อีกไม่นานนักพวกเราอาจได้ยินชื่อ Baobab กันหนาหูขึ้น คล้ายกับเรื่อง "น้ำลูกยอ" "น้ำชาเขียว" ฯลฯ ที่ผ่านมา

เมื่อปลายปีที่แล้ว (2008) เคยอ่านพบว่า Mintel  ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำ market research สัญชาติอังกฤษที่มีชื่อเสียง ได้เคยทำนายไว่ว่า ผลไม้จากต้น baobab   (ออกเสียงว่า  bay-oh-bab จะเป็น hot new superfruit ชนิดหนึ่งแน่นอน ในปี 2009
รวมทั้งสื่อต่างๆในคอลัมน์ อาหารและสุขภาพ ก็ออกข่าวถึงผลไม้มหัศจรย์นี้กันอย่างมากมา  ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา สารพัดสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจาก Baobab  หลั่งไหลกันเข้าสู่ตลาด และเชื่อว่าอีกไม่นานนักพวกเราอาจได้ยินชื่อ Baobab  กันหนาหูขึ้น  คล้ายกับเรื่อง "น้ำลูกยอ"  "น้ำชาเขียว" ฯลฯ ที่ผ่านมา
เลยจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง  เพราะเป็นต้นไม้และผลไม้ที่แปลกสำหรับพวกเราส่วนใหญ่อยู่....ส่วนตัวแล้ว เห็นว่า แปลกจริงๆ  เป็นต้นไม้ที่ทั้งแปลกและเก่าแก่ที่สุดในโลก  แปลกทั้งรูปร่างและทั้งชื่อ ที่เป็นภาษาอัฟริกันพื้นเมืองเก่าแก่โบราณ

ต้นไม้ใหญ่ชนิดนี้  หน้าตาประหลาด  ชื่อว่า Baobab  ซึ่งดูคล้ายๆว่า  รากจะกลับขึ้นมาอยู่บนดิน ส่วนลำต้นและใบกลับทิ่มอยู่ใต้ดิน  กำลังเป็นต้นไม้ดังทั่วโลก เพราะความมีประโยชน์ในเกือบทุกส่วนของมัน



Baobab พันธุ์(Genus)ที่รู้จักกันมากที่สุด คือ Adansonia Digitata  มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 species แหล่งเดิมของทั้ง 6 species อยู่ใน Madagascar (เกาะใหญ่อยู่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา) และอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกาและออสเตรเลีย (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป) อีกแห่งละหนึ่ง species

Baobab เป็นต้นไม้มหัศจรรย์อย่างแท้จริง  เพราะต้นไม้นี้จะสูงได้ถึง 5-30 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-11 เมตร (ในจังหวัด Limpopo ที่  South Africa  ต้นBaobab เป็นต้นไม้ที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เมตร)  เชื่อว่ามีอายุอยู่ได้นับพันปี เป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน มีรากชอนไชลงไปลึกมากใต้ดิน ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินปนทราย และขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ ไม่อยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนานที่สุดชนิดหนึ่งในโลก



ผลของต้นไม้นี้ มีขนาดใหญ่่ ยาวประมาณ 10-26 ซ.ม.  จนได้ชื่อว่า king of the superfruit
เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2008  ทาง EU ได้ตกลงอนุญาตให้นำเข้าเนื้อแห้งของผลไม้นี้  ในการทำ smoothies และใช้เป็นอาหารใน cereal barsได้  ต่อไปทางสหรัฐอเมริกาก็คงจะอนุมัติเช่นกัน   และต่อไปคนยุโรปและอเมริกันก็คงจะได้บริโภคผล Baobab สดๆต่อไป
มี ผู้คน ไปทดลองชิมกันมาก และเมื่อสื่อต่างๆไปสอบถาม คนส่วนใหญ่บอกว่า เมื่อดูภายนอกผลไม้นี้ ดูคล้ายๆกับลูกมะพร้าวที่ยังอ่อนอยู่  ข้างในมีเนื้ออ่อนนุ่ม แต่รสชาติเมื่อเอามาผสมกับน้ำ ทำเป็นเครื่องดื่มแล้ว ไม่ค่อยมีรสเท่าใด แต่ถ้าเอาเนื้อในมาทำแยมแล้ว อร่อยใช้ได้ สีคล้ายๆน้ำผึ้งที่มีสีเข้ม รสชาติคล้ายๆผิวส้ม แต่เนื้อแยมออกทางลูกแพร์

 

แต่ถ้าดูถึง ประโยชน์แล้ว มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของ Baobab มากพอควร  พบว่าผลของมันนั้นในน้ำหนักเท่ากับผลไม้อื่น มีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 6 เท่า  มีสารAntioxidants (สารป้องกันโรคมะเร็ง) มีโปตัสเซียม ฟอสฟอรัส  เหล็ก โซเดียม แมงกานิส  สังกะสี แม็กนีเซียม และ วิตามินอื่นๆอีก เช่น B1  B2 B6 Niacine  มากอย่างไม่น่าเชื่อ จึงได้ชื่อว่า  "super-fruits" เช่นเดียวกับ ผลทับทิม และแครนเบอรี่


แต่ ผลไม้นี้้ ขณะนี้ยังไม่มีขายสดๆตามซุปเปอร์มาร์เกต  แต่ถ้ามองจากในรูปนี้  ผล Baobab  นี้ผลใหญ่และเปลือกแข็งมาก  ภายในเป็นเมล็ดๆ มีเนื้อขาวหุ้มคล้ายน้อยหน่า และมีเนื้อสีขาวเป็นปุยอยู่ด้วย ดังนั้น จึงเหมาะที่จะเป็นส่วนผสมใน smoothies และอยู่ในcereal barsและเป็นจำพวกอาหารว่างสุขภาพได้เป็นอย่างดี

คนอัฟริกันเรียกส่วนที่เป็นปุยๆนี้ว่า ขนมปังลิง (monkey"s bread)  ไปผสมนม หรือข้าวต้มเ
ป็นอาหาร  บางทีนำเอาทำเป็นขนม  ส่วนที่เป็นเมล็ดก็เอามาตำให้ละเอียดใส่ในซุป  หรือเอามาคั่วกินเล่น ลำต้นก็ลอกออกมา ถักเป็นเชือก  หรือทำเป็นสีย้อมผ้า ตลอดจนเป็นยาพื้นบ้านได้



อย่างไรก็ตาม  สารอาหารสำคัญตัวหนึงที่ มีน้อยไปคือ แคลเซียม ดังนั้น นักโภชนาการบางคนจึงลังเลที่จะเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า Super Food 
แต่ผลดีที่จะได้หากผลไม้ชนิดนี้ สามารถ เป็นที่นิยมติดตลาดในยุโรปคือ
ชาวอัฟริกันจำนวนมากที่ยากจน จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนปลูกอะไรเลย เพียงแต่ไปเก็บผลไม้นี้ มาจากในป่ามาขายเท่านั้น

ตำนานต้นBaobab เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้ มีคู่กับ อัฟริกาทางใต้  ทางภาคกลาง ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตะวันตกตลอดจน savannah เป็นต้นไม้ประจำชาติของ  Madagascar และมีอยู่ในออสเตรเลียตะวันตก
และความที่ต้นไม้ชนิดนี้ มีขนาดลำต้นที่ใหญ่มาก และกลวงซึ่งเป็นที่สำหรับกักเก็บน้ำเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ชาวแซมเบีย เคยเข้าไปใช้ทำเป็น Office ในสมัยหนึงด้วย   และประเทศออสเตรเลียก็สามารถนำนักโทษชาว Aborigine เข้าไปขังได้ เมื่่อปี 1890 แสดงว่า ลำต้นของต้นไม้นีี้ ใหญ่มากๆจริงๆ (รูปล่างซ้าย)


ภาพจาก http://www.barbados.org/

จึงมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนี้มาก บางคนบอกว่า ต้น Baobab บางต้น เก่าแก่ขนาดอยู่มาตั้งแต่สมัย Great Flood- 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์แย้งว่า ไม่เก่าขนาดนั้น น่าจะมีอายุแค่ 1,000 ปี เหมือนต้นโอ๊คบางต้นในสมัย  Great Windsor Park ที่เริ่มมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 11 เท่านั้น (ในรูปขวามือข้างบน)
แต่ข้อมูลใน FAO บอกว่า ต้นที่เก่าแก่ที่สุด  อาจมีอายุถึง 3,000 ปี

ประโยชน์ที่ได้จากต้นไม้นี้ ตั้งแต่โบราณคือ.
...1.ใช้เป็นอาหารได้ทั้งผล ทั้งใบมีวิตามิน Cมาก  เมล็ด และดอก มีโปรตีนมาก และยังคั้นเอาน้ำมันออกมาจากเมล็ดเพื่อเป็นอาหารได้อีก
แต่ชาวประมงแซมเบียกลับไม่นิยมกินผลของมันเพราะเชื่อว่า จะยิ่งเป็นการล่อจระเข้เข้ามา
2. ใช้เป็นยา เช่น เปลือกต้นไม้นำมาเคี่ยวทำยาแก้ไข้มาเลเรีย  เนื้อผลไม้ผสมกับน้ำผึ้งแก้ไอ ใบเอามาทำยาแก้ท้องเสีย แก้อักเสบ แก้โรคไต รักษานิ่ว บรรเทาอาการหอบหืดเป็นต้น  หมอตำแยมักเอาเปลือกของต้นไม้มาเคี่ยวผสมน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ   จะได้แข็งแรงมีพลัง 

สรุปว่า คนสามารถนำเกือบทุกส่วนของต้นไม้ชนิดนี้มาทำประโยชน์ได้ กว่า 30 ประการ เป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มากที่สุดในอัฟริกาใต้ทีเดียว

 

Baobab สายพันธุ์ Adansonia digitata ในแอฟริกาจะทิ้งใบ ประมาณ 9 เดือน ใน 1 ปี ในช่วงฤดูฝนมันจะดูดซับน้ำได้สูงถึง 120,000 ลิตร มาเก็บไว้ในลำต้น  สู้กับความแห้งแล้งเพื่อมันจะสามารถอยู่รอดได้คงทน และมีอายุอยู่ได้นานกว่าต้นไม้อื่นๆ เป็นทีอยู่อาศัยของค้างคาว งู แม้แต่มนุษย์

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เราก็รู้ความลับของต้นไม้ประหลาดและมหัศจรรย์นี้แล้ว ....
ในลำต้นอันใหญ่โตและกลวง ของมัน คือ ถังเก็บน้ำดีๆนั่นเอง แต่ละต้น  ทำหน้าที่เป็น water tank ที่่เก็บน้ำได้ไม่ต่ำกว่า  300 litres  ดังนั้น แม้ฝนไม่ตกนานๆ ก็ไม่กลัว จึงสามารถมีอายุยืนเกินหน้าต้นไม้ชนิดอื่นๆนั่นเอง

ส่วนเรื่องผลไม้  เท่าที่อ่าน Comments  ของคนที่เคยลองกินผล Baobabจากสื่อต่างๆแล้ว ก็ไม่มีปรากฎว่า จะประทับใจมากจนกลายเป็นกระแสแรงๆ

แต่ถ้าพิจารณาว่า อาจจะมีคนนำเข้ามาปลูกเป็นไร่ๆทีี่ประเทศเรา   ก็คงอาจมีการต่อต้าน เพราะต้นไม้ชนิดนี้ กินน้ำมหาศาล คงเกิดการแย่งชิงน้ำมาสะสมไว้ในลำต้น ได้เก่งกว่าต้นไม้อีกหลายพันธุ์ทีเดียว

อ้างอิงข้อมูลจาก.
..Phytotrade Africa....Mintel ...Wikipedia...Food navigator.com...Baobab.com  The bizarre Baobab