โลกของการอ่านกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งที่อ่าน รสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงขนาดของสิ่งพิมพ์ด้วย แต่ไม่ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การอ่านก็มียังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดหายไปอย่างแน่นอน

การอ่าน เป็นกระบวนการ ที่สำคัญอย่างยิ่งในการเรียนรู้และพัฒนาคน  เพราะโลกแห่งการเรียนรู้  มิได้จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียนเท่านั้น ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศต่างๆ  มีอย่างมากมาย และไปมาหากันอย่างรวดเร็วมาก เหมือนย่อโลกให้เล็กลงไปเรื่อยๆ  แม้คนที่อ่านหนังสือออก แต่ไม่ชอบอ่าน  ก็ยากที่จะพัฒนาสติปัญญาไปให้ทันกับความก้าวหน้าของโลกได้
การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์  อย่างที่มีคนกล่าวกันว่า หนังสือคือหน้าต่างของโลก  เป็นวิธีที่ทำให้เราได้ความรู้ที่ง่ายที่สุด สบายที่สุด และถูกที่สุดด้วย  ในโลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย  จนตาย ก็รู้ไม่หมด  ถ้าเราไม่สามารถจะไปสัมผัสกับสิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง  การอ่านจะช่วยให้เรา จินตนาการถึงสิ่งที่เรายังไม่มีโอกาส ได้ไปสัมผัสด้วยตนนเองได้



แต่ก็มีการกล่าวถึงกันมากว่า เยาวชนไทย  ไม่ค่อยรักการอ่านหนังสือ
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2548 ระบุว่า ประเทศ ไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ ถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40%  ของประชากรทั้งประเทศ ด้วย เหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า ขณะที่เด็กที่มีอายุ 10-14 ปี กว่า 60% ให้เหตุผลใน การไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ และไม่สนใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มี สถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม
ขณะที่คนไทยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม นับว่าการอ่านหนังสือของคนไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต   ซึ่งปัญหานี้ ไม่ซับซ้อน ต้นเหตุมักจะมาจาก....

1. ผู้ปกครองไม่ค่อยได้สนับสนุน  ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่เด็กๆ แม้จะเป็นหนังสือการ์ตูน หนังสืออ่านเล่นๆบ้างก็ตาม เพราะขึ้นชื่อว่า หนังสือแล้ว ก็จะต้องเกิดประโยชน์อยู่บ้าง ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง

ตัวดิฉันเอง อยู่ในครอบครัวที่ คุณพ่อ เป็นนักอ่านตัวยง ที่บ้านมีหนังสือมากมาย จำได้ว่า ดิฉัน มีความสุขเหลือเกิน ที่ได้ค้นหนังสือในตู้มานั่งอ่าน  นอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวนอกบ้าน อย่างเด็กๆหรือ  วัยรุ่นทั่วไป และเมื่อ มีครอบครัว แม้จะมีภาระหน้าที่การงานมาก  แต่ก็จัดสรรเวลา อ่านหนังสือ ให้ลูกฟัง  ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กมากๆ  จนสามารถอ่านได้อย่างรวดเร็ว จับประเด็นถูกต้อง ด้วยตัวเอง ในเวลาต่อมา


2. ระบบการเรียน การสอน มีการมอบหมายงานให้เด็กค้นคว้า เพื่อให้เด็กเข้าสู่ห้องสมุดน้อยไป ไม่ใช่ว่าอาจารย์โรเนียวมาให้เสร็จ พิมพ์แจก แล้วเด็กไม่ต้องค้นอีกแล้ว  ซึ่งทำให้เด็ก ไม่จำเป็นต้องอ่าน ต้องค้น หนังสือเพิ่มเติมอีก
3. มีสิ่งอื่น ที่ดึงดูด ความสนใจของเด็กมากว่า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ อินเทอร์เน็ตฯลฯ เหล่านี้ เป็นอุปสรรคสำคัญในการอ่าน สิ่งที่จะช่วยได้คือ การทำหนังสือ ให้มีรูปเล่มน่าสนใจ  มีเนื้อหาหลากหลายประเภท และมีราคาที่ไม่แพง
4.ประเทศเรา โดยภาพรวม มีห้องสมุดน้อยไป ที่มีอยู่ ก็มีหนังสือน้อยไป  และไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว แม้แต่ในสถานศึกษา ก็มีหนังสือ น้อยไป อาจจะเป็นเพราะได้รับงบฯมาจำกัด
5.ห้องสมุดบางแห่ง ขาดบรรณารักษ์ ที่จบด้านนี้มาโดยตรง หรือ ไม่มีบทบาท ในการเลือกหนังสือเข้ามาในห้องสมุดเอง
6.ห้องสมุดบางแห่ง มีช่วงเวลา เปิดปิด เร็วไป ถ้าเปิดได้ถึงค่ำเลย ก็จะดี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนไปใช้บริการได้มากๆ  หลังเลิกเรียน ก็ไปเข้าห้องสมุดได้ แต่ถ้าเป็นห้องสมุดประชาชน  ปัจจุบันนี้ มีการเปิดบริการจนถึงดึกๆ และไม่เว้นวันหยุด  ห้องสมุดจึงเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ขุดกันได้ไม่รู้จักหมด

ปัจจุบัน  สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจ การอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2551 โดยเก็บรวบรวม ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน พ.ศ. 2551  มีรายละเอียดค่ะ....



ถ้าจะรณรงค์ ให้เด็กๆรักการอ่านมากขึ้น ก็อาจจะเป็นเรื่องของการพยายามสร้างค่านิยม  การให้ของขวัญด้วยหนังสือ การบริจาคหนังสือ การให้หนังสือแก่เด็กๆ ที่ทำความดี   การนำหนังสือไปถวายพระที่วัดที่มีโรงเรียนอยู่ด้วย  ของชำร่วยในงานต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ สื่อต่างๆ เช่นวิทยุ โทรทัศน์  น่ามีรายการสั้นๆสัก 5 นาที   แนะนำหนังสือ สำหรับเด็กๆแต่ละวัย  ตามละครต่างๆ ก็อาจมีเขียนบท ให้พระเอก  นางเอก เป็นนักอ่าน นักประพันธ์ ให้ผู้ชมประทับใจ และนำมาเลียนแบบต่อไป

แต่ก็เป็นที่น่าดีใจว่า ปัจจุบัน คุณแม่สมัยใหม่ทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญ ในเรื่องการปลูกฝังลูกน้อยในเรื่องการอ่านอย่างจริงจัง ตั้งแต่ลูกยังไม่ลืมตามาดูโลก   ที่ประเทศอังกฤษ หรือญี่ปุ่น เขามีโครงการบุ๊กสตาร์ต (book start) โดยเชื่อมั่นว่า การจะสร้างนิสัยให้ลูกหลานอ่านหนังสือ ต้องเริ่มเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ขณะนี้ให้เริ่มกันตั้งแต่เด็กอายุ 4 เดือน ให้ใช้วิธีอ่านให้ฟังเพื่อกระตุ้น ซึ่งไปตรงกับการทำงานของสมองมนุษย์ 
คนเรา มีเซลล์สมองที่ทำงานเป็นเซลล์สมองจริงๆ ประมาณแสนล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ถ้าเรากระตุ้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้มากเท่าไหร่  ก็จะทำให้มีการเชื่อมต่อเซลล์กับเซลล์อื่นๆได้เร็ว เช่น เซลล์ที่มองเชื่อมกับเซลล์ที่คิด หรือเซลล์ที่ได้ยินเชื่อมกับเซลล์ที่คิด การงอกของเซล มีมากมายนัก เด็กที่ไม่ได้รับการเรียนรู้ ไม่ได้รับการสื่อสาร การเชื่อมต่อของเซลล์จะน้อย



  ลูกจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางหนังสือ ที่แวดล้อมตัวเขาอยู่ พ่อก็อ่าน แม่ก็อ่าน แล้วลูกจะไปไหนเสีย   ต้องหยิบอ่านไปด้วยแน่นอน คือ ให้การอ่านเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับชีวิต เหมือนการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ  ให้เด็กมีหนังสือเป็นมิตรที่ดี  เวลาอ่านหนังสือ เขาจะมีหนังสือเป็นเพื่อน  จะไม่เป็นคนขี้เหงา


จากนักอ่าน เป็นนักเขียน ::  นักเขียนทุกคนมักเป็นนักอ่านตัวยง  เพราะหากรับข้อมูลมาก ก็จะทำให้สามารถกลั่นกรองข้อเขียนออกมาได้มากด้วย
หนังสือ...เป็นสีสันแห่งชีวิต



"ถ้าชาติใด เมืองใด ให้ความสำคัญกับการอ่าน ชาตินั้น เมืองนั้น จะมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม และการเมือง เมื่อคนเราอ่านหนังสือไม่หยุด ความรู้ การขยายผลของประสบการณ์มวลรวม สมาธิ และความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น อีกทั้งการอ่านหนังสือที่หลากหลายเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตแข็งแรง  สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปให้ความร่มเย็นกับผู้อื่น  เป็นที่พักพิงที่แสนสุขสบาย
ในที่สุดจะออกดอกออกผลเป็นลูกไม้แห่งการอ่านที่จะตกใกล้ต้น และไกลต้น งอกงามเป็นต้นไม้ต้นใหม่ขึ้นอีกมาก"  คำกล่าวข้างต้นเป็นแนวคิดของ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ ค่ะ  ในวันหนังสือเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 2 เมษายนของทุกปี


ปัจจุบันโลกของการอ่าน กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งที่อ่าน รสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์  รวมไปถึงขนาดของสิ่งพิมพ์ด้วย  ไม่ว่าจะเป็น  E-Book   หนังสือพิมพ์แจกฟรี  ขนาดของหนังสือพิมพ์  ที่เล็กลง แบบหนังสือTabloid  ที่ดึงดูดความสนใจของคนวัยหนุ่มสาวที่เป็นหัวใจของการโฆษณา ข้อได้เปรียบของ Tabloid ก็คือความเล็กที่สะดวกต่อการถืออ่านในรถไฟ  รถแท็กซี่  รถเมล์ หรือเป็นการฆ่าเวลา ในการนั่งคอยอะไรสักอย่าง    หรือแม้แต่การอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากอินเทอร์เน็ต ฯลฯ



ล่าสุด รูเพิร์ท เมอร์ดอก ให้สัมภาษณ์พิเศษที่ Fox Business Channel ของเขาเอง ว่า "อนาคตของหนังสือพิมพ์ต้องเป็นดิจิตัลแน่" แต่อาจจะต้องใช้เวลา 10 ถึง 15 ปี ก่อนที่คนอ่านจะปรับตัวเป็นดิจิตัลเต็มตัว
เขาบอกว่า สื่อทั้งหลายจะต้องเริ่มคิดสตางค์กับคนอ่านเนื้อหาจากเว็บที่ ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะฟรี

เมอร์ดอกมั่นใจว่า   หนังสือพิมพ์ในอนาคตจะยังทำทำรายได้จากคนอ่าน  และยังมีการลงแจ้งความต่างๆ  แต่หนังสือพิมพ์อนาคตจะแตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างมาก เนื่องจาก อาจจะไม่พิมพ์บนกระดาษ แต่เนื้อหาจะไปอยู่บนเครื่องมือที่ถือไปไหนมาไหนได้สะดวก โดยที่จะมาทางอากาศ และจะup date ทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง และเมอร์ดอกยังบอกว่า จะต้องมีการจ่ายเงินสำหรับเนื้อหาของสื่อบนเว็บและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายได้ทั้งหลายในอนาคต

เครื่องมือดังว่านี้ เช่น    Amazon Kindle  ซึ่งเป็น เครื่องอ่านหนังสือพิมพ์, ตำราและเอกสารที่ไม่ต้องใช้กระดาษ   เครื่องอ่านหนังสือรุ่นใหม่นี้จะนำไปสู่ "สังคมไร้กระดาษ" หรือ "Paperless society" อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

ทุกองค์กรที่เกี่ยวพันกับเรื่องของหนังสือ   กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง และถูกกระทบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ซึ่งสาเหตุ  คงหนีไม่พ้นปัญหาการเงิน กับปัญหาการรุกไล่เข้ามาของเทคโนโลยี่ 

  แต่ไม่ว่า  จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  การอ่านก็มียังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดหายไปอย่างแน่นอน    ดังคำกล่าวของ เซอร์ ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษที่ว่า "การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์