การอ่าน เป็นกระบวนการ
ที่สำคัญอย่างยิ่งในการเรียนรู้และพัฒนาคน
เพราะโลกแห่งการเรียนรู้
มิได้จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียนเท่านั้น ข้อมูลข่าวสาร
สารสนเทศต่างๆ มีอย่างมากมาย และไปมาหากันอย่างรวดเร็วมาก
เหมือนย่อโลกให้เล็กลงไปเรื่อยๆ แม้คนที่อ่านหนังสือออก
แต่ไม่ชอบอ่าน
ก็ยากที่จะพัฒนาสติปัญญาไปให้ทันกับความก้าวหน้าของโลกได้
การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ อย่างที่มีคนกล่าวกันว่า
หนังสือคือหน้าต่างของโลก
เป็นวิธีที่ทำให้เราได้ความรู้ที่ง่ายที่สุด สบายที่สุด
และถูกที่สุดด้วย ในโลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย จนตาย
ก็รู้ไม่หมด ถ้าเราไม่สามารถจะไปสัมผัสกับสิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง
การอ่านจะช่วยให้เรา จินตนาการถึงสิ่งที่เรายังไม่มีโอกาส
ได้ไปสัมผัสด้วยตนนเองได้
แต่ก็มีการกล่าวถึงกันมากว่า
เยาวชนไทย ไม่ค่อยรักการอ่านหนังสือ
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
เมื่อเดือนกันยายน ปี 2548 ระบุว่า ประเทศ ไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ
ถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ
ด้วย เหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์
หรือฟังวิทยุมากกว่า ขณะที่เด็กที่มีอายุ 10-14 ปี กว่า 60%
ให้เหตุผลใน การไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ
และไม่สนใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์
ที่มี สถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม
มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม
ขณะที่คนไทยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ
2 เล่ม
นับว่าการอ่านหนังสือของคนไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ซึ่งปัญหานี้ ไม่ซับซ้อน ต้นเหตุมักจะมาจาก....
1.
ผู้ปกครองไม่ค่อยได้สนับสนุน
ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่เด็กๆ แม้จะเป็นหนังสือการ์ตูน
หนังสืออ่านเล่นๆบ้างก็ตาม เพราะขึ้นชื่อว่า หนังสือแล้ว
ก็จะต้องเกิดประโยชน์อยู่บ้าง ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง
ตัวดิฉันเอง อยู่ในครอบครัวที่ คุณพ่อ เป็นนักอ่านตัวยง
ที่บ้านมีหนังสือมากมาย จำได้ว่า ดิฉัน มีความสุขเหลือเกิน
ที่ได้ค้นหนังสือในตู้มานั่งอ่าน นอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ
ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวนอกบ้าน อย่างเด็กๆหรือ วัยรุ่นทั่วไป
และเมื่อ มีครอบครัว แม้จะมีภาระหน้าที่การงานมาก
แต่ก็จัดสรรเวลา อ่านหนังสือ ให้ลูกฟัง
ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กมากๆ จนสามารถอ่านได้อย่างรวดเร็ว
จับประเด็นถูกต้อง ด้วยตัวเอง ในเวลาต่อมา

2. ระบบการเรียน
การสอน มีการมอบหมายงานให้เด็กค้นคว้า
เพื่อให้เด็กเข้าสู่ห้องสมุดน้อยไป ไม่ใช่ว่าอาจารย์โรเนียวมาให้เสร็จ
พิมพ์แจก แล้วเด็กไม่ต้องค้นอีกแล้ว ซึ่งทำให้เด็ก
ไม่จำเป็นต้องอ่าน ต้องค้น หนังสือเพิ่มเติมอีก
3. มีสิ่งอื่น ที่ดึงดูด
ความสนใจของเด็กมากว่า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วิดีทัศน์
อินเทอร์เน็ตฯลฯ เหล่านี้ เป็นอุปสรรคสำคัญในการอ่าน
สิ่งที่จะช่วยได้คือ การทำหนังสือ ให้มีรูปเล่มน่าสนใจ
มีเนื้อหาหลากหลายประเภท และมีราคาที่ไม่แพง
4.ประเทศเรา โดยภาพรวม
มีห้องสมุดน้อยไป ที่มีอยู่ ก็มีหนังสือน้อยไป
และไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว แม้แต่ในสถานศึกษา ก็มีหนังสือ น้อยไป
อาจจะเป็นเพราะได้รับงบฯมาจำกัด
5.ห้องสมุดบางแห่ง
ขาดบรรณารักษ์ ที่จบด้านนี้มาโดยตรง หรือ ไม่มีบทบาท
ในการเลือกหนังสือเข้ามาในห้องสมุดเอง
6.ห้องสมุดบางแห่ง มีช่วงเวลา
เปิดปิด เร็วไป ถ้าเปิดได้ถึงค่ำเลย ก็จะดี
เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนไปใช้บริการได้มากๆ หลังเลิกเรียน
ก็ไปเข้าห้องสมุดได้ แต่ถ้าเป็นห้องสมุดประชาชน ปัจจุบันนี้
มีการเปิดบริการจนถึงดึกๆ และไม่เว้นวันหยุด
ห้องสมุดจึงเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ขุดกันได้ไม่รู้จักหมด
ปัจจุบัน สำนักงานสถิติแห่งชาติ
ได้ดำเนินการสำรวจ การอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2551 โดยเก็บรวบรวม
ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน พ.ศ. 2551
มีรายละเอียดค่ะ....

ถ้าจะรณรงค์ ให้เด็กๆรักการอ่านมากขึ้น
ก็อาจจะเป็นเรื่องของการพยายามสร้างค่านิยม
การให้ของขวัญด้วยหนังสือ การบริจาคหนังสือ การให้หนังสือแก่เด็กๆ
ที่ทำความดี
การนำหนังสือไปถวายพระที่วัดที่มีโรงเรียนอยู่ด้วย
ของชำร่วยในงานต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ สื่อต่างๆ เช่นวิทยุ โทรทัศน์ น่ามีรายการสั้นๆสัก 5
นาที แนะนำหนังสือ สำหรับเด็กๆแต่ละวัย
ตามละครต่างๆ ก็อาจมีเขียนบท ให้พระเอก นางเอก เป็นนักอ่าน
นักประพันธ์ ให้ผู้ชมประทับใจ และนำมาเลียนแบบต่อไป
แต่ก็เป็นที่น่าดีใจว่า ปัจจุบัน
คุณแม่สมัยใหม่ทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญ
ในเรื่องการปลูกฝังลูกน้อยในเรื่องการอ่านอย่างจริงจัง
ตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตามาดูโลก ที่ประเทศอังกฤษ
หรือญี่ปุ่น เขามีโครงการบุ๊กสตาร์ต (book
start) โดยเชื่อมั่นว่า
การจะสร้างนิสัยให้ลูกหลานอ่านหนังสือ
ต้องเริ่มเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
ขณะนี้ให้เริ่มกันตั้งแต่เด็กอายุ 4 เดือน
ให้ใช้วิธีอ่านให้ฟังเพื่อกระตุ้น
ซึ่งไปตรงกับการทำงานของสมองมนุษย์
คนเรา มีเซลล์สมองที่ทำงานเป็นเซลล์สมองจริงๆ
ประมาณแสนล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ถ้าเรากระตุ้นตา หู จมูก ลิ้น
กาย ได้มากเท่าไหร่
ก็จะทำให้มีการเชื่อมต่อเซลล์กับเซลล์อื่นๆได้เร็ว เช่น
เซลล์ที่มองเชื่อมกับเซลล์ที่คิด
หรือเซลล์ที่ได้ยินเชื่อมกับเซลล์ที่คิด การงอกของเซล มีมากมายนัก
เด็กที่ไม่ได้รับการเรียนรู้ ไม่ได้รับการสื่อสาร
การเชื่อมต่อของเซลล์จะน้อย
ลูกจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางหนังสือ ที่แวดล้อมตัวเขาอยู่
พ่อก็อ่าน แม่ก็อ่าน แล้วลูกจะไปไหนเสีย
ต้องหยิบอ่านไปด้วยแน่นอน คือ
ให้การอ่านเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับชีวิต เหมือนการรับประทานอาหาร
การดื่มน้ำ ให้เด็กมีหนังสือเป็นมิตรที่ดี
เวลาอ่านหนังสือ เขาจะมีหนังสือเป็นเพื่อน
จะไม่เป็นคนขี้เหงา

จากนักอ่าน
เป็นนักเขียน ::
นักเขียนทุกคนมักเป็นนักอ่านตัวยง เพราะหากรับข้อมูลมาก
ก็จะทำให้สามารถกลั่นกรองข้อเขียนออกมาได้มากด้วย
หนังสือ...เป็นสีสันแห่งชีวิต


"ถ้าชาติใด เมืองใด ให้ความสำคัญกับการอ่าน ชาตินั้น
เมืองนั้น จะมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม
และการเมือง เมื่อคนเราอ่านหนังสือไม่หยุด ความรู้
การขยายผลของประสบการณ์มวลรวม สมาธิ และความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น
อีกทั้งการอ่านหนังสือที่หลากหลายเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตแข็งแรง
สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปให้ความร่มเย็นกับผู้อื่น
เป็นที่พักพิงที่แสนสุขสบาย
ในที่สุดจะออกดอกออกผลเป็นลูกไม้แห่งการอ่านที่จะตกใกล้ต้น
และไกลต้น งอกงามเป็นต้นไม้ต้นใหม่ขึ้นอีกมาก"
คำกล่าวข้างต้นเป็นแนวคิดของ
รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ ค่ะ
ในวันหนังสือเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 2
เมษายนของทุกปี

ปัจจุบันโลกของการอ่าน
กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งที่อ่าน รสนิยมของคนอ่าน
เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงขนาดของสิ่งพิมพ์ด้วย
ไม่ว่าจะเป็น E-Book
หนังสือพิมพ์แจกฟรี ขนาดของหนังสือพิมพ์
ที่เล็กลง แบบหนังสือTabloid
ที่ดึงดูดความสนใจของคนวัยหนุ่มสาวที่เป็นหัวใจของการโฆษณา
ข้อได้เปรียบของ Tabloid
ก็คือความเล็กที่สะดวกต่อการถืออ่านในรถไฟ รถแท็กซี่
รถเมล์ หรือเป็นการฆ่าเวลา
ในการนั่งคอยอะไรสักอย่าง
หรือแม้แต่การอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากอินเทอร์เน็ต
ฯลฯ


ล่าสุด รูเพิร์ท
เมอร์ดอก ให้สัมภาษณ์พิเศษที่
Fox Business Channel ของเขาเอง ว่า
"อนาคตของหนังสือพิมพ์ต้องเป็นดิจิตัลแน่" แต่อาจจะต้องใช้เวลา 10 ถึง
15 ปี ก่อนที่คนอ่านจะปรับตัวเป็นดิจิตัลเต็มตัว
เขาบอกว่า
สื่อทั้งหลายจะต้องเริ่มคิดสตางค์กับคนอ่านเนื้อหาจากเว็บที่
ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะฟรี
เมอร์ดอกมั่นใจว่า
หนังสือพิมพ์ในอนาคตจะยังทำทำรายได้จากคนอ่าน
และยังมีการลงแจ้งความต่างๆ แต่หนังสือพิมพ์อนาคตจะแตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างมาก
เนื่องจาก อาจจะไม่พิมพ์บนกระดาษ
แต่เนื้อหาจะไปอยู่บนเครื่องมือที่ถือไปไหนมาไหนได้สะดวก โดยที่จะมาทางอากาศ และจะup date
ทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง และเมอร์ดอกยังบอกว่า จะต้องมีการจ่ายเงินสำหรับเนื้อหาของสื่อบนเว็บและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายได้ทั้งหลายในอนาคต
เครื่องมือดังว่านี้ เช่น
Amazon
Kindle ซึ่งเป็น เครื่องอ่านหนังสือพิมพ์,
ตำราและเอกสารที่ไม่ต้องใช้กระดาษ
เครื่องอ่านหนังสือรุ่นใหม่นี้จะนำไปสู่ "สังคมไร้กระดาษ"
หรือ "Paperless society"
อย่างเต็มรูปแบบต่อไป
ทุกองค์กรที่เกี่ยวพันกับเรื่องของหนังสือ
กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง และถูกกระทบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ซึ่งสาเหตุ คงหนีไม่พ้นปัญหาการเงิน
กับปัญหาการรุกไล่เข้ามาของเทคโนโลยี่
แต่ไม่ว่า
จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การอ่านก็มียังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดหายไปอย่างแน่นอน
ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส
เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า
"การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์
การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง
ปัจจุบัน การนำเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ อยู่ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มากมาย
พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรต้องส่งเสริมลูกให้รักอ่านเอาเรื่อง ให้เด็กเกิด skillในการอ่าน (ที่มากกว่าการอ่านเพื่อสอบ) แม้กระทั่งการให้ลูกๆ มีหน้าที่รับผิดชอบงานภายในบ้านให้มากขึ้น (นอกเหนือจากการอ่านหนังสือเพื่อไปสอบ) ลักษณะเช่นนี้จะทำให้เด็กๆ มีความรอบรู้และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านบันทึกใหม่ค่ะ ห้องสมุดที่ต่างจังหวัดของดิฉันไม่ค่อยมีค่ะ ลูกดิฉันก็อยู่ต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีห้องสมุดอ่าน แต่ถ้าโตขึ้นก็คงจะเอาลูกมาเรียนที่ กทม. เพราะว่ามีที่ศึกษาค้นคว้ามากกว่า จะได้มีรู้มากขึ้น มีความคิดความอ่านที่ทันต่อเหตุการณ์ ขอบคุณค่ะ ที่นำบันทึกดีมาให้อ่านอยู่เรื่อยๆ ค่ะ
ต้อมก็คิดอย่างนั้นค่ะ เพราะหากเทียบจากตัวเอง พ่อต้อมเป็นคุณครูผู้รักการอ่าน และต้อมก็อ่านๆๆๆ หนังสือออกตั้งแต่เล็กแต่น้อยในขณะที่เด็กคนอื่นวิ่งเล่น แต่พ่อไม่เคยบังคับนะคะว่าต้องอ่าน
เพราะต้อมเห็นพ่ออ่าน และ...อ่านแล้วมีความสุขต่างหาก
สวัสดี ครับ คุณ
และคิดในในใจว่า...ต้องอ่านสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าให้ หมด....และก็หมด จริง ๆ
ถ้าพรรคการเมืองใด มีนโยบายหลักในการหาเสียงเลยว่า...
ปัจจุบันมีความเห็นโดยทั่วไปว่า บ้านเมืองมีปัญหาที่คน ถ้าจะพัฒนาคน การส่งเสริมให้เยาวชนรักการอ่าน น่าจะเป็นนโยบายระยะยาวในการสร้างคนสร้างชาติ...
ก็ได้เพียงแค่บ่น เท่านั้น !
เจริญพร
สวัสดีครับ
คุณกฤษณา แนะนำเข้ามาอ่าน
ผมก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันครับ เพราะผมได้ซึมซับ ได้ประสบการณ์มาจากคุณตา และคุณยาย ชอบอ่านหนังสือ แต่คุณพ่อ คุณแม่ ผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมว่าอ่านหนังสือแล้วสนุกดี และได้ความรู้ด้วย
ผมเองให้ความสำคัญกับการอ่านของเด็ๆมาก ช่วงก่อนเปิดเทอม พาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ก่อนไป ผมให้อ่านหนังสือ ประวัติศาสตร์ไปก่อน เป็นการปูพื่น ทำให้เด็กยิ่งมีความอยากเรียนรู้มากขึ้นด้วยครับ
โรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ ส่งเสริมให้เด็กๆรักการอ่านดีทีเดียว
สวัสดีค่ะ คุณกฤษณา
ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาอ่านเป็นคนแรก เรียกว่า เป็นแฟนกันเลยนะคะ
จริงๆ ดิฉันเข้าใจว่า ห้องสมุดที่ต่างจังหวัดมีมากขึ้นแล้ว เป็นห้องสมุดประชาชนด้วยค่ะ จะค้นหาให้ค่ะ แต่ตอนนี้ ต้องรีบไปธุระ ติดไว้ก่อนนะคะ ตอนนี้ มีรายชื่อห้องสมุด ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ไปก่อนนะคะ
แต่นั่นแหล่ะค่ะ จะให้มีหนังสือมากอย่างในเมืองใหญ่ๆ อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย
ส่วนตัว คิดว่า แม้ไม่มีหนังสือมากมาย แต่การเรียนรู้ เกิดขึ้นได้ทุกที่ เพราะธรรมชาติของการเรียนรู้คือ...
1.เรียนรู้ตรงจากสิ่งใกล้ตัว จากธรรมชาติรอบตัว
2.เรียนรู้จากสิ่งง่ายๆในชีวิตประจำวัน ไม่ยากหรือซับซ้อน
3.เรียนรู้จากประสาทสัมผัสของเด็กเอง จะเรียนรู้ได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากนะคะ
4.เรียนรู้จากที่ผู้ใหญ่สอนอยู่ทุกวัน
ตอนนี้ เข้าใจว่า ลูกคุณกฤษณายังเล็กอยู่มาก แค่นี้ ก็อาจจะพอก่อนก็ได้ค่ะ
สวัสดีค่ะ น้อง เนปาลี 3
สำหรับน้องเนปาลี ไม่แปลกใจค่ะ ที่น้อง จะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบขนาดแต่งกลอนเก่ง เขียนหนังสือเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ในทางตัวอักษรมากมาย ชื่นชมมากด้วยใจจริงนะคะ
วัยเด็ก คือช่วงวัยแห่งการศึกษาเรียนรู้ ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะสำเร็จการศึกษา นอกจากพ่อแม่แล้ว ครู อาจารย์ มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีสติปัญญา มีความสามารถ และเพื่อเติบโตขึ้น เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมค่ะ
แต่การสอนสมัยนี้ ดีกว่าสมัยพี่ตอนเด็กๆค่ะ เพราะมีระบบการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็พวก Self Creative Learning เเป็นการสอนที่ครูพยายามให้เด็กไปค้นคว้ามาเองด้วยค่ะ
ซึ่งการสอนแบบนี้ เด็กๆ ต้องเป็นคนที่สามารถอ่านคล่อง จับใจความได้เร็วๆ หรือเรียกว่า อ่านเอาเรื่องน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Sila Phu-Chaya 4
สำหรับคุณศิลา เข้าใจว่า ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทั้งหมด คุณคงต้องใช้การอ่านอย่างมากเชียวนะคะ รับรองได้ คุณต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือเร็วมากๆด้วย
ห้องสมุดตามโรงเรียนต่างๆ อาจจะมีไม่ครอบคลุมทุกแห่ง ที่มีหนังสือมากพอและสื่อที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
ในบ้านเรา คอมพิวเตอร์ถูกใช้ในการเล่นเกมมากกว่าเวลาที่ใช้ในศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากบทเรียนบนคอมพิวเตอร์ พอเรียนรู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนแล้ว ก้าวต่อไปก็เป็นการเล่นเกมทั้งๆ ที่ไม่เคยมีการสอนวิธีการเล่นเกมกันในโรงเรียน
ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย ใช้เรียกดูข้อมูลได้สะดวกกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้แล้ว คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย คงมีบทบาทในการให้ความรู้กับผู้คนมากขึ้น และคงจะมีบทบาทกับการเรียนการสอนของลูกหลานของพวกเรามากขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ไม่วาจะมีหนังสือหรือสื่อการสอนที่ทันสมัยมากขึ้นเพียงไร เด็กทุกคนก็ต้อง มีตวามสามารถ ในการอ่านได้ก่อน และต้องอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็วด้วย
การอ่านต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆเล็กๆ ซึ่งหนังสือที่ดึงดูดเด็กๆได้เป็นอย่างดี ไม่พ้นหนังสือการ์ตูน สีสันสวยๆ อย่างนี้นะคะ
สวัสดีคะคุณ แสงแห่งความดี 5
อย่างที่เขียนในบันทึกว่า คนที่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ใช่คนขี้เหงาค่ะ ระหว่างรอเวลาอะไรสักอย่าง ระหว่างเดินทาง ที่เราไม่ได้เป็นคนขับ เรารอได้อย่างไม่กระวนกระวาย เพราะเรามีหนังสือเป็นเพื่อนค่ะ
ดิฉันเคยไปรอเครื่องบินที่ล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด ตั้ง 3-4 ชั่วโมง ถ้าไม่มีหนังสือ คงแย่เลยค่ะ หงุหงิดตาย
ดังนั้น คุณจึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่ใช้เวลารอคอย ให้เป็นประโยชน์
จำได้ว่า มี โครงการ รวมพลังรักการอ่าน ตั้งแต่ ท่าน น.พ.เกษม วัฒนชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี รับหน้าที่ประธานโครงการ "รวมพลังรักการอ่าน" ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการจะให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันทำให้คนไทยรักการอ่านหนังสือ และขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว น.พ.เกษมจึงเป็นบุคคลหนึ่งที่จะตอบคำถามได้ดีว่า "พวกเราจะทำอย่างไรให้คนไทยรักการอ่าน"
ซึง คำตอบของท่านคือ.......ผมคิดว่ามาจากผลพวงการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ และเกิดกระแสให้ประชาชนร่วมกันมองปัญหาบ้านเมือง พวกเรามองด้านการศึกษา ก็มาถึงการร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา
ถามว่าตอนนี้คนของเราอยู่ที่ไหน พอสำนักงานสถิติแห่งชาติโยนตูมลงไปให้ประชาชนรู้ว่า คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย 3 นาทีต่อคนต่อปี คนก็ตกใจกันหมดว่าเป็นไปได้อย่างไร
นี่คือกระบวนการที่ทำให้คนไทยตระหนักว่า เราต้องช่วยกัน จะให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จะให้โรงเรียนทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันเกิดภาวะสะท้อนกลับไปยังพ่อแม่ที่ถามตัวเองว่า พ่อแม่จะช่วยอะไรได้บ้าง
นักการศึกษาเอย หมอเอย จะจัดกลุ่มกันไหม อย่างสมาคมไทยสร้างสรรค์ก็มีการจับกลุ่มกันไปทำที่ขอนแก่น มีมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ที่เพิ่งตั้งเมื่อปี 2544 บอกว่าเรามาช่วยกันดีไหม รวมทั้งหนังสือพิมพ์มติชนเองก็มีโครงการระดมทุนหาหนังสือให้ห้องสมุด ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยคิดตรงกันว่า เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการแสวงหาความรู้หรือการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรวมทั้งคนไทยด้วย จึงได้มีโครงการรวมพลังรักการอ่านขึ้น
พอดีไปเจอ เว็บของโรงเรียนแห่งหนึ่ง กำลังทำโครงการนี้อยู่พอดี มีรายละเอียด ที่น่าสนใจ ที่นี่ค่ะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณสาระดีๆนะคะ
เป็นเพราะว่าวัฒนธรรมการอ่านเราไม่เข้มแข็งคะ
ดูต่างประเทศสิคะ...หนังสือไม่ค่อยห่างกายเลย
....กราบ สวัสดี นะคะ ....การปลูกฝังลูกน้อยในเรื่องการอ่านอย่างจริงจัง ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง ยังไม่ลืมตามาดูโลก และก็เริ่มอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่แบเบาะ เป็นเรื่อง ที่ครอบครัว พี่พอ น้องเพียง ตั้งใจ และมุ่งมั่น เลยนะคะ ทุกครั้งที่พาเข้าร้านหนังสือ สัญญา กับ สาวน้อยว่า ให้ซื้อหนังสือได้ 1 เล่ม อีกหนึ่ง ความตั้งใจ คือ บ้านที่จะสร้างใหม่ ขอมีห้องหนังสือ ของครอบครัว เรา ไว้เป็นศูนย์รวมนักอ่านของบ้าน พี่พอ น้องเพียง ค่ะ .....ขอบพระคุณสำหรับข้อมูลดี ดี เน้อ เจ้า
คุณ แสงแห่งความดี คะ มีข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

ที่ประเทศอังกฤษ และ ญี่ปุ่น มีโครงการบุ๊กสตาร์ต (book start) ที่เชื่อมั่นว่า การจะสร้างนิสัยให้ลูกหลานอ่านหนังสือ ต้องเริ่มเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
ขณะนี้เขาให้เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 4 เดือน ให้ใช้วิธีอ่านให้ฟังเพื่อกระตุ้น ซึ่งไปตรงกับการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งมีวิจัยจากอเมริกาเอาเด็กที่อยู่ในห้องคลอดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งพยาบาลพยายามลูบหน้าลูบหลัง
อีกกลุ่มหนึ่งป้อนนม 3 มื้อแล้วทิ้งไว้ในที่เลี้ยงเด็ก ปรากฏว่ากลุ่มที่สองมีการพัฒนาอารมณ์ การพัฒนาการด้านภาษาดีกว่ากลุ่มแรก
โครงการ บุ๊กสตาร์ตคือ เห็นว่า ต้องมีหนังสือสำหรับเด็กเล็ก ต้องมีกระบวนการที่ทำให้แม่หรือพี่เลี้ยง อ่านหนังสือ ให้เด็กฟังตั้งแต่เล็ก เป็นกระบวนการเรียนรู้ให้กับเซลล์สมองของเด็ก ได้เป็นอย่างดี
ผมว่า เรื่องนี้ เด็กดูผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างครับ
ลืมไปครับ เราพูดถึงแต่พ่อแม่ที่มีเงินซื้อหนังสือให้ลูกอ่าน
วันนี้เพิ่งฟังรายการวิทยุ พูดถึงเด็กต่างจังหวัดในโรงเรียนจนๆ พ่อแม่ไม่มีทางสนับสนุนหรือปลูกฝังอะไรได้เลย แค่หาเช้ากินค่ำก็สายตัวแทบจะขาดอยู่แล้ว
ในรายการนั้นก็มุ่งเป้าไปที่ครูชั้นประถมครับ และมี โครงการหนังสือฟรีแบบหมุนเวียนกันในกลุ่มโรงเรียน ซึ่งน่าสนใจมากครับ จะแก้ปัญหา knowledge divide ได้ระดับหนึ่ง
แวะมาทักทายค่ะ การปลูกฝังการรักการอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นมากๆค่ะ
การอ่าน ทำให้เกิดการเรียนรู้มากมายค่ะ
มีความสุขมากมายนะคะ
ขอบคุณค่ะ