนดนตรี มักเป็นผู้ที่สนใจสนับสนุนผลักดันลูกอยู่แล้วในเรื่องวิชาการด้านอื่นๆ ดังนั้น การสอบคณิตศาสตร์ได้ดีจึงไม่ใช่เป็นเพราะเรียนดนตรีหรอก
นอกจากนี้พวกที่มีพื้นฐานดนตรีเหล่านี้ ก็ยังสอบวิชาอื่นๆ ในส่วนที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ได้ดีอีกด้วยเช่นกัน ดังนั้น ดนตรีจึงไม่น่าจะใช่สาเหตุแต่อย่างใด
เมื่อ August 1, 2004 ในการแข่งขัน Siemens Westinghouse Competition ในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ผู้เข้ารอบสุดท้าย 3 ใน 4 เป็นนักดนตรี "อัจฉริยะ" (Gifted Musicians)
For the past 70 years the annual Siemens Westinghouse Competition in math, science, and technology has showcased the talents of the brightest high school students in the U.S.
มีข่าวเพิ่มเติมจาก HighBeam Research เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า.....
This year, however, organizers of the contest took note of a striking fact: No fewer than 60 percent of the 70 finalists were highly proficient on one or more musical instruments.
มีการเล่าขานกันว่า...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เล่นไวโอลินได้เก่งมาก แต่ไม่แน่เสมอไป เพราะนักดนตรีเก่งๆ จำนวนมาก ก็ไม่เก่งในเรื่องคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เลย
แต่ อีกด้านหนึ่ง ก็มีบทความที่ได้ ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Psychological Science เดือนสิงหาคม 2004 ระบุว่า
New Research Provides the First Solid Evidence that the Study of Music Promotes Intellectual Development
เขามีการแบ่งเด็ก 144 คนอายุ 6 ขวบ เป็น 4 กลุ่ม เพื่อจะดูการพัฒนาทางสมองและทางการเข้าสังคมคือ กลุ่มที่ใช้เครื่องดนตรีจำพวกคีย์บอร์ด จำพวกใช้เสียงร้อง จำพวก ศิลปะการแสดง และพวกที่ไม่ได้ทำอะไรเลย สรุปว่า จำพวกที่อยู่ในMusic Group ได้ IQสูงกว่าพวกอื่น
The participating children were given IQ tests before and after the lessons. The results of this study revealed that increases in IQ from pre- to post-test were larger in the music groups than in the two others.
ถึงแม้จะมีผลงานวิจัยนี้ออกมา แต่ก็ยังไม่ได้ฟันธงว่า ว่าดนตรีทำให้คนเรียนคณิตศาสตร์เก่งขึ้นหรือฉลาดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความเชื่อว่าดนตรี คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มีความผูกพันสัมพันธ์กันก็มิได้หายไป ผู้คนยังปักใจเชื่อว่าดนตรีกับคณิตศาสตร์สัมพันธ์กันมากกว่า ดนตรีกับวิทยาศาสตร์
การสอนเด็กๆ เรื่อง ระดับเสียง pitch เป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญในการเรียนดนตรีเช่นเดียวกับเรื่องของจังหวะ ซึ่งนักดนตรีศึกษาต่าง ๆ พยายามคิดหาวิธีการสอน เรื่องระดับเสียงใ ห้เด็กสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด
เด็กบางคนจะเรียนรู้ได้ไวมาก เหมือนมีพื้นฐานอยู่ในตัวแล้ว แต่เด็กบางคนจะต้องใช้เวลาฝึกนานหน่อย ทุกๆ หลักสูตรต่างมุ่งเน้นให้นักเรียนมีโสตประสาทที่ดี มีการความสามารถในการได้ยินภายใน (inner hearing)
ซึ่งเป็นความสามารถขั้นสูงของนักดนตรี ที่เพียงแค่ตามองเห็นตัวโน้ตดนตรีก็สามารถได้ยินเสียงของโน้ตนั้นบรรเลงอยู่ภายในสมองอย่างถูกต้องตามระดับเสียง จังหวะ รวมถึงการประสานเสียงต่าง ๆ ครบถ้วน


เมนูของ sasinanda














เมื่อ พฤ. 17 ก.ค. 2551 @ 14:09
745953 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณ ศิริวรรณ
อ่านเพลินดีจังค่ะ ที่คุณcommentมา
สรุปว่า ที่คุณเก่งคณิตศาสตร์เพราะคุณปู่กับคุณพ่อค่ะ
เห็นเมโลเดียนแล้วก็อยากเล่นเป็นที่สุด แต่เครื่องดนตรีของโรงเรียนมีไม่พอ ขอโทษ ไม่อดเล่น เพราะพ่อหาซื้อมาให้เข้าร่วมวงของโรงเรียนจนได้ เล่นด้วยโนตตัวเลข ไม่เก่ง แต่ชอบ ต่อมาก็ร้องเพลง เสียงไม่แจ๋ว แต่ใจรัก ร้องจนเข้ามหาวิทยาลัยก็ร้องในวงของมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ ทำงานแล้ว ก็ยังร้องเพลงเป็นครั้งคราว แต่ที่สุดของที่สุด คือชอบฟังเพลงสากล/เพลงคลาสสิก นี่คือ เรื่องดนตรีในชีวิตดิฉัน
เห็นไหมคะ มีความเกี่ยวเนื่องจริงๆด้วย
เด็กจะเก่ง ไม่เก่ง ครอบครัว สำคัญมากๆค่ะ
เมื่อ พฤ. 17 ก.ค. 2551 @ 14:14
745966 [ลบ]
เมื่อ พฤ. 17 ก.ค. 2551 @ 17:20
746185 [ลบ]
สวัสดีค่ะอาจารย์ นายประจักษ์

ขอบคุณที่เข้ามาอวยพร เนื่องในโอกาสเข้าพรรษานะคะ
เลยเข้าไปศึกษา ข้อมูลมาเพิ่มขึ้นค่ะ
"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน
โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ
แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย
พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด
ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย
บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน
และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา
เมื่อ อา. 21 ก.ย. 2551 @ 20:38
836388 [ลบ]
เรายังต้องการดนตรีเพื่อความสุนทรีย์และความสุขในชีวิตไม่น้อยกว่า เช่นกัน ใช่ไหมคะ
*********** *********** ***********
พี่คะ น้องเองก็ฟังดนตรีเพื่อความสุนทรีย์เท่านั้นในตอนแรก ๆ
ต่อมาเริ่มอยากหัดเรียน จึงลองเรียน ไวโอลิน
จำได้ขึ้นใจเรื่องหนึ่งว่า ตอนนั้นขัดใจตัวเองมากที่หาวิธี อ่านตัวโน้ต หรือ เทคนิคอ่านโน้ตดนตรีให้ง่าย ๆ ไม่ได้
ลูกของเราค่ะ เขาอายุประมาณหก-เจ็ด ขวบค่ะ ตอนที่น้องเริ่มเรียน
เขาหยิบกระดาษมาแล้วขีดเส้นแนวนอนให้ดูห้าเส้น
ชี้ให้แม่ดูว่า โด ใต้เส้นแรก, เร ชิดเส้นแรก,มี ทับเส้นแรก ...
"แม่สังเกตมั้ยว่า โน้ตเพลงมันไต่ขึ้นไปตามลำดับตามเส้น" !!!
แม่ เข้าใจทันทีค่ะ
ลืมบอกไปว่า ในตอนนั้น ลูกยังไม่เรียนดนตรีเลยสักชิ้น แต่เรามักอยู่ใกล้กัน ทำอะไรด้วยกันบ่อย ๆ
เขายังบอกออกมาอีกประโยคหนึ่งว่า จริง ๆ แล้วดูเหมือนว่า โน้ตดนตรีนี่ก็เป็น science ชนิดหนึ่งนะแม่
(ตรงนี้เป็นเครดิตของคุณพ่อเขาค่ะ พ่อเขามักพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษ และอธิบายลูกด้วยเหตุและผล สอนวิทยาศาสตร์ไปในตัวน่ะค่ะ)
แต่ลูกยังเด็กอยู่มาก ๆ และช่วงหลังเขาเลือกของเขาเองว่าเขาสนใจการเขียนโปรแกรมคอมพ์ มากกว่า จึงไม่ได้เสริมเติมเรื่องดนตรีเขาต่อ
แต่เขาเล่นคอร์ดของ คีย์บอร์ด ได้เอง(เคยเรียนพักหนึ่ง)
เริ่มยาวคงต้องขอไปจดไว้เป็นบันทึกถึงลูกบ้าง นะคะ บันทึกพี่ศศินี่ อ่านแล้วจุดประกายน้องได้ทุกเรื่อง ค่ะ;P
เมื่อ ศ. 05 ธ.ค. 2551 @ 21:27
985107 [ลบ]
158. ภูสุภา
ขอบคุณๆหมอ ที่แวะเข้ามาค่ะ
พี่เองเมื่อได้อ่านบันทึกที่แสดงถึง ความรัก ความผูกพันระหว่างคุณหมอกับลูกชายแล้ว พี่ประทับใจมากๆค่ะ
โดยส่วนตัว พี่เชื่อว่า ดนตรี มีความสัมพันธ์กับคณิตศาสตร์ เป็นอย่างมาก
แต่พี่เอง ก็ต้องการดนตรีเพื่อความสุนทรีย์และความสุขในชีวิตค่ะ
ความเป็นมา ของดนตรี น่าจะเริ่ม จากเสียงของธรรมชาตินะ คะ เช่น เสียงนกร้อง เสียงน้ำตก เสียงร้อง ของสัตว์ต่างๆ ที่ร้องเพื่อการสื่อสารกัน และจากนี้ ก็พัฒนาขึ้น เป็นท่วงทำนองต่างๆ ตามจินตนาการของศิลปินแต่ละภูมิิภาค
เท่าที่เคยอ่านมา ที่อินเดีย มีการค้นพบว่า ประมาณ 4พันกว่าปีมาแล้ว มีการเขียนท่วงทำนองเพลง จารึกไว้ค่ะ
การเลือกโรงเรียน เลือกครู ดูจะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะคะ
ครูที่ดี ที่สอนเป็น จะเป็นกุญแจ ที่จะพาเด็กไปสู่การเรียนรู้ที่ดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นฐานการเรียน คณิตศาสตร์ ขอให้เด็กเข้าใจ ในหลักของคณิตศาสตร์ก่อน ยังไม่ต้องเก่ง ยังไม่ใช่ถึงกับ mastering math
ในอนาคต เด็กๆจะต้องมีความสามารถ ทางคณิตศาสตร์ เด็กจึงจะสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ในโลก ของ high tech world
เด็กที่ไม่มีพื้นฐานที่ดีพอ จะกลายเป็นล้าหลัง
Preschool music activities จึงเป็นสิ่งจำเป็น จะเป็นโรงเรียนอะไรก็ได้ แต่หลักสูตรต้องดี ครูต้องสอนเป็น
นั่นคือการสอน math ผ่านดนตรีนั่นเอง
การที่ต้องสนับสนุน ให้เด็กเล่นดนตรีเป็น จะช่วยมากในการพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ค่ะ
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 13:31
1045946 [ลบ]
เมื่อ ส. 12 เม.ย. 2551 @ 13:23
606828 [ลบ]
ผม ตอนนี้มาเรียนต่อโทที่อเมริกาในสาขาคอมพิวเตอร์ดนตรีครับ (คือต้องเขียนโปรแกรมและสร้างเครื่องดนตรี electronic เพื่อใช้ในงานดนตรี) เป็น interdisciplinary
เท่าที่ผมสังเกตุเห็น ไม่เคยมีนักดนตรีเก่งๆ(performer or composer) คนใหนที่เป็นคนที่เก่งคณิตศาสตร์จริงๆเลยครับ โดยเฉพาะนักเล่นดนตรี (performer) เก่งๆส่วนใหญ่เป็นพวก Mathematic and Scientific Ignorant ด้วยซำ้ สาเหตุก็เพราะนักดนตรีเก่งๆพวกนี้ต้องซ้อมดนตรีจนไม่ได้ทำอย่างอื่น
ส่วน คนที่ใช้สมการคณิตศาสตร์มาแต่งเพลง (algorithmic composition) ก็ไม่ได้ใช้หลักการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน (เพราะมันไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อน)
ความสัมพันธ์ด้านดนตรีกับ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ก็คือเรื่องการศึกษาเรื่อง acoustic, scale, tuning system, digital audio processing ซึ่งนักดนตรีเก่งๆส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรือสนในเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ นักดนตรีเก่งๆเช่น Leonard Bernstein, Joseph Schillinger เขียนหนังสือด้านดนตรีออกมาแสดงถึงความไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ และเป็นวิทยาศาสตร์ปลอม เช่น ผลงานเขียนของ Schillinger "Mathematical Basis of The Arts"
สรุปคือความสามารถทางดนตรีก็ต้องแบ่งอีกว่าเป็นใน แง่การประพันธ์เพลงหรือการเล่นดนตรี และเป็นความสามารถคนละด้านกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และด้านภาษา
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 13:33
1045952 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณ Nate
ขอโทษมากๆที่ตอบช้า พอดีไม่อยู่น่ะค่ะ
ในประเด็นที่คุณบอกว่า....ไม่เคยมีนักดนตรีเก่งๆ(performer or composer) คนใหนที่เป็นคนที่เก่งคณิตศาสตร์จริงๆเลยครับ/และ ความ สามารถทางดนตรีก็ต้องแบ่งอีกว่าเป็นในแง่การประพันธ์เพลงหรือการเล่นดนตรี และเป็นความสามารถคนละด้านกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และด้านภาษา
ก็คงจะเป็นจริงอยู่บ้าง ตามที่คุณบอกค่ะ แต่ในบันทึกนี้ เน้นตรงที่ว่า ดนตรีน่าจะมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจกับวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้น
คนที่ฟังดนตรี หรือเล่นดนตรี มักจะมีผลสัมฤทธิ์ทางศึกษาดีกว่านักเรียนที่ไม่ได้ฟังดนตรีเลยค่ะ
มีความเชื่อกันว่า โน้ตดนตรีที่ซับซ้อน ก็จะสามารถกระตุ้นความคิดทางคณิตศาสตร์ได้
เนื่องจากสามารถเข้าถึงสมองส่วนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคิดเชิงคณิตศาสตร์โดยตรง โดยเฉพาะดนตรีของ Mozart ค่ะ
ที่ Windhill Primary School ใน Southern Yorkshire ของอังกฤษ ก็ได้จัดให้มีโปรแกรมทดลอง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการฟังดนตรีและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนัก เรียน
ดนตรีที่ใช้ในการทดลองไม่ใช่มี เพียงแค่งานของ Mozart เท่านั้น งานของ Chopin Brahms Beetheven หรือแม้กระทั่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ Mission Impossible ได้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ด้วย
แต่ก็มีรายงานว่า ดนตรีของ Mozart จะเหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์มากที่สุด
นั่นคือการทดลอง การทดสอบ การวิจัย ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นการรับประกันว่า คนฟังและเล่นดนตรี จะต้องเรียนคณิตศาสตร์เก่งมากเสมอไป เพียงแต่ มึความเข้าใจและอยากจะเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น จนถึงเรียนได้ดี
คนที่เล่นดนตรีเก่ง แต่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ก็มีค่ะ หรือเรียนคณิตศาสตร์พอผ่าน ไม่ถึงกับเก่ง ซึ่งก็จะเกี่ยวกับปัจจัยมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ใจไม่ชอบเลย หรือ ผู้สอนไม่เข้าใจวิธีสอน ให้นักเรียนเข้าใจ นักเรียนก็เลยเบื่อค่ะ
พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งๆ เพราะจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อไป ในการเรียนรู้ของเด็กๆค่ะ
คณิตศาสตร์อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนจริงๆ ดังนั้น ให้เด็กเข้าใจและชอบไว้ ดีกว่าไม่ชอบวิชานี้ค่ะ และ คนจำนวนมาก ก็เชื่อกันว่า ดนตรีช่วยได้ เลยอยากให้ลูกเรียนดนตรี แต่ก็ไม่ได้มุ่งหวังว่า ลูกจะต้องเก่งดนตรีมากๆเลยค่ะ ไม่ว่าในด้านการประพันธ์เพลงหรือเล่นดนตรี
มีข่าวจากวารสาร New Scientist ว่า มีการคิดค้น เครื่องช่วยจอดรถ “Vehicle Parking Assistant”
เครื่องช่วยจอดรถนี้เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ค่ะ
โดย การทำงานของเครื่องช่วยจอดรถ ใช้เทคนิคที่เรียกว่า multilateration เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้รอบ ๆ คันรถมาประกอบเข้าด้วยกัน
จะมีสัญญาณ ที่ถูกสะท้อนกลับโดยสิ่งกีดขวางที่อยู่ในระยะที่กำหนด และเวลาที่สัญญาณใช้ในการสะท้อนกลับนั้นขึ้นอยู่กับระยะห่างระยะหว่างสิ่ง กีดขวางกับตัวเซ็นเซอร์
ค่าที่ได้นี้จะนำไปสู่ระบบ สมการอเชิงเส้น 16 สมการซึ่งเกี่ยวข้องกับพิกัดจุดของตัวเซ็นเซอร์ (ตำแหน่งของตัวเซ็นเซอร์ที่เราติดตั้ง) และตำแหน่งพิกัดจุดของสิ่งกีดขวางซึ่งเป็นตัวไม่ทราบค่า
การแก้สมการทั้ง 16 สมการประกอบกับการแก้ปัญหาทางเรขาคณิต และภาพที่ได้จากกล้องถ่ายภาพที่ติดตั้งกับตัวรถ ให้ภาพตำแหน่งของที่จอดรถที่เหมาะสม เครื่องช่วยจอดรถนี้ได้ถูกนำมาทดลองกับรถยนต์แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าจะได้นำออกมาใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
อีกเรื่องนี้ ใหม่สุด คือคณิตศาสตร์ช่วยคำนวณเรื่องการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกค่ะ
Maths and climate change: the melting Arctic
ประเด็นคือ คณิตศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามาก ดังนั้น ถ้าจะมีวิธีใดที่ทำให้เด็กสนใจคณิตศาสตร์ ก็คงต้องส่งเสริม แม้จะทราบว่า อาจไม่ได้ผล 100% ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะดนตรีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์เช่นกัน
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 13:50
1045983 [ลบ]
เมื่อ อ. 11 มี.ค. 2551 @ 11:09
571643 [ลบ]
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 13:52
1045987 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณขจิต ฝอยทอง
นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว เพราะได้ข่าวว่าคุณขจิตฯ ก็ชอบดนตรีมากเช่นกัน อาจจะมาให้ความเห็นได้ค่ะ
ที่บอกว่าไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่ชอบดนตรี นั้น จริงๆแล้ว น่าจะเป็นว่า คุณขจิตฯไม่พบครูที่สอนเก่งๆ ที่จะสอนให้เราเข้าใจมากกว่านะคะ เพราะวิชาคณิตศาสตร์จะดูไม่ง่ายนัก ถ้าไม่เข้าใจค่ะ