ความหมกมุ่นที่ เกี่ยวกับเรื่องงานของผม ในระยะหลังๆ คนหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้คนมี “ปัญญา” กันมากขึ้น และมีอย่างมีคุณภาพ
แน่นอน การมีปัญญาประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ซึ่งเท่าที่สรุปเอง ได้แก่
- การคิดอย่างเสรี ไร้กรอบ
- การคิดอย่างวิพากษ์ มีเหตุผล ลึกซึ้ง
- การคิดอย่างมีข้อมูล
ในที่นี่จะขอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การคิดอย่างมีข้อมูล” โดยปัญหาที่พบคือ คนจำนวนมากคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนา (aka ไม่มีปัญญา) คำอธิบายพื้นฐานที่ตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็คือคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูล
ลองมาคิดดูว่าคำอธิบายนี้เป็นจริงหรือไม่ ในโลกที่ข้อมูลอยู่ใกล้ หยิบจับได้เพียงแค่คลิก เรายังเห็นคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะหยิบจับ หรือแม้แต่ “เริ่มคิด” ที่จะหยิบจับข้อมูลเหล่านั้น มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตัวเองและสิ่งรอบข้าง ส่วนจำนวนมากทำอะไรซ้ำซาก ไม่ขวนขวายหาสิ่งใหม่ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะขวนขวาย ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้มาง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจากการถาม จากสื่อ ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต
นั่งคิดๆ ก็สรุปพอได้ว่า ปัญหาไม่ใช่คนเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้ แต่ปัญหาคือคน “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงข้อมูลและความรู้” กล่าวคือ ไม่เห็นความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น
แล้วทำอย่างไรคนถึงจะกระตือรือร้นในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ แก้ปัญหา และพัฒนา ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าคนเราจะทำอะไร ต้องเกิดจากแรงกระตุ้น “ภายใน” มากกว่าแรงกระตุ้นภายนอก เช่น ทำตามๆ กัน หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนเราจะทำอะไรจริงๆ จังๆ เพราะ “อยากทำ” จากข้างใน เช่น อยากเล่นดนตรีเพราะฟังเพลงแล้วมีความสุข มากกว่าอยากเล่นเพราะทำเป็นอาชีพได้ อยากทำอาหารเพราะมีความสุขเวลาผัดกับข้าว มากกว่าอยากทำเพราะราคาถูกกว่าซื้อ อยากทำงานเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงิน อยากเรียนรู้เพราะการได้คิดและได้รู้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มากกว่าอยากรู้เพราะจะทำให้เราดูฉลาดในสายตาเพื่อน
ดังนั้น การให้การศึกษาเพื่อทำให้คนมีทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อเรียนรู้ จึงควรมุ่งเน้นไปที่การชี้ให้เห็นว่า “การรู้” ทำให้เราเข้าใจโลก ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนา มากกว่าการรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือรู้เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จอื่น
ขออภัยที่เขียนสั้นมาก จริงๆ อยากขยายความเกือบทุกบรรทัด แต่หมดแรงแล้วตอนนี้ ขอให้อ่าน between-the-line ละกันครับ
(Copy มาจากบล็อกเดิมของผมที่ wordpress)


เมนูของ guopai





เมื่อ อา. 13 เม.ย. 2551 @ 09:54
607800 [ลบ]
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ชิตพงษ์
ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ ในเรื่องของ
ความไม่รู้เกิดจากการ “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้"
ประเด็นดังกล่าวก็ โอเค ครับ ที่นี้ผมขอตั้งคำถามต่อไปและขอตอบเอง (เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ อาจผิดก็ได้)
คำถามต่อจากประเด็นของท่านอาจารย์ คือ
การขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้ เกิดจากอะไร
ผมขอตอบเองว่าน่าจะเกิดจากวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย จึงทำให้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่งขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้
นั่นคือ ไม่ต้องเรียนรู้อะไร คอยฟังคำสั่งและทำตามก็พอแล้ว ส่วนความรู้นั้น ผู้มีอำนาจจะบอกเอง ไม่ต้องไปเข้าถึงความรู้ที่ใหน
ผมอยู่ในวงการศึกษาในระดับประถมศึกษา ปัญหาดังกล่าวดูค่อนข้างที่จะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากเหมือนกันครับ
แต่ผมก็พยายามค่อยๆ ปรับ ค่อยเป็นค่อยไป
ขอบคุณครับ
เมื่อ อา. 13 เม.ย. 2551 @ 10:21
607830 [ลบ]
เมื่อ พ. 20 ส.ค. 2551 @ 11:43
793193 [ลบ]
เฮ้ย คุณ ในไทย คนส่วนใหญ่ รู้ว่าคิดแล้วมันก็ แถมกรอบโครงสร้างใหญ่ทางวัฒนธรรมก็บังคับให้เราเชื่อ ให้ยอมเชื่อฟัง กตัญยู มากกว่าคิดอยู่แล้ว แถมทำแบบนั้นไปมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าในโ๕รงสร้างสังคมเดิม
เราหาความรู้เพิ่มเพื่อที่จะคิดให้ดีขึ้นไม่ใช่เหร้อ ในเมื่อมันไม่ใช่ไพรออริตี้ในสังคมนี้เนี่่ยอะไรจะเปนแรงจูงใจล่ะ
ก็สังคมนี้มันคิดมากไม่ได้ คิดต่างไม่ได้ จะไล่ไปอยู่นอกประเทศซะหมด
นอกจากเอาความรู้มาสร้างความก้าวหน้าเปนรูปธรรม แต่สำหรับหลายคนเลียๆไปก็ได้ดีเหมือนกัน
อีกอย่างนะท่านชนชั้นกลางน่ะพูดได้เรื่องคุณค่าที่มากกว่าหากิน แต่ถ้าคุณเกิดมาจนมาก หรือตกยากขึ้นมาอะไรจะต่างออกไปนะ
แต่ถ้าอยากจะส่งเสริมการเรียนรู้อะไรพวกนี้ เห็นด้วยสุดตรีนครับ
เมื่อ พ. 20 ส.ค. 2551 @ 11:51
793203 [ลบ]
แก้นิดนึงครับ
เฮ้ย คุณ ในไทย คนส่วนใหญ่ รู้ว่าคิดแล้วมันก็เท่านั้น อำนาจสำคัญกว่า