ผมทำงานที่แรก ตอนยังเรียนอยู่ งานที่ทำนั้นคืองานแปลบทความลงนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่งที่ตอนนี้ปิดตัวไป แล้ว ผมได้มีโอกาสอยู่จนถึงวาระสุดท้ายของหนังสือเล่มนั้น
หนังสือเล่มนั้นปิดตัวเพราะประสบวิกฤติทางการเงิน เนื่องจาก sponsor หลักถอนตัว ช่วงขณะนั้น ผมคุยเปิดอกกับบรรณาธิการบริหาร ผมถามเค้าว่า จริงๆ แล้วพี่ทำหนังสือเล่มนี้เพราะอะไร?
พี่บรรณาธิการตอบอย่างไม่ลังเล ด้วยหน้าตาเศร้าสร้อย “ทำเพราะเงินไง”
ความรู้สึกตอนได้ยินคำนั้นติดตามผมไปหลายเดือนหลังจากที่หนังสือเล่มนั้นเลิกกิจการไป ตอนนั้นผมรู้สึกสับสน มึนงง ไม่เข้าใจ
หลังจากจบมา ผมโชคดีที่ได้ทำงานที่ไม่ใช่ธุรกิจ คือไม่มุ่งหาผลกำไรสูงสุด แต่ทำงานใน social enterprise ที่มีเป้าหมายมุ่งประโยชน์สูงสุดของสังคม ความรู้สึกของผมชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่ผมจะทำในชีวิต
องค์กรของเราอยู่ได้ด้วย passion นั่นคือความหลงใหลในงานและเป้าหมายของงานที่ตัวเองทำ ความพึงพอใจสูงสุดของเราคือเมื่อได้เห็นโครงการที่เราสนับสนุนหรือที่ทำเอง ประสบความสำเร็จ ผู้คนและสังคมได้รับประโยชน์ เกิดสิ่งใหม่ๆ หลายครั้งที่ผมเจอคนที่มีความ “หลงใหล” เหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นความหลงใหลคนละอย่าง แต่ผมรู้สึกว่าผมต้องพยายามทำทุกทาง ให้เราในฐานะองค์กรได้ช่วยเหลือให้คนคนนั้นบรรลุความฝันที่สร้างประโยชน์แก่ ผู้คนนั้นได้
หลายๆ คนที่ผมพูดคุยด้วย มีข้อสรุปตรงกันว่า หากขาด passion แล้ว ทำอะไรก็ไม่มีทางสำเร็จ การจ้างใครสักคนเข้ามา ถ้าไม่มี passion ต่อให้เก่งอย่างไรก็ไม่ควรรับเข้ามา เพราะเขาจะทำงานซังกะตาย เพื่อเงิน เพื่อตัวเอง และไม่คิดริเริ่มอะไรด้วยตัวเอง นี่คือสถานการณ์ที่ผมเห็นมากับตาในองค์กรภาคสังคมชั้นนำ ที่ดูดีภายนอก แต่ภายในกลวงเปล่าด้วยพนักงานที่ไร้จิตใจ
ผมต้องการเงิน ต้องการให้สมกับ passion ที่ผมมีให้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเงินจะซื้อผมไปทำสิ่งที่ผมไม่หลงใหลได้
(Copy มาจากบล็อกเดิมของผมที่ wordpress)


เมนูของ guopai




