ได้อ่านข่าว เอแบคโพลล์:
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. : ใครเลือกใคร
แถลงข่าวโดย ดร.นพดล กรรณิกา
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เมื่อ 26 กันยายน 2551 ซึ๋งใครจะได้รับเลือกยังไม่ทราบ
แต่ในฐานะที่เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ก็อยากจะบันทึก
เรื่อง กรุงเทพฯในความฝันไว้ก่อน
สมัยเมื่อดิฉันยังเด็ก กรุงเทพฯมีความน่าอยู่
มากกว่าเดี๋ยวนี้หลายเท่า รถราไม่แน่นขนัด เวลาเดินตามถนน
ก็ไม่อบอวลไปด้วยควันท่อไอเสีย เวลานั่งเรือลัดเลาะไปตามคลอง
น้ำในคลอง ก็ไม่เหม็น และเน่าเสีย เช่นในปัจจุบันนี้
กรุงเทพฯ
เมืองแห่งความเจริญ
ที่มาพร้อมกับความเสื่อมโทรม
กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ
การศึกษา อุตสาหกรรม การเมือง
และการบริการต่างๆ เป็นที่แสวงโชคของชาวชนบทหลายๆคน
แต่ก็เป็นทั้งสวรรค์และเป็นที่น่ารังเกียจของคนอีกมากมายเช่นกัน
ที่ผ่านมา หน่วยงานกรุงเทพมหานคร
ได้พยายามทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่
โดยมีการปรับปรุงในด้านต่างๆมากมาย และล่าสุด ก็ประสบความสำเร็จ
ในระดับหนึ่ง ที่
ทราเวล แอนด์
เลเชอร์
นิตยสารการท่องเที่ยวชื่อดังจากอเมริกา
เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นทางออนไลน์
ระบุว่า...
กรุงเทพมหานคร (กทม.)
ได้รับเลือกเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้
คนไทยทุกคน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ
ก็คงดีใจกับข่าวนี้ แต่สิ่งที่ประชาชน โดยเฉพาะดิฉัน
อยากได้มากกว่า .......
คือ นอกจากเราอยากปัญหาของความคับคั่งของจราจร ได้บรรเทา
เบาบางลงบ้าง
เราก็ยังอยากจะเห็นการสร้างพื้นที่สีเขียว ให้กระจายไปทั่วเมือง
มากกว่าที่เป็นอยู่
อยากเห็นกรุงเทพฯ เขียวชอุ่ม ร่มรื่นด้วยต้นไม้ค่ะ
ซึ่งผลที่ได้อันดับแรกเลย คืออากาศที่สดชื่น บริสุทธิ์ขึ้น
แม้จะดีไม่เท่าต่างจังหวัด ที่คนไม่หนาแน่น
ก็ยังดีกว่าที่จะไม่มีช่องว่างสำหรับอากาศดีๆเสียเลย ซึ่งในขณะนี้
แม้ตามทางเท้า เกาะกลางถนน
จะมีสวนริมทางอยู่บ้างแล้ว ก็ยังน้อยไป
ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีส่วนสาธารณะ ทั้งสิ้น 620 แห่ง
รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 4880 ไร่ แต่จะน่าอยู่มากกว่านี้ ถ้าเรามีสวนสาธารณะ ให้มากขึ้น
ให้ครบทุกเขต
เพราะประชาชนจะได้มาพักผ่อนออกกำลังกาย จัดกลุ่มดนตรีหรือศิลปะต่างๆ
ในยามว่าง และให้อยู่ในระยะที่ สามารถเดินหรือขี่จักรยานมาก็ได้
เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นความจำเป็น เป็นอาหารตา อาหารใจ
และเป็นความสุนทรีย์ ของชีวิต
ซึ่งจะส่งผลดีแก่สุขภาพโดยรวมของประชาชนเช่นกัน
ปัจจุบัน
รัฐบาลมีนโยบายสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างมาก
ดังนั้น ตามสวนต่างๆในกทม.จึงมีการจัดกิจกรรม เดิน วิ่งและแอโรบิค
เพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งรับการตรวจมวลกระดูก ตรวจสมรรถภาพร่างกาย
เพื่อเลือกการออกกำลังกายให้สมวัย ฟรี อยู่บ่อยๆ เช่น
ในวันสุดสัปดาห์ของเดือนกันยายนนี้ ก็จะมีกิจกรรมนี้
ที่สวนจตุจักรและสวนวชิรเบญจทัศ(
สวนรถไฟ)เป็นต้น
จริงๆแล้ว ในเรื่องของสวน ก็มีตั้งหลายแบบ เช่น
สวนพฤกษศาสตร์ สวนเกษตร สวนสมุนไพร สวนพันธุ์ไม้ไทย สวนสนุก
สวนไม้ดอก สวนน้ำ สวนกุหลาบ สวนกล้วยไม้ สวนศิลป สวนประติมากรรม
ลานธรรม ลานสมาธิ ลานออกกำลังกาย เป็นต้น
แต่ สวนบางประเภท
แม้เปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้ฟรี แต่ก็ไม่นับรวมไว้ในประเภทของสวนสาธารณะ
เช่น สวนพฤกษศาสตร์ (botanic gardens)
สวนรุกขชาติ (arboretums)
อุทยานสาธารณะ (public gardens)
สวนสนุก (amusement parks)
สวนสัตว์ (zoological gardens)
อุทยานแห่งชาติ (national parks)
และวนอุทยาน (forest parks)
รวมทั้งแหล่งสงวนพันธุ์สัตว์ป่า (wildlife sanctuary)
และเขตห้ามล่าสัตว์ป่ (non-hunting Areas)

ทั้งนี้
เนื่องจากสวนหรือสถานที่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เฉพาะและมีข้อจำกัดในการใช้งาน
มีการบริหารจัดการและแหล่งงบประมาณจัดสร้างแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังมี สวนหย่อม
ตามถนนหรือสวนสัตว์จำลองตามบาทวิถีต่างๆ
ในกรุงเทพมหานครในยุคปัจจุบันที่ไม่นับเป็นสวนสาธารณะ
แต่ถือเป็นเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง
ดังนั้น จึงยังจำเป็น
ต้องมีสวนสาธารณะอยู่ดี ซึ่งรูปแบบสวน
ก็น่าจะกลมกลืนไปกับความเป็นเมือง ที่เต็มไปด้วย ตึกรามบ้านช่อง
ที่เป็นป่าคอนกรีตเสียมากเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าจะปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ
ทำเป็นสวนป่า
ขนาดย่อมๆ ในเขตทุกเขตของกรุงเทพฯ ในจุดที่เหมาะสม
ก็น่าจะเป็นการเพิ่มปอด ลดมลพิษ ให้กรุงเทพฯเพิ่มขึ้นอีกได้
ดิฉันเห็นว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ ยังมีที่ว่างอีกมาก
ที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่ได้ ซึ่ง ถ้ามีการรณรงค์ ให้ประชาชน
หน่วยงานราชการ องค์กร บริษัทห้างร้านต่างๆ มาร่วมด้วย ช่วยกัน เช่น
ปลูกต้นไม้คนละ 1 ต้น ในชุมชน แล้วทำป้ายแขวนตั้งชื่อต้นไม้ของตนเอง
เป็นต้น
คนกรุงเทพฯก็จะได้รับอ็อกซิเจนมากขึ้น
แม้ยังไม่เห็นผลชัดเจนในวันนี้ แต่วันหน้า ลูกหลานของเรา
ก็จะได้รับผลดีนี้แน่นอน
ดิฉันหลับตา
ฝันเห็นกรุงเทพฯ ที่มีบรรยากาศที่ร่มรื่น สะอาด
สบายตา สบายใจ ผู้คนมีความสุข
มีความสุนทรีย์ในการดำรงชีวิตอยู่ มีสวนเขียวๆอยู่ทุกเขต
หรือเป็นร้อยแห่ง ถ้าเป็นจริงเมื่อไร กรุงเทพฯจะเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุดในโลก
สำหรับนักท่องเที่ยว
อย่างแท้จริง
เพราะที่นี่ จะมีทุกสิ่ง
ไม่เฉพาะแต่การเป็นแหล่งอาหารอันสมบูรณ์
เรื่องการบันเทิงอันเลื่องชื่อ ช้อปปิ้งราคาถูก
การบริการดีเยี่ยม
ผู้คนที่มีรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรีที่น่าประทับใจ
แต่กรุงเทพฯยังร่มรื่น
เขียวขจี สะอาดสะอ้าน มาแล้ว ก็อยากมาอีกเสียนี่กระไร
ชม Queen Sirikit Park -Bangkok ที่นี่ค่ะ
ชม Suan Luang Rama IX
Park ที่นี่ค่ะ
ชม Vachirabenjatat Family Park ---Train Park ที่นี่ค่ะ
ชม
Benjasiri Park ที่นี่ค่ะ
สวนเบญจกิติ ในกลางเมืองหลวง ติดกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่นี่ สวยงาม สะอาด ปลอดภัย เป็นที่นิยมในผู้คนละแวกนี้มาก อยากเห็นสวนแบบนี้ อีกมากๆในกรุเทพฯ
นอกจาก สวน จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทุกเพศทุกวัยแล้ว ยังเป็นที่จัดนิทรรศการ จัดกิจกรรมมากมาย ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี นอกห้องเรียน อีกด้วย
ที่เห็นนี้ คือการจัดนิทรรศการ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12ส.ค.2551 เป็นการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่อง สวนครัว
2. JJ เรียนท่านอาจารย์ SASINANDA
สวัสดีค่ะ อาจารย์ JJ
ขออนุญาตย่อภาพหน่อยนะคะ พอดี ล้นออกไปนอกกรอบค่ะ อิๆๆๆ
ภาพข้างบนเป็นรูปปั้นของสวนอะไรคะ ไม่ได้บอก อยากทราบค่ะ เป็นคนเป่าแคน คงอยู่ที่ขอนแก่น ใช่ไหมคะ
เป็นภาพ บึงแก่นนคร ที่ขอนแก่นครับ เราใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายกันครับ
สวนสาธารณะในกรุงเทพฯก็มีหลายแห่ง แล้วแต่จะสะดวกไปที่ไหน สวนหลวง ร. 9
เป็นสวนสาธารณะ และสวนพฤษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ทั้งหมด 500 ไร่ สร้างตอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2530
นอกจากนี้ อีกหลายแห่ง ได้แก่ สวนลุมพินี สวนจตุจักร สวนสราญรมย์ สวนธนบุรีรมย์ สวนรมณียนาถ สวนเบญจกิติและอุทยานเบญจสิริ ซึ่งมีสนามหญ้า และต้นไม้ร่มรื่น เปิดให้ประชาชนเข้าพักผ่อนหย่อนใจได้ตั้งแต่เวลา 05.00-21.00 น. ทุกวัน
นอกจากนี้ ก็มีอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จเจ้าพระยา ซอย 3 เขตคลองสาน จัดเป็นสวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ ในบริเวณชุมชนวัดอนงคารามซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
ภายในมีอาคารพิพิธภัณฑ์ 2 หลัง จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประวัติชุมชนวัดอนงคาราม พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่า อุทยานฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.
แต่ก็ยังไม่เพียงพอ คนส่วนใหญ่อยากเห็น ให้มีการสร้างสวนสวรรค์ให้กรุงเทพฯ ในรูปแบบต่างๆกัน เช่นที่กล่าว ในบันทึกข้างบน
อีกไม่กี่ปี ไม่นานเกินรอ ก็จะฉลองกรุงเทพฯครบ 250 ปีแล้ว อาจจะต้องเริ่มออกแบบ วางภูมิทัศน์แล้วค่ะ
ที่นี่คือ สวนสัตว์ดุสิต ที่เก่าแก่ที่สุด แต่ยังคงเป็นสวนสัตว์ ยอดนิยม ของเด็กๆ
สวนสัตว์ดุสิตเป็นสวนสัตว์เปิดที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งภายในสวนสัตว์ประกอบไปด้วยสัตว์ป่า นานาชนิด จำนวนสัตว์ทั้งหมดรวม 1,343 ตัวแบ่งออกเป็น
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รวมวัฒนธรรมของทุกๆ แหล่งเอาไว้ด้วยกัน ตอนนี้ก็มีรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติแล้วค่ะ และอาจมีที่อื่นๆอีก เช่นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และที่ใหม่ล่าสุดคือหอศิลป์ฯ กทม
ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และประธานกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร
กล่าวว่า งานนี้เป็นงานใหญ่เพื่อเปิดตัวหอศิลป์ฯ กทม. และอยากให้คนกทม.รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ อยากให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนกรุง ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้จักงานศิลปะทุกแขนง แต่มาดูให้สนุก ศิลปะไม่สายเกินไปสำหรับทุกคน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงาน ”รอยยิ้มสยาม: ศิลปะ+ศรัทธา+การเมือง+ความรัก” ได้ฟรี ระหว่างวันที่ 24 ก.ย.-26 พ.ย. ศกนี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.เว้นวันจันทร์
ดังนั้น การที่จะมีสวนศิลป หรือสวนประติมากรรม ก็นับว่า จะเป็นเรื่องที่ประชาชนจะยิ่ง มีความสุข เพราะได้ทั้งอากาศดีๆและได้ทั้งเรื่องศิลปะไปพร้อมๆกันนะคะ
ภาพด้านบนบันทึก ที่มีรูปปั้น เป็นอุทยานเบญจสิริค่ะ แต่มีบริเวณเล็กไปหน่อย และที่จอดรถไม่สะดวก ถ้าให้ดี ต้องเดินไป
นี่คือสวนลุม ที่เก่าแก่ ทุกคนรู้จัก บริเวณกว้างขวางสวยงาม เดี๋ยวนี้ มี รปภ.เข้มแข็ง เปิดปิดเป็นเวลา ปลอดภัยและสะอาดขึ้นมาก
แต่เดิมเรียกว่า“ทุ่งศาลาแดง” เป็นที่ดินส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานให้เป็นสมบัติของชาติเมื่อปี 2468 สำรับเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้าและผลิตผลด้านอุตสาหกรรมเรียกว่า “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” เพื่อเผยแพร่สินค้าไทยต่อประชาชนทั่วไปและชาวต่างประเทศ
และเมื่อสิ้นสุดงานแสดงสินค้าทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดทำเป็นสวนสาธารณะ ทรงพระราชทานนามสวนว่า “ลุมพินี” อันเป็นนามทีได้มาจากสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
ทีนี่ มีเกาะลอยด้วย รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้นำพันธุ์ไม้พื้นเมืองจากภาคต่างๆ มาปลูกไว้เพื่อการศึกษาของประชาชน
พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 6 ประดิษฐานที่ด้านหน้าสวน คณะนักเรียนเก่าวชิราวุธจัดสร้างขึ้นโดยได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลสมัยจอมพล ป. และประชาชนที่เข้าร่วมบริจาค
หอนาฬิกา เป็นแบบเก๋งจีน สร้างในปี 2468 เมื่อครั้งเตรียมงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์
ห้องสมุดประชาชนฯ กทม. สวนลุมพินี เป็นห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของไทยมีหนังสือกว่า 70,000 เล่มให้บริการ พร้อมทั้งเปิดบริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้าโสตทัศนศึกษา มุมวีดีทัศน์จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านบรรณานิทัศน์ ฯลฯ
ข้อมูล จาก bangkoktourist.com
ชีวิตที่เรียบง่าย ช้าๆ ไม่เร่งร้อน ของชาวกรุงเทพฯสมัยเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ไม่มีมาให้เห็นอีกแล้ว มีแต่ความวุ่นวาย เร่งรีบ ปัจจุบัน กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของความเจริญ ของประเทศไทย
คนที่อยู่ที่เมืองนี้ ต้องผจญกับการจราจรที่แออัดคับคั่ง ฝุ่นละออง จาการก่อสร้างอาคารสูง ปัญหาครอบครัว ที่ต่างคน ต่างต้องออกไปทำมาหากิน ปัญหาคนจรจัด เร่ร่อน ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะมูลฝอย ปัญหาสุขภาพ เป็นต้น
สวัสดีค่ะ pa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ]
ค่ะ ตอนนี้ ในกทม. มีต้นไม้สวยงามเขียวขจีให้เห็นอยู่ ไม่ใช่น้อย ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากค่ะ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจะนวนประชากร
ทางที่ดี น่าจะมีสวนร่มรื่นทุกเขตเลย โดยให้มีรูปแบบต่างๆกันก็ได้ค่ะ เพื่อจะให้เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนแต่ละแห่งนะคะ
เรื่องการออกแบบสวน ก็เป็นงานละเอียดอ่อนค่ะ ต้องออกแบบแนวคิดให้ทั้งสวยงาม ประหยัด คงทน และต้องมีความเข้าใจในพันธุ์ไม้ที่นำมาตกแต่งด้วย
ที่เห็นว่ามีน้อย คือ ตามสวนต่างๆ จะมีพื้นที่ๆเป็นสนามเด็กเล่นน้อย และอุปกรณื ที่มีก็เก่าไป บางทีไม่ค่อยปลอดภัยด้วยค่ะ
JJ โอ้โฮ อาจารย์คะ ที่บึงแก่นนคร ที่ขอนแก่น ก็สวยมากนะคะ

อาจารย์บอก เราใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายกันครับ
คงจะกว้างใหญ่มาก เพราะเป็นบึงใหญ่ อากาศคงดีมากเลย น่าฉาจริงๆค่ะ
ที่สวนเบญจกิติก็มีสระน้ำ แต่ไม่ใหญ่มาก พอใช้ได้ค่ะ มีน้ำพุ 2-3กลุ่ม สวยดี ไปที่นี่ บ่อยค่ะ
นานๆ ถึงจะมีโอกาสไปกรุงเทพเสียที ไปแต่ละทีก็เต็มไปด้วยความรีบเร่งจนทำให้ไม่มีโอกาสยลสวนสวยๆ เลยค่ะ
จริงๆเรื่องราวดีๆที่กรุงเทพมีเยอะ ใครจะเชื่อว่ามี ปาร์คสวยๆใหญ่ๆ กลางเมือง ที่เราสามารถพักผ่อนได้เต็มที่ เรามีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายจุดในกรุงเทพ ...
ความสะดวกสบายของ การสื่อสารwifi ความสะดวกในการเดินทาง
และเรื่องราวที่เราสามารถเรียนรู้ได้ไม่จบสิ้นที่ เมืองหลวงของเรา
ทางกทม. ได้เคยจัด "มหกรรมดนตรีในสวน" หรือ "Bangkok Music in the Park"
เพื่อเป็นของขวัญให้กับชาวกรุงเทพมหานคร ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรม และพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวในสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึก และการรณรงค์เพื่อลดสภาวะโลกร้อน
การจัดมหกรรมดนตรีในสวนในปีนี้ จะมีการแสดงดนตรีในแนวเพลงที่หลากหลาย ทั้งเพลงไทย และเพลงสากล อาทิ เพลงคันทรี เพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง และเพลงสตริง เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับรสนิยมของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบพื้นที่จัดการแสดง
โดยจะเริ่มจัดแสดงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 19 เมษายน จนถึง 18 พฤษภาคมนี้ รวมทั้งสิ้น 48 ครั้ง ณ สวนสาธารณะทั้ง 12 แห่งของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ อุทยานเบญจสิริ สวนสราญรมย์ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน สวนสันติภาพ สวนพระนคร สวนหนองจอก สวนรมณีนาถ สวนเสรีไทย สวนลุมพินี และสวนธนบุรีรมย์
ต่อไปนี้ ไม่ทราบจะจัดอีกเมื่อไร คงมีข่าวเร็วๆนี้ค่ะ
ข้อมูลจาก ที่นี่ ขอบคุณค่ะ
คุณพี่อยากได้ใครเป็นผู้ว่าครับ?
สวัสดีค่ะ น้องเนปาลี

พี่คิดว่า กทม.ต้องพยายามปรับภูมิทัศน์ ให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เพือ่ลดมลพิษ ให้ประชาชนค่ะ เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และเพื่อที่จะให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ นายประจักษ์~natadee
เรื่องปัญหาการจราจร เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ของเมืองหลวงนี้เลยค่ะ
แต่ก็เห็นว่า ได้มีการขมักเขม้น ทำกันอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอดแล้ว ไม่ว่า จะเป็นการขยายผิวถนนราบ ทำอุโมงค์ลอดใต้ถนน หรือสะพานข้ามแม่น้ำอีก 10 แห่ง หรือ จะเป็นโครงข่ายโยงใยรอบเมือง อย่างสะพานและถนนวงแหวนรอบนอก
แต่ก็ยังสู้ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้นไม่ไหวค่ะ
เพราะรถยนต์ส่วนบุคคล ยังมากเหลือเกิน และวินัยของผู้ใช้รถก้ยังหย่อนอยู่มากค่ะ
ตอนนี้ ก็จะมีระบบขนส่งมวลชน มาช่วยด้วยอีก คงจะพอคลายปัญหาไปได้บ้างนะคะ