สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ประกาศ: UKM 14 ที่ ม.มหาสารคาม เลื่อนเป็นวันที่ 9-10 ม.ค. 2552
Chitpong's Inner Thought
ชิตพงษ์ กิตตินราดร
P ชิตพงษ์ กิตตินราดร
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 270
ทำไมรัฐบาลต้องการให้คุณใช้เงินเยอะๆ (และทำไมคุณไม่ควรเชื่อรัฐบาล)

ที่จริงผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลย อย่างไรก็ตามก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา

ในยามที่เศรษฐกิจเติบโตน้อย ชะงักงัน หรือถดถอย รัฐบาลในระบบทุนนิยมจะสนับสนุนให้คนใช้จ่ายเยอะๆ (= เก็บเงินน้อยๆ) โดยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย (เพื่อส่งเสริมให้กู้ และไม่ส่งเสริมให้เก็บเงินในธนาคาร) การใช้งบการคลังกระจายไปยังภาคต่าง (เช่นให้เงินอุดหนุน เร่งจ้างงานเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่) จนไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อ และการ “ทำ” โดย “ไม่ทำ” เช่น ไม่กระตือรือร้นในการรณรงค์ไม่ให้คนเป็นหนี้

การกระทำเช่นนี้มีเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ ผมเลยอยากลองอธิบายง่ายๆ ให้คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เข้าใจ (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว!)

โดยปกติ เวลาคนเราได้เงินมา เราจะนำเงินนั้นไปทำ 2 อย่าง คือ “ใช้” หรือไม่ก็ “เก็บ”

  • สมมติว่าผมได้เงินมา 100 บาท ผมเก็บเงินไว้ 10 บาท อีก 90 บาทไปซื้อข้าวหน้าเป็ดกิน
  • คนขายข้าวหน้าเป็ด ได้เงินจากผมไป 90 บาท เก็บไว้เอง 9 บาท อีก 81 บาทเอาไปซื้อเป็ดจากคนขายเป็ด
  • คนขายเป็ด ได้เงินจากคนขายเข้าหน้าเป็ดมา 81 บาท เก็บไว้ 8 บาท เหลือ 72 บาท เอาไปซื้อเหล้า
  • คนขายเหล้า ได้เงิน 72 บาทจากคนขายเป็ด เก็บไว้ 7 บาท อีก 65 บาทนำไปใช้ต่อ…

ถ้าเรายุติวงจรการใช้เงินที่จุดนี้ จะพบว่า เงินตั้งต้น 100 บาทของผม ทำให้เกิด “มูลค่า” ที่เกิดจากการที่เงินเปลี่ยนมือในระบบเศรษฐกิจ ถึง 90 + 81 + 72 + 65= 308 บาท

การที่เงินเปลี่ยนมือ ทำให้มูลค่า 100 บาท กลายเป็น 300 บาทกระบวนการนี้เรียกว่า multiplier effect โดย เงิน 300 บาทที่เกิดขึ้นก็คือ “รายได้ประชาชาติ” หรือ national income นั่นเอง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” หรือ GDP - gross domestic product เพราะคนมีรายได้ ก็ต้องใช้ เมื่อคนต้องการใช้ ก็ต้องผลิต นั่นคือต้องเกิด “ผลิตภัณฑ์” ที่เมื่อผลิตแล้วมี “มูลค่า”

ทีนี้ เวลาเศรษฐกิจฝืดเคือง (แปลว่าคนไม่ซื้อของ เพราะของแพง หรือไม่มีเงิน ไม่มีรายได้) รัฐต้องกระตุ้นให้คนซื้อของมากขึ้น เช่น แทนที่ผมมีเงิน 100 บาท จะเก็บ 10 บาท ก็เปลี่ยนมาเก็บแค่ 5 บาท จะได้จ่ายมากขึ้น 5 บาท เป็น 95 บาท แทนที่จะเป็น 90 บาท

ถ้าทุกคนเก็บเงินน้อยลง จ่ายมากขึ้น นั่นหมายความว่า จะมีเงินมากขึ้นเป็นทวีคูณในระบบผ่านกระบวนการ multiplier หมายถึงคนใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้เกิดการผลิตมากขึ้น เกิดการซื้อวัตถุดิบมากขึ้น เกิด demand หรือความต้องการซื้อมากขึ้น ราคาผลผลิตก็จะดีขึ้น อย่างนี้ไปเรื่อยๆ…

ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเชื่อว่า การใช้มาก ผลิตมาก ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเ้รือง ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นโลกที่น่าอภิรมย์

แต่ถ้าการใช้มาก หมายถึงการ “กู้” หรือ “ผ่อน” มาก และถ้าคนกู้กับผ่อน ไม่ได้มีความสามารถ หรือแรงจูงใจ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีรายได้ในอนาคตมากพอที่จะคืนเงิน กู้เหล่านั้นได้ สังคมจะเป็นอย่างไร

และการผลิตมากขึ้น ที่ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอย่างไม่ยังยืน และทำลายสิ่งแวดล้อม คุณได้คิด “ต้นทุน” เหล่านี้เข้าไปในสมการหรือยัง หรือมันเป็นเรื่องระยะยาวเกินไปที่จะคิดได้

และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้อย่างชัดแจ้งแบบที่ไม่เคยชัดกว่านี้มาก่อน

(Copy มาจากบล็อกเดิมของผมที่ wordpress)

สร้าง: ส. 12 เม.ย. 2551 @ 21:24   แก้ไข: ส. 12 เม.ย. 2551 @ 21:24   ขนาด: 8174 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก